“Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” “เชียงใหม่–ลำพูน” ม่วนไม่มีเบรก สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน

Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” เทศกาลแห่งความสุขที่จะชวนทุกคนสัมผัสเสน่ห์              แห่งเมืองล้านนา สืบสานวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดความงดงามของวิถีความเป็นไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน”  พร้อมกัน 4 ภาค 6 จังหวัดของไทย เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญและประวัติศาสตร์ริมสายน้ำ ตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีน้ำ…วิถีไทย ที่กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ลำพูน, อุดรธานี, ขอนแก่น และภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569  

ปีนี้การจัดงานทุกพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันอย่างกลมกลืน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม                และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะสร้างความยั่งยืนของการต่อยอดทุนวัฒนธรรม ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างโอกาสมากมาย และความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วันที่ 11-13 และ 15 เมษายน 2569 และ จ.ลำพูน ที่ ถ.รถแก้ว – ถ.อินทยงยศ วันที่ 11-13 เมษายน 2569  โดยทั้ง 2 จังหวัดได้มีกิจกรรม  ที่จัดเตรียมให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมล้านนาที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยความสุข

สำหรับ “Chiang Mai Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานเปิด ร่วมด้วย นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้แทน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ที่มากล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยภายในงานจัดเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย ได้แก่ ไหว้พระขอพร ชำระล้างจิตใจที่จัดภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตักบาตรโชติกา ห่มผ้าพระธาตุเจดีย์หลวง พิธีสืบชะตาหลวง ร่วมขบวนแห่สรงน้ำพระสุดยิ่งใหญ่ ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และร่วมขบวนแห่พระอัฏฐารส นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆ อาทิ แข่งขันประกวดก่อเจดีย์ทรายแบบวิจิตรตามแบบแผนเจดีย์โบราณ เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีพื้นเมือง และ วันที่ 15 เมษายน 2569  จัดที่ ชุมชนช้างม่อยสัมผัสเสน่ห์ย่านเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ บนถนนช้างม่อยเก่าถึงขัวสะพานช้างม่อย พบกับภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นงานคราฟล้านนาร่วมสมัยผ่านงานจักสาน ข้าวยาคูสูตรเฉพาะ ขนมจีน ผ้าซิ่นตีนจก ฯลฯ

บรรยากาศภายเป็นไปอย่างคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมล้านนาและเพลิดเพลินกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นเชื่อมโยงพหุวัฒนธรรมจากชุมชนในเมืองและรอบเมือง

ทางด้าน “Lamphun Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดที่ถนนรถแก้ว – ถนนอินทยงยศ จ.ลำพูน บรรยากาศได้มีประชาชนได้มาร่วมขบวบแห่สรงน้ำพระฉลองชาติกาล 150 ปีครูบาศรีวิชัยกันอย่างอบอุ่น และต่อด้วยไปดื่มด่ำบรรยากาศสงกรานต์ในสวน พบ Local Chef Table เมนูอาหารที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเชฟเป็นผู้ออกแบบรังสรรค์เมนู นอกจากนี้พบกับตลาดนัดสินค้าคุณภาพมากมายที่มาให้เลือกซื้อมากมาย  

“โออิชิ กรีนที” จับมือ Magnolia ภายใต้ F&N รุกนวัตกรรมใหม่เขย่าซัมเมอร์! เปิดตัวไอศกรีม ‘โออิชิ ไอซี่ เจล-โตะ น้ำผึ้งมะนาว’ เสิร์ฟความฟิน x 2 ครั้งแรก

ซัมเมอร์นี้ “โออิชิ กรีนที” เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดเครื่องดื่มอีกครั้ง ด้วยการยกระดับประสบการณ์ความสดชื่นผ่านนวัตกรรมใหม่ จับมือ Magnolia ภายใต้ F&N เปิดตัว ‘ไอศกรีม Oishi Icy Jell-To รสชาเขียวน้ำผึ้งมะนาว’ ที่ต่อยอดจากรสชาติยอดนิยม “โออิชิ น้ำผึ้งมะนาว” สู่รูปแบบใหม่ที่ทั้ง “กัดได้ เคี้ยวได้” มอบความฟินแบบ x2 ในทุกคำ

ผลิตภัณฑ์นี้โดดเด่นด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยว ด้านนอกเป็นไอศกรีมหวานเย็นหอมกลิ่นน้ำผึ้งและเลเยอร์เจลลี่หนึบด้านในที่ สร้างประสบการณ์การทานที่แปลกใหม่และสนุกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรีเฟรชในช่วงหน้าร้อน

คุณสุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โออิชิ กรีนที ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาดชาพร้อมดื่ม ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแตกต่างและเติมสีสันให้ตลาด ล่าสุดได้นำรสชาติขายดีอันดับ 1 ‘น้ำผึ้งมะนาว’ มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม ภายใต้แนวคิด ‘ความรู้สึกดีที่กัดได้’ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแคมเปญ ‘รู้สึกดีทุก Tea เลย’ พร้อมวางเป็นไอเท็มซัมเมอร์ที่เข้าถึงง่าย วางจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven ในราคา 20 บาท และเตรียมขยายสู่ช่องทางอื่นต่อไป”

ด้านคุณอนิรุทธิ์ มหธร ผู้จัดการทั่วไป เอฟแอนด์เอ็น ยูไนเต็ด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของสองแบรนด์ผู้นำตลาด โดยโออิชิเป็นผู้นำในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม ขณะที่ Magnolia เป็นผู้นำในตลาดไอศกรีม จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์และมีศักยภาพในการสร้างกระแสในตลาดได้”

นอกจากนี้ตัวผลิตภัณฑ์ โออิชิยังเชื่อมต่อประสบการณ์ผ่าน “Oishi Club” โดยผู้บริโภคสามารถสแกน QR Code บนไม้ไอศกรีมเพื่อสะสมพอยท์ได้ทันที และรับคะแนนพิเศษ 2 พอยท์ เพื่อเพิ่มความสนุกในการร่วมกิจกรรมและแลกรับของรางวัล

ขณะเดียวกัน Oishi Club” ก็แสดงศักยภาพอย่างชัดเจนในฐานะ Ecosystem สำคัญของแบรนด์ โดยในช่วง 4 เดือนแรกหลังเปิดตัว สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้บริโภคผ่านการสแกนใต้ฝามากกว่า 6 ล้านครั้ง เพื่อร่วมสะสมพอยท์และแลกรับของรางวัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายกิน สายเที่ยว สายแก็ดเจ็ต และอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมสร้าง Engagement รวมได้มากกว่า 26 ล้านครั้ง ตอกย้ำบทบาทในการเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการสร้างประสบการณ์ตรง โออิชิเตรียมเดินหน้ากิจกรรมออนกราวนด์อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแจกชิมที่ตลาดนัด มศว. Night Market เพื่อสร้างแลนด์มาร์กความ ICY และเชื่อมต่อเข้าสู่ Oishi Club ได้ทันที ก่อนขยายสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ด้วยการแจกสินค้าทดลองมากกว่า 10 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเร่งการรับรู้และสร้างประสบการณ์จริงกับแบรนด์

เบื้องหลังความเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ “โออิชิ กรีนที” ที่ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดชาพร้อมดื่มของไทย การันตีด้วยรางวัล “Thailand Most Admired Brand” ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี

พร้อมกันนี้ โออิชิยังเดินหน้าขยายฐานผู้บริโภคผ่านกลยุทธ์ด้านขนาดและราคา ด้วยแคมเปญ “โออิชิ 10 บาท” สำหรับขนาด 280 มล. ในรสชาติยอดนิยมอย่าง “น้ำผึ้งมะนาว” และ “องุ่นเคียวโฮ” เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่า โดยเฉพาะในช่องทางร้านค้าดั้งเดิม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและช่วยผลักดันการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การออกสินค้าใหม่ แต่เป็นการต่อยอดแบรนด์ “โออิชิ กรีนที” จากเครื่องดื่มสู่แบรนด์นวัตกรรม ที่สามารถสร้างประสบการณ์ความสดชื่นได้หลากหลายรูปแบบ และต่อยอดแนวคิด “รู้สึกดี ทุก Tea” ให้เกิดขึ้นในทุกโมเมนต์ของผู้บริโภค

แตกตื่นทั้งพาหุรัด! กองถ่ายปริศนาบุกวันสงกรานต์ ที่แท้คือหนังสั้นสุดพิเศษ จาก “พี่เก้ง–จิระ มะลิกุล” เพื่อคอนเสิร์ต “มาม่า presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต”

กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อย่านพาหุรัดเต็มไปด้วยความตระการตาทั้งสาหรีหลากสี เสียงกลองมฤดังคะ และบรรยากาศที่ราวกับหลุดไปอยู่ที่อินเดีย จนหลายคนตั้งคำถามว่า “หรือจะมีหนังอินเดียมาถ่ายทำในไทย?” หลังภาพและคลิปจาก TikTok รวมถึงสื่อที่ถูกแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็ว ภาพเบื้องหลังความคึกคักต่างๆ ที่สนั่นโซเชียล จนทำให้หลายคนเข้าใจผิดนั้น แท้จริงคือเป็นผลงานของ “พี่เก้ง–จิระ มะลิกุล” ผู้กำกับระดับตำนานของไทย ที่ยกทีมมาถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “คนตัดต่อ” ที่จัดทำขึ้นพิเศษสำหรับฉายในคอนเสิร์ต “มาม่า presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต”

ความพิเศษของงานนี้ไม่ได้หยุดแค่โลเคชันสุดเซอร์ไพรส์ เพราะยังได้รวบรวมนักแสดงและทีมงานที่ “โตมาด้วยกัน” กับ GDH มาร่วมสร้างความทรงจำอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดพิเศษที่เปลี่ยนย่านพาหุรัดให้กลายเป็นฉากแห่งความทรงจำ ท่ามกลางความสนุกของเทศกาลสงกรานต์ และยังสร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งชาวไทยและโลกโซเชียลแบบไม่ทันตั้งตัว

ใครที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำครั้งนี้ บัตรคอนเสิร์ต “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตร้ามูฟวี่คอนเสิร์ต” ยังคงเปิดจำหน่ายอยู่ โดยจัดแสดงทั้งหมด 2 รอบ ในวันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 14:00 น. และ 19:30 น. ณ One Bangkok Forum สามารถไปกดบัตรได้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 8,000 บาท / 6,000 บาท / 5,000 บาท / 4,000 บาท / 3,500 บาท / 3,000 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตร จำนวน 5,000,000 บาท จะมอบให้กับมูลนิธิดวงใจใหม่ เพื่อผ่าตัดหัวใจผู้ป่วยระยะเร่งด่วน จำนวน 111 ดวง

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook / Instagram / Tiktok / X : GDH

GDHโตมาด้วยกันคอนเสิร์ต

GDHโตมาด้วยกันขายบัตรแล้ววันนี้

เอ๋–พรทิพย์ ชวนคนไทย “ตรวจป(ล)อดภัย รู้ไว รักษาได้

เอ๋–พรทิพย์ สกิดใจ ร่วมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพ บนเวทีเสวนา “ตรวจป(ล)อดภัย รู้ไว รักษาได้” จัดโดย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพปอดเชิงป้องกันให้กับพนักงาน บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) พร้อมจุดประกายให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพเชิงรุก ย้ำแม้ไม่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงมะเร็งปอด การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรกช่วยเพิ่มโอกาสรักษาและลดความรุนแรงของโรคได้

เอ๋ พรทิพย์ สกิดใจ นักแสดง เล่าถึงประสบการณ์ตรวจเจอมะเร็งปอดระยะที่ 1 ว่า “เอ๋เป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาโดยตลอด นอนหลับวันละประมาณ 8-10 ชั่วโมง ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ไม่สูบบุหรี่ และใส่หน้ากากทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 จึงไม่เคยคิดว่าจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด”

“การตรวจพบครั้งนี้มาจากการตรวจสุขภาพพร้อมคุณป๋อ สามี ก่อนหน้านั้นเคยตรวจ Low-dose CT Scan พบเงาเล็กๆ ในปอด แพทย์แนะนำให้ติดตาม เมื่อตรวจครั้งถัดไปพบว่าจุดดังกล่าวใหญ่ขึ้นและน่าสงสัย จึงผ่าตัด และผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นมะเร็งปอดระยะ 1A1 ระยะเริ่มต้น ช่วงแรกยอมรับว่าช็อกมาก”

“ในการรักษา รักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสหายขาด 90% โดยไม่ต้องรับยาต่อ ก็อยากฝากให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ฝุ่นควัน เพราะการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดได้”

นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “มะเร็งปอดเป็นโรคที่คนเป็นมากเป็นอันดับ 2 ในไทย แต่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับหนึ่งมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นถึงสองเท่า และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยง อาทิ ฝุ่น PM 2.5 ควันบุหรี่ และสารก่อมะเร็ง ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ อายุน้อย ร่างกายแข็งแรงก็สามารถเป็นมะเร็งปอดได้”

“ปัญหาสำคัญคือผู้ป่วยจำนวนมากมักตรวจพบโรคเมื่ออยู่ในระยะลุกลามแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาลดลง ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะระยะที่ 1 โอกาสหายขาดภายใน 5 ปีสูงถึง 92% ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญ โดยวิธีที่มีความแม่นยำสูง คือการตรวจ Low-dose CT Scan ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติในปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดภายใต้การกำกับของแพทย์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับจุดผิดปกติที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้มากขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น”นพ.ภาสกร กล่าวสรุป

“คิม ซอนโฮ” คัมแบ็กไทย!เปิด LOVE FACTORY เสิร์ฟความฟินมิถุนายนนี้

เสียงกรี๊ดกำลังจะกลับมาดังกระหึ่มอีกครั้ง! เมื่อ คิม ซอนโฮ นักแสดงหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มละมุนและเสน่ห์อบอุ่น เตรียมบินลัดฟ้าสู่ประเทศไทย เพื่อพบปะแฟนๆ อย่างใกล้ชิดในงานแฟนมีตสุดพิเศษ “2026 KIM SEONHO FANMEETING in Bangkok”

งานนี้ถูกเนรมิตให้เป็น “LOVE FACTORY” หรือโรงงานผลิตความรัก ที่จะเปลี่ยนทุกโมเมนต์ให้กลายเป็นความทรงจำแสนพิเศษของแฟนๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กิจกรรมบนเวทีที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และเซอร์ไพรส์ที่เตรียมมาเพื่อแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ รับรองว่าอบอวลไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และโมเมนต์ชวนใจละลาย ให้หายคิดถึงตลอดทั้งงาน

การกลับมาครั้งนี้ของคิม ซอนโฮ ไม่ใช่แค่การพบกันธรรมดา แต่คือการใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับแฟนๆ ที่คอยสนับสนุนเขามาโดยตลอด ให้สมกับการรอคอยที่แสนยาวนาน พบกับพระเอกหนุ่มแสนดีได้วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ Thunder Dome เมืองทองธานี เตรียมซื้อบัตรกันได้ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่งประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com บัตรราคา 6,500 บาท / 5,500 บาท / 4,500 บาท / 3,500 บาท และ 2,500 บาท พร้อมสิทธิพิเศษเอาใจแฟนคลับตัวจริงมากมาย เช่น Hi-Bye, Official 2 Photo Cards, Signed Poster, Signed Polaroid พร้อมลุ้นสิทธิ์ถ่ายรูป 1:10 Photo และ 1:5 Photo อีกด้วย

งานนี้จัดโดย Grand Prix Xpectrum ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดมากฝีมือ ที่พร้อมมอบประสบการณ์แฟนมีตติ้งระดับพรีเมียมให้แฟนๆ ชาวไทยได้ใกล้ชิดศิลปินคนโปรดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกดบัตรได้ทาง Social Media ของ Grand Prix Xpectrum ทุกแพลตฟอร์ม

เพราะครั้งนี้…ไม่ใช่แค่การเจอหน้า แต่คือการ “ตกหลุมรักอีกครั้ง” ที่คุณจะไม่มีวันลืม

โฮมโปรเขย่าวงการ ‘ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน’เมื่อ “ขอความเป็นส่วนตัว-DO NOT DISTURB” กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ สู่โมเดล Home Lifetime Companion แบรนด์ที่จะอยู่เคียงข้างทำให้บ้านคุณดีขึ้น…ทุกช่วงชีวิต

โฮมโปรกำลัง “เขย่าเกมค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ด้วยแนวคิดที่สวนทาง เมื่อการ “ไม่รบกวนลูกค้า” กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างประสบการณ์

จากไอเดียป้าย “ขอความเป็นส่วนตัว – DO NOT DISTURB” ภายในสโตร์ที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้เลือกชม เปรียบเทียบ และตัดสินใจด้วยตัวเองได้อย่างสบายใจ สิ่งที่ดูเหมือนรายละเอียดเล็กๆ กลับสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จาก “การขาย” ไปสู่ “การเคารพจังหวะของลูกค้า”

สะท้อนความเข้าใจต่อพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการอิสระในการเลือกและตัดสินใจ โฮมโปรจึงเลือกลดบทบาทของ Push Selling และขยับสู่ Permission-Based Selling ให้ลูกค้าเป็นผู้กำหนดว่า “เมื่อไหร่” ที่ต้องการความช่วยเหลือ เพราะบางครั้ง…การถอยหนึ่งก้าวของแบรนด์ อาจกลายเป็นก้าวที่เข้าใกล้ลูกค้ามากที่สุด พร้อมกันนั้น โฮมโปรยังคงอยู่เคียงข้างในจังหวะที่ลูกค้าต้องการอย่างพอดี เพื่อสร้าง Safe Space ที่ทำให้การเลือกซื้อกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ชี้ให้เห็นว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันจำนวนมากมีการศึกษาข้อมูลจากออนไลน์มาก่อนเข้าร้าน และบางส่วนยังต้องการใช้เวลาอยู่กับการเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการมีป้าย “ขอความเป็นส่วนตัวDO NOT DISTURB”ไม่ใช่แค่ไอเดียในสโตร์ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ความเคารพลูกค้า เราอยากให้โฮมโปรเป็น Safe Space ที่ลูกค้ารู้สึกสบายใจ และมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจะอยู่เคียงข้างเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยให้พนักงานของเราสามารถเข้าไปดูแลลูกค้าได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปในตัว

เบื้องหลังรายละเอียดเล็กๆ นี้ เป็นคือการขยับครั้งสำคัญของโฮมโปร จาก “ผู้ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” ไปสู่ แบรนด์ที่จะอยู่เคียงข้างทำให้บ้านคุณดีขึ้น…ทุกช่วงชีวิต หรือ “Home Lifetime Companion” ตั้งแต่การเลือกสินค้า การจัดส่ง การติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย ผ่านเครือข่ายทีมช่างมืออาชีพจากช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่เข้ามาทำให้ “บ้าน” ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้สะท้อนการ Repositioning ของโฮมโปร สู่การเป็น “Home Lifetime Companion” แบรนด์ที่ไม่ได้มองลูกค้าเป็นเพียงการขายครั้งเดียว แต่คือความสัมพันธ์ระยะยาวตลอดทุกช่วงชีวิต (Customer Journey) ในวันที่ค้าปลีกไม่ได้แข่งกันแค่สินค้า แต่แข่งกันที่ “ความเข้าใจลูกค้า”

โฮมโปรกำลังพิสูจน์ว่า การฟังลูกค้า…อาจเป็นกลยุทธ์ธุรกิจที่ทรงพลังที่สุด

#HomeLifetimeCompanion #ขอความเป็นส่วนตัว #DONOTDISTURB #โฮมโปร #HomePro

#BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

“กลัฟ – คณาวุฒิ” อิ่มเอมใจรับปีใหม่ไทย! บริจาคเงินช่วยสังคม 4 แห่ง

อิ่มเอมใจรับปีใหม่ไทย สำหรับหนุ่มฮอต “กลัฟ – คณาวุฒิ” ที่ปีนี้ก็ไม่พลาดสืบสานประเพณีไทยน่ารัก ๆ ชวนครอบครัว “ไตรพิพัฒนพงษ์” มารวมตัวทำกิจกรรมอบอุ่น ทั้งสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล และรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ในบ้าน โมเมนต์เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความรักแบบนี้ แฟน ๆ เห็นแล้วก็ยิ้มตามกันเลยทีเดียว

นอกจากความอบอุ่นในครอบครัวแล้ว หนุ่มกลัฟยังขอเติมความอิ่มบุญให้เต็มหัวใจ ส่งต่อความรักสู่สังคมด้วยการบริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 200,000 บาท กระจายความช่วยเหลือ 4 แห่ง ได้แก่ ศิริราชมูลนิธิ 80,000 บาท, มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก 50,000 บาท, วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) 50,000 บาท และบ้านกัญญาภัทร (มูลนิธิเพื่อหมาแมวที่ถูกทอดทิ้ง) 20,000 บาท

      ทั้งอบอุ่น ทั้งอิ่มบุญแบบนี้ บอกเลยว่าปีใหม่ไทยปีนี้ของหนุ่ม “กลัฟ” ทั้งละมุน ทั้งน่ารัก ครบทุกโมเมนต์จริง ๆ

สคส. ขานรับดีอี เร่งเครื่องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยกระดับ PDPA รองรับ Digital Government

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ขานรับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมดิจิทัลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเร่งดำเนินมาตรการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล” (Data Trust) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า จากทิศทางนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับบริการภาครัฐ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนมี “ข้อมูลส่วนบุคคล” เป็นหัวใจสำคัญของระบบ

การขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องมี ‘ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคล’ เป็นรากฐานสำคัญ สคส. พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยย้ำว่าการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้เท่าที่จำเป็น โปร่งใส และปลอดภัย

สคส. พร้อมเร่ง 3 มาตรการหลัก รองรับ Digital Government

1. ยกระดับมาตรฐาน Data Governance ภาครัฐ

กำหนดแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา “รัฐบาลดิจิทัล” เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้

2. ผลักดันหลักการ “ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น” (Data Minimization)

เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงจากการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินขอบเขต และสอดคล้องกับหลัก PDPA

3. เสริมความเข้มงวดด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

เพิ่มการตรวจสอบเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้หรือเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการนำไปใช้โดยมิชอบ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว PDPA กลไกสำคัญสร้าง “Data Trust ประเทศ” จำเป็นต้องมี “ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล” เป็นพื้นฐาน ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  (PDPA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ

“PDPA ไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับมาตรฐานข้อมูลส่วนบุคคลของไทยให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ”

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวย้ำตอนท้ายว่าสคส. ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศ โดยย้ำว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งประเทศไทยก้าวสู่ดิจิทัลมากเท่าไร การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยิ่งต้องเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ และประเทศสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ปิดม่าน “Maha Songkran World Water Festival 2026” สุดคึกคัก ททท. เผยความสำเร็จคนแห่ร่วมงานกว่า 3 แสนคน สร้างเงินสะพัด 448 ล้านบาท ตอกย้ำไทยหมุดหมายเทศกาลระดับโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยภาพรวมการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ที่สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ดึงดูดผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็นชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สะท้อนพลังเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมและเทศกาลประเพณีสู่สายตานานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่าขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแล ช่วยเหลือและต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต รวมทั้งเป็นต้นแบบในการร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม พร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ประทับใจ จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย และทำให้เกิดภาพงานสงกรานต์ของประเทศไทยที่น่าประทับใจเผยแพร่ออกไปทั่วโลกโดยมีสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบเรียลไทม์ พร้อมยกย่องให้เทศกาลสงกรานต์ไทยเป็นหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวา และสะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น ทั้งนี้ ททท. จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา momentum ของการเดินทาง โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบาย “Value over Volume” ภายใต้แนวคิด The New Thailand เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน

สำหรับการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 โดย ททท. ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ในวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็นชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายภายในพื้นที่จัดงานประมาณ 85.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายในพื้นที่โดยรอบรวมถึงภาคการท่องเที่ยวอีก 362.8 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของเทศกาลสงกรานต์ในฐานะกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้สู่หลายภาคส่วน

ตลอดการจัดงานทั้ง 5 วันนั้น กิจกรรมไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การแสดงโดรนสุดตระการตากว่า 1,200 ลำ ที่เนรมิตท้องฟ้าเหนือสวนเบญจกิติให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งแสงสี ถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของสงกรานต์ไทยได้อย่างร่วมสมัย โซนลานเล่นน้ำและคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนการละเล่นและการแสดงทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งช่วยเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข ความสนุก และเสน่ห์ร่วมสมัยของสงกรานต์ไทยได้อย่างลงตัว นอกเหนือจากความคึกคักของงานดังกล่าวแล้ว ททท. ยังเสิร์ฟความสุขอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ชวนทุกคนมาสัมผัสประติมากรรมสุดน่ารักทั้ง 6 ชิ้นงานจากศิลปินและคาแรกเตอร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Cry Baby, Mamuang, 2CHOEY, POORBOY และ TOMATO TWINS ที่จะร่วมกันเปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นแลนด์มาร์กอาร์ตสุดครีเอทีฟใจกลางเมือง

นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังคงพร้อมส่งความสุขกันอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ ประเพณีก่อพระทรายและวันไหลบางแสน วันที่ 16-17 เมษายน 2569 อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี, ประเพณีแห่พญายม (สงกรานต์บางพระ) วันที่ 17-18 เมษายน 2569 ณ สวนสาธารณะบางพระ อ.ศรีราชา, งานวันไหลพัทยา 2569 วันที่ 17-19 เมษายน 2569 ณ บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี, ประเพณีสงกรานต์สำราญใจวันไหลเกาะช้าง วันที่ 19-21 เมษายน 2569 ณ สนามบินเล็ก เกาะช้าง จังหวัดตราด, งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 วันที่ 24-26 เมษายน 2569 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งล้วนสะท้อนเสน่ห์เฉพาะถิ่นและสีสันแห่งการเฉลิมฉลองที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ได้อย่างโดดเด่น ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดของการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทางแฟนเพจ Thailand Festival หรือโทร. 1672 Travel Buddy

ปกป้องผิวให้แข็งแรง พร้อมท้าแดด! จบทุกปัญหาด้วย 4 ไอเท็ม จาก Dr.Bek

หน้าร้อนนี้ อย่าปล่อยให้แสงแดดทำร้ายผิวอีกต่อไป Dr.Bek (ด๊อกเตอร์ เบค) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ โดย ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ ที่ได้นำองค์ความรู้ด้านศาสตร์ชะลอวัยมาต่อยอดสู่การคิดค้นสูตรเฉพาะของ Dr.Bek เป็น 4 ไอเท็ม เพื่อการบำรุงผิวหน้าอย่างครบทุกขั้นตอน ช่วยฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้าให้กลับมาดูสดใส เสริมเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง พร้อมล็อกความชุ่มชื้นได้อย่างยาวนาน เผยผิวอิ่มฟู เปล่งปลั่ง สวยครบสูตร ให้คุณมั่นใจได้ในทุกวัน

เริ่มขั้นตอนแรกด้วย Dr.Bek Mela Clear Serum (ด๊อกเตอร์ เบค เมลา เคลียร์ เซรั่ม) อุดมไปด้วยสารสกัดจากส้มสีเลือด 3 สายพันธุ์ (Blood orange) ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าส้มทั่วไปถึง 9 เท่า ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินใหม่ ผสานพลังจากสาหร่ายสีรุ้งออร์แกนิก (Cybright) ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ เผยผิวหน้ากระจ่างใสแบบ Glass Skin พร้อมด้วย MelaZero (เมลาเซโร) นวัตกรรมสารสกัดจากพืชที่ได้รับรางวัลระดับโลก ช่วยสลายเม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่แล้ว เสริมด้วย WK Peptide (ดับเบิลยูเค เปปไทด์) ช่วยลดการอักเสบของผิว และ Natori Vita Complex HD (นาโทริ วิตา คอมเพล็กซ์ เอชดี) วิตามินรวม 12 ชนิด บำรุงลึกเสมือนเติมอาหารผิวครบ 5 หมู่ ช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงจากภายใน จำหน่าย ขนาด 30 ml ราคาขวดละ 590 บาท

เติมความไบรท์ให้ผิวสู้แดดอีกขั้นด้วย Dr.Bek Vitamin C Super C Bright Up Serum (ด๊อกเตอร์ เบค วิตามิน ซี ซูเปอร์ ซี ไบร์ท อัพ เซรั่ม) เซรั่มวิตามินซีเข้มข้น คัดสรรสารสกัดจาก Kakadu Plum แหล่งวิตามินซีธรรมชาติสูงที่สุด ช่วยบูสต์ผิวกระจ่างใสในรูปแบบเม็ดบีดส์ บำรุงลึกถึงระดับเซลล์ พร้อมปรับสมดุลผิวให้เรียบเนียน ลดการระคายเคือง เหมาะกับทุกสภาพผิวที่ต้องการความโกลว์ จำหน่าย ขนาด 30 ml ราคาขวดละ 420 บาท  

ต่อด้วยตัวช่วยล็อกผิวความชุ่มชื้นอย่างลึกล้ำ ยาวนาน 48 ชั่วโมง Dr.Bek Super Moisturizer 5X Ceramides Cream (ด๊อกเตอร์ เบค ซูเปอร์ มอยเจอร์ไรเซอร์ 5 เอ็กซ์ เซราไมด์ ครีม) ครีมบำรุงผิวที่อัดแน่นด้วยซูเปอร์มอยส์เจอไรเซอร์ พร้อมเซราไมด์เข้มข้น ถึง 5 เท่า ช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ผิวแข็งแรง ลดการระคายเคือง ฟื้นฟูผิวไหม้แดดและผิวแห้งกร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เผยผิวอิ่มฟู ดูเรียบเนียน สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ จำหน่าย ขนาด 30 ml ราคาหลอดละ 390 บาท

ขั้นตอนสุดท้าย ปกป้องผิวหน้าด้วย Dr.Bek Aqua Sunscreen SPF50 PA++++ (ด๊อกเตอร์ เบค อควา ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ ++++) กันแดดสูตรน้ำ เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย อ่อนโยนต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน พร้อมบำรุงผิวด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศ 5 สี ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ทำให้ผิวดูสว่างกระจ่างใสขึ้นอีก 1 ระดับ สามารถทาทับเมคอัพได้ ไม่เป็นคราบ จำหน่าย ขนาด 30 ml ราคาหลอดละ 390 บาท

เพราะผิวต้องการการบำรุงที่ดีที่สุดในทุกวัน ให้ Dr.Bek ดูแลและปกป้องผิวหน้าของคุณให้แข็งแรง สุขภาพดี สวยครบสูตร พร้อมเผชิญแสงแดดได้อย่างมั่นใจ

 สอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นและสั่งซื้อได้ทาง Dr.Bek Official : Facebook, Instagram, Tiktok, Shopee, Line Shopping หรือ แอดไลน์ @drbek