JobThai เปิด Salary Survey 2026 “งานขาย” มาแรงกว่า 1 แสนอัตราไอทีครองแชมป์เงินเดือนสูง–เปิด 5 สายงานดาวรุ่งที่ตลาดยังขาดคน

  • “งานขาย” มาแรงที่สุด เปิดรับกว่า 109,018 อัตรา ขณะที่สายไอทีครองแชมป์เงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด
  • จับตา 5 สายงานเงินเดือนโต ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร งานประกันภัย งานกฎหมาย งานผู้ช่วยผู้บริหาร และงานอีคอมเมิร์ซ
  • 5 สายงานเงินเดือนเติบโต แต่คนยังขาดแคลน งานกฎหมาย งานช่างเทคนิค งานการเงิน/ธนาคาร งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม และงานอีคอมเมิร์ซ
  • เด็กจบใหม่สายล่ามเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุด โดยเฉพาะทักษะภาษาจีนมีความต้องการสูง

ตลาดแรงงานไทยปี 2026 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แม้องค์กรจำนวนมากต้องการบุคลากรเพิ่ม แต่คนทำงานกลับรู้สึกว่าการหางานยากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย ต้นทุนพลังงานและการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งนายจ้างและคนทำงานต้องเร่งปรับตัว

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ JobThai เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน “Salary Survey 2026” ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ประกาศงานทั่วประเทศบนแพลตฟอร์ม JobThai ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 พบว่า ความต้องการบุคลากรในหลายสายงานยังเติบโต โดยเฉพาะงานขาย งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ และงานช่างเทคนิค

“งานขาย” ครองอันดับหนึ่งสายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด ด้วยจำนวนเปิดรับ 109,018 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,295–30,898 บาท ตามด้วยงานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 62,652 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,121–27,914 บาท และงานช่างเทคนิค 51,917 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 15,655–21,117 บาท

สายงานอื่นที่ติด 10 อันดับแรก ได้แก่ งานจัดซื้อ/ธุรการ 34,137 อัตรา งานวิศวกรรม 33,352 อัตรา งานบริการลูกค้า 28,816 อัตรา งานขนส่ง/คลังสินค้า 27,514 อัตรา งานบัญชี 27,187 อัตรา งานการตลาด 21,122 อัตรา งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม 17,949 อัตรา

ด้านงานคอมพิวเตอร์/ไอที ถึงแม้ไม่ติดอันดับ 10 สายงานที่มีการเปิดรับสูงสุด แต่เป็นสายงานที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 26,896–39,524 บาท สะท้อนว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้าน AI, Automation, Cloud Infrastructure, Cyber Security, Software Architecture และFull Stack

สำหรับ 5 สายงานที่มีแนวโน้มเงินเดือนเติบโตโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร +7.6% งานประกันภัย +7.5% งานกฎหมาย +6.1% งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร +5.6% และงานอีคอมเมิร์ซ +4.8% โดยค่าตอบแทนปรับเพิ่มชัดเจนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง มากกว่าตำแหน่งเริ่มต้น

ตัวอย่างตำแหน่งที่เงินเดือนเติบโต ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) งานวางแผนและวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Planning and Analysis) และ Relationship Manager ในธุรกิจการเงิน งาน Claims และ Claim Management ในธุรกิจประกันภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Compliance และ Mergers and Acquisitions (M&A) ในสายกฎหมาย

ขณะเดียวกัน บทบาทของเลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารได้ขยายจากงานประสานงานไปสู่การติดตามโครงการ วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจ ส่วนสายงานอีคอมเมิร์ซต้องการบุคลากรด้าน Operations และ Back Office เพื่อบริหารสินค้า คำสั่งซื้อ และสต็อกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

นางสาวแสงเดือน เปิดเผยข้อมูลต่อว่า จากรายงานยังพบ 5 สายงานที่ทั้งจำนวนตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและเงินเดือนเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกสายอาชีพ แต่ตลาดยังขาดแคลนบุคลากร ได้แก่ งานกฎหมายมีตำแหน่งเพิ่มขึ้น 58.29% ตามมาด้วยงานช่างเทคนิค 16.71% งานการเงิน/ธนาคาร 4.61% งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม 3.74% และงานอีคอมเมิร์ซ 3.50% ตามลำดับ สะท้อนว่ายังคงความต้องการแรงงานและกำลังในการจ้างงาน จึงยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้หางาน

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 20,938–32,426 บาท รองลงมาคือภาคกลาง 16,500–27,320 บาท ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 15,867–30,237 บาท และมีเพดานเงินเดือนสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เนื่องจากเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์

ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ที่มีอัตราเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุด และพบตำแหน่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงถึง 160,000 บาท โดยตลาดต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations, Quality Control และ Supply Chain รวมถึงบุคลากรสายสนับสนุนธุรกิจที่มีทักษะด้านภาษา การเงิน และระบบ ERP

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,485–25,534 บาท ภาคใต้ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,179–30,200 บาท สะท้อนว่ามีบางอุตสาหกรรมที่สามารถเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงได้ แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะไม่สูงนัก และภาคเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,057-25,596 บาท ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับเด็กจบใหม่ งานล่ามและแปลมีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยสูงสุดที่ 24,524–35,378 บาท โดยเฉพาะผู้มีทักษะภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กับความเข้าใจด้านธุรกิจและบริบทของอุตสาหกรรม รองลงมาคืองานบริการด้านการแพทย์ 20,288–28,657 บาท งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร 20,190–27,311 บาท งานคอมพิวเตอร์/ไอที 19,500–28,110 บาท และงานวิศวกรรม 19,424–26,818 บาท ตอกย้ำว่าทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง ยังคงช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงาน

ในทางตรงกันข้ามสายงานที่เด็กจบใหม่เงินเดือนเฉลี่ยนเริ่มต้นน้อยที่สุด ได้แก่ งานช่างเทคนิค งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม งานการเงิน/ธนาคาร งานขนส่งและคลังสินค้า และงานจัดซื้อ/งานธุรการ แม้ว่างานช่างเทคนิคเด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูงนัก แต่เป็นสายงานที่ตลาดต้องการ และมีโอกาสที่ค่าตัวเติบโตตามทักษะและประสบการณ์ได้

นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดแรงงานปี 2026 และในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น บุคลากรที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่เพียงผู้มีความรู้เฉพาะด้าน แต่ต้อง “เก่งงานรอบด้านและพร้อมปรับตัว” ทั้งรู้ลึกในงานของตน เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ความสามารถที่จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถด้านภาษา ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผู้ที่ผสานทักษะเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ จะเป็นบุคลากรที่องค์กรต้องการตัวมากที่สุด

ไดกิ้น ร่วมสนับสนุนแสนสิริ ขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” ยกระดับการบริหารจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิตอาคาร เพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือในการสนับสนุน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่แสนสิริริเริ่มขึ้น เพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร โดยไดกิ้นร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ มาตรฐานการจัดการสารทำความเย็น และองค์ความรู้ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานระบบปรับอากาศ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการยกระดับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการดูแลเครื่องปรับอากาศและการจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์

สำหรับประเทศไทย เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี

ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตอาคารมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การเก็บคืนสารทำความเย็น การฟื้นฟูคุณภาพ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

นายวรุตม์  เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน แต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม”

ความร่วมมือครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริ โดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน การพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษา และการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050 ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิตหรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม” ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ

“สามารถ” โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 69 กำไร 280 ล้าน โต 30% พร้อมเดินหน้าสร้าง “New Growth Engine” ขยายฐานลูกค้ารองรับการเติบโตระยะยาว

17 สิงหาคม 2569 กรุงเทพฯ – กลุ่มบริษัทสามารถ (SAMART) โชว์ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 มีรายได้รวม 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีกำไร 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่  ไตรมาส 2 มีรายได้รวม 2,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และมีกำไร 141 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของธุรกิจหลักและการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการต่าง ๆ โดยปัจจุบันมี Backlog รวม 14,889 ล้านบาท พร้อมเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ตั้งเป้าผลักดัน Backlog สิ้นปีแตะ 20,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจผ่าน New Growth Engine ในกลุ่ม AI, Green Energy และ Enterprise Business เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจหลักและการรับรู้รายได้จากโครงการที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารโครงการ และการส่งมอบงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และมุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญของแต่ละสายธุรกิจ โดยมองหาโอกาสจากโครงการและธุรกิจใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพของกลุ่มบริษัท ขณะเดียวกันยังติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการเติบโตระยะยาว”

ผลการดำเนินงานแยกตามสายธุรกิจ

Digital ICT Solutions – SAMTEL เดินหน้ารับงานใหม่ เสริมฐานรายได้

สายธุรกิจ Digital ICT Solutions ภายใต้ บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ยังคงเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท โดยในไตรมาส 2 สามารถลงนามโครงการใหม่ๆ เช่น  โครงการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร ทรัพยากรองค์กร จากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการพัฒนาระบบการรังวัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กับกรมที่ดิน เป็นต้น มูลค่ารวม 2,358 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2 มี Backlog 7,997 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นงาน Digital Transformation และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับองค์กร พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านระบบงานภาครัฐ รวมถึงพัฒนาโซลูชันใหม่ อาทิ AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการและขยายตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่

Utilities & Transportation – รับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างและธุรกิจการบิน

สายธุรกิจ Utilities & Transportation มี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 6,738 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของธุรกิจก่อสร้างโครงการสายส่ง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบครบวงจรภายใต้ บริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต  ด้านธุรกิจการบริหารจัดการจราจรทางอากาศของบมจ. สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์  (SAV) แม้ปริมาณเที่ยวบินในไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในบางช่วงเวลา แต่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเที่ยวบิน โดยเฉพาะเที่ยวบิน Overflight จากเวียดนามที่เพิ่มขึ้น 24 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Digital Communications – รายได้เติบโตจากโครงการระบบวิทยุสื่อสารดิจิทัล (Digital Trunked Radio System: DTRS)

สายธุรกิจ Digital Communications ภายใต้ บมจ.สามารถดิจิตอล หรือ SDC มีรายได้ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น จากการรับรู้รายได้และการติดตั้งอุปกรณ์ในโครงการจัดหาระบบวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชากระทรวงมหาดไทย (MOI) โดยมี Backlog ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 154 ล้านบาท

Backlog เกือบ 15,000 ล้านบาท เดินหน้าประมูลงานใหม่ เสริมการเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทสามารถมี Backlog รวม 14,889 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในอนาคต พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งงาน Digital ICT, ระบบสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐาน, ระบบรักษาความปลอดภัย และโซลูชันบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรับงานใหม่และเสริมความแข็งแกร่งของ Backlog ในระยะยาว  ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดัน Backlog ณ สิ้นปี 2569 ให้ทะลุ 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

เปิด New Growth Engine รุกธุรกิจแห่งอนาคต

นอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจหลัก กลุ่มบริษัทสามารถเดินหน้าสร้าง New Growth Engine เป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างโอกาสและแหล่งรายได้ใหม่ โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่สอดรับกับ Mega Trends และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

·         AI Government – นำ AI มาต่อยอดจากโซลูชันเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการภาครัฐ

·         Green Energy – พัฒนาโซลูชันด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์, ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่, ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น

·         Enterprise Business – ขยายฐานลูกค้าจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนและกลุ่มองค์กร โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน AI, Cybersecurity, ERP และ Cloud

Future Technology – ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Humanoid Robotics และ Automation เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

“SAMART NEW GEN” เตรียมผู้นำรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

พร้อมกันนี้ กลุ่มบริษัทสามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการบริหารและพัฒนาธุรกิจ ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหารรุ่นก่อน แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งธุรกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและสร้างความต่อเนื่องในการบริหารองค์กรในระยะยาว

นายวัฒน์ชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผลงานครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ทั้งในด้านรายได้และกำไร ขณะที่ Backlog ยังเป็นฐานสำคัญในการรับรู้รายได้ในอนาคต เราจะเดินหน้าสร้างงานใหม่ควบคู่กับการสร้าง New Growth Engine เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และในเวลาเดียวกันก็เตรียมคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทสามารถ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”

Bangkok Auto Salon 2026 กลับมาระเบิดความมันส์ 26-30 ส.ค.นี้! ตอกย้ำกรุงเทพฯ ศูนย์กลางคาร์คัลเจอร์หมุดหมายคนรักรถแต่งแห่งอาเซียน พร้อมประกาศต่อสัญญาลิขสิทธิ์จากซัง-เอฯ ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องBangkok Auto Salon 2026 กลับมาระเบิดความมันส์ 26-30 ส.ค.นี้! ตอกย้ำกรุงเทพฯ ศูนย์กลางคาร์คัลเจอร์หมุดหมายคนรักรถแต่งแห่งอาเซียน

บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด ชวนสาวกรถแต่งร่วมสัมผัสปรากฏการณ์เร้าใจของ Bangkok Auto Salon 2026 (BAS 2026) มหกรรมแสดงและจำหน่ายยนตรกรรมพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “Celebrate Bangkok Destination” ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ The Ultimate Hub of ASEAN Custom Car Culture ศูนย์กลางวัฒนธรรมรถแต่งของภูมิภาคอาเชียน และหมุดหมายการการรวมพลของเหล่าคาร์คลับ สำนักแต่ง และอุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 100 ไบเทค บางนา

นายวรรคสร โหลทอง รองประธานการจัดงาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางและภาพรวมการจัดงานว่า “Bangkok Auto Salon มหกรรมรถแต่งและอุปกรณ์โมดิฟายด์งานแรกในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมรถแต่งขึ้นในประเทศไทยที่เติบโตมาโดยตลอด ได้เดินทางมาถึงครั้งที่ 12 ด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการมีพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมอย่าง ซัง-เอ คอร์ปอเรชั่น (San-Ei Corporation) ผู้จัดงานและเจ้าของลิขสิทธิ์ Tokyo Auto Salon ที่เคียงข้างและสนับสนุนเราในทุกมิติตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในปีนี้เรายังคงผนึกกำลังความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าสานต่อสัญญาลิขสิทธิ์การจัดงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์หลังการขาย (Automotive Aftermarket) ของไทยที่มีมูลค่าสูงกว่า 6,500 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดย BAS 2026 พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีระดับภูมิภาคที่รวมทุกเทรนด์และนวัตกรรมแต่งรถล่าสุดมาไว้ในที่เดียว”

นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด ที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการในการจัดงาน BAS 2026 กล่าวเสริมว่า “จากตำนานความสำเร็จในการจัดงาน Bangkok Auto Salon ทั้ง 11 ครั้งที่ผ่านมา ได้สร้างแรงบันดาลให้เกิดการจัดงานเกี่ยวกับรถแต่งใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในกรุงเทพ ทำให้มีกิจกรรมด้านรถแต่งอย่างต่อเนื่อง สำหรับครั้งที่ 12 นี้ ภายใต้แนวคิด “Celebrate Bangkok Destination” เราตั้งใจร่วมเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์รวมจิตวิญญาณของคนรักรถแต่งจากทั่วอาเซียนที่ต้องมาปักหมุด ด้วยไลน์อัปกิจกรรมที่จัดเต็มทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ให้ผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์ได้สัมผัสงานคราฟต์และความสนุกระดับโลกตลอด 5 วันเต็ม”

งาน Bangkok Auto Salon 2026 ปีนี้ มีไฮไลต์และกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ที่สะท้อนความเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมรถแต่งของภูมิภาคอาเซียน ทั้งส่วนในฮอลล์ และลานกิจกรรมเอาต์ดอร์ ประกอบด้วย

1) ตื่นตาตื่นใจกับนวัตกรรมและสุดยอดรถแต่งระดับตำนาน ณ ฮอลล์ 100

  • Bangkok auto salon’s SELECTION สัมผัสสุดยอดคัสตอมคาร์ที่ปรับแต่งครบทั้งสมรรถนะ (Performance) และความประณีต (Styling & Detailing) นำทัพโดยดีกรีรถแต่งระดับแชมป์ ส่งตรงจากเวที Tokyo Auto Salon ประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับวัฒนธรรม JDM ประชันความอลังการกับสุดยอดรถแต่งคัดพิเศษฝีมือคนไทย เพื่อเปิดมุมมองและส่งต่อแรงบันดาลใจระดับโลกให้สาวกสายซิ่งได้สัมผัสงานคราฟต์ด้วยตาตัวเอง
  • AUTOMAKERS’ SPECIAL CUSTOM CARS: การผนึกกำลังของบิ๊กแบรนด์ชั้นนำ อาทิ โตโยต้า ฮอนด้า และมาสด้า ที่นำทัพรถยนต์รุ่นพิเศษซึ่งผ่านการโมดิฟายด์เฉพาะมาอวดโฉมในงาน
  • RENOWNED TUNING GARAGES: การรวมตัวของสำนักแต่งรถชั้นนำทั้งจากต่างประเทศและในไทย ร่วมนำผลงานสุดพิเศษมาประชันความแรงและความประณีตกันในงานนี้
  • ACCESSORIES ZONE: หนึ่งในหัวใจของงานนี้ ศูนย์รวมเทรนด์และอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ระดับ พรีเมียมกว่า 200 แบรนด์ชั้นนำระดับโลก จากอิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง และไทย ทั้งการเพิ่มสมรรถนะ ความเร็ว และดีไซน์ ให้เลือกช้อปอย่างครบครันในที่เดียว
  • BANGKOK AUTO SALON’S BEST CAR AWARDS: รางวัลรถยอดเยี่ยม 10 ประเภท โดยคณะกรรมการทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวไทยเป็นผู้คัดเลือก และรางวัลรถยอดนิยมขวัญใจคาร์คลับ โดยให้ผู้เข้าชมงานและเหล่าคาร์คลับเป็นผู้โหวตเลือก
  • LEGEND MEET: โอกาสทองของแฟน ๆ ที่จะได้กระทบไหล่และแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจกับ “เจ้าสำนักแต่งรถระดับตำนาน” จากประเทศญี่ปุ่นแบบใกล้ชิด
  • e-MOTOR SPORT EXPERIENCE: เปิดมิติใหม่แห่งความเร็ว ให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตในรูปแบบดิจิทัลสุดล้ำ

2) เดือดทะลุปรอท! กิจกรรมลานเอาต์ดอร์ อัดแน่นความมันส์ของคาร์คลับ-สายดริฟต์

  • CAR CLUB MEET: ปรากฏการณ์รวมพลคาร์คลับสุดยิ่งใหญ่ประจำปี ศูนย์รวมการสังสรรค์แลกเปลี่ยนแพสชันของคนรักรถแต่งทุกสไตล์ พร้อมแพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับนำรถเข้าร่วมกิจกรรม 2 ท่าน (รับเสื้อยืด Bangkok Auto Salon Limited Edition บัตรเข้าชมงาน และเครื่องดื่ม)
  • CAR PARADE: ตื่นตากับขบวนพาเหรดตระการตาด้วยทัพรถสปอร์ต รถคัสตอม รถหรู และไอคอนิกคาร์ระดับตำนาน สะท้อนเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ของชาวคาร์คลับ ปลุกบรรยากาศ Tokyo Street Show มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ
  • CLUB RACE (Pocket Scale Arena): ท้าดวลความเร็วและความแม่นยำบนสนามจำลองสเกลเล็กที่ออกแบบให้มีมุมโค้งสุดท้าทาย ให้อารมณ์เหมือนซ้อมสนามดริฟต์ ชิงตำแหน่ง “เวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดประจำวัน” (Best Lap Time) พร้อมรับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากงาน Bangkok Auto Salon
  • DRIFT ARENA: สังเวียนดริฟต์ที่จะลุกเป็นไฟกับการแบทเทิ้ลสุดมันส์ของเหล่า ROOKIE DRIFT พร้อมไฮไลต์เด็ดของนักดริฟต์หญิงดาวรุ่งจากการแข่งขัน D1 Grand Prix Thailand และห้ามพลาดกับโชว์พิเศษจากนักดริฟต์มืออาชีพชาวญี่ปุ่น ที่เปิดโอกาสให้ผู้โชคดีได้ร่วมสัมผัสความเร้าใจในกิจกรรม Drift Taxi
  • LIVE STAGE SHOW: เติมเต็มความบันเทิงด้วยไลน์อัปดีเจสาวสุดฮอต SEXY DJ ระดับอินเตอร์ที่จะมา สแคลชบีตสุดมันส์ พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากวงดนตรีชั้นนำ ตลอดการจัดงาน

มิสเตอร์ จุนอิจิ ฟุคุอิ กรรมการบริหาร สมาคมโตเกียว ออโต ซาลอน ประเทศญี่ปุ่น กล่าวปิดท้ายตอกย้ำความเชื่อมั่นและประกาศต่อสัญญาความร่วมมือว่า “ความร่วมมือระหว่าง ซัง-เอ คอร์ปอเรชั่น และ คอร์โน แอนด์ แนช ดำเนินมาบนวิสัยทัศน์อันแข็งแกร่งร่วมกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ซึ่งประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกนอกประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คอร์โน แอนด์ แนช ได้พิสูจน์แล้วว่าคือพันธมิตรทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และสามารถยกระดับ Bangkok Auto Salon ให้กลายเป็น “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมรถแต่งประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน” ได้อย่างสมศักดิ์ศรี จากความสำเร็จอันยาวนานนี้ ซัง-เอ คอร์ปอเรชั่น เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศการขยายสัญญาต่อลิขสิทธิ์ความร่วมมือนี้ และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ทั้งการคัดสรรสุดยอดรถแต่งระดับแชมป์ส่งตรงจากญี่ปุ่น นวัตกรรมโมดิฟายด์ การเชิญเจ้าสำนักแต่งระดับตำนานร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างบุคลากรของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมรถแต่งให้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง”

Bangkok Auto Salon 2026 ขอเชิญชวนคนรักรถร่วมสัมผัสมหกรรมจัดแสดงและจำหน่ายยนตรกรรมพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ ภายใต้แนวคิด “Celebrate Bangkok Destination” ที่รวบรวมสุดยอดรถแต่ง นวัตกรรมการแต่งรถ กิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต และความบันเทิงไว้อย่างครบครันตลอด 5 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 100 ไบเทค บางนา บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท เปิดให้เข้าชมเวลา 12.00-21.30 น. (วันพุธ-ศุกร์) และ 11.00-21.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์)

ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bangkok Auto Salon 2026 ได้ทาง
Facebook: Bangkok International Auto Salon           

Instagram: @bangkokautosalon_official

YouTube: Bangkokautosalon                             

TikTok: @bangkokautosalon

“สุรพงศ์ เปล่งขำ” รับรางวัล “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน”

ขอแสดงความยินดีด้วยดัง ๆ กับ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ล่าสุดได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลสร้างสรรค์แห่งปี 2568 คนดีของแผ่นดิน” จาก สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ตอกย้ำอีกหนึ่งบทบาทของผู้บริหารที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและสังคมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรางวัลดังกล่าว พิจารณาจากหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ มีความคิดและการกระทำที่สร้างสรรค์ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และทำความดีเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีบุคคลและองค์กรที่ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 86 ราย

นอกจากภารกิจหลักในการขับเคลื่อนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศแล้ว รางวัลครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าสร้างประโยชน์แก่สังคม เพราะแนวคิดของรางวัลไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ยกย่องคนดี” แต่ยังต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจและพลังบวก ให้ความดีและความเสียสละกลายเป็นพลังร่วมในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน งานนี้ต้องปรบมือรัว ๆ ให้ “เลขาฯ สุรพงศ์” อีกหนึ่งคนคุณภาพที่ได้รับการยกย่องเป็น “คนดีของแผ่นดิน” ประจำปี 2568…ยินดีด้วยครับ!

“ซีเคียวอินโฟ” เตือนภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ พร้อมแนะ 5 แนวทางป้องกันเชิงรุกที่องค์กรควรทำก่อนเกิดความเสียหาย“ซีเคียวอินโฟ” เตือนภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ พร้อมแนะ 5 แนวทางป้องกันเชิงรุก

กรุงเทพฯ –11 สิงหาคม 2569บริษัท ซีเคียวอินโฟ จำกัด (SECUREiNFO) ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจร ในเครือกลุ่มบริษัทสามารถเทลคอม แจ้งเตือนองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ ควรเร่งปรับกลยุทธ์รับมือภัยคุกคามไซเบอร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันผู้ไม่หวังดีเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีจากการเจาะระบบภายนอก มาเป็นการแฝงตัวในฐานะผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญ ซึ่งยากต่อการตรวจจับด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเดิม

ดร.โชติกา กำลูนเวสารัช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจเทคโนโลยีประยุกต์ด้าน ICT บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“ความท้าทายขององค์กรในยุคดิจิทัล คือภัยคุกคามไซเบอร์ไม่ได้มุ่งโจมตีแนวป้องกันด่านแรกอีกต่อไป แต่เลือกใช้วิธีแฝงตัวเป็นผู้ใช้งานที่ได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง ก่อนอาศัยช่องโหว่ในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในองค์กรและลักลอบนำข้อมูลออกไป ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเดิมไม่สามารถตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการป้องกันแบบตั้งรับ (Reactive) ไปสู่การป้องกันเชิงรุก (Proactive) เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดเหตุ”

“ซีเคียวอินโฟ” จึงแนะนำ 5 แนวทางสำคัญที่องค์กรควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

  1. ปรับใช้แนวคิด Zero Trust Architecture โดยไม่ไว้วางใจการเข้าถึงระบบโดยอัตโนมัติ บังคับใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็น
  2. ยกระดับการเฝ้าระวังด้วย SOC 24/7 และ Managed Detection & Response (MDR) พร้อมระบบวิเคราะห์ความผิดปกติ (Anomaly Detection) เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  3. บริหารความเสี่ยงจากคู่ค้าและผู้ให้บริการภายนอก (Third-Party/Vendor Risk Management) ด้วยการตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยและจัดทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล (Data Processing Agreement: DPA)
  4. สร้าง Security Awareness ให้บุคลากร ผ่านการอบรมและทดสอบการโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing Simulation) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของผู้ใช้งาน
  5. จัดทำและซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ครอบคลุมการระงับเหตุ การกู้คืนระบบ และการแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น PDPA และ สกมช.

เพื่อสนับสนุนให้องค์กรไทยสามารถรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น “ซีเคียวอินโฟ”  ได้พัฒนาแนวทางการให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจร โดยครอบคลุมทั้งการเฝ้าระวังภัยคุกคาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัย และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนการวิเคราะห์ภัยคุกคาม การตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ และการประเมินความเสี่ยงของระบบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเฝ้าระวังและช่วยให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

การรับมือภัยไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยการวางนโยบายที่เหมาะสม การบริหารจัดการความเสี่ยง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคลากรควบคู่กัน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรในระยะยาว และสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง” ดร.โชติกา กล่าวทิ้งท้าย ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และบริการของ บริษัท ซีเคียวอินโฟ จำกัด (SECUREiNFO) ได้ที่ www.secureinfo.co.th  และสามารถติดต่อสอบถามผ่านอีเมล info@secureinfo.co.th หรือ โทร. 0 2502 6900

ถิรไทยคว้า “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น” ครั้งที่ 3 ในรอบ 6 ปี ตอกย้ำผู้นำหม้อแปลงไฟฟ้าไทย ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้นำด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและโซลูชันระบบพลังงานของไทย ตอกย้ำศักยภาพองค์กรด้วยการได้รับ “รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น ประเภทอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปี พ.ศ. 2568” หรือ Prime Minister’s Industry Award โดยมีนายวราวุธ      ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

นายกานต์ วงษ์ปาน กรรมการบริหาร บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับรางวัล และกล่าวว่า นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจสำคัญของ TRT หลังสามารถคว้ารางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นได้ถึง 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 ปี สะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงาน ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

รางวัลดังกล่าวไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของบริษัท หากยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความร่วมแรงร่วมใจของบุคลากรถิรไทยทุกคน ที่ร่วมกันยกระดับขีดความสามารถขององค์กร ทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี กระบวนการผลิต คุณภาพสินค้า และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

TRT เดินหน้าต่อยอดรากฐานความเชี่ยวชาญในฐานะผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าของไทย สู่การเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและพลังงานในอนาคต “ทุกความสำเร็จของถิรไทย คือความภาคภูมิใจร่วมกันของคนถิรไทย” บริษัทพร้อมนำความภาคภูมิใจจากรางวัลครั้งนี้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อร่วมสร้างอนาคตอุตสาหกรรมพลังงานไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

“ไดกิ้น” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 พร้อมรับบทบาท MIND Ambassador ร่วมยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2568
(The Prime Minister’s Best Industry Award 2025) รางวัลเกียรติยศสูงสุดของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มอบให้แก่สถานประกอบการที่มีผลการดำเนินงานเป็นเลิศรอบด้านเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละปี โดยมี นายอะคิโนริ อะตาราชิ ประธานกรรมการ เป็นผู้รับรางวัล และมีนายสึโทมุ คูริฮาระ ประธานบริษัทฯ รับรับรางวัลทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador โดยรางวัลและตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้สะท้อนมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไดกิ้นพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารงานคุณภาพและความปลอดภัย การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน

นายอะคิโนริ อะตาราชิ ประธานกรรมการ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไดกิ้นรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมอีกครั้ง หลังจากที่เคยได้รับรางวัลนี้เมื่อปี พ.ศ. 2561 ซึ่งสะท้อนถึงการรักษามาตรฐานในการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมาโดยตลอด รางวัลนี้จึงไม่ใช่ความสำเร็จของฝ่ายบริหารเพียงเท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จร่วมกันของพนักงานทุกคน ตลอดจนลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันยกระดับมาตรฐานทั้งด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต รวมถึงการทำงานที่มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”

เบื้องหลังรางวัล: คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการบริหารที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง

หัวใจสำคัญที่นำไดกิ้น มาสู่เกียรติยศครั้งนี้ คือแนวทาง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Improvement ภายใต้แนวคิด Perfecting the Air” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การควบคุมคุณภาพ
การให้บริการ ไปจนถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารที่ยึดบุคลากรเป็นศูนย์กลาง หรือ People-Centered Management (PCM)

“ไดกิ้นไม่เคยหยุดอยู่กับความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานในทุกกระบวนการ เพราะเราเชื่อว่าพนักงานคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ไดกิ้นจึงส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง กล้าคิด กล้าเสนอแนวทางใหม่ และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง” นายอะคิโนริ กล่าว

แนวคิดนี้ ได้ปรากฏเป็นรูปธรรมในฐานการผลิตของบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 6 ล้านเครื่องต่อปี ขับเคลื่อนด้วยระบบการผลิตเฉพาะของไดกิ้น
รองรับการผลิตแบบ Mixed Production ผ่านการผสานเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT

พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทยซึ่งดำเนินงานมากว่า 20 ปี ก็ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่คอยขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านอากาศ ทั้งเทคโนโลยี Streamer เครื่องปรับอากาศระบบ VRV และระบบปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ Solution) ไปพร้อมกัน

ในด้านคุณภาพ ไดกิ้น มีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวดตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการส่งมอบ ภายใต้มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากว่า 50 ประเทศทั่วโลก ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดซื้อ การพัฒนาผู้ส่งมอบ การผลิตและขนส่ง จนถึงบริการหลังการขาย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่บริษัทในกลุ่ม ผู้ส่งมอบ สถาบันการศึกษา และชุมชน ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทได้ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ Daikin Environment Vision 2050 โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึงร้อยละ 50 ในปี 2025 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ การหมุนเวียนทรัพยากร และการควบคุมมลพิษอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2030 และ Net Zero Greenhouse Gas Emissions ในปี 2050

บทบาททูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน

นอกเหนือจากรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม การได้รับรางวัลทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador ถือเป็นบทบาทที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกระทรวงอุตสาหกรรมจากภาคเอกชน ในการเป็นต้นแบบของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตควบคู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทาง MIND ของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความสำเร็จใน 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ การดูแลสังคมโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ไทยและประชาคมโลก และการกระจายรายได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับการดำเนินงานของไดกิ้น ที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้คนรอบข้างมาโดยตลอด

“สำหรับไดกิ้น รางวัลนี้ไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรากำลังเดินหน้าพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory พร้อมขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและชุมชน“และเราเชื่อมั่นว่ากลุ่มบริษัท ไดกิ้น จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน” นายอะคิโนริ กล่าวปิดท้าย

TRT กำไร Q2/69 พุ่ง 259% แตะ 290 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 0.17 บาทต่อหุ้น มั่นใจรายได้ปี 69 เข้าเป้า 3 พันล้านบาทแน่นอน

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรกของ ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน 290.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 209.32 ล้านบาท หรือประมาณ 259% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 80.86 ล้านบาท รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเผยงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,066 ล้านบาท จากประมาณ 2,920 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรก หนุนความมั่นใจผลักดันรายได้ทั้งปีให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ล้านบาทแน่นอน ก่อนประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.17 บาทต่อหุ้น

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในครึ่งปีแรกของ ปี 2569 มีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,345.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218.65 ล้านบาท หรือ 19.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้ของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในกลุ่มตลาดเป้าหมายทุกขนาด

ขณะที่รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 84.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.33 ล้านบาท หรือ 12.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต่อเนื่องในการขยายงานบริการหม้อแปลงไฟฟ้า ตลอดจนความต้องการด้านการบำรุงรักษาและบริการที่เกี่ยวข้องในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

“ผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ TRT ในการส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามแผน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนในทุกมิติ โดยเฉพาะธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัท รวมถึงธุรกิจบริการที่สามารถยกระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายสัมพันธ์กล่าว

ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทและบริษัทย่อยมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอยู่ที่ 40.01% เพิ่มขึ้นจาก 23.54% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นในธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 48.01% จาก 36.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะรายได้จากการให้บริการของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในกลุ่มตลาดเป้าหมาย ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 41.34% ในไตรมาส 2 ปี 2568 เป็น 64.07% ในไตรมาส 2 ปี 2569

สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายอยู่ที่ 36.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14 ล้านบาท หรือ 6.17% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 167.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.25 ล้านบาท หรือ 42.91% สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายและการบริหารจัดการบุคลากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินลงเหลือ 23.89 ล้านบาท คิดเป็น 1.66% ของรายได้รวม จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีต้นทุนทางการเงิน 25.38 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.10% ของรายได้รวม ลดลง 1.49 ล้านบาท หรือ 5.89% สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและต้นทุนทางการเงินของกลุ่มบริษัท

สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มี Backlog อยู่ที่ประมาณ 2,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,066 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนถึงความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อและความต้องการผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนความยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทมีงานในมือที่คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 1,433 ล้านบาท และมีงานที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มเติมอีกประมาณ 245  ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 1,678  ล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของรายได้ และสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถผลักดันรายได้ด้านหม้อแปลงไฟฟ้ารวมทั้งปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 3,000 ล้านบาท โดยประมาณ

นายสัมพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเติบโตของรายได้และกำไรในครั้งนี้เกิดจากการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผน ประกอบกับวินัยในการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของ Backlog เป็น 3,066 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อศักยภาพและมาตรฐานการผลิตของ TRT โดยบริษัทจะเร่งส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามแผน ควบคู่กับการติดตามโอกาสจากงานใหม่ เพื่อผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ล้านบาท และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดแก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 0.17 บาทต่อหุ้น จากกำไรสะสม โดยกำหนดรายละเอียดดังนี้

  • วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD): 14 สิงหาคม 2569
  • วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date): 17 สิงหาคม 2569
  • วันที่จ่ายเงินปันผล: 2 กันยายน 2569

“การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลดังกล่าวสะท้อนถึงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ TRT ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายสัมพันธ์กล่าวสรุปในตอนท้าย

สคส. ปั้นนวัตกรรุ่นใหม่ผ่าน PDPA Hackathon 2026 ดัน “Privacy by Design for all” สู่โซลูชันคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ได้จริงสคส. ปั้นนวัตกรรุ่นใหม่ผ่าน PDPA Hackathon 2026

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ประกาศผลการแข่งขัน PDPA Hackathon 2026 เวทีประชันไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้แนวคิด “Privacy by Design for All” เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบโซลูชันตอบโจทย์ปัญหาจริงขององค์กร พร้อมผลักดันผลงานจากเวทีการแข่งขันสู่การเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

กิจกรรม Demo Day รอบตัดสินและพิธีประกาศผลรางวัล จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก เดชา พลสุวรรณประธานกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน โดยได้แสดงทัศนวิสัยในโอกาสกล่าวเปิดการแข่งขันรอบตัดสิน โดยย้ำว่า สคส.
ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรม PrivacyTech และการพัฒนาระบบนิเวศด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การเติบโตทางเทคโนโลยีดำเนินไปควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสมดุล พร้อมเชื่อมั่นว่าแนวคิดจากคนรุ่นใหม่และผู้เข้าแข่งขันในโครงการนี้จะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า PDPA Hackathon 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแข่งขันด้านนวัตกรรม แต่เป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการลงมือแก้โจทย์จากสถานการณ์จริง โดยนำแนวคิด Privacy by Design for all หรือการออกแบบระบบให้คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น มาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาโซลูชัน

“ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล องค์กรไม่ควรมองการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเพียงภาระในการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องออกแบบกระบวนการและเทคโนโลยีให้มีความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดีคือรากฐานของความเชื่อมั่น เวทีนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปลี่ยนไอเดียของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้แก่องค์กรและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” พันตำรวจเอก สุรพงศ์ กล่าว

การแข่งขันจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “5 CHALLENGES 1 OPPORTUNITY” โดยผู้เข้าแข่งขันต้องนำความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี มาพัฒนาแนวคิดและออกแบบโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กร ก่อนนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในรอบ Demo Day

ผลการตัดสินปรากฏว่า ทีม DATA RANGER คว้ารางวัลชนะเลิศ รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเหรียญรางวัลและเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท ขณะที่ ทีม PRIVAXI ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเหรียญรางวัลและเงินรางวัลมูลค่า 60,000 บาท และ ทีม KU HACKLAB ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเหรียญรางวัลและเงินรางวัลมูลค่า 40,000 บาท ส่วนรางวัล Popular Vote ตกเป็นของ ทีม SCAMPER รับเงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท

นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทุกทีมยังได้รับประกาศนียบัตรจากโครงการ เพื่อรับรองความมุ่งมั่นและศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนเป็นแรงสนับสนุนให้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลและงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และตอบโจทย์สังคมดิจิทัลในอนาคต

เลขาธิการ สคส. กล่าวเพิ่มเติมว่า สคส. พร้อมสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถต่อยอดจากต้นแบบไปสู่การใช้งานจริง และช่วยให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สคส. ขอขอบคุณผู้เข้าแข่งขัน ผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร คณะกรรมการ และพันธมิตรภาคเอกชนทุกแห่งที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในครั้งนี้ เราเชื่อว่านวัตกรรมทุกผลงานที่เกิดขึ้นจะไม่สิ้นสุดลงพร้อมการแข่งขัน แต่จะเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญในการพัฒนาเครื่องมือและแนวทางใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และสร้างสังคมดิจิทัลที่ประชาชนทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย” พันตำรวจเอก สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

###

ช่องทางติดตามข้อมูลข่าวสารของ สคส.

Website: www.pdpc.or.th
YouTube: https://www.youtube.com/@PDPCThailand
TikTok: https://www.tiktok.com/@pdpc.thailand
LINE Official Account: https://line.me/R/ti/p/@083lyqp