“เมกาโฮม พัทยา” ทุ่มงบ 80 ล้านบาท ฉลองเปิดโฉม Re-Grand Opening ครั้งใหญ่

ภายใต้แนวคิด “เพื่อช่าง เพื่อบ้าน” ยกระดับสโตร์รองรับการเติบโตเมืองท่องเที่ยวและตลาดที่อยู่อาศัย

เมกาโฮม พัทยา เดินหน้ายกระดับสโตร์ครั้งใหญ่ด้วยงบรีโนเวทกว่า 80 ล้านบาท เปิดโฉม Re-Grand Opening ใหม่อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “เพื่อช่าง เพื่อบ้าน” ด้วยสโตร์ที่ออกแบบอย่างทันสมัย พร้อมการวางบทบาทสาขาที่เดินหน้าไปพร้อมกับพัทยา เมืองที่กำลังเติบโตทั้งฝั่งงานก่อสร้างและฝั่งการตกแต่งต่อเติมบ้านไปพร้อมกัน เปิดบริการเต็มรูปแบบ 12 มิถุนายน 2569 นี้

การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงสาขา แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบยิ่งขึ้น ผ่านการออกแบบผังการจัดสโตร์ใหม่ ที่รวมทุกเรื่องของงานก่อสร้าง งานช่าง และการใช้ชีวิตในบ้านไว้ในสโตร์เดียว เพื่อให้เมกาโฮมเป็นมากกว่าศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง แต่เป็นจุดหมายปลายทางของทั้งช่างมืออาชีพ ผู้รับเหมา เจ้าของธุรกิจ และเจ้าของบ้าน

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” (HMPRO) เผยว่า “พัทยาเป็นเมืองที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ จึงมองว่า การลงทุนครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงสาขา แต่เป็นการยกระดับสโตร์ให้เติบโตไปพร้อมกับเมือง และตอบโจทย์ลูกค้าในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช่าง ผู้รับเหมา เจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของบ้าน เพื่อให้ทุกการเลือกซื้อสินค้าเป็นเรื่องง่าย สะดวก และครบจบในที่เดียว”

เมกาโฮม พัทยา ตั้งอยู่ในทำเลที่ตลาดที่อยู่อาศัยและธุรกิจท่องเที่ยวขยายตัวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่โครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม ไปจนถึงบ้านพักตากอากาศ คาเฟ่ ร้านอาหาร และธุรกิจบริการขนาดเล็ก ส่งผลให้ความต้องการเรื่องบ้านและงานช่างในพื้นที่ขยายตัวต่อเนื่อง

เมกาโฮม พัทยา โฉมใหม่ ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่มหลักชัดเจน

กลุ่มแรก คือ ช่างและผู้รับเหมา ที่ต้องการวัสดุก่อสร้างและเครื่องมือที่ครบครัน

ชั้นล่าง คือพื้นที่สำหรับงานช่างโดยเฉพาะ รวบรวมวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง และสินค้าขนาดใหญ่ไว้อย่างครบครัน ช่วยให้ช่างและผู้รับเหมาสามารถเลือกสินค้า ชำระเงิน และขนของขึ้นรถได้สะดวกในจุดเดียว รองรับทั้งงานก่อสร้าง งานระบบ และงานต่อเติมทุกประเภท

ส่วนอีกกลุ่ม คือ เจ้าของบ้าน-ลูกค้าวัยทำงาน ที่มองหาเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เพื่อไปเติมเต็มพื้นที่อยู่อาศัย

ขณะที่ชั้นบน ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับการอยู่อาศัย ขยายโซนสินค้าตกแต่งและของใช้ภายในบ้านให้ครบและกว้างกว่าเดิม รวบรวมเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และโซนห้องตัวอย่าง (Model Room) ที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพการใช้งานจริงและเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โซนเครื่องนอน-ที่รวมที่นอนไว้หลากหลายขนาด โซนเฟอร์นิเจอร์-ที่คัดสรรทั้งชุดรับแขก อุปกรณ์ และของตกแต่งสำหรับทุกมุมบ้าน โซนเครื่องครัวและอุปกรณ์สำหรับคนที่อยากอัปเกรดมุมทำอาหาร โซนห้องตัวอย่าง หรือ Model Room ซึ่งเป็นพื้นที่แรงบันดาลใจในการตกแต่งจริง รวมถึงร้าน The Power ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้หลากหลายแบรนด์ ตั้งแต่ของชิ้นใหญ่ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในชีวิตประจำวัน

เมกาโฮม พัทยา โฉมใหม่ พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นี้ เปิดบริการทุกวัน 7.00 – 21.00 น. บนทำเลเดิมติดถนนสุขุมวิท ห่างจากแยกเทพประสิทธิ์เพียง 500 เมตร เข้าออกสะดวกทั้งรถส่วนตัวและรถขนของขนาดใหญ่ พร้อมมีบริการจัดส่งถึงหน้างานที่ช่วยให้ทุกการช้อปเป็นเรื่องง่าย พร้อมเสริมประสบการ์ครั้งใหม่ให้พิเศษกว่าเดิม ฉลองรีแกรนด์โอเพนนิงจัดเต็มแคมเปญมากมาย ห้ามพลาด!

สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจาก “พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ” เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เตรียมจัดงานครั้งสำคัญ “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ โดยงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสะท้อนความสำเร็จตลอด 4 ปีของการขับเคลื่อนกฎหมาย PDPA แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายใหม่จาก AI, Deepfake, Cyber Threat, Scam Economy และเหตุข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

ภายในงานพบกับการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “4th Anniversary PDPC Thailand : ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” ซึ่งรวบรวมผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ นำโดย ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ประธานกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาร่วมถอดบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของ PDPA ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ภาคธุรกิจไม่ควรพลาด คือ การบรรยายพิเศษเรื่อง “การขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเครื่องหมายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนให้องค์กรคู่ค้า นักลงทุน และประชาชนเห็นว่า องค์กรนั้นมีระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน  มีธรรมาภิบาลด้านข้อมูล และให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง อันจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจในยุค Data Economy

ถือเป็นงานครั้งสำคัญจาก สคส. ถึงทิศทางการ “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการรับมือ Data Breach การใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และการผลักดันให้องค์กรไทยก้าวสู่มาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่ทัดเทียมนานาชาติ  ทิศทาง PDPA ไทยกำลังจะเดินหน้าไปทางใด ต้องจับตางานครบรอบ 4 ปี สคส. ครั้งนี้ให้ดี และนี่คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการยกระดับความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศในปี 2569 และสามารถติดตามรับชมบรรยากาศการถ่ายทอดสดงานครบรอบ 4 ปี สคส.ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้  ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล -สคส

โฮมโปร สร้างต้นแบบ Circular Economy ครบวงจร จับมือ ไฮเออร์

เปิดตัว “Circular Products-Refrigerator” ตู้เย็นรักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่

โฮมโปร ตอกย้ำบทบาทผู้นำสินค้าและบริการเรื่องบ้าน Total Home Solution & Living Experience
เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผ่านการเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากร ตั้งแต่ผู้บริโภค ภาคค้าปลีก และภาคการผลิต ให้กลับเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง ร่วมกับ ไฮเออร์ (ประเทศไทย) เปิดตัว “Circular Products -Refrigerator” ตู้เย็นรักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน หรือ Circular Products
ภายใต้แนวคิด Closed-Loop Circular Products ที่นำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ที่ผ่านการใช้งานแล้วจากบ้านลูกค้าโฮมโปรกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเปิดจำหน่ายผ่านโฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

นายอาเทพ พันธุ์อุทัยวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Home Electric บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า โฮมโปรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการจัดการของเก่าที่ไม่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี ผ่านโครงการ ‘แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ หรือ Trade-In’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ากลับเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกวิธี เพื่อลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

“โฮมโปรเชื่อว่าของเก่าไม่ควรจบลงที่การเป็นขยะ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และคนรุ่นหลัง แต่ควรถูกนำกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ความร่วมมือกับไฮเออร์ในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการนำวัสดุหลังการใช้งานให้กลับเข้าสู่กระบวนการการผลิต เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ในรูปแบบสินค้ารักษ์โลก (Circular Products) ที่สามารถใช้งานได้จริง สะท้อนบทบาทของความร่วมมือระหว่างภาคค้าปลีกและภาคการผลิตในการเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรตั้งแต่ปลายทางกลับสู่ต้นทางการผลิต ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และร่วมขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

“การจัดการซากตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าอย่างถูกวิธีผ่านโมเดล Closed-Loop Circularityในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน เนื่องจากตู้เย็นเก่าในอดีตมักมีการใช้สารทำความเย็นในกลุ่ม CFC หรือ HCFC ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน และเป็นตัวการทำให้โลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า และหากซากตู้เย็นเหล่านี้ถูกทิ้งหรือถอดแยกชิ้นส่วนอย่างผิดวิธี มีโอกาสที่สารพิษจะรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศหรือตกลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นตัวการเร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวน

สำหรับตู้เย็นรักษ์โลก Circular Products-Refrigerator ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Closed-Loop Circular Product โดยนำวัสดุจากของที่ไม่ใช้แล้วผ่านกระบวนการการจัดการอย่างถูกวิธี และนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้ง เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ พร้อมกันนี้ยังคงมาตรฐานด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเทคโนโลยีการถนอมอาหารเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ตู้เย็นของไฮเออร์ในกลุ่มหลัก สะท้อนแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการใช้งานจริงของผู้บริโภคพร้อมยกระดับการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกเหนือจากการนำวัสดุหมุนเวียนที่ได้มาจากการจัดการอย่างถูกวิธีไปผลิตเป็นตัวสินค้าแล้วนั้น
โฮมโปรได้ต่อยอดเรื่องการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเชิญชวนให้คู่ค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือ Circular Packaging ที่โฮมโปรได้รับมาจากบ้านลูกค้าและจากกระบวนการขนส่งมาปรับใช้กับสินค้ารักษ์โลก เพื่อบูรณาการโครงการดังกล่าวและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโครงการ Circular Economy ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ด้าน มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าความยั่งยืนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ทั้งในมิติของการบริหารทรัพยากร การดำเนินธุรกิจ และความคาดหวังของผู้บริโภค ไฮเออร์จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมถึงลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงเป็นความท้าทายของประเทศ โดยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษพบระบุว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีสัดส่วนราว 65% ของของเสียอันตรายทั้งหมดของประเทศไทย สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการจัดการที่มีศักยภาพ และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ล่าสุด ไฮเออร์ได้ร่วมมือกับโฮมโปรในการต่อยอดวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งานให้กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ โดยพัฒนาตู้เย็นรักษ์โลก จากวัสดุหมุนเวียน (Circular Products Refrigerator) สินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน จำนวน 3 รุ่นหลัก ภายใต้แนวคิด Closed-Loop Circular Products เพื่อเพิ่มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ลดการใช้วัตถุดิบใหม่ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำหรับ Circular Products Refrigerator ทั้ง 3 รุ่นหลัก ประกอบด้วย

  • Multi-Door Circular Refrigerator รุ่น HAIER HRF-MD469G HPW (ตู้เย็นรักษ์โลกแบบหลายประตู) ขนาด 456 ลิตร มาพร้อมเทคโนโลยี DEO Pure ช่วยลดกลิ่นและยับยั้งแบคทีเรีย ระบบ Twin Inverter เพื่อการประหยัดพลังงาน ฟังก์ชัน Quick Freeze & Quick Fridge ช่วยเร่งความเย็นและแช่แข็งได้รวดเร็ว รวมถึง Magic Zone และ Humid Zone สำหรับจัดเก็บอาหารแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม พร้อมระบบกระจายความเย็น 360° Multi Air Flow ช่วยรักษาความสดของอาหารได้ทั่วถึงทุกชั้น
  • Side-by-Side Circular Refrigerator รุ่น HRF-SBS569HPMS (ตู้เย็นรักษ์โลกแบบประตูคู่) ขนาด 569 ลิตร โดดเด่นด้วย Daylight Fridge & Freezer ระบบไฟส่องสว่างภายในตู้เย็นและช่องแช่แข็ง พร้อม Humidity Zone ช่วยรักษาความสดของผักและผลไม้ เทคโนโลยี H-DEO Fresh ช่วยลดกลิ่นและยับยั้งแบคทีเรีย รวมถึง Smart Display หน้าจอควบคุมการทำงานแบบดิจิทัล และระบบ Twin Inverter ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน
    2-Door Circular Refrigerator รุ่น HRF-209MNI HPMS (ตู้เย็นรักษ์โลกแบบ 2 ประตู) ขนาด 216 ลิตร มาพร้อมเทคโนโลยี No Frost ลดการเกิดน้ำแข็งเกาะภายในตู้ DEO Fresh ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และ Fresh Cooling ที่ช่วยรักษาความสดของอาหาร รวมถึง Chiller Zone อุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส สำหรับจัดเก็บเนื้อสัตว์และอาหารสดโดยเฉพาะ พร้อมระบบ Twin Inverter ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ลดเสียงรบกวน และประหยัดพลังงานในการใช้งาน

การเปิดตัว Circular Products -Refrigerator ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ภาคค้าปลีก และภาคการผลิตเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรหลังการใช้งานให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้สินค้ารักษ์โลก (Circular Products)

ผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อตู้เย็น Circular Products -Refrigerator ทั้ง 3 รุ่นหลัก สามารถสัมผัสได้แล้วที่ โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ และโฮมโปรออนไลน์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.homepro.co.th หรือโทร Call Center หมายเลข 1284

รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัยที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น

หากคุณเคยพูดหรือได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ เช่น ขอแสงเพิ่มหน่อย, ตัวหนังสือเล็กไปหรือเปล่า, เดี๋ยวขอยืดแขนก่อนอ่านไม่ชัด หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้ว อาการมองใกล้ไม่ชัด อ่านข้อความในโทรศัพท์ลำบาก หรือเริ่มต้องพกแว่นอ่านหนังสือติดตัวตลอดเวลา เป็นสัญญาณของ “สายตายาวตามวัย” ภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และกำลังกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนยุคดิจิทัลมากกว่าที่คิด

พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัด แก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่พฤติกรรมการใช้สายตาเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้คนต้องใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอแทบตลอดวัน ทั้งการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การตอบแชตผ่านสมาร์ตโฟน การประชุมออนไลน์ รวมถึงการขับรถในเวลากลางคืน ทำให้อาการมองใกล้ไม่ชัดเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในคนวัย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะ “สายตายาวตามวัย”

“สายตายาวตามวัย” เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตาตามธรรมชาติ เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะค่อยๆ แข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้ดวงตาไม่สามารถโฟกัสวัตถุระยะใกล้ได้ดีเหมือนเดิม ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าอาการมองใกล้ไม่ชัดเป็นเรื่องปกติของอายุ และคิดว่าการใส่แว่นคือทางออกเดียว แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพการมองเห็นที่ดีขึ้น และลดการพึ่งพาแว่นตาในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปและเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัย ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “PRESBYOND”  ซึ่งเป็นนวัตกรรมเลสิคที่ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการมองเห็นทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ตอบโจทย์การใช้สายตาในชีวิตประจำวันมากขึ้น

พญ.ชญาตา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  PRESBYOND เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย ZEISS ประเทศเยอรมนี โดยใช้หลักการที่เรียกว่า “Laser Blended Vision” ซึ่งเป็นการออกแบบให้ดวงตาทั้งสองข้างทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ตาข้างที่ถนัดจะถูกปรับให้มองเห็นระยะไกลได้อย่างคมชัด ขณะที่ตาข้างที่ไม่ถนัดจะช่วยในการมองระยะใกล้ พร้อมเพิ่ม “Depth of Focus” หรือความลึกของการโฟกัส ทำให้เกิดการมองเห็นระยะกลางที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้สมองสามารถรวมภาพจากดวงตาทั้งสองข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ

จุดเด่นสำคัญของ PRESBYOND คือ การสร้างการมองเห็นที่ต่อเนื่องในชีวิตจริง ผู้ป่วยสามารถใช้สายตาได้หลากหลายระยะมากขึ้น ทั้งอ่านมือถือ ทำงานหน้าจอ ใช้ชีวิตประจำวัน หรือขับรถ โดยไม่ต้องคอยสลับแว่นหลายอันอีกต่อไป โดย PRESBYOND เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 40–55 ปี ที่เริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัย รวมถึงผู้ที่มีสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงร่วมด้วย และต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาในชีวิตประจำวัน

พญ.ชญาตา กล่าวปิดท้ายว่า ในด้านการรักษา PRESBYOND เป็นการทำเลสิคด้วยเทคโนโลยี FemtoLASIK แบบไร้ใบมีด ใช้เวลารักษาประมาณ 10–15 นาที โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มมองเห็นได้ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน และการมองเห็นจะค่อยๆ เข้าที่สมบูรณ์ภายใน 1–3 เดือน ทั้งนี้ ในช่วงแรกหลังการรักษา สมองอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับระบบการมองเห็นใหม่  รวมถึงอาจมีอาการตาแห้ง หรือเห็นแสงกระจายในเวลากลางคืนชั่วคราว ซึ่งมักค่อยๆ ดีขึ้นตามระยะเวลา

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากผู้ที่มีกระจกตาบาง หรือมีปัญหาสุขภาพตาบางประเภท อาจไม่เหมาะกับวิธีการรักษานี้ เนื่องจากเป้าหมายของการรักษาไม่ได้มีเพียงการทำให้มองเห็นชัดเท่านั้น แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ สะดวก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการมองเห็นที่ดี ส่งผลต่อทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

แม้สายตายาวตามวัยจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันผู้ที่เริ่มมีปัญหามองใกล้ไม่ชัด มีทางเลือกในการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาตลอดเวลาเหมือนในอดีต สำหรับผู้ที่สนใจแก้ไขปัญหาสายตายาว สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านสายตาได้ที่ ศูนย์เลสิค โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือ  โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

โฮมโปร เปิดเบื้องหลังการสร้าง “คนที่ช่วยทำให้เรื่องบ้านง่ายขึ้น”

เพราะเรื่องบ้านไม่ใช่เรื่องยาก… แต่ไม่มีใครอยากตัดสินใจพลาด

ในยุคที่ข้อมูลเรื่องบ้านหาได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ผู้บริโภคสามารถค้นหาสเปกสินค้า เปรียบเทียบราคาหรือดูรีวิวจากออนไลน์ได้ภายในไม่กี่วินาที แต่สิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยียังทดแทนไม่ได้ คือ “ความมั่นใจ” ที่จะช่วยให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องบ้าน ที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการใช้งานในระยะยาว

ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังมีบ้านหลังแรก คนวัยทำงานที่กำลังปรับปรุงที่อยู่อาศัย หรือผู้สูงอายุที่กำลังมองหาสินค้าที่เหมาะกับการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ทุกคนล้วนมีคำถามเดียวกันว่า “จะเลือกสินค้าและบริการอย่างไรให้ถูกต้อง”

เพราะลูกค้าไม่ได้กลัวซื้อของแพง แต่กลัวว่าจะตัดสินใจผิด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “โฮมโปร” ผู้นำ Home Solution and Living Experience เชื่อเสมอว่า ลูกค้าไม่ได้เดินเข้ามาเพียงเพื่อซื้อสินค้า แต่กำลังมองหาคนที่ช่วยให้การตัดสินใจเรื่องบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้นในทุกขั้นตอน โฮมโปรจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างพนักงานทุกคนให้เป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง” ที่ไม่ได้เข้าใจเพียงสินค้าและฟังก์ชันการใช้งาน แต่ยังเข้าใจความต้องการ ความกังวล และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้า ผ่านกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่ออกแบบเป็นระบบ ทั้งการเรียนรู้ภาคทฤษฎี การฝึกปฏิบัติจริง และการประเมินตามมาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคำแนะนำที่ลูกค้าได้รับสามารถนำไปใช้งานได้ถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนภายใต้ค่านิยมองค์กร “Customer Success” หรือ “ความสำเร็จของลูกค้าเป็นเป้าหมายสูงสุด” สะท้อนความมุ่งมั่นของโฮมโปร ที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้า และทำให้ทุกเรื่องบ้านดีขึ้นในทุกช่วงชีวิต

คุณอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า

ในวันที่สินค้า ราคา หรือโปรโมชั่น สามารถเปรียบเทียบกันได้ง่าย สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง คือคุณภาพของ “คน” ที่ยืนอยู่ตรงหน้าลูกค้า เราเชื่อว่าลูกค้าไม่ได้มองหาแค่คนขายสินค้า แต่มองหาคนที่พร้อมช่วยคิด ช่วยดูแล และช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง ตั้งแต่เลือกซื้อไปจนถึงตอนใช้งาน

สำหรับโฮมโปร บ้านไม่ใช่เพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ของความสุข ความผูกพัน และการใช้ชีวิตของคนทุกช่วงวัย การเลือกสินค้าสักชิ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือการเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับบ้านและคนในบ้านจริงๆ พนักงานทุกคนของโฮมโปรจึงต้องผ่านการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ก่อนออกไปดูแลลูกค้าจริง

ไม่ใช่ใครก็เป็นพนักงานโฮมโปรได้

จาก “ผู้ขายสินค้า” สู่ “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง” จุดเริ่มต้นของคุณภาพการบริการที่ลูกค้าสัมผัสได้ มาจากการนิยามคำว่า “พนักงาน” ที่แตกต่างออกไป โฮมโปรไม่ได้มองหาเพียงคนที่ขายสินค้าเก่ง แต่กำลังสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งเรื่อง “บ้าน” และ “คน” ไปพร้อมกัน เพราะการแนะนำเรื่องบ้านที่ดี ต้องอาศัยทั้งความรู้เชิงลึกในสินค้า และความเข้าใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และเข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละราย ดังนั้นการเข้ามาเป็นพนักงานโฮมโปรจึงไม่ใช่เรื่องที่ใครก็สามารถเป็นได้ทันที แต่ต้องผ่านการเรียนรู้แบบเข้มข้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับจาก “ผู้ขายสินค้า” สู่การเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง” ที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาได้ในทุกเรื่องของบ้าน

60 วันแรก: เส้นทางสร้างผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง

ความเชี่ยวชาญที่ลูกค้าสัมผัสได้นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ 60 วันแรกของการทำงาน ผ่านแนวทางพัฒนาบุคลากรที่โฮมโปรวางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การปูพื้นฐานให้พนักงานใหม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรและทิศทางการทำงานตั้งแต่วันแรก ต่อด้วยการวางมาตรฐานเฉพาะทางตามสายงาน ทั้งฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ และฝ่ายบริหาร จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงสำคัญที่พนักงานได้เรียนรู้ความรู้เฉพาะของแต่ละแผนกควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติจริงหน้างาน เพื่อให้ทุกคำแนะนำที่ส่งต่อถึงลูกค้าไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการเรียนรู้และฝึกฝนมาจริง ซึ่งสะท้อนวิถีการทำงานที่โฮมโปรปลูกฝังในตัวพนักงานทุกคน นั่นคือการ “มุ่งมั่น จนสำเร็จ” ไม่ปล่อยให้การเรียนรู้จบลงเพียงครึ่งทาง

เพราะเรื่องบ้านพลาดไม่ได้ ทุกคำแนะนำจึงต้องพิสูจน์ได้จริง

สิ่งที่ทำให้แนวทางการพัฒนาบุคลากรของโฮมโปรแตกต่าง คือแนวคิดว่าความรู้ภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่พอต่อการให้บริการ พนักงานทุกคนต้องผ่านการทดสอบและประเมินผลภาคปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน ก่อนจะได้รับการรับรองให้ดูแลลูกค้าอย่างเต็มตัว ผลลัพธ์จึงสะท้อนออกมาให้เห็นในทุกสาขา ผ่านการสาธิตสินค้าต่างๆ การให้คำแนะนำด้านการใช้งาน การช่วยวิเคราะห์ปัญหา หรือแม้แต่การแชร์ทริคความรู้ที่ลูกค้าสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้จริง อีกทั้งเมื่อหน้างานมีปัญหาที่ไม่คาดคิด พนักงานก็พร้อมจะ “ปรับตัวเร็ว สร้างโอกาสใหม่” เพื่อดูแลลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์

คุณอุไรวรรณ กล่าวเสริมว่า “ความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้พนักงานของโฮมโปร เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นด้วยเวลาและความตั้งใจ ดังนั้นการพัฒนาคนคือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแม้ปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาหาเราเสมอ คือความรู้สึกว่ามีคนที่เข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างเขาจริงๆ”

ความสำเร็จของลูกค้า – Customer Success คือจุดมุ่งหมายเดียว

ปลายทางของกระบวนการพัฒนาพนักงาน มีเป้าหมายเดียว นั่นคือ ความสำเร็จของลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมองค์กรที่โฮมโปรใช้ขับเคลื่อนพนักงานทุกคน ผ่าน Core Values ไม่ว่าจะเป็น Customer Success – การสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้าเป็นเป้าหมายเดียวที่ทุกหน่วยงานมุ่งเน้น Speed and Agility – ทำงานต้องไว เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด และ ONE HomePro – ทุกแผนกทำงานร่วมกันโดยมองที่ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง ด้วยเป้าหมายเดียวกันนี้ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่า ทุกครั้งที่มาใช้บริการจะได้รับการดูแลที่ดี ไม่ต้องเดินหาคนช่วย ไม่ถูกทิ้งให้แก้ปัญหาเพียงลำพัง เพราะพนักงานทุกคนพร้อมส่งมอบความสำเร็จและอยู่เคียงข้างเพื่อทำให้ทุกเรื่องบ้านดีขึ้น

“สำหรับโฮมโปร บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย บ้านเป็นพื้นที่ของชีวิตและความสุขในทุกช่วงเวลา เราจึงไม่เคยหยุดพัฒนาคนของเรา ด้วยหัวใจที่เข้าใจ ใส่ใจ มุ่งมั่น และขยันทุ่มเท เพราะทุกครั้งที่เราบริการลูกค้า คือการที่โฮมโปรได้สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อทุกคน หรือ Better Living อย่างแท้จริง” คุณอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

โรงพยาบาลพระรามเก้า ผนึก NIA และ 32 ภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพไทยสู่อนาคต

โรงพยาบาลพระรามเก้า  ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือภายใต้ “โครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน” กับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และ Wellness รวม 32 องค์กร เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศ เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub) ของภูมิภาคอาเซียน

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการส่งเสริมการพัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมด้าน MedTech, HealthTech และ Wellness ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถานพยาบาล เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมที่มีศักยภาพจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบนวัตกรรม และการสร้างโอกาสการเติบโตเชิงพาณิชย์ให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของไทย

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า    โรงพยาบาลพระรามเก้ามีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคการแพทย์ ในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม

“บทบาทของโรงพยาบาลพระรามเก้าในความร่วมมือครั้งนี้ คือการร่วมเป็นพันธมิตรด้านการแพทย์และสถานพยาบาลที่ช่วยประเมินความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์หรือแพลตฟอร์มจากสตาร์ตอัปและงานวิจัยว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสมเพียงใด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะด้าน Clinical workflow, Hospital workflow, Patient journey และ Pain point ที่เกิดขึ้นจริงในระบบบริการ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมสอดคล้องกับการใช้งานจริงมากขึ้น

ด้าน ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กำกับดูแลฝ่ายบริหารความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบบริการสุขภาพได้อย่างแท้จริง

“โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการพิจารณาความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากร และระบบงานเป็นลำดับแรก ตั้งแต่การประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม การออกแบบกระบวนการทดลองหรือนำร่อง การกำหนดขอบเขตการใช้งาน การติดตามผลลัพธ์ ไปจนถึงการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้ป่วยและระบบบริการสุขภาพได้อย่างแท้จริง”

นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อร่วมยกระดับระบบบริการสุขภาพไทย   ให้มีความเข้มแข็ง พร้อมรองรับความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถานพยาบาลในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ของประเทศไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต

เอเซอร์ขนทัพจอภาพเจนใหม่! ส่งจอ QD-OLED สีแม่นระดับโปรจอพกพา และเลเซอร์โปรเจกเตอร์ 4K ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

  • Acer ProDesigner PE320QK G0 จอระดับมืออาชีพสำหรับครีเอเตอร์และนักออกแบบ มาพร้อมพาเนล QD-OLED 4K ขนาด 31.5 นิ้ว ให้ความแม่นยำสีระดับ Delta E <1 เพื่อภาพที่เที่ยงตรงในทุกงานสร้างสรรค์
  • Acer CE320QK G จอพรีเมียมสำหรับโปรซูเมอร์ รองรับทั้งการดูหนัง ตัดต่อ และเล่นเกม บนจอ QD-OLED 4K พร้อมขาตั้ง ErgoStand ที่ปรับใช้งานได้สะดวกตลอดวัน
  • Acer PM131QT และ PM161Q JB จอพกพาขนาด 12.3 และ 15.6 นิ้ว ออกแบบให้คล่องตัว พกง่าย ติดตั้งด้วยแม่เหล็ก และ G-sensor ที่ช่วยปรับการแสดงผลอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อใช้งานได้อย่างสะดวก
  • Acer HL6820GTV โปรเจกเตอร์เลเซอร์ 4K สำหรับโฮมซีนีมา ประหยัดพลังงานกว่าหลอดภาพทั่วไป 35% มาพร้อม Google TV ในตัว รองรับ 240 Hz/VRR และใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง

ไทเป (29 พฤษภาคม 2026) เอเซอร์ (Acer) ประกาศเปิดตัวไลน์อัปโซลูชันด้านภาพเจเนอเรชันล่าสุด สะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหน้าจอระดับแถวหน้า ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกมิติของไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุม ตั้งแต่งานสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพ ความบันเทิงระดับพรีเมียมภายในบ้าน ไปจนถึงการทำงานนอกสถานที่ โดยยกทัพนวัตกรรมมาอย่างครบครัน นำโดยจอภาพยอดอัจฉริยะ QD-OLED, จอภาพแบบพกพาดีไซน์บางเบา และโปรเจกเตอร์เลเซอร์ความละเอียดสูงระดับ 4K

จอ QD-OLED สีแม่นยำ เพื่อการรังสรรค์ผลงานระดับมือโปร

Acer ProDesigner PE320QK G0 จอสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีระดับมืออาชีพ โดดเด่นด้วยความแม่นยำสี Delta E <1 และการรับรอง Calman Verified ครอบคลุมขอบเขตสี DCI-P3 99% และ Adobe RGB 98% ถ่ายทอดสีได้ตรงตามงานจริงบนพาเนล QD-OLED ขนาด 31.5 นิ้ว ความละเอียด 4K UHD (3840 x 2160) สีแท้ 10-bit พร้อม VESA DisplayHDR True Black 500 ให้ภาพคมชัดลึกสมจริงในทุกรายละเอียด รองรับรีเฟรชเรต 120 Hz และเวลาตอบสนอง 0.03 ms (GTG) ช่วยให้การทำงานวิดีโอและภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลยิ่งขึ้น มาพร้อม Creator Hub สำหรับจัดการพื้นที่สีและการแสดงผล รองรับการคาลิเบรตสีภายนอก รองรับการตั้งค่าและแบ่งหน้าจอหลายรูปแบบ พร้อมควบคุมได้ง่ายผ่าน Acer Smart Dial และรีโมตคอนโทรล

Acer CE320QK G จอพรีเมียมสำหรับโปรซูเมอร์และครีเอเตอร์ที่ต้องการความละเอียดและความยืดหยุ่นในการใช้งาน มาพร้อมพาเนล QD-OLED 4K UHD (3840 x 2160) ขนาด 31.5 นิ้ว สีแท้ 10-bit และ VESA DisplayHDR True Black 500 ให้ภาพคมชัดพร้อมคอนทราสต์สูง ความแม่นยำสีระดับ Delta E <2 ครอบคลุม DCI-P3 99% รองรับ AMD FreeSync™ Premium Pro ลดอาการภาพฉีกขาดและกระตุก เหมาะสำหรับทั้งดูหนัง ตัดต่อ และเล่นเกมเป็นครั้งคราว ด้วยอัตรารีเฟรช 120 Hz และเวลาตอบสนอง 0.03 ms (GTG) เสริมความสะดวกสบายด้วยขาตั้ง ErgoStand ที่ปรับเอียง หมุน และปรับความสูงได้ตามต้องการ

จอพกพา Acer PM131QT และ PM161Q JB ยกระดับเวิร์กสเตชันให้พร้อมลุยไปกับคุณทุกที่

ขยับมาที่สายเดินทางกับจอพกพา 2 รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ plug-and-play ใช้สายเพียงเส้นเดียวก็พร้อมใช้งานทันที เริ่มที่ Acer PM131QT ขนาด 12.3 นิ้ว ออกแบบมาเป็นเวิร์กสเตชันขนาดกะทัดรัด มาพร้อมแถบแม่เหล็กด้านหลังสำหรับยึดติดกับพื้นผิวโลหะ ใช้งานเป็นจอเสริมคู่กับโน้ตบุ๊กได้ทันที บนความละเอียด 1920 x 720 รองรับระบบสัมผัส 5 จุด ตอบสนองไวและควบคุมได้ง่าย มี G-sensor ที่ปรับการแสดงผลแนวตั้ง-แนวนอนได้อัตโนมัติตามการวางเครื่อง เหมาะกับการใช้งานพกพา รวมถึงเป็นจอแสดงผลในรถยนต์หรือใช้ดู GPS

ส่วน Acer PM161Q JB ขนาด 15.6 นิ้ว เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการหน้าจอใหญ่ขึ้น มาพร้อมพาเนล IPS ความละเอียด Full HD (1920 x 1080) ให้มุมมองกว้างและภาพคมชัด พร้อมคีย์บอร์ดแบบ pogo ที่ให้มาในกล่อง ทั้งสองรุ่นรองรับการติดตั้งแบบ VESA mount เพื่อใช้งานร่วมกับขาตั้งกล้อง เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน

HL6820GTV เลเซอร์ 4K คุณภาพสูง ตอบโจทย์ความบันเทิงและงานโปรระดับมืออาชีพ

Acer HL6820GTV เป็นโปรเจกเตอร์เลเซอร์ 4K Ultra HD ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้ทั้งในบ้านและงานระดับมืออาชีพ ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ที่ประหยัดพลังงานสูงสุด 35% เมื่อเทียบกับโปรเจกเตอร์หลอดภาพแบบเดิม เปิด–ปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องวอร์มหรือคูลดาวน์ และมีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุด 30,000 ชั่วโมง สำหรับสายเกมและวิดีโอ รองรับความละเอียด 1080p ที่รีเฟรชเรต 240 Hz, ความหน่วงต่ำ 1 ms และ VRR สูงสุด 144 Hz ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลต่อเนื่อง  ด้านการใช้งานเชิงแสดงผล รองรับการทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ฉายภาพได้รอบทิศ 360 องศา และกันฝุ่นระดับ IP5X เหมาะกับงานนิทรรศการและจัดแสดงศิลปะ มาพร้อม Google TV ในตัว เข้าถึงแอปและสตรีมมิงได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านรีโมตเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น

CEA เตรียมเปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026”

CEA เตรียมเปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026”

ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย

พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia”20 – 22 กรกฎาคม 2569 นี้

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ด้วยการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาทางธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อยกระดับ “คอนเทนต์ไทย” ในฐานะพลังใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตสู่การเป็น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

CEA และ DITP ผนึกความร่วมมือดัน “คอนเทนต์ไทย” สู่ “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย”

ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานจะเกิดขึ้นภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งประกอบด้วย 2 งานสำคัญ ได้แก่

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมตั้งเป้าดึงผู้ซื้อชั้นนำจากนานาชาติกว่า 300 ราย    ผู้แสดงสินค้ากว่า 500 ราย และผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 ราย

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การเจรจาทางธุรกิจ (B2B) และการร่วมผลิต (Co-Production) ร่วมกับนักลงทุนและสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำกว่า 80 บริษัทจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างเต็มรูปแบบ

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) คือก้าวสำคัญของการยกระดับแพลตฟอร์มซื้อขายคอนเทนต์ไทยสู่ระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานคอนเทนต์ แต่ยังเป็นการสร้าง Networking และ Ecosystem ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เชื่อมโยงผู้สร้าง ผู้ลงทุน และพันธมิตรนานาชาติ ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดย CEA มุ่งผลักดัน ‘คอนเทนต์’ และ ‘เรื่องเล่าไทย’ ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ”

“คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพอย่างมาก เห็นได้จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ปี 2563 ที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ดร. ชาคริต กล่าว

BICM2026 มีโปรแกรมไฮไลต์ ดังนี้

1. Pitching คอนเทนต์ และมอบรางวัล BICM Pitching Awards

● เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

● BICM Pitching Awards สำหรับรางวัล Asian Project Pitching, Thai Project Pitching และ Thai Story Pitching รวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

● พื้นที่สร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ (B2B) ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและการร่วมผลิต (Co-Production)

● Exhibitor Space สำหรับสตูดิโอและผู้ประกอบการในการนําเสนอผลงานและบริการ กว่า 500 บูธ เพื่อเปิดโอกาสสู่การลงทุนในอนาคต

3. เวทีเสวนากับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

● Industry Forum เวทีเสวนาจากผู้นําและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่ออัปเดตแนวโน้มทิศทาง และโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับสากล Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานผลักดันเศรษฐกิจ เชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมยกระดับสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

เอเซอร์เปิดตัว Predator & Nitro จอเกมมิ่งเจเนอเรชันใหม่! ทะลุมิติ 3D คมชัด 5K รีเฟรชเรทโหด 500Hz พร้อมลุยทุกสนามแข่ง

  • Predator XB273K 3D ยกระดับเกมมิ่งให้สมจริงยิ่งกว่าเดิม ด้วย AI แปลงภาพ 2 มิติเป็น 3 มิติแบบเรียลไทม์ บนจอ 4K รีเฟรชเรต 180 Hz
  • Predator X34 F1 จอโค้ง QD-OLED 34 นิ้ว รีเฟรชเรต 360 Hz และเวลาตอบสนอง 0.03 ms มอบความเร็วระดับแข่งขันสำหรับเกมเมอร์สายโปร
  • Acer Nitro XV345CKR P จอโค้ง 34 นิ้ว ความละเอียด 5K WUHD พร้อม Mini LED และเทคโนโลยี DFR สลับรีเฟรชเรตได้สูงสุด 360 Hz
  • Acer Nitro XV320QX จอ 32 นิ้ว ความละเอียด 5K รองรับ DFR ปรับได้ทั้ง 165 Hz และ 330 Hz พร้อม AMD FreeSync™ Premium เหมาะทั้งเล่นเกมและสร้างคอนเทนต์
  • Acer Nitro XV273U F5 จอเกมมิ่ง QHD 27 นิ้ว รีเฟรชเรตสูงสุด 500 Hz (โอเวอร์คล็อก 540 Hz และสูงสุด 1000 Hz ด้วย DFR) ตอบโจทย์เกมเมอร์สาย FPS ที่ต้องการความเร็วขั้นสุด

ไทเป (29 พฤษภาคม 2026) เอเซอร์ (Acer) เปิดตัวไลน์อัปจอเกมมิ่งใหม่จากตระกูล Predator และ Nitro ที่รวมเทคโนโลยีจอภาพล้ำสมัยไว้ครบ ทั้งประสบการณ์ภาพ 3 มิติ ความละเอียดสูงระดับ 5K และรีเฟรชเรตสุดลื่น ตอบโจทย์ตั้งแต่เกมเมอร์ทั่วไปจนถึงสายแข่งขันระดับจริงจัง พร้อมเทคโนโลยีลดภาพฉีกขาด รองรับสูงสุด AMD FreeSync™ Premium Pro และ NVIDIA® G-SYNC® Compatible เพื่อมอบภาพที่สมจริง ลื่นไหล และตอบสนองทุกการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ตระกูล Predator: ยกระดับการเล่นเกมด้วยภาพสมจริงและประสิทธิภาพเหนือขีดจำกัด

Predator XB273K 3D จอเกมมิ่งขนาด 27 นิ้ว ที่ยกระดับการเล่นเกมสู่ประสบการณ์ภาพ 3 มิติแบบไม่ต้องใช้แว่น ด้วยเทคโนโลยี 3D eye-tracking ทำงานร่วมกับ AI ในตัวเครื่อง แปลงภาพ 2 มิติเป็น 3 มิติแบบเรียลไทม์ เพิ่มความลึกและความสมจริงให้ทุกฉากเกม มาพร้อมความละเอียด 4K UHD รีเฟรชเรต 180 Hz รองรับ AMD FreeSync™ Premium และ NVIDIA® G-SYNC® Compatible เพื่อภาพลื่นไหลไร้ภาพฉีกขาด อีกทั้งยังรองรับแอป SpatialLabs™ 3D Hub สำหรับปรับโหมด 3 มิติและเข้าถึงเกมที่รองรับคอนเทนต์ 3 มิติ แบบเนทีฟได้โดยตรง ช่วยให้สภาพแวดล้อม ตัวละคร และฉากแอ็กชันดูสมจริงยิ่งขึ้น

Predator X34 F1 จอเกมมิ่งขนาด 34 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อสายอีสปอร์ตโดยเฉพาะ มาพร้อมพาเนล QD-OLED ความละเอียด WQHD (3440×1440) ให้คอนทราสต์คมชัดและสีสันสมจริงระดับภาพยนตร์ จุดเด่นอยู่ที่รีเฟรชเรตสูงถึง 360 Hz และเวลาตอบสนองเพียง 0.03 ms (GTG) มอบความเร็วและความแม่นยำสำหรับการแข่งขันระดับจริงจัง รองรับขอบเขตสี DCI-P3 99%, ความเที่ยงตรงสี Delta E<2 และ VESA DisplayHDR™ True Black 500 เพื่อภาพที่ลึกและมีมิติยิ่งขึ้น ตัวจอโค้ง 1800R อัตราส่วน 21:9 ช่วยเพิ่มความสมจริงและมุมมองที่โอบล้อมสายตา พร้อมเทคโนโลยีถนอมสายตา BlueLightShield Pro, Flickerless, Low-dimming และ ComfyView รวมถึงพาเนล QD-OLED Penta Tandem™ ที่เสริมระบบดูแลพาเนลเพื่อลดโอกาสเกิดภาพค้าง ช่วยให้ใช้งานได้ยาวนานและเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตระกูล Nitro: ปลดล็อกประสบการณ์เกมมิ่งระดับโปร

ขยับมาที่สาย Nitro ซึ่งนำสเปกระดับสูงมาให้เกมเมอร์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น กับ Acer Nitro XV345CKR P จอโค้งขนาด 34 นิ้ว ความละเอียด 5K WUHD (5120×2160) บนพาเนล IPS เสริมด้วย Mini LED แบ็คไลท์ 1,152 โซน ช่วยควบคุมแสงได้แม่นยำ ให้ภาพมืดดำลึกและส่วนสว่างคมชัด รองรับเทคโนโลยี DFR ที่สลับได้ระหว่าง 180 Hz ที่ความละเอียดเต็ม และ 360 Hz ที่ความละเอียด WFHD ให้เลือกได้ทั้งภาพสวยหรือความลื่นไหลตามสไตล์การเล่นเกม พร้อมการรับรอง VESA DisplayHDR™ 1000, ความเที่ยงตรงสี Delta E<2 และรองรับขอบเขตสี DCI-P3 95% เพื่อสีสันที่สดใสและสมจริงยิ่งขึ้น

Acer Nitro XV320QX ขนาด 32 นิ้ว คือจอภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งเกมเมอร์และครีเอเตอร์ ด้วยความละเอียด 5K (5120×2880) บนพาเนล IPS แบบ fast liquid crystal ให้ภาพคมชัดพร้อมเวลาตอบสนองเร็วสูงสุด 0.5 ms (GTG) อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยี DFR ที่สลับเป็นโหมด 330 Hz ที่ความละเอียด QHD ได้เมื่อต้องการความลื่นไหลในการเล่นเกมแข่งขัน จึงใช้งานได้อย่างสมดุลทั้งสายคอนเทนต์และสายเกม รองรับ AMD FreeSync™ Premium, ขอบเขตสี DCI-P3 95% และ Acer HDR400 เพื่อสีสันสดใสสมจริง พร้อม Acer Smart Dial และรีโมตอินฟราเรดที่ช่วยให้ปรับภาพและสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย Acer Nitro XV273U F5 ขนาด 27 นิ้ว ที่ออกแบบมาให้ความเร็วระดับแข่งขันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น บนความละเอียด QHD (2560×1440) จุดเด่นคืออัตรารีเฟรช 500 Hz พร้อมโอเวอร์คล็อกได้ถึง 540 Hz และรองรับสูงสุด 1000 Hz ที่ความละเอียด HD ผ่านเทคโนโลยี DFR เหมาะสำหรับเกมเมอร์สาย FPS ที่ต้องการความเร็วสูงสุด เสริมด้วยขอบเขตสี DCI-P3 95%, ความแม่นยำสี Delta E<2 และ VESA DisplayHDR™ 600 บนพาเนล IPS แบบ fast liquid crystal ให้ภาพคมชัดและสีสันสมจริง มาพร้อม VRB Pro และไฟ RGB ช่วยเพิ่มมิติของภาพ และดีไซน์ขอบจอสีดำตัดกับฝาหลังและฐานจอสีขาวเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

เอเซอร์เปิดตัว TravelMate P6 14 AI เบาไม่ถึง 1 กก. พร้อมพีซีอัจฉริยะเพื่อออฟฟิศยุคใหม่

  • TravelMate P6 14 AI โน้ตบุ๊กพรีเมียม บอดี้คาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเริ่มต้นเพียง 0.96 กก. พร้อม Intel vPro, AI สูงสุด 150 TOPS และแบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 30 ชั่วโมง
  • TravelMate P2 Spin 14 โน้ตบุ๊ก 2-in-1 พับได้ 360 องศา รองรับทั้งงานและการพรีเซนต์ มาพร้อมปากกา Wacom AES 2.0 กล้องคู่ และฟีเจอร์ความปลอดภัยครบครัน
  • TravelMate X2 14 โน้ตบุ๊กสำหรับ SMB ที่เน้นความทนทาน คุ้มค่า ผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H พร้อม TPM 2.0 และฟีเจอร์ AI สำหรับการประชุม
  • Veriton 1000 Compact Tower เดสก์ท็อปดีไซน์บางประหยัดพื้นที่ ขับเคลื่อนด้วย Intel Core Ultra Series 2 รองรับการอัปเกรดผ่านสล็อต PCIe ตอบโจทย์ทุกออฟฟิศยุคใหม่

ไทเป (29 พฤษภาคม 2026) เอเซอร์ (Acer) เปิดตัวไลน์อัปคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานปี 2026 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI สำหรับองค์กรและธุรกิจ SMB ครอบคลุมทั้งโน้ตบุ๊กซีรีส์ TravelMate ตั้งแต่รุ่นพรีเมียมน้ำหนักเบา รุ่น 2-in-1 ใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงเดสก์ท็อปซีรีส์ Veriton ที่มาพร้อมดีไซน์ประหยัดพื้นที่ โดยทุกรุ่นโดดเด่นด้านความปลอดภัยระดับองค์กรและฟีเจอร์ AI ที่ช่วยให้การทำงานและการประชุมสะดวกและลื่นไหลยิ่งขึ้น

TravelMate – ปลดล็อกประสิทธิภาพการทำงานได้เต็มศักยภาพ

เปิดตัวด้วย Acer TravelMate P6 14 AI (TMP614 Series) โน้ตบุ๊กสายธุรกิจรุ่นท็อปจากเอเซอร์ ที่โดดเด่นด้วยความบางเบาเป็นพิเศษ โดยรุ่นจอ OLED หนักเพียง 0.96 กก. พกพาสะดวก พร้อมดีไซน์ Acer Comfort Touch ที่ผสานคาร์บอนไฟเบอร์กับแมกนีเซียม-อะลูมิเนียม ให้ทั้งความแข็งแรงและสัมผัสพรีเมียม ขับเคลื่อนด้วย Intel Core Ultra Series 3 processors พร้อม Intel vPro รองรับพลัง AI สูงสุด 150 TOPS และแบตเตอรี่ 71 Wh รองรับชาร์จเร็ว ใช้งานได้นานสูงสุด 30 ชั่วโมง ตอบโจทย์การทำงานตลอดวัน

TravelMate P6 14 AI ออกแบบมาเพื่อการใช้งานระดับองค์กร ด้วยระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้ง Intel vPro ที่ช่วยตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์, มาตรฐาน Secured-core PC และระบบเข้ารหัส Acer ProShield Plus พร้อมฟีเจอร์แจ้งเตือนเมื่อมีการเปิดเครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต ด้านการประชุมออนไลน์ก็ใช้งานสะดวกด้วย Acer Display Lens ที่ช่วยซูมรายละเอียดบนหน้าจอได้สูงสุด 4 เท่า และสแกน QR code ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากหน้าประชุม เสริมด้วยหน้าจอ 14 นิ้วเคลือบ Corning Gorilla Matte Pro ช่วยลดแสงสะท้อน มองเห็นได้ชัดทั้งในออฟฟิศและการใช้งานกลางแจ้ง

สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน Acer TravelMate P2 Spin 14 (TMP214RN-51) เป็นโน้ตบุ๊ก 2-in-1 พับจอได้ 360 องศา ใช้งานได้ทั้งแบบโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต มาพร้อมกล้องคู่สำหรับประชุมและแชร์เอกสารหรือชิ้นงานจริงได้ทันที เสริมด้วยปากกา Wacom AES 2.0 แบบเก็บในตัว รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6.0 พร้อมเทคโนโลยี Acer DustDefender ช่วยลดฝุ่นในระบบระบายความร้อน เพื่อการใช้งานที่เสถียรและยาวนาน

Acer TravelMate X2 14 (TMX214-52 Series) ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SMB ที่ต้องการโน้ตบุ๊กใช้งานคุ้มค่าและเชื่อถือได้ มาพร้อมความทนทานระดับมาตรฐาน MIL-STD 810H และระบบความปลอดภัยฮาร์ดแวร์ครบ ทั้งชิป TPM 2.0, ระบบสแกนลายนิ้วมือ และระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการเปิดเครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต ตัวเครื่องน้ำหนักเพียง 1.4 กก. ใช้หน้าจอ 14 นิ้ว WUXGA อัตราส่วน 16:10 ช่วยให้ดูเอกสารและตารางได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมฟีเจอร์ประชุม AI อย่าง Acer PurifiedVoice และ Acer PurifiedView รองรับ Wi-Fi 6E และพอร์ตเชื่อมต่อครบ เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกวัน

Veriton 1000 Compact Tower เดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงในดีไซน์กะทัดรัด

Acer Veriton 1000 Compact Tower (VX1730G) คือเดสก์ท็อปน้องใหม่สำหรับออฟฟิศพื้นที่จำกัด มาในดีไซน์ทาวเวอร์ทรงบางประหยัดพื้นที่ แต่ยังอัดแน่นด้วยพลัง Intel Core Ultra Series 2 processors รองรับ RAM DDR5 สูงสุด 64 GB และ SSD M.2 PCIe สูงสุด 1 TB ช่วยให้ทำงานหลายโปรแกรมได้ลื่นไหล พร้อม Wi-Fi 7, Bluetooth 5.4 และชิป TPM 2.0 เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญ อีกจุดเด่นคือรองรับการอัปเกรดผ่านสล็อต PCIe เพิ่มความยืดหยุ่นให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว