โฮมโปร ตัวจริงที่ทำ Circular Economy ครบวงจร ยกระดับสู่ “มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต” ที่กำลัง ‘เปลี่ยน’ พฤติกรรมคนไทยสู่การใช้ชีวิตยั่งยืน


ผนึก เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์กว่า 300 แบรนด์ จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 25,621 ตันพร้อมส่งมอบสินค้ารักษ์โลกกว่า 8.5 ล้านชิ้นสู่ผู้บริโภค ตอกย้ำเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญของช่องว่างระบบการจัดการของเสีย ที่ภาคธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านสามารถเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาได้โดยตรง

“โฮมโปร” ในฐานะผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบครบวงจรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับ เอสซีจี และพันธมิตรแบรนด์ 324 แบรนด์ เพื่อบริหารจัดการวงจรชีวิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านโมเดลธุรกิจที่ผสานสินค้า บริการ และระบบการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธีที่ได้ตามมาตรฐานสากล ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค มุ่งยกระดับสู่ ‘มาตรฐานใหม่การใช้ชีวิต’ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ากลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และเข้าถึงได้จริงสำหรับผู้บริโภค

3 ปีแห่งการพิสูจน์: เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่จับต้องได้จริง

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ม.ค.2566 – เม.ย.2569) โฮมโปรสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยสามารถนำสินค้าและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากบ้านลูกค้าของโฮมโปรและเมกาโฮม นำกลับเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี ได้มากกว่า 590,869 ชิ้น คิดเป็นน้ำหนักรวมกว่า 25,621 ตัน พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าในกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ได้มากกว่า 532 SKUs และส่งมอบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับ 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น สะท้อนความสำเร็จของการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ร่วมกับเอสซีจี และเครือข่ายพันธมิตรแบรนด์ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและพัฒนาสินค้ารักษ์โลกไปสู่ผู้บริโภค

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุกๆ วันของผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ

“Retail ยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า
ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”

4 กลไกขับเคลื่อน Circular Economy ครบวงจร

โฮมโปรขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 4 กลไกหลัก ที่ทำงานเชื่อมโยงกันตลอดวงจรชีวิตสินค้าเริ่มจาก “การยืดอายุการใช้งานสินค้า” ผ่านบริการจาก “ช่างโฮมโปร” (CHANG HomePro) ที่มุ่งเน้นซ่อมแซมและบำรุงรักษาก่อนการเปลี่ยนใหม่ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยยืดอายุสินค้าให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 97,006 ชิ้น ลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ทดแทนการซื้อสินค้าใหม่

กลไกที่สองคือ “การรับคืนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ผ่านโครงการ แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In) ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำสินค้าเก่ามาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ โดยปัจจุบันมีพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมโครงการแล้ว 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ และสามารถรับสินค้าเก่ากลับจากบ้านลูกค้าได้แล้วกว่า 590,869 ชิ้น

กลไกที่สามคือ “การจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี” ผ่านกระบวนการคัดแยกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการโดยพันธมิตรที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ครอบคลุมการจัดการของเก่ารวมกว่า25,621 ตัน โดยหลีกเลี่ยงการฝังกลบให้เป็นทางเลือกสุดท้าย

ส่วนกลไกที่สี่คือ “การสร้างมูลค่าใหม่จากวัสดุหมุนเวียน” ในรูปแบบของสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 30 ราย เพื่อนำพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและวัสดุที่ผ่านการจัดการแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต พัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลกถึง 532 SKUs และส่งมอบสู่มือผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น

พลังพันธมิตร: ขับเคลื่อน Circular Economy ทั้ง Ecosystem

ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรเป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุการใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

หัวใจสำคัญของความสำเร็จตลอด 3 ปี คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเครือเอสซีจีผู้นำความยั่งยืนระดับโลก ที่ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับ ESG ในการผลักดัน Circular Economy สู่ชีวิตประจำวัน ผ่านการขับเคลื่อนของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก:

  • SCGC (เอสซีจี เคมิคอลส์): รีไซเคิลระบบปิด (Closed-Loop) นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ฟิล์ม และสายรัดพลาสติก มาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล (SCGC GREEN POLYMER™) พัฒนาสู่สินค้ารักษ์โลกที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1.1 ล้าน kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 93,000 ต้น)
  • SCGP (เอสซีจี แพคเกจจิ้ง): บริหารจัดการขยะกระดาษจากโฮมโปรทุกสาขาผ่านเครื่องอัดเศษกระดาษ
    ณ ศูนย์กระจายสินค้า หมุนเวียนกลับสู่โรงงานรีไซเคิลแล้วกว่า 6,000 ตัน ลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 34 ล้าน kgCO2e
  • SCGD (เอสซีจี เดคคอร์): สร้างระบบหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity) นำสุขภัณฑ์เก่ามาเป็นวัตถุดิบผลิตกระเบื้องเซรามิกใหม่ ช่วยลดขยะและลดก๊าซเรือนกระจกสะสมตลอด 3 ปีได้รวม 70,949 kgCO2e (เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 4,730 ต้น)

แนวทางดำเนินธุรกิจโฮมโปรสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน โฮมโปรเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต เพื่อพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบสินค้า เลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการอย่างถูกวิธี

ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนสะท้อนบทบาทโฮมโปรในฐานะต้นแบบองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เกิดขึ้นได้จริงทั้งในเชิงพาณิชย์ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคควบคู่กัน

โฮมโปรเชื่อว่า Circular Economy ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “วิถีการใช้ชีวิตใหม่” ของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และทำให้การใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลกกลายเป็นเรื่องปกติของทุกครัวเรือน ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 นายวีรพันธ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

สคส. ยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูลประเทศ ออกเกณฑ์รับรองมาตรฐาน PDPA Certification มุ่งสร้าง Trust Economy สู่สากล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม หลังประกาศ “หลักเกณฑ์การให้ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569” และ “วิธีการและเงื่อนไขในการรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2569” ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ถือเป็นการเปิดระบบ PDPA Certification ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันให้องค์กรภาครัฐและเอกชนยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน คู่ค้าทางธุรกิจ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็น “ก้าวสำคัญของประเทศไทย” ในการยกระดับระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการบังคับใช้กฎหมาย ไปสู่การสร้าง มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น ที่สามารถตรวจสอบได้ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลที่นานาชาติให้การยอมรับ ข้อมูลส่วนบุคคลในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลของประชาชนเท่านั้นแต่เป็นทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การที่องค์กรสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบบริหารจัดการข้อมูลที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูล จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่า

จะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการ Cloud Computing แพลตฟอร์มดิจิทัล การเงินดิจิทัล หรือการให้บริการออนไลน์ ดังนั้น หากองค์กรสามารถแสดงให้เห็นว่ามีมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มแข็ง ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจได้มากกว่าองค์กรที่เพียงปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมาย

“PDPA จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ขององค์กร แต่กำลังพัฒนาไปสู่มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลข้อมูล ที่สะท้อนความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความพร้อมขององค์กรในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างยั่งยืน”

วางรากฐาน “PDPA Certification” สู่ Trust Mark ของประเทศไทย

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า ระบบรับรองมาตรฐาน PDPA ที่ประกาศในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสนับสนุนให้องค์กรยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามหลัก Accountability การสร้างกลไกการรับรองมาตรฐานที่ได้รับความเชื่อถือ และการวางรากฐานเพื่อเชื่อมโยงการรับรองมาตรฐานระหว่างประเทศ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าการลงทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และการขยายธุรกิจขององค์กรไทยในเวทีโลก

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการออกใบรับรอง แต่คือการสร้างระบบนิเวศด้านความเชื่อมั่นที่ทุกภาคส่วนสามารถยึดถือเป็นมาตรฐานร่วมกัน เพราะในอนาคต ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคลจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจใช้ประกอบการตัดสินใจ” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

เปิดเกณฑ์คุณสมบัติองค์กร ยกระดับมาตรฐานก่อนเข้าสู่การรับรอง

สำหรับองค์กรที่สามารถยื่นขอรับรองมาตรฐานได้ ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาคเอกชนต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่มีสาขาหรือแต่งตั้งผู้แทนตามกฎหมายในประเทศไทย ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้นไป หรือเป็นหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

นอกจากนี้ องค์กรที่จะเข้าสู่กระบวนการรับรอง จะต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นที่สะท้อนถึงความพร้อมและความโปร่งใส ได้แก่

ต้องผ่านการประเมิน Privacy Maturity Model (PMM) ในระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

  • ไม่เคยถูกปฏิเสธการรับรองภายใน 45 วันก่อนยื่นคำขอ
  • ไม่เคยถูกเพิกถอนใบรับรองภายในระยะเวลา 1 ปี
  • กรณีที่เคยต้องคำพิพากษาตามกฎหมาย PDPA จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวโดยครบถ้วน และพ้นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะสามารถยื่นคำขอได้

เกณฑ์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อให้การรับรองเป็น “มาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น” ไม่ใช่เพียงการรับรองเชิงเอกสาร แต่สะท้อนถึงการดำเนินงานจริงขององค์กร

จุดเด่นของระบบ PDPA Certification คือ การตรวจประเมินที่ครอบคลุมทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงการจัดทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการรับรอง แต่ครอบคลุมการดำเนินงานจริงใน 4 กลุ่มหลัก 10 ด้าน ประกอบด้วย

  • นโยบายและธรรมาภิบาลองค์กร
  • การกำกับดูแลโดยผู้บริหารและ DPO
  • การพัฒนาบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมด้านข้อมูล
  • การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล
  • ความโปร่งใสและการแจ้งวัตถุประสงค์
  • การจัดทำ ROPA และฐานทางกฎหมาย
  • การบริหารความเสี่ยงและการจัดทำ DPIA
  • การทำ Data Processing Agreement และ Data Sharing Agreement
  • มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
  • การบริหารจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

การตรวจประเมินจะดำเนินการทั้งจากการตรวจเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการตรวจประเมินระบบการดำเนินงานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาตรวจประเมิน

สำหรับกระบวนการพิจารณา สคส. จะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระยะเวลารวมไม่เกิน 180 วัน และสามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วันในกรณีจำเป็น

ใบรับรองและเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะมีอายุ 3 ปี พร้อมระบบติดตามผลหลังได้รับการรับรองครบ 1 ปี เพื่อประเมินการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์กรสามารถยื่นขอต่ออายุได้ล่วงหน้าไม่เกิน 6 เดือนก่อนหมดอายุ หรือภายใน 6 เดือนหลังใบรับรองสิ้นสุดอายุ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป สคส. จะผลักดันให้ PDPA Certification เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านกฎหมาย แต่เป็น “แต้มต่อ” ในการดำเนินธุรกิจโดยองค์กรที่ได้รับการรับรอง จะสามารถแสดงให้ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจเห็นว่า มีระบบกำกับดูแลข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“เราอยากเห็น PDPA เปลี่ยนจากสิ่งที่หลายองค์กรเคยมองว่าเป็น “ภาระในการปฏิบัติตามกฎหมาย” ไปสู่ “เครื่องมือสร้างความสามารถในการแข่งขัน” เพราะในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเทคโนโลยี เงินทุน หรือทรัพยากรบุคคล”พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การประกาศหลักเกณฑ์รับรองมาตรฐาน PDPA ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐาน Digital Trust ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI เศรษฐกิจดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Digital Trusted Nation ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ภาคธุรกิจ และประชาคมโลก

เปลี่ยนทุกก้าวให้หัวใจแข็งแรง กับกิจกรรม “วิ่ง แลก ใจ” สะสมระยะครบ 10 กิโลเมตร รับฟรี!! โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจผ่านกิจกรรม “วิ่ง แลก ใจ” รณรงค์ให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลหัวใจจากกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเดิน เพียงสะสมระยะทางให้ครบ 10 กิโลเมตร รับฟรี โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มูลค่า 550 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569

กิจกรรม “วิ่ง แลก ใจ” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจมากขึ้น ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือการเดิน เพราะทุกก้าวที่เริ่มต้นวันนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญของการมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงในระยะยาว

สำหรับกติกาการร่วมกิจกรรมสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงวิ่งหรือเดินสะสมระยะทางให้ครบ 10 กิโลเมตร ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพยอดนิยม อาทิ Whoop, Garmin, Strava, Nike Run Club, Runkeeper, Apple Fitness, Samsung Health และแอปพลิเคชันอื่นๆ จากนั้นแสดงหลักฐานระยะสะสมมาที่ LINE Official : @praram9hospital เพื่อแลกรับสิทธิ์ได้ทันที

ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ สามารถเข้ารับบริการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อคัดกรองและประเมินการทำงานของหัวใจเบื้องต้น ได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือดพระรามเก้า ชั้น 3 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า ในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.00–17.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยสิทธิ์ดังกล่าวสามารถส่งต่อให้คนที่คุณรักใช้แทนได้

แม้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย แต่การรู้เท่าทันสุขภาพหัวใจก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยประเมินการทำงานของหัวใจ และคัดกรองความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพและออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม  “วิ่ง แลก ใจ” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Messenger : https://m.me/praram9Hospital LINE Official Account : https://hubs.li/Q042qJ_N0 หรือ โทร.1270

ACER ร่วมกับ NVIDIA เปิดโครงการ “Acer Next-Gen School Tour 2026” ชวนนักเรียนมัธยมเรียนรู้เทคโนโลยีผ่านประสบการณ์จริงพร้อมค้นหาแรงบันดาลใจสู่อาชีพด้าน IT และดิจิทัลในยุค AI

  • ACER และ NVIDIA ร่วมย้ำบทบาท Education Partner พาเยาวชนสัมผัสเทคโนโลยีจริง
  • เปิดโลก AI และ Future Skills พร้อมค้นหาเส้นทางอาชีพสาย IT-Digital แห่งอนาคต
  • เชื่อมต่อห้องเรียนสู่โลกการทำงาน ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพ

กรุงเทพฯ — ACER ร่วมกับ NVIDIA เปิดตัวกิจกรรม “Acer Next-Gen School Tour 2026” โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิดเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็น “สนามทดลองไอเดีย” ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต และค้นหาเส้นทางอาชีพสาย IT-Digital ในยุค AI กิจกรรมดังกล่าวจะเดินสายจัดในโรงเรียนชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ นำร่องที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า ก่อนขยายสู่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง และโรงเรียนอื่น ๆ ในอนาคต จุดประกายความสนใจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอเซอร์ในการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในวาระ ครบรอบ 50 ปีของเอเซอร์

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนบทบาท Education Partner ของ ACER และ NVIDIA ในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับเยาวชนไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “The Next Breaking Barriers” ที่มุ่งทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าใจและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาและการทำงานในยุค AI

Acer Next-Gen School Tour 2026 ยกระดับการเรียนรู้และความสนุกผ่านกิจกรรมบรรยาย เกมบนเวที และโซน Showcase เทคโนโลยี โดยความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เข้าใจการทำงานของนวัตกรรมรอบตัว และเห็นภาพเส้นทางอาชีพในโลกดิจิทัลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ภายในงาน ACER ร่วมกับ NVIDIA พันธมิตรด้านเทคโนโลยีและผู้พัฒนาชิปประมวลผลกราฟิกและ AI บนแล็ปท็อป จัดแสดงศักยภาพของ GPU GeForce RTX 50 Series ผ่านการสาธิตการใช้งานจริงร่วมกับแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้และการทำงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนาในหัวข้อ “ค้นหาเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีและสายงาน IT ในอนาคต” ภายใต้แนวคิด “นักเรียน 2.0 – เรียนรู้ตัวเอง เข้าใจโลก IT ใช้ AI เป็นผู้ช่วยสู่อนาคต” เพื่อเปิดมุมมองให้นักเรียนได้รู้จักสายอาชีพด้านเทคโนโลยี เข้าใจทักษะที่จำเป็น และเตรียมพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต

การบรรยายครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์เขม – สัจจพงศ์ เหรียญโมรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและ Creative Director จากช่อง Kame Up! ซึ่งถ่ายทอดเนื้อหาเรื่อง AI ในสไตล์ “เพื่อนสอนเพื่อน” โดยย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น พร้อมชวนนักเรียนมองภาพโลกการทำงานยุคใหม่ที่สายงาน IT ไม่จำกัดเพียงการเขียนโปรแกรม แต่ยังครอบคลุมถึงคอนเทนต์ เกม และธุรกิจดิจิทัล เพื่อเปิดมุมมองให้เยาวชนสำรวจความสนใจและความถนัดของตนเอง รวมถึงเรียนรู้การใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากกิจกรรมบนเวทีภายในงาน นักเรียนจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์เรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟผ่าน 3 โซนหลักที่เอเซอร์จัดขึ้น ได้แก่ AI Try Zone ทดลองใช้ AI ช่วยในการเรียนและชีวิตประจำวัน, Device Trial Zone จับต้องจริงกับอุปกรณ์ ACER และ PREDATOR ที่มาพร้อมกับ NVIDIA GeForce RTX 50 Series เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีกราฟิกประสิทธิภาพสูง ปิดท้ายด้วย Game Zone พื้นที่แห่งความสนุกและการแข่งขัน พร้อมกิจกรรมแจกของรางวัลตลอดงาน

Acer Next-Gen School Tour 2026 จะเดินหน้าขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนชั้นนำอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ตลอดปี 2026 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีจากประสบการณ์จริง พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานในยุคดิจิทัล

ลูกไม่ใช่คอนเทนต์!!! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบก่อนความคาดหวังของพ่อแม่จะพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยภาพความสำเร็จของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ความสามารถพิเศษ การแข่งขัน หรือพัฒนาการที่รวดเร็วกว่าวัย ภาพเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานที่พ่อแม่จำนวนมากนำมาเปรียบเทียบกับลูกของตนเองโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ความรัก ความหวังดี และความตั้งใจที่จะผลักดันลูก ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันที่บั่นทอน “ความสุข” และทำให้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูกค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นบาดแผลในจิตใจที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กจำนวนมากกำลังถูกลดทอนจากการเป็น “มนุษย์” ที่มีความคิด ความรู้สึก และจังหวะการเติบโตเฉพาะตัว ให้กลายเป็น “คอนเทนต์” หรือเครื่องมือสะท้อนความสำเร็จของผู้ใหญ่บนโลกออนไลน์  พ่อแม่จำนวนไม่น้อยกำลังเผลอนำลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ  จนทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ และไม่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการยอมรับ ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กทุกคนมีจังหวะการเติบโต มีความสามารถ และมีตัวตนที่แตกต่างกัน

แม้ความคาดหวังของพ่อแม่จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างรุนแรงคือวิธีการแสดงออกของความคาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการบีบบังคับ การตำหนิ การประชดประชัน การตั้งเงื่อนไขในการมอบความรัก หรือการเปรียบเทียบกับผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้กำลังส่งสารไปยังเด็กว่า “คุณค่าของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จ” มากกว่าความเป็นตัวตนที่แท้จริง เมื่อเด็กไม่สามารถทำทุกอย่างตามที่พ่อแม่ตั้งมาตรฐานไว้ เขาจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หนูยังดีไม่พอใช่ไหม” และค่อย ๆ สูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง หรือ Self-Esteem ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพจิต ส่งผลให้เด็กจำนวนมากป่วยด้วยปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาที่น่ากังวลในปัจจุบันคือ เด็กจำนวนมากกำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะแรงกดดันจากการเปรียบเทียบในโลกออนไลน์ การเร่งพัฒนาการเกินวัย และความคาดหวังจากพ่อแม่ที่สูงเกินกว่าศักยภาพของเด็กจะทำได้ โดยหลายครอบครัวยังคงมีความเชื่อผิด ๆ ว่า “การเปรียบเทียบ” เป็นแรงผลักดันให้ลูกพัฒนาตัวเอง แต่ในความเป็นจริง เด็กที่ถูกเปรียบเทียบจะเกิดความรู้สึกด้อยค่า ขาดความมั่นใจ และไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลต่อว่า เมื่อเด็กถูกเปรียบเทียบบ่อย ๆ จะเกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ กระทบต่อความจำ สมาธิ การเรียนรู้ และการควบคุมอารมณ์ ในบางรายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและการทำงานของสมองในระยะยาว จนเปรียบได้กับการเกิด “รอยแผลเป็นในสมอง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต บาดแผลทางใจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสมองโดยตรง เมื่อเด็กต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นเวลานาน ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมองและระบบประสาท เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ในอนาคต

“โซเชียลมีเดีย” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก เด็กจำนวนมากถูกนำไปเปรียบเทียบกับภาพของ “เด็กที่เก่งและสมบูรณ์แบบ” ที่ปรากฏอยู่บนสื่อออนไลน์ พ่อแม่บางคนเสพสื่อจนเกิดความกดดันและความคาดหวัง อยากให้ลูกสมบูรณ์แบบเหมือนภาพที่ตนเห็นบนสื่อออนไลน์ พยายามเร่งพัฒนาการลูกผ่านการเรียนพิเศษหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ลูกประสบความสำเร็จก่อนวัยอันควร จนเด็กไม่มีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือใช้ชีวิตตามวัยอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ การโพสต์รูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือเรื่องราวของลูกบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ยังอาจสร้าง ร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่ส่งผลต่อเด็กในอนาคต ทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว ความภาคภูมิใจในตนเอง และความรู้สึกมีคุณค่า

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า เป้าหมายของการเลี้ยงลูกไม่ใช่การสร้างเด็กที่ประสบความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการสร้างเด็กที่มีความสุข มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมีภูมิคุ้มกันทางใจ ที่แข็งแรง เพราะเด็กที่มี Self-Esteem ที่ดี จะสามารถรับมือกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และความ  ท้าทายในชีวิตได้ดีกว่าเด็กที่มีเพียงความสำเร็จ แต่ขาดความสุขในการใช้ชีวิต

สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องยอมรับในตัวตนของลูก ชื่นชมในความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เปิดพื้นที่ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น รับฟังความรู้สึกอย่างจริงใจ และทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวใจของลูก เพราะความสุขในวัยเด็ก คือรากฐานสำคัญของสุขภาพจิตที่แข็งแรงตลอดชีวิต

“ลูกไม่ใช่คอนเทนต์ ไม่ใช่ถ้วยรางวัล และไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของพ่อแม่ สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดไม่ใช่ยอดไลก์ ไม่ใช่รางวัล หรือการเป็นที่หนึ่ง แต่คือการได้รับความรัก การยอมรับ และความรู้สึกปลอดภัยจากคนในครอบครัว”

สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการคำแนะนำในการดูแลสุขภาพใจของลูก การสื่อสารในครอบครัว หรือการรับมือกับความคาดหวังที่อาจส่งผลต่อเด็ก สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

ZHULIAN สร้างปรากฏการณ์แห่งความสำเร็จพาผู้นำองค์กรเปิดประสบการณ์ระดับโลก ณ “เกาะใต้ นิวซีแลนด์”

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จัดทริปแห่งความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ “ZHULIAN International Diamond Forum Qualify 2025” พาผู้นำองค์กรและนักธุรกิจผู้ผ่านคุณสมบัติ เปิดประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส   ณ “เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์” ดินแดนธรรมชาติระดับโลกที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ระหว่างวันที่ 8–16 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความสำเร็จ และพลังของเครือข่ายนักธุรกิจซูเลียนจากทั่วประเทศ

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจสำหรับนักธุรกิจซูเลียนที่มุ่งมั่นสร้างผลงานจนผ่านคุณสมบัติระดับประเทศ พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางภูเขาหิมะ ทะเลสาบสีฟ้าใสราวคริสตัล และวิวธรรมชาติอันตระการตาของ “South Island” ประเทศนิวซีแลนด์

ไฮไลต์สำคัญของทริป คือ การเยือนทะเลสาบเทคาโป แลนด์มาร์กชื่อดังที่โดดเด่นด้วยสีฟ้าเทอร์ควอยซ์สุดงดงาม พร้อมชมโบสถ์ Church of the Good Shepherd ท่ามกลางวิวธรรมชาติระดับโลก รวมถึงกิจกรรมนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวเหนืออุทยานแห่งชาติอะโอรากิ/เมาท์คุก ที่เผยภาพเทือกเขาหิมะและธารน้ำแข็งแบบพาโนรามาสุดอลังการ

นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปยังได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองควีนส์ทาวน์ เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ขึ้นชื่อทั้งความโรแมนติกและกิจกรรมสุดท้าทาย พร้อมล่องเรือ Spirit of Queenstown ชมวิวทะเลสาบวาคาติปู นั่งกระเช้า Skyline Gondola ชมวิวเมืองแบบ 360 องศา และร่วมสนุกกับกิจกรรมลูจและเจ็ตโบ๊ตสุดเร้าใจ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความประทับใจตลอดการเดินทาง อีกหนึ่งช่วงเวลาสุดพิเศษ คือ กิจกรรม             Group Photo และงานเลี้ยงบริษัทสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่สะท้อนถึงพลังแห่งความสำเร็จ ความอบอุ่น และความแข็งแกร่งของเครือข่ายนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซูเลียน” เชื่อมั่นว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงยอดธุรกิจ แต่คือการได้เติบโต เรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ทริปนี้จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่คือรางวัลแห่งความสำเร็จและพลังแห่งแรงบันดาลใจ ที่บริษัทตั้งใจมอบให้กับนักธุรกิจทุกท่าน เพื่อเติมพลังและต่อยอดสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมร่วมกัน”

โครงการ ZHULIAN International Diamond Forum Qualify 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ในการมุ่งสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้แก่นักธุรกิจ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจแห่งความสำเร็จ และผลักดันการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนบนเวทีระดับสากล

ไดกิ้น ร่วมเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน GREEN UP 2026 ของแสนสิริ ปักธงลดคาร์บอนในภาคอาคาร เดินหน้าเทคโนโลยีสีเขียว–เศรษฐกิจหมุนเวียนพร้อมปั้น “คน” ขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านระบบปรับอากาศและโซลูชันอากาศสะอาดระดับโลก ร่วมเป็นพันธมิตรภาคธุรกิจในงานฟอรัมความยั่งยืนแห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ซึ่งจัดโดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมเวทีเสวนา Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ตอกย้ำจุดยืนการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องปรับอากาศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรทั้งอุตสาหกรรม

สำหรับงาน GREEN UP 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยปีนี้ ยกระดับแนวคิดการจัดงานสู่ “Regenerative Business” หรือการเดินหน้าจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางการมาถึงของเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการวัดผลประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานอาคาร โดย “ไดกิ้น” ในฐานะพันธมิตรภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาคาร ได้เข้าร่วมเวทีนี้เพื่อร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติจริง (Share Business Practice) ที่องค์กรดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เผยว่าสำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนอย่าง Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะไดกิ้นได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนำสารทำความเย็น R32 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำกว่าสารทำความเย็นในยุคก่อนมาใช้ในประเทศไทย ทำให้การมาถึงของ Thailand Taxonomy จึงเป็นเหมือนตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของไดกิ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และยังช่วยยืนยันว่าทิศทางที่องค์กรเดินหน้ามานั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศและตรงตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

“ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีการใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคาร-ที่อยู่อาศัย ไดกิ้นจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด ผ่านกลยุทธ์ 2 แกนหลัก แกนแรกคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน และแกนที่สอง คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต”

นายวรุตม์ กล่าวเสริมถึงความท้าทายของเรื่อง Thailand Taxonomy โดยมองในมุมว่าความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องที่หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

“ปัจจุบันไดกิ้นมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 95% การปรับตัวเรื่อง Taxonomy จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโรงงานของไดกิ้น แต่เรามองเรื่องนี้ร่วมกับซัพพลายเออร์ คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หนึ่งในแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพ (Reclaim) ก่อนจะนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม แม้กระบวนการนี้จะมีต้นทุนสูง แต่เราเชื่อว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความท้าทายในเรื่องนี้จึงรวมไปถึงการสร้างความเข้าใจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนในวันนี้ คือการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

จับมือแสนสิริ พร้อมมุ่งส่งเสริม “คน” – เคียงข้าง SME วางรากฐานการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง

การจับมือกับ “แสนสิริ” และพันธมิตรในเวที GREEN UP 2026 จึงตอกย้ำบทบาทของไดกิ้น ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงด้วยการนำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง ๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่ไดกิ้นให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คือเรื่องของ ‘คน’ เพราะแม้ Thailand Taxonomy จะเป็นกรอบที่ช่วยกำหนดทิศทางความยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงคือบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นโดยรวม

โดยที่ผ่านมา ไดกิ้นได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (OVEC) ในการสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรสายอาชีพทั่วประเทศ ทั้งการติดตั้งระบบปรับอากาศอย่างถูกต้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่ตามหลักสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในปีนี้ ไดกิ้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา National Training Center เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ ระบบทำความเย็น และแนวทางการลดคาร์บอนสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมอีกด้วย

ไดกิ้น ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME โดยมองว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขัน แต่ไดกิ้นมองว่า Taxonomy ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเป็นข้อกำหนดหรือภาระเพิ่มเติม แต่กลับเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจขององค์กร เพราะในอนาคต ลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนจะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งด้าน Green Finance และ Transition Finance ได้มากขึ้น

“ในส่วนของไดกิ้น เราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาด้านโซลูชันเพื่อความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที GREEN UP 2026 ที่มุ่งขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศธุรกิจสู่เป้าหมาย Net-Zero และอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน” นายวรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย

โฮมโปร จับมือ ไฮเออร์ เปิดตัวสินค้ารักษ์โลก “Circular Products – Refrigerator” ตู้เย็นรักษ์โลก เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่

นายอาเทพ พันธุ์อุทัยวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Home Electric บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”พร้อมด้วย มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “Circular Products – Refrigerator” ตู้เย็นรักษ์โลก 3 รุ่นหลักของประเทศไทยสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน หรือ Circular Products ภายใต้แนวคิด Closed-Loop Circularity ที่นำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดจำหน่ายผ่านโฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวพลอย ดาระกะมาศ  , นายณพล ก่อก้องวิศรุต  ,นายเกษมสันต์ โอซาว่า  และนายคุณจิรายุ รื่นภาคธรรม ร่วมเปิดตัวสินค้ารักษ์โลก ณ โฮมโปร สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เมื่อเร็ว ๆ นี้

“โฮมโปร” ส่ง CHANG HomePro เข้าหมู่บ้าน ดันแนวคิด “ซ่อมก่อนเปลี่ยน”

ยกระดับบริการเชิงรุก ดูแลชุมชนแล้วกว่า 100 หมู่บ้านทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าต่อเนื่องตลอดปี 2569

“โฮมโปร” เดินหน้ายกระดับกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” จากการให้บริการหน้าสโตร์ สู่การส่งทีม CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร ลงพื้นที่ดูแลผู้บริโภคถึงหมู่บ้านและชุมชนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ซ่อมก่อนเปลี่ยน” ผ่านบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซม และบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้า ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจุบันครอบคลุมแล้วกว่า 100 หมู่บ้าน พร้อมเดินหน้าขยายกิจกรรมต่อเนื่องตลอดปี 2569 ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้การดูแลบ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สะดวก และใกล้ตัวมากที่สุด ตอกย้ำบทบาท Home Lifetime Companion เพื่อนคู่บ้านที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลาของการอยู่อาศัย

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า แนวคิดเบื้องหลังของการนำกิจกรรมซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า เข้าไปให้บริการถึงหมู่บ้าน มาจากการมองเห็นว่า บ้านในโครงการหรือชุมชนที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ที่มีอายุนาน 10–20 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน เช่น พัดลม เตารีด ปั๊มน้ำ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ต่างเริ่มเสื่อมสภาพและต้องการการดูแล ซ่อมบำรุงมากขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน

“เราพบว่าชุมชนที่อยู่อาศัยจำนวนมากกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเริ่มต้องการการดูแลมากขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ก็เป็นโอกาสที่โฮมโปรจะเข้าไปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยืดอายุการใช้งานสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุด โฮมโปรจึงนำแนวคิด ‘ซ่อมก่อนเปลี่ยน’ เข้าไปถึงระดับครัวเรือน เพื่อช่วยให้คนในชุมชนใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปพร้อมกัน”

“การที่โฮมโปรเลือกเดินเข้าไปหาลูกค้าถึงหมู่บ้าน ไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรม แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของการบริการเรื่องบ้าน จากเดิมที่เรารอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหา สู่การเป็น ‘มือโปรประจำบ้านคุณ’ ที่อยู่ใกล้และพร้อมดูแลคนในชุมชนได้จริง เพราะโฮมโปรเชื่อว่าเมื่อบ้านและอุปกรณ์ต่างๆ ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น ลูกค้าจะประหยัดค่าใช้จ่าย และได้ยืดอายุการใช้งานสินค้าได้ยาวนานขึ้น ซึ่งนี่เป็นหัวใจของการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนที่เราตั้งใจส่งต่อให้กับทุกครัวเรือนทั่วประเทศ”

โมเดล บริการซ่อมฟรี! เชิงรุก ส่ง CHANG HomePro – มือโปรประจำบ้านคุณ ช่างมืออาชีพถึงหมู่บ้าน

โมเดลการให้บริการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ถึงหมู่บ้านของโฮมโปร ออกแบบมาให้สอดคล้องกับความต้องการจริงและสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นเข้าให้บริการในหมู่บ้านและชุมชนที่อยู่ในรัศมีประมาณ 10 กิโลเมตรจากสาขาโฮมโปร และเป็นโครงการที่อยู่อาศัยมานาน 10–20 ปี เพื่อให้ทีมช่างโฮมโปร ทั้ง 2,500 ทีม สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ดูแลลูกค้าได้ทั่วถึง และคงมาตรฐานการให้บริการแบบเดียวกันทุกหมู่บ้าน

ปัจจุบันโฮมโปรได้เข้าให้บริการตามหมู่บ้านต่างๆ ไปแล้วกว่า 100 หมู่บ้านทั่วประเทศ และมีแผนเข้าให้บริการต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อขยายการเข้าถึงบริการดูแลบ้านให้ครอบคลุมทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

มอบความครบ คุ้ม ถึงหน้าบ้าน ด้วยบริการพิเศษ จาก CHANG HomePro

นอกจากบริการ ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว โฮมโปรได้จัดบริการดูแลบ้านในราคาพิเศษ เข้าไปให้ลูกค้าได้เข้าถึงได้อย่างสะดวก ประกอบด้วย

  • บริการล้างแอร์ติดผนัง ราคาพิเศษเพียง 399 บาท
  • บริการแม่บ้านทำความสะอาด รับส่วนลด 10%
  • บริการสำรวจบ้านฟรี เพื่อให้ลูกค้าทราบสภาพบ้านและวางแผนดูแลรักษาได้ล่วงหน้า
  • บริการช่างฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ในราคาพิเศษ 1,200 บาท ที่พร้อมแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเรื่องบ้าน ทั้งระบบไฟ ท่อน้ำ ปั๊มน้ำ และเครื่องปรับอากาศ (ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์)

สร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้ ผ่านแนวคิด “ซ่อมก่อนเปลี่ยน”

“กิจกรรมซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามหมู่บ้าน เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่โฮมโปรผสานเข้ากับการบริการเรื่องบ้าน โดยส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซ่อมก่อนเปลี่ยน เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดการเกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง

ที่ผ่านมา กิจกรรม ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ของโฮมโปร มีผู้เข้ามาใช้บริการมากกว่า 27,000 ชิ้น สามารถรวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเข้าสู่โครงการ ‘แลกเก่าเพื่อโลกใหม่’ เพื่อนำไปจัดการอย่างถูกวิธี กว่า 4,000 ชิ้น สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวของผู้บริโภค ในการดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้นเรื่อยๆ” นายธีรพล เสริมทิ้งท้าย

โฮมโปรพร้อมเดินหน้าขยายกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ตามหมู่บ้านต่อเนื่องตลอดปี 2569 ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำด้านโซลูชันเรื่องบ้านแบบครบ และเป็น Home Lifetime Companion เพื่อนคู่บ้านที่อยู่เคียงข้างคนไทยทุกช่วงเวลา

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและสอบถามเกี่ยวกับบริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ได้ผ่าน Facebook Page “Chang HomePro ช่างโฮมโปร”, แอปพลิเคชัน CHANG HomePro หรือ Call Center หมายเลข 1284

Cosmopack CBE ASEAN 2026 จับมือ 5 แบรนด์ Supply Chain ความงามชั้นนำ เดินเครื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอางจำลอง “The Sunscreen Factory” ไฮไลต์ใหม่ในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – “Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026” เตรียมเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ในบทบาทแพลตฟอร์มที่รวม Supply Chain ด้านความงาม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำไว้ในงานเดียว พร้อมเพิ่มกิจกรรมพิเศษ
“The Sunscreen Factory” เข้ามาเสริมความโดดเด่นภายในงาน ให้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามถูกสื่อสารได้ชัดเจนขึ้น ผ่านประสบการณ์ที่ผู้ร่วมงานจะได้เห็นภาพจริงของเบื้องหลังขั้นตอนการผลิตสินค้า จาก 5 แบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ ในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Cosmopack CBE ASEAN คือส่วนหนึ่งของงานแสดงเพื่อธุรกิจความงามระดับโลกอย่าง Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลยุทธ์สำคัญในการตอบสนองต่อการขยายตัวของธุรกิจ และการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการด้านสายการผลิต ตั้งแต่การทำงานวิจัยและพัฒนา การคัดเลือกวัตถุดิบและสารสกัด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการผลิต OEM/ODM โดย Cosmopack CBE ASEAN จะกลายเป็นเวทีสำคัญที่ตอบโจทย์แบรนด์ ซัพพลายเออร์ และผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอุตสาหกรรมความงาม ที่ต้องการพัฒนาไอเดียสินค้าให้พร้อมออกสู่ตลาดสากลอย่างมีมาตรฐาน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า การนำแบรนด์ Cosmopack เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก จะช่วยยกระดับงานให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ พร้อมสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนในเวทีระดับนานาชาติ

“บนพื้นฐานความสำเร็จของงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok ในปี 2025 ที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นแพลตฟอร์ม B2B สำคัญของภูมิภาค ทั้งจากการสร้างเครือข่ายธุรกิจ อัปเดตองค์ความรู้ระดับมืออาชีพ และการรวมเทรนด์ล่าสุดของอุตสาหกรรมความงามอาเซียนมาไว้ในที่เดียว ซึ่งการต่อยอดปี 2026 นี้ ด้วยงานเปิดตัวงาน Cosmopack CBE ASEAN และกิจกรรม
The Sunscreen Factory จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะทำผู้ประกอบการ ผู้เยี่ยมชมงาน จากทั้งไทยและต่างประเทศ ได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ผลิตไทย พร้อมช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามในภาพรวมให้ดียิ่งกว่าเดิม”

ภายในงาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ยังมาพร้อมกับโปรแกรมจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ซื้อ-ผู้ขาย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสามารถนัดหมายเจรจาธุรกิจได้โดยตรง พร้อมมีพื้นที่จัดแสดงสินค้าที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องสายการผลิต (Supply Chain) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานมองเห็นภาพโซลูชันและนวัตกรรมที่ครอบคลุมการทำธุรกิจครบ ตั้งแต่หลังบ้านจนถึงหน้าร้าน

อีกหนึ่งจุดต่างสำคัญของ Cosmopack CBE ASEAN ปีนี้ คือการเพิ่มโซนกิจกรรมพิเศษอย่าง “The Sunscreen Factory” เข้ามาในงาน และทำหน้าที่เป็นพื้นที่ยกระดับบทบาทของผู้พัฒนาสินค้า ไม่ว่าจะเป็น นักพัฒนาสูตร นักออกแบบ หรือผู้ผลิต ให้ออกจากเบื้องหลังมาสู่เบื้องหน้า พร้อมแสดงศักยภาพและความเชี่ยวชาญให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนซัพพลายเชนให้เป็นภาพที่เข้าใจง่าย โดยนำกระบวนการผลิตมาอยู่ในรูปแบบการจัดแสดงเชิงสาธิต (Physical set-up) ให้ผู้ร่วมงานได้ติดตาม
เส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามได้ชัดเจน ตั้งแต่ช่วงการพัฒนา-สร้างสรรค์ การทำสูตร (Formulation) โซลูชันการบรรจุ (Filling) ตัวเลือกแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงการเลือกช่องทางจัดจำหน่ายและสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค เป็นการเชื่อมต่อไอเดียที่มีเข้ากับการผลิตจริง และเพิ่มความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แข่งขันได้ในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กิจกรรม The Sunscreen Factory ภายในงาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์-โรงงานชั้นนำรวม 5 บริษัท เพื่อร่วมกันเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และสร้างมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ความงามให้เกิดขึ้นจริงในบริบทของธุรกิจ ประกอบด้วย

  1. Derma Innovation – Contract Manufacturing (OEM/ODM) “การเข้าร่วม Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 เป็นโอกาสสำคัญที่ Derma Innovation จะได้แสดงศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ OEM/ODM ครบวงจร ตั้งแต่การคิดค้นแนวคิด วิจัยและพัฒนาสูตร ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ เราต้องการให้ผู้ประกอบการเห็นภาพเส้นทางการสร้างแบรนด์ความงามที่สามารถต่อยอดจากไอเดียสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมแข่งขันในตลาดได้จริง”
  2. Selcon Co., Ltd. – Machinery (Mixing Machine) “Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 เป็นเวทีที่ Selcon ต้องการนำเสนอเทคโนโลยีเครื่องผสมที่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถต่อยอดสู่การผลิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
  3. TherLine – Machinery (Filling Machine) “เรามุ่งหวังให้ผู้เข้าชมงาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ได้เห็นภาพการทำงานของกระบวนการผลิตแบบครบวงจร โดยเฉพาะขั้นตอนการบรรจุที่ช่วยรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มความแม่นยำในการผลิต และเตรียมความพร้อมให้สินค้าก้าวสู่การจำหน่ายได้อย่างมีมาตรฐาน”
  4. NAPAT PACKAGING – Packaging “การเข้าร่วม Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 เปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอแนวคิดด้านบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปกป้องสินค้า แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ เราต้องการให้ผู้ประกอบการเห็นว่าแพ็กเกจจิ้งคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ในตลาด”
  5. Propack – Packaging / Wrapping “ในงาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026
    เราต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการปลายทางในสายการผลิต ตั้งแต่การห่อหุ้ม การจัดเตรียมสินค้า ไปจนถึงความพร้อมในการกระจายสู่ช่องทางจำหน่าย โดยทุกขั้นตอนล้วนมีบทบาทสำคัญในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพถึงมือผู้บริโภคอย่างสมบูรณ์”

“การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN อย่างเต็มรูปแบบ ภายในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ยังสะท้อนคุณค่าในอุตสาหกรรมความงามไทย ต่อการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาท ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมความงามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการเชื่อมเครือข่ายงานแสดงสินค้าธุรกิจระดับโลกเข้ากับผู้เล่นในภูมิภาค ทั้งแบรนด์ ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และนักลงทุน ที่คาดว่าจะมีผู้จัดแสดงเข้าร่วมมากกว่า 700 บริษัท และมีแบรนด์กว่า 2,500 แบรนด์จากนานาประเทศ ที่จะมาร่วมสร้างความร่วมมือที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในปี 2026 นี้” นายสรรชาย กล่าว

งาน Cosmopack CBE ASEAN จัดขึ้นภายใต้งาน “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026” งาน B2B ด้านธุรกิจความงามชั้นนำในประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูล/การลงทะเบียนเข้าร่วมงานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cosmoprofcbeasean.com