Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 – งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 โดยในฐานะงานแสดงสินค้าด้านความงามชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม งานดังกล่าวได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าในหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก

โดยในปี 2569 มีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 ราย เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568 งานจัดขึ้นบนพื้นที่จัดแสดงรวม 33,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 6 ฮอลล์ บนพื้นที่ 2 ชั้น ซึ่งขยายใหญ่ขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค โดยสัดส่วนผู้แสดงสินค้าประกอบด้วยผู้ประกอบการจากประเทศไทย 47% และจากต่างประเทศ 53%

สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้า Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปจากแบรนด์ต่าง ๆ ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1–3 คิดเป็น 48% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด ขณะที่ Cosmopack CBE ASEAN ซึ่งมุ่งเน้น Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำของธุรกิจความงาม จัดแสดง ณ ชั้น LG ฮอลล์ 5–7 คิดเป็น 52% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด

เปิดตัวครั้งแรกในปี 2569 กับ Cosmopack CBE ASEAN เวทีสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมความงาม Supply Chain ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) การผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง (Private Label) บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร ระบบการพิมพ์และฉลาก รวมถึงโซลูชันแบบครบวงจรไว้ในที่เดียว

งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 ราย โดยมีผู้ซื้อศักยภาพสูง (Hosted Buyers) มากกว่า 550 ราย จากประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน อินเดีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั่วโลกที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดความงามของภูมิภาคอาเซียน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Cosmoprof CBE ASEAN ยังสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าและการจัดประชุมระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

“วิสัยทัศน์ของ TCEB คือการเชื่อมโยงงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่าง Cosmoprof CBE ASEAN เข้ากับผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ธุรกิจไมซ์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยชื่อเสียงและมาตรฐานคุณภาพอันโดดเด่นของ Cosmoprof CBE ASEAN งานนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานอันทรงเกียรตินี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการได้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เพราะความสำเร็จของพวกเขาคือความสำเร็จของประเทศไทย” ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) กล่าว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังได้รวบรวม 5 พาวิลเลียนนานาชาติ ได้แก่ อิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และศักยภาพของผู้ประกอบการจากแต่ละประเทศให้แก่ผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ภายในงานปีนี้ ได้มอบเกียรติให้ ประเทศอิตาลี เป็น Country of Honour หรือประเทศเกียรติยศประจำการจัดงานปี 2569 โดยมีบริษัทจากอิตาลีเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 20 บริษัท ภายใต้ Italian Country Pavilion ซึ่งจัดขึ้นโดย ITA – Italian Trade Agency ร่วมกับ Cosmetica Italia สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลแห่งอิตาลี นำเสนอศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการความงามจากอิตาลี ครอบคลุมหลากหลายสาขาของอุตสาหกรรมความงาม เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

นางเปาลา กุยดา (Paola Guida) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาของพาวิลเลียนอิตาลีในงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 และนับเป็นปีที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอิตาลี เนื่องจากได้รับเกียรติให้เป็น Country of Honour ประจำการจัดงานในปีนี้

ดิฉันขอขอบคุณสำหรับความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) และ Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจอันมีคุณค่าให้กับบริษัทอิตาลีในการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากทั่วภูมิภาค

สำหรับปีนี้ พาวิลเลียนอิตาลีได้รวบรวมบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางจากอิตาลีจำนวน 20 บริษัท เพื่อร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมภายใต้แนวคิด ‘Made in Italy’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศที่ทำให้อุตสาหกรรมความงามของอิตาลีได้รับการยอมรับในระดับโลก”

โปรแกรมสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ เจาะลึกข้อมูลตลาด สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังจัดเต็มด้วยโปรแกรมสัมมนา กิจกรรมพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของตลาด มุมมองด้านเทรนด์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านอุตสาหกรรม การสร้างแบรนด์

นอกจากนี้ Cosmopack CBE ASEAN ยังนำเสนอ The Sunscreen Factory นิทรรศการเชิงประสบการณ์รูปแบบ Live Installation ที่จำลองกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบครบวงจร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ DERMA INNOVATION COMPANY LIMITED, PROPACK ASIA COMPANY LIMITED, THER LINE, NAPAT PACKAGING COMPANY LIMITED และ SELCON CO., LTD. ผู้เข้าชมจะสัมผัสเส้นทางการผลิตผลิตภัณฑ์จริง ตั้งแต่การคิดค้นและพัฒนาสูตร การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการ
ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ให้มาร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกไปด้วยกัน

โรงพยาบาลพระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” มุ่งให้ความรู้การดูแลสุขภาพ การป้องกันและการรักษาโรคไต

โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards 2026 (AREA 2026) สาขา Health Promotion จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” โครงการที่เกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์และภาคีเครือข่าย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะ ในต่างจังหวัด ได้รับข้อมูลการดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการรักษาและทางเลือกในการรักษาอย่างเหมาะสมมากขึ้น

รางวัล AREA จัดขึ้นโดย Enterprise Asia เพื่อยกย่ององค์กรในภูมิภาคเอเชียที่ดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยสาขา Health Promotion มอบให้แก่องค์กร  ที่มีส่วนในการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชนและสังคมในวงกว้าง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกคนที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น และสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานเชิงรุกเพื่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จริงในบริบทของโรงพยาบาลเอกชน

“ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายจำนวนมาก และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในขณะที่จำนวนการปลูกถ่ายไตที่ทำได้จริงทั่วประเทศยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก โครงการ Happy Kidney, Happy Life จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำความรู้เกี่ยวกับโรคไตไปสู่ผู้ป่วยในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน ไปจนถึงการรักษาและการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนสูง

โครงการ “Happy Kidney, Happy Life” ดำเนินงานผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

การให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้ป่วย ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต ทั้งการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรค และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงกิจกรรม Home Coming Day ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยที่ผ่านการปลูกถ่ายไตได้แบ่งปันประสบการณ์ตรง เพื่อลดความกังวลใจสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาทางเลือกการรักษา

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการจัดอบรมให้กับทีมสุขภาพในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน, การดูแล, การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง

การรณรงค์เพื่อสังคม จัดโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการบริจาคอวัยวะ สร้างความตระหนักรู้และทัศนคติเชิงบวกต่อการบริจาคในสังคมวงกว้าง

นพ.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายฝ่าย และเป็นแรงผลักดันให้บุคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้าเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันการเกิดโรค

“การดูแลสุขภาพไตที่ดีต้องครอบคลุมทุกช่วง ตั้งแต่การป้องกันก่อนเจ็บป่วย การรักษาในระยะต่างๆ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนสูง โรงพยาบาลพระรามเก้าพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ในทุกมิติเหล่านี้ ทั้งกับประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ในทุกภูมิภาค”

สำหรับผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาด้านโรคไตและการปลูกถ่ายไต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ได้ที่ สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

เพราะบางเรื่องในบ้านไม่ควรต้องชิน… CHANG HomePro (ช่างโฮมโปร) ชวนเปิดมุมคิดใหม่ “ซ่อม…ก่อนทิ้ง”

ยืดอายุเครื่องใช้ไฟฟ้า-ลดค่าใช้จ่าย-ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ผ่านเทศกาล ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า 3 วันเท่านั้น (3-5 กรกฏาคม 69 นี้)

หลายครั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไม่ได้เสียจนใช้งานไม่ได้ แต่กลับค่อยๆ แสดงสัญญาณความผิดปกติออกมาทีละน้อย ไม่จะเป็น “พัดลมที่สั่นกว่าปกติ” “ปุ่มไมโครเวฟที่เริ่มกดไม่ติด” หรือ “เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องคอยขยับสายไฟก่อนใช้งาน” จนท้ายที่สุด สิ่งที่ไม่ปกติเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว

จากพฤติกรรมที่คนไทยจำนวนมากมักพูดกับตัวเองว่า “เดี๋ยวค่อยซ่อม” โฮมโปร ส่ง CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร ชวนคนไทยกลับมาตั้งคำถามกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอีกครั้ง ผ่านแนวคิด “ซ่อม…ก่อนทิ้ง” เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการดูแลบ้านเชิงป้องกัน ที่โฮมโปรอยากผลักดันให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนมักถูกชักชวนให้เปลี่ยนสินค้าใหม่เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มมีปัญหา แต่ในความเป็นจริง เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทยังสามารถซ่อมแซมและยืดอายุการใช้งานได้อีกหลายปี หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี

“หลายครั้งของใช้ในบ้านไม่ได้เสียจนใช้งานไม่ได้ เพียงแต่เราเคยชินกับความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ
จนละเลยการดูแล ทั้งที่สัญญาณเหล่านั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต”

“เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่ อาจเป็นเพียงสิ่งที่ถึงเวลาต้องได้รับการดูแล”

แนวคิด ‘ซ่อม…ก่อนทิ้ง’ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่คือการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า ยาวนานที่สุด และช่วยลดการเกิดขยะได้ตั้งแต่ต้นทางอีกด้วย

จากประสบการณ์การให้บริการของ CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร พบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มักส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดความเสียหายรุนแรงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ดังผิดปกติ การทำงานที่เริ่มติดขัด หรืออาการที่ยังสามารถใช้งานได้แต่ประสิทธิภาพลดลง ซึ่งหากได้รับการตรวจเช็กและซ่อมแซมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสินค้าใหม่ และยืดอายุการใช้งานไปได้อีกหลายปี

ขณะที่คนไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับการนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กตามระยะอย่างสม่ำเสมอ แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานอยู่กับเราทุกวันกลับไม่ค่อยได้รับการดูแลในลักษณะเดียวกัน ทั้งที่เป็นอุปกรณ์สำคัญที่อยู่กับเราในทุกวัน

แนวคิดดังกล่าว สะท้อนผ่านความสำเร็จของเทศกาลดูแลบ้านประจำปี “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บริโภคนำเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างเข้ารับบริการตรวจเช็ค และซ่อมฟรี! เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้า กว่า 97,006 ชิ้น สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยพร้อมที่จะดูแลและซ่อมแซมของใช้เดิม หากมีช่องทางและบริการที่ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และน่าเชื่อถือ

“การชวนคนมาซ่อมเป็นเรื่องไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างความมั่นใจว่าของที่ซ่อมแล้ว จะสามารถนำกลับมาใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ นั่นคือเหตุผลที่ CHANG HomePro – ช่างโฮมโปรให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริการในทุกๆ ขั้นตอน” นายธีรพล กล่าว

ปัจจุบัน CHANG HomePro – ช่างโฮมโปรมีทีมช่างมืออาชีพมากกว่า 3,000 ทีมทั่วประเทศ ผ่านการอบรมและรับรองมาตรฐานเดียวกัน พร้อมนโยบาย ‘ช่างไม่ทิ้งงาน’ ‘ประเมินราคาที่โปร่งใส’ และรับประกันงานบริการสูงสุด 365 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกขั้นตอน ให้ทุกการดูแลบ้านเป็นเรื่องง่ายและสบายใจยิ่งขึ้น

นอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคแล้ว การซ่อมแซมและยืดอายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้ายังเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานแล้ว ก็สามารถนำเข้าสู่โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างถูกวิธีและนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

สำหรับครั้งนี้ โฮมโปรจัดเทศกาลดูแลบ้านประจำปี “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า–เครื่องมือช่าง” ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ที่โฮมโปร และเมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมบริการในราคาพิเศษ อาทิ บริการล้างแอร์ พิเศษ 399 บาท, ซื้อประตู พร้อมบริการติดตั้ง ฟรี! มูลค่า 1,000 บาท, บริการทาสี ซ่อมยาแนว ฟรี! 2 ตารางเมตรแรก* และซื้อบริการจากช่างโฮมโปร ภายในงาน ลดทันที 10%*

พร้อมชวนคนไทยร่วมเริ่มต้นแนวคิด “ซ่อม…ก่อนทิ้ง” เปลี่ยนการดูแลบ้านจากการแก้ปัญหาเมื่อของพัง สู่การดูแลเชิงป้องกันที่ช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างยั่งยืน รวมถึงช่องทางเรียกช่างและช้อปบริการที่สะดวก ผ่านแอปพลิเคชัน CHANG HomePro ที่รวมบริการเรื่องบ้านมากกว่า 1,000 บริการไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

แม้เทศกาลซ่อมฟรีจะจัดขึ้นเพียงปีละไม่กี่วัน แต่เป้าหมายของ CHANG HomePro – ช่างโฮมโปรไม่ได้หยุดอยู่เพียงการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า หากต้องการก้าวสู่การเป็น “ช่างประจำบ้าน” ที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรกในทุกเรื่องของบ้าน

เพราะสำหรับเรา การดูแลบ้านไม่ควรเริ่มต้นในวันที่ของพัง แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่ทุกอย่างยังใช้งานได้ดี

เพราะบางเรื่องในบ้าน…ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นความเคยชิน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: HomePro Thailand หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: CHANG HomePro

“ซูเลียน” เดินหน้าสร้างนักธุรกิจคุณภาพทั่วไทยเปิดเวทีพัทลุง ปลุกพลังความสำเร็จสมาชิกภาคใต้

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจและพัฒนาศักยภาพสมาชิกทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก ณ โรงแรมชัยคณาธานี จังหวัดพัทลุง โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากสมาชิกและผู้สนใจในพื้นที่ภาคใต้ที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง จนห้องประชุมเต็มทุกที่นั่ง สะท้อนความเชื่อมั่นในระบบธุรกิจของซูเลียน และความมุ่งมั่นของผู้คนที่ต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างอนาคตที่มั่นคงผ่านการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

ภายในงาน ซูเลียนได้ยกทีมวิทยากรระดับแนวหน้าขององค์กรมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการสร้างธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพ และแนวคิดสู่ความสำเร็จจากประสบการณ์จริง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ด้านการดำเนินธุรกิจ ถ่ายทอดเทคนิคการสร้างเครือข่าย การพัฒนาภาวะผู้นำ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้สมาชิกสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกธุรกิจยุคใหม่

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษโดย คุณณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด  CMO ที่ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการตลาด ทิศทางการเติบโตขององค์กร และแนวคิดการสร้างธุรกิจในยุคที่โอกาสเกิดจากการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้สมาชิกมองเห็นศักยภาพของตนเอง และกล้าที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ

คุณณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด CMO กล่าวว่า “ซูเลียน” ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงธุรกิจ แต่เรามุ่งสร้างคน เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการพัฒนาศักยภาพของผู้คน ทุกเวทีที่เราจัดขึ้นคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแบ่งปันประสบการณ์ และการส่งต่อแรงบันดาลใจ เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีองค์ความรู้ มีวิสัยทัศน์ และมีความมั่นใจในการสร้างธุรกิจของตนเอง เมื่อคนเติบโต ธุรกิจก็เติบโต และเมื่อทุกคนประสบความสำเร็จร่วมกัน นั่นคือความสำเร็จที่แท้จริงของซูเลียน”

นอกจากสาระความรู้ที่เข้มข้นแล้ว ภายในงานยังเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความอบอุ่น โดยปิดท้ายกิจกรรมด้วยการจับรางวัลของที่ระลึกและมอบอั่งเปาเงินสดแก่ผู้โชคดี สร้างความประทับใจ เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดช่วงท้ายของกิจกรรม ความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ในการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจคุณภาพทั่วประเทศ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนเติบโตไปพร้อมกับองค์กร และก้าวสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง ภายใต้แนวคิด “พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก” ซึ่งสะท้อนพันธกิจของซูเลียนในการ “สร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน”

CHERY Group และ OMODA & JAECOO ประเทศไทย จัดงาน TECH DAY 2026

ตอกย้ำวิสัยทัศน์ Intelligent Mobility และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมยกระดับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย

กรุงเทพฯ, 29 มิถุนายน 2569 – CHERY Group และ OMODA & JAECOO (ประเทศไทย) จัดงาน TECH DAY 2026 ณ centralwOrld PULSE ชั้น 7–8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ระบบจอดรถอัจฉริยะ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศพลังงานใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคชาวไทยยุคใหม่

TECH DAY 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ CHERY Group ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ สู่การสร้างคุณค่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย งานดังกล่าวสะท้อนถึงการต่อยอดรากฐานเทคโนโลยีระดับโลกของ CHERY Group เพื่อรองรับทิศทางการเดินทางแห่งอนาคตของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับยานยนต์อัจฉริยะ ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และสมรรถนะที่ตอบโจทย์สภาพการขับขี่จริงในทุกมิติ

ภายในงาน CHERY Group ได้นำเสนอรากฐานเทคโนโลยีหลักขององค์กร ภายใต้ 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Mars Architecture, Kunpeng Power, Lingxi Smart Cockpit, Falcon Pilot และ Galaxy Ecosystem ซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่และระบบการเดินทางอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเผยศักยภาพของ Falcon Pilot Intelligent Driving System ที่ครอบคลุมเทคโนโลยีด้าน Intelligent Assisted Driving และ Intelligent Parking โดย CHERY Group ได้นำเสนอ SIVP (Super Intelligent Valet Parking) เทคโนโลยีจอดรถอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานในเมือง ให้การจอดรถเป็นเรื่องง่าย สะดวก และปลอดภัยยิ่งขึ้น

SIVP สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วางแผนเส้นทางการจอด และควบคุมการทำงานของรถยนต์ในขั้นตอนสำคัญ ทั้งการเลี้ยว การเร่ง การเบรก และการจอดรถภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ช่วยลดความซับซ้อนในการจอดรถในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หรือโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ช่องจอด และสภาพการจราจรที่หนาแน่น

ควบคู่กันนี้ CHERY Group ยังได้ถ่ายทอดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้สภาพแวดล้อม การตัดสินใจอย่างแม่นยำ ความปลอดภัย และการควบคุมรถยนต์อย่างนุ่มนวล เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย เชื่อมต่อ และไร้รอยต่อในทุกมิติ

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญระดับยุทธศาสตร์ของ CHERY Group สำหรับการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้งานจริง โดยผลิตภัณฑ์รุ่นแรกที่มาพร้อมระบบ SIVP มีกำหนดเปิดตัวภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ขณะที่บริษัทฯ ได้เริ่มทดสอบและสาธิตเทคโนโลยีดังกล่าวในพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งาน สภาพแวดล้อม และรูปแบบการเดินทางของผู้บริโภคชาวไทย อันเป็นการตอกย้ำแนวทาง “Global Technology, Local Validation” ที่ CHERY Group ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ในด้านพลังงานใหม่ CHERY Group ได้นำเสนอ Kunpeng Power เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนหลักขององค์กร ซึ่งรองรับทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย ทั้ง Super PHEV, Super REEV และ Super HEV เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ตั้งแต่การเดินทางในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการเดินทางระยะไกล

ภายในงานยังมีการนำเสนอ JAECOO 6T REEV ที่สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีพลังงานใหม่ของ CHERY Group ผ่านการผสานประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับความมั่นใจในการเดินทางระยะไกล โดยระบบ Range Extended Electric Vehicle (REEV) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแหล่งขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการทำงานของแบตเตอรี่และมอเตอร์ ช่วยลดความกังวลด้านระยะทางการเดินทาง (Range Anxiety) พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบ และตอบสนองได้อย่างฉับไวในแบบรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากนวัตกรรมด้านยานยนต์ CHERY Group ยังได้เผยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบนิเวศพลังงานใหม่ในประเทศไทย ครอบคลุมการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้ง BEV, PHEV, REEV และรถกระบะพลังงานใหม่ในอนาคต ควบคู่ไปกับโซลูชันด้านพลังงานครบวงจร ทั้งระบบบริหารจัดการพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน อินเวอร์เตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน

นายเซดริก ชุย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระดับโลกของ CHERY Group และงาน TECH DAY 2026 ในครั้งนี้ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นดังกล่าว การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในตลาดแรกสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมระบบ SIVP ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวภายในไตรมาส 4 ปี 2569 นั้น เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อศักยภาพของตลาดไทย รวมถึงความพร้อมของผู้บริโภคไทยในการเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต สิ่งที่เรานำเสนอในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเผยโฉมเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้าน Intelligent Mobility อย่างครบวงจร ที่ต่อยอดจากรากฐานเทคโนโลยีระดับโลก ผสานเข้ากับการพัฒนาและทดสอบภายใต้บริบทการใช้งานจริงของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมที่เราส่งมอบสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิต การเดินทาง และความคาดหวังของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง เป้าหมายของเราคือการสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ยานยนต์อัจฉริยะ พลังงานใหม่ ไปจนถึงระบบนิเวศแห่งการเดินทางในอนาคต เพื่อมอบความสะดวกสบาย ความมั่นใจ และคุณค่าที่มากกว่าการเดินทาง ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนอนาคตของ Intelligent Mobility ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

“ของบางอย่างในบ้าน ไม่ได้เสีย… เราแค่ชินนานเกินไป” CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร อ่านอินไซต์คนไทย ชวนสำรวจของเก่า “เก็บนานจนชิน” พร้อมเปิดเทศกาลซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า–เครื่องมือช่าง 3–5 ก.ค. นี้

พัดลมที่ต้องตบก่อนใบพัดจะยอมหมุน.. ไมโครเวฟที่กดได้จริงอยู่เพียงปุ่มเดียว.. หม้อหุงข้าวที่ก้นหม้อเริ่มไหม้แต่ยังหุงข้าวได้ทุกเช้า.. หรือสายเตารีดที่ต้องขยับให้ได้องศาถึงจะติด..

ของเหล่านี้หลายชิ้นอาจไม่ได้ “เสีย” จนใช้งานไม่ได้ แต่การทำงานจะค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด จนเราเผลอ “เคยชิน” กับความผิดปกตินั้น แทนที่จะซ่อมแซม และดูแลกลับมาให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

ลองมองรอบๆ บ้านตอนนี้  ถ้านึกออกอย่างน้อยสักชิ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่า บ้านคุณก็มีของเก่าที่ “เก็บไว้นานจนชิน” อยู่เหมือนกัน

“เดี๋ยวค่อยซ่อม”

อาจเป็นหนึ่งในประโยคที่คนไทยพูดกับตัวเองบ่อยที่สุด แต่คำว่า “เดี๋ยว” มักยาวนานกว่าที่คิด จากไม่กี่วันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน จากหลายๆ เดือน กลายเป็นปี จนความผิดปกติเล็กๆ นี้ กลายเป็นเรื่องปกติของบ้านไปโดยไม่รู้ตัว

ในวันที่ผู้คนเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามกับ “ใช้แล้วทิ้ง” มากขึ้น การยืดอายุสินค้าที่มีอยู่ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความประหยัด แต่เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างขยะที่ไม่จำเป็นเพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่! อาจเป็นเพียง ถึงเวลาที่ควรได้รับการดูแล! เท่านั้น

CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ ชวนคนไทยกลับมาสังเกตรอบๆ ตัวอีกครั้ง ผ่านเทศกาลดูแลบ้านประจำปี “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า–เครื่องมือช่าง” ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 ที่โฮมโปร และ เมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ https://youtube.com/shorts/Cwsn-BiequA

ภายในงาน เปิดโอกาสให้ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างภายในบ้านมาเข้ารับบริการตรวจเช็กและซ่อมฟรี โดยทีมช่างมาตรฐานของโฮมโปร พร้อมรับสิทธิประโยชน์ตลอด 3 วัน

ก่อนถึงเทศกาลซ่อมฟรี CHANG HomePro – ช่างโฮมโปร ชวนทุกบ้านสำรวจของเก่าที่ “เก็บนานจนชิน”

เพราะบางเรื่องในบ้าน… ไม่ควรต้องชินและบางอย่างที่คิดว่าต้องเปลี่ยนใหม่ อาจแค่ถึงเวลาที่ควรได้รับการดูแล

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: HomePro Thailand หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: CHANG HomePro

ครบรอบ 4 ปี สคส. ยกระดับ PDPA ไทยสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล” วางเป้า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับยุค AI สร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงานครบรอบ 4 ปีแห่งการสถาปนาองค์กร เดินหน้ายกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA สู่บทบาทใหม่ ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” รับมือยุค AI พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่เป้าหมายการเป็นสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อมั่นได้

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ สคส. เกิดขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางดิจิทัลที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในทางที่ผิด เทคโนโลยีปลอมแปลงเสมือนจริง (Deepfake) ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเศรษฐกิจแบบหลอกลวง ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมและสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยข้อมูลระดับสากลเผยว่ารูปแบบการฉ้อโกงที่อาศัย AI และ Deepfake เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 180 ในรอบปี และความเสียหายจากการฉ้อโกงอัตลักษณ์บุคคลทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในประเทศไทยเอง มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 4 เดือนของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการรั่วไหลของข้อมูลคือ “ต้นทาง” ที่หล่อเลี้ยงขบวนการหลอกลวง และทำให้บทบาทของกฎหมาย PDPA และ สคส. มีความสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลของประเทศมากยิ่งขึ้น

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคงของประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกในการรับมือภัยคุกคามรอบด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการปกป้องสิทธิของประชาชนและการเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตได้อย่างมีความรับผิดชอบ

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของเขาปลอดภัย เขาก็พร้อมจะใช้บริการดิจิทัล และเมื่อภาคธุรกิจมีมาตรฐานที่โลกให้การยอมรับ การลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็จะเข้ามา สิ่งที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กำลังทำ คือดูแลสิทธิของคนไทยให้ได้ ร่วมกับเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า สคส. ได้มุ่งปรับมุมมองที่สังคมมีต่อกฎหมาย PDPA จากการเป็นเพียงข้อปฏิบัติทางกฎหมายหรือต้นทุนทางธุรกิจ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่ทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์”

“ความเชื่อมั่นคือหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าคนไทยยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกใช้อย่างไร ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไม่ได้ บทบาทของ สคส. ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่คอยตั้งรับอย่างเดียว แต่เราตั้งใจเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเชิงรุก เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย เป้าหมาย ‘ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์’ อาจฟังดูท้าทาย แต่นี่คือมาตรฐานที่ สคส. ตั้งใจจะไปให้ถึง เพื่อให้คนไทยใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างวางใจ”

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สคส. ได้ขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องใน 3 ด้านหลัก คือ การกำกับดูแล การส่งเสริมองค์ความรู้ และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ โดย สคส. ได้เปลี่ยนผ่านจากยุคของการให้ความรู้ เข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่ผ่านมา สคส. ได้ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานเชิงรุกไปแล้วกว่า 590,000 หน่วยงานทั่วประเทศ และเริ่มมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมมูลค่าโทษปรับกว่า 21.5 ล้านบาท  ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนบนบรรทัดฐานเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เดินหน้าสนับสนุนภาคเอกชนและผู้ประกอบการ SME ให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุน ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มมาตรฐานระดับชาติ ตลอดจนการเตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเป็นใบเบิกทาง สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจไทยในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

สำหรับหมุดหมายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส. มุ่งเดินหน้า “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการในหลายมิติ ทั้งการยกระดับมาตรฐานการรับมือเหตุข้อมูลรั่วไหล ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล การวางกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองข้อมูลของกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะเยาวชน รวมถึงการขยายการเข้าถึงบริการของ สคส. สู่ระดับภูมิภาค และการส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ประชาชนสามารถใช้บริการออนไลน์ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งภายในงานครบรอบ 4 ปี สคส. ได้จัดกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อถ่ายทอดความก้าวหน้าและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย

  • นิทรรศการ “4 ปี ความก้าวหน้าและความสำเร็จในภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อสะท้อนพัฒนาการขององค์กรตลอด 4 ปี
  • เสวนา “4th Anniversary PDPC Thailand: ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” ชมวีดีทัศน์ประวัติความเป็นมาและการจัดตั้ง สคส. โดยมีกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กรรมการกำกับสำนักงานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมเวที
  • ความรู้เรื่องการขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาบนเวทีจะถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live เพจ “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล – สคส” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ร่วมรับชมและสะท้อนมุมมอง การก้าวสู่ปีที่ 4 ของ สคส. พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะยกระดับ PDPA ไทย ให้เป็นรากฐานของสังคมดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและเชื่อมั่นได้ บนสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน

CEA เปิดตัว “Bangkok International Content Market 2026” ในงาน TCM2026

ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทย ดึงกว่า 300 บริษัททั่วโลก ร่วมซื้อขาย – ร่วมผลิต ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”20 – 22 กรกฎาคม 2569

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดตัว Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ภายในงานแถลงข่าว Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปักหมุดดัน “ประเทศไทย” ขึ้นแท่น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) คาดเกิดการเจรจาทางธุรกิจกว่า 500 คู่ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) และบริษัทชั้นนำของไทยและต่างชาติกว่า 120 ราย ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ศักยภาพ “คอนเทนต์ไทย” กับโอกาสเติบโต “ในระดับสากล”

คอนเทนต์ไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็น New Wave ของเอเชียอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของหลายผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” (2568) ที่คว้ารางวัล Grand Prize จากสายประกวด Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2025, ภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จและกวาดรายได้ระดับพันล้านบาท พร้อมได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วเอเชีย, ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn)” (2568) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569)  จากการเข้าร่วมโครงการ CEA Content Lab ในปี 2023 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากล จนได้เข้ารอบ Final Pitch รวมถึงการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง Netflix แพลตฟอร์มระดับโลกได้พัฒนา ต่อยอด และลงทุนจนโปรเจ็กต์นี้เป็นซีรีส์ที่สมบูรณ์ สะท้อนถึงศักยภาพโปรดักชันและบทที่เล่าเรื่องสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจ เข้มข้น และมีมิติ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2566 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 119,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี ขณะเดียวกัน ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งบุคลากร ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องเล่า และทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

CEA และ DITP จึงผนึกความร่วมมือจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ในปี 2569 เพื่อสร้างแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่หลอมรวมมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาคอนเทนต์ไว้อย่างครบวงจร โดย CEA ร่วมจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุน ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มชั้นนำจากทั่วโลก พร้อมผลักดันศักยภาพของ Thai Content สู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระดับสากล

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “BICM2026 คือก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์ของเอเชีย โดยเป็นเวทีเชื่อมนักสร้างสรรค์ไทยกับนักลงทุนและผู้ผลิตจากทั่วโลก เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรามุ่งสร้างระบบและมาตรฐานที่แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และตลาดสากล เพื่อยกระดับ ‘คอนเทนต์ไทย’ จากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ‘High-Value IP’ และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”

Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ดังนี้

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ (BL/GL) แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมด้วย Market & Pavilion พื้นที่จัดแสดงสำหรับบุคคลทั่วไป (B2C) กว่า 400 บูธ พร้อมด้วยโซนธุรกิจ (B2B) อีกกว่า 100 บูธ จากบริษัทในอุตสาหกรรมบันเทิง

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (Film) ซีรีส์และละคร (TV & Series) รวมถึงแอนิเมชัน (Animation) ผ่านกิจกรรมการนำเสนอโครงการ (Pitching), กิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (B2B) และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Networking Reception) อย่างครบวงจร สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 120 บริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix, I-Qiyi International (Thailand) ฯลฯ

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ BICM2026 คือเวทีนำเสนอผลงานสู่ตลาดสากล และกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประกอบด้วย

1. BICM Pitching & Awards เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

  • Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง
  • Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

  • Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ที่ให้บริการฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อเปิดเวทีให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์แก่ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) ก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์
  • Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ

3. เวทีเสวนาและเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

  • Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น Regional Content Spotlights: From Local Hits to Global Formats, AI For Creative Industries, พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก, The New Frontier of Thai Content ฯลฯ
  • Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

“Thailand Content Market 2026 และ Bangkok International Content Market 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานอีเวนต์คอนเทนต์สร้างสรรค์ แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะเชื่อมผู้ผลิตไทย นักสร้างสรรค์ไทย และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดัน ‘คอนเทนต์ไทย’ ให้ก้าวสู่ ‘เวทีโลก’ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้แก่ประเทศ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation” ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงไปสู่ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ไข้สูงช่วงหน้าฝน อย่าคิดว่าแค่หวัด !!! แพทย์เตือน “ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก” เสี่ยงลุกลามถึงปอดอักเสบ

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อุณหภูมิที่ลดลงและความชื้นที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งมักพบการระบาดต่อเนื่องทุกปี และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มเสี่ยง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที  โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมองอักเสบ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

พญ. เหมือนแพร เจนธนากุล แพทย์ผู้ชำนาญการกุมารเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ฤดูฝนเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานที่ทำงาน และระบบขนส่งสาธารณะ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝนสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ และ RSV รวมถึงกลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรค มือ เท้า ปาก ที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก

ในบรรดาโรคที่ต้องเฝ้าระวัง “ไข้หวัดใหญ่” ถือเป็นโรคสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม  เพราะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว และมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

พญ.เหมือนแพร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza โดยพบได้บ่อยจากสายพันธุ์ A และ B ติดต่อกันได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา

อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 1-4 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คัดจมูก และน้ำมูกไหล ขณะที่เด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

 “สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องสามารถแยกอาการระหว่าง ‘ไข้หวัดธรรมดา’ กับ “ไข้หวัดใหญ่” หากเป็นไข้หวัดทั่วไป เด็กมักมีไข้ไม่สูงมาก ยังเล่น รับประทานอาหาร และหายใจได้ตามปกติ แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 39–40 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องนาน 2–3 วัน ซึม ไม่ร่าเริง รับประทานอาหารได้น้อยลง ไอมากขึ้น หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหน้าอกกระเพื่อมแรงขณะหายใจ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3–5 หลังเริ่มป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด”

สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ นอกจากการดูแลสุขอนามัย เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็นแล้ว การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

พญ.เหมือนแพร กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ทั้งการดูแลสุขอนามัยเช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น รวมถึงการรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี  โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • วัคซีนชนิดฉีด ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย และเป็นวัคซีนมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลาย สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนชนิดพ่นจมูก ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ มีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ไม่ต้องฉีด ช่วยลดความกังวลเรื่องการเจ็บตัว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม โดยวัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุจมูก ซึ่งเป็นจุดแรกที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดพ่นจมูกอาจไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง

“แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การรับวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง” พญ.เหมือนแพร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

PDPC จับมือ CIB ขยายผลทลายเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคลย้ำซื้อ-ขายข้อมูลส่วนบุคคลมีความผิดตามกฎหมาย เดินหน้าคุมเข้มตัดวงจรอาชญากรรมไซเบอร์

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ผนึกกำลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ประกาศยกระดับสงครามปราบปรามการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานแถลงข่าวขยายผลล้างเครือข่ายค้าข้อมูลทั่วประเทศ หลังพบข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้เป็นต้นตอสำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงิน และการสวมรอยทำธุรกรรม พร้อมขยายผลจับกุม 9 ผู้ต้องหา จาก 11 เป้าหมาย ตรวจค้น 22 จุด ยึดข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 9 ล้านรายชื่อ เชื่อมโยง 13,677 เคส ความเสียหายกว่า 2,008 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าล่าผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง สคส. ผ่านศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC Eagle Eye) และ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในการสืบสวน ขยายผล และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองจากการจับกุมเครือข่ายลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งในครั้งนั้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 8 จุด และตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลกว่า 9 ล้านรายชื่อ มูลค่าความเสียหาย 300 ล้านบาท ก่อนจะขยายผลเชิงลึกไปยังเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ที่นำข้อมูลไปใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

จากการสืบสวนและขยายผลล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยมี เป้าหมายดำเนินคดีรวม 11 ราย จับกุมแล้ว 9 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 2 ราย พร้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 22 จุด ตรวจพบข้อมูลส่วนบุคคล 9 ล้านรายชื่อ เป็นบัตรประชาชน 477 ราย และข้อมูลรั่วไหล 13,677 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,008 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็นโครงสร้างสำคัญที่หล่อเลี้ยงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายต่างประเทศ

เลขาธิการ สคส. กล่าวว่า จากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่ามีการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลายช่องทาง โดยเฉพาะ LINE และ Telegram รวมถึงพบความเชื่อมโยงของเครือข่ายผู้ซื้อข้อมูลที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ก่ออาชญากรรมในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีม้า การสมัครบริการออนไลน์ การสร้างบัญชีปลอม การโฆษณาเว็บพนันออนไลน์ ตลอดจนการส่งต่อข้อมูลให้เครือข่ายอาชญากรรมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลได้กลายเป็น “วัตถุดิบ” สำคัญของอาชญากรรมไซเบอร์

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายภายใต้ มาตรา 11/2 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดความผิดเกี่ยวกับการซื้อ การเสนอซื้อ การขาย การเสนอขาย หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่สินค้าและไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถนำมาซื้อขายได้อย่างเสรี ทุกข้อมูลที่ถูกซื้อขายอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการหลอกลวง สวมรอย หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง สคส. จึงให้ความสำคัญกับการตัดวงจรการค้าข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับ CIB และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อสาวไปถึงทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย นายทุน และผู้ที่นำข้อมูลไปใช้กระทำผิด ไม่ให้มีที่ยืนในสังคมดิจิทัล” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลางจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ซิมการ์ด สมุดบัญชีธนาคาร บัตร ATM เงินสด รวมถึงทรัพย์สินที่เชื่อว่าใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และเชื่อมโยงไปยังคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ ต่อไป

เลขาธิการ สคส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกผ่านศูนย์ PDPC Eagle Eye ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง สืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลของประชาชน

“สคส. ขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการว่า การซื้อ การขาย การรับซื้อ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล แต่ยังมีความผิดตามกฎหมาย และอาจเป็นการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว สคส. พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ”