“สามารถ” โชว์กำไรครึ่งปีแรก 69 โต 30% เดินหน้าสร้าง New Growth Engine พร้อมเปิดตัว SAMART NEW GEN

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แถลงข่าว “SAMART Business Outlook 2026” โชว์ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 รายได้รวม 5,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และกำไร 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% พร้อมเผย Backlog 14,889 ล้านบาท และเดินหน้าขยาย New Growth Engine ในกลุ่ม AI, Green Energy และ Enterprise Business เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมเปิดตัว “SAMART NEW GEN” ผู้นำรุ่นใหม่ นำโดย นายรัฐนันท์ วิไลลักษณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ พร้อมด้วย นางสาวพัทธนันท์ วิไลลักษณ์, นางสาวพรชนก วิไลลักษณ์, นายชัยชนก วิไลลักษณ์, และนายนิธินันท์ วิไลลักษณ์ ร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตด้วย ณ Central Park  Bangkok ชั้น 5 เมื่อเร็ว ๆ นี้

“สามารถ” ส่ง “เทด้า” คว้างาน EGAT รวมมูลค่ากว่า 2,080 ล้านบาท ดัน Backlog พุ่งเกือบ 16,000 ล้านบาท

20 สิงหาคม 69 – กรุงเทพฯ : บริษัท เทด้า จำกัด (TEDA) เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทสามารถ ที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้างโครงการสายส่งสถานีไฟฟ้าแรงสูงแบบครบวงจร ถือหุ้นโดย บริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ ในสัดส่วน 94.35 % ได้ร่วมกับ บริษัท ซิโนไฮโดร (ไทยแลนด์) จำกัด ในนาม “The Consortium of TEDA and STC” ในสัดส่วน 52%  ได้รับหนังสือตกลงว่าจ้างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สำหรับโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โครงการดังกล่าวครอบคลุมงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV เด่นชัย (GIS) รวมถึงงานจัดซื้อจัดจ้างก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV แม่เมาะ 3 และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV ท่าตะโก  โดย The Consortium of TEDA and STC ได้รับหนังสือตกลงว่าจ้างจาก EGAT เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีมูลค่าสัญญาก่อสร้างรวม 2,080.71 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของ TEDA มูลค่า 1,101.54 ล้านบาท และส่วนของบริษัท ซิโนไฮโดร (ไทยแลนด์) จำกัด มูลค่า 979.18 ล้านบาท 

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การได้รับงานโครงการขนาดใหญ่จาก EGAT ในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของ TEDA ในงานระบบไฟฟ้าแรงสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับงานในมือ (Backlog) ของกลุ่มบริษัทสามารถ โดยปัจจุบันมี Backlog รวม 14,889 ล้านบาท การได้งานครั้งนี้ส่งผลให้กลุ่มสามารถมี Backlog เพิ่มขึ้นเกือบ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของโครงการในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า” สำหรับโครงการดังกล่าวมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 24 เดือนนับจากวันที่ยืนยันหนังสือตกลงว่าจ้าง โดยปัจจุบัน TEDA อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำและลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการต่อไป

ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว”ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) TRT ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ ชมรมวิศวกรสีเขียว (Green Engineers Club) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ ประธานชมรมวิศวกรสีเขียว ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งผสานองค์ความรู้และศักยภาพด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม ผ่านการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม (Training Program) การสัมมนาวิชาการและ Workshop โดยเน้นองค์ความรู้ด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทรัพยากร เพื่อยกระดับศักยภาพของวิศวกรรุ่นใหม่ และร่วมสนับสนุนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.อัญชลีพร วาริทสวัสดิ์ หล่อทองคำ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ วีระศิริ, นางสุนันท์ สันติโชตินันท์ ร่วมงานด้วย ณ ห้องสัมมนา ชั้น 3 โรงงาน 3 บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันก่อน

PReMA เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ ดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ ปักหมุดขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค เน้นย้ำการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจาก “การตั้งรับเพื่อรักษา”  มาเป็น “การดูแลเชิงรุกตั้งแต่ระยะแรก” พร้อมยกระดับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งระบบ

ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย MOPH PLUS+ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ  (Health Economy) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง PReMA พร้อมเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ต่อยอดนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

การผลักดันยุทธศาสตร์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” (Aged Society) ปัจจุบันคนไทยกว่า 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 28% ในปี 2576  ในอนาคตเมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น และจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงขึ้น ทำให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัวตามไปด้วย เห็นได้จากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่ทะยานจาก 712,000 ล้านบาทในปี 2563 มาเป็น 871,800 ล้านบาทในปี 2564 (คิดเป็น 5.4% ของ GDP)

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA)  ระบุว่า “เป้าหมายสำคัญและเร่งด่วนที่สุดของภาคอุตสาหกรรมในขณะนี้ คือการสนับสนุนภาครัฐให้สามารถดูแลและรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การรู้ผลไวและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนรุนแรง ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ”

เจาะ 3 กลุ่มโรคหลัก ลดภาระระบบสาธารณสุข

ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของ PReMA จะให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มโรคที่เป็นปัญหาหลักของระบบสาธารณสุขไทย ได้แก่

●         โรคมะเร็ง (Oncology): สนับสนุนโครงการ Thailand Cancer Moonshot 2056 และเป้าหมาย 30×30 ของ สธ. ที่ตั้งเป้าลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลง 30% ภายใน 30 ปี โดยเน้นการคัดกรองให้เร็วขึ้น ควบคู่กับการกระจายนวัตกรรมการรักษาให้ผู้ป่วยเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

●         กลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิก (Cardio-Renal-Metabolic: CRM): รณรงค์ให้ตรวจคัดกรองและดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อควบคุมอาการของโรคเรื้อรังก่อนบานปลายไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

●         การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ (Adult Immunization): เตรียมจัดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงในเดือนตุลาคมนี้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยถึงบทบาทของวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ที่จะช่วยให้คนไทยอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี รวมถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในระยะยาว

ชูธงประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค

นอกจากนี้ PReMA ยังมุ่งยกระดับงานวิจัย โดยจับมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเวทีหารือร่วมกับหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิกของไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยไปจนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย

การปรับมาตรฐานให้ชัดเจนจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงยารักษาโรคใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น พร้อมช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนวิจัยจากต่างชาติและสร้างงานทักษะสูงในประเทศ ควบคู่ไปกับการเสนอแนวทางจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขบนพื้นฐานข้อมูลจริง เพื่อให้ระบบรองรับสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่งานวิจัย แต่คือการอนุมัติยาให้เร็วขึ้น เพื่อให้คนไทยเข้าถึงระบบสุขภาพที่ยั่งยืนได้จริง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน”

จากค้าปลีกขายของเรื่องบ้าน…สู่แบรนด์ที่คนไทย “ไว้ใจ” ให้ดูแลบ้าน “โฮมโปร” คว้า 2 รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026

เมื่อผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่สินค้า แต่ต้องการ “แบรนด์ที่ไว้ใจได้”

โฮมโปรอ่านเกมผู้บริโภค เดินหน้าสู่ Home Lifetime Companion ผ่าน HomePro Online และ CHANG HomePro

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร คว้า 2 รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย ใน 2 หมวดสำคัญ ได้แก่ แพลตฟอร์มศูนย์รวมสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้านและของตกแต่งบ้าน E-Commerce (Home & Living) จาก HomePro Online และ แพลตฟอร์มศูนย์รวมช่าง (Home & Living Service Platform) จาก ช่างโฮมโปร-CHANG HomePro สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของโฮมโปรจากค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่แบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและไว้วางใจให้เข้ามาดูแลเรื่องบ้านในหลากหลายช่วงเวลาของชีวิต

แม้ทั้งสองแพลตฟอร์มจะมีโมเดลธุรกิจต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้บริหารมองตรงกันว่า ในวันที่ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้า ราคา และบริการได้จากทุกที่ การที่ลูกค้าจะเลือกกลับมาหาแบรนด์เดิม ไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีสินค้า” แต่คือ “ใครคือแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกไว้ใจ

‘ความไว้วางใจ’ ไม่ได้เกิดที่จุดขาย แต่เกิดตลอดเส้นทาง Customer Journey

นางอภิรดี ทวีลาภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงาน Business & Merchandise Center มองว่า ในวันที่ผู้บริโภคถือทุกแพลตฟอร์มไว้ในมือถือ และสามารถเปรียบเทียบสินค้าเดียวกันได้ทุกวินาที การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่สินค้าและราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสบการณ์และความมั่นใจที่แบรนด์สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ตลอด Customer Journey

การที่เราเอาสินค้าเดียวกันเข้าไปไว้ในทุกแพลตฟอร์ม มันเปรียบเทียบกันได้หมด แต่ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหนก่อน สุดท้ายลูกค้าก็กลับมาที่แพลตฟอร์มที่เขาไว้ใจมากที่สุดอยู่ดี

สำหรับ HomePro Online ความไว้วางใจไม่ได้เริ่มต้นที่การชำระเงิน แต่เกิดขึ้นตั้งแต่การค้นหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการ การตัดสินใจเลือกซื้อ ความมั่นใจว่าสินค้าเป็นของแท้และตรงปก ทางเลือกการชำระเงินที่หลากหลาย การจัดส่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกครั้งที่ซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย

“ความไว้ใจต้องสร้างตั้งแต่สเต็ปแรกที่ลูกค้ามองหา และเห็นเรา การค้นหาสินค้าและบริการ การเลือกการจัดส่ง การชำระเงิน ไปจนถึงสเต็ปที่เราจัดส่งถึงมือเขา รวมถึง After Sales Service ตรงนี้คือจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับเข้ามาหาเรา ในขณะที่เขามีทางเลือกมากมายในตอนนี้” นางอภิรดี กล่าว

สิ่งที่ทำให้ความไว้วางใจเกิดขึ้นได้ในทุกจุดของ Customer Journey คือโครงสร้าง Omni Channel ที่ HomePro Online สั่งสมมากว่า 15 ปี บนฐานเครือข่ายสาขาของโฮมโปรที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี

สาขาหนึ่งแห่งสามารถรองรับสินค้าได้สูงสุดราว 20,000 รายการ ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์มีสินค้าหลักมากกว่า 100,000 รายการ และยังขยายความหลากหลายผ่าน HomePro Mall ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาร่วมขาย ปัจจุบันมีร้านค้าเกือบ 200 ร้าน เพิ่มจำนวนสินค้าเข้ามาอีกกว่า 30,000–40,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ ที่นอน ไปจนถึงกลุ่มสินค้าสำหรับผู้ป่วยและผู้สูงวัย และเรายังคัดสรรร้านค้าเข้ามาร่วมขายสินค้าบน HomePro Online อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย

ขณะเดียวกัน โครงสร้างด้าน Fulfillment ช่วยให้โฮมโปรบริหารสต็อกสินค้าทั้งจากศูนย์กระจายสินค้าและสาขาทั่วประเทศมารวมจัดส่งในคำสั่งซื้อครั้งเดียวได้ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ต้องแลกกับความยุ่งยากทั้งซื้อและรับสินค้า และทำให้เราสามารถจัดส่งได้ทั้งในรูปแบบส่งสินค้าทันทีภายในหนึ่งชั่วโมง, Sameday Delivery หรือในรูปแบบนัดวันและเวลาจัดส่งได้

สำหรับสินค้ากลุ่ม Home & Living ไม่ใช่เป็นกลุ่มสินค้าที่ซื้อประจำ หรือซื้อแล้วสามารถเอาไปใช้งานได้ได้เลย สินค้าเกี่ยวกับบ้านหลายประเภทเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการติดตั้ง การประกอบ และลูกค้าอาจซื้อเพียงหนึ่งหรือสองครั้งในชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกค้าจะรู้ว่าหลังจากกดสั่งซื้อแล้วต้องทำอะไรต่อ หน้าที่ของแบรนด์จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่ต้องคิดไปถึง “สิ่งที่ลูกค้าต้องทำต่อหลังจากนั้น” เพื่อให้สามารถใช้งานสินค้านั้นได้อย่างสะดวก ง่าย และ ครบจบในที่เดียว

นี่คือจุดที่โฮมโปรขยับจากบทบาทการขายสินค้าไปสู่ Solutions เรื่องบ้าน ตั้งแต่การจัดส่งพร้อมติดตั้ง ไปจนถึงบริการที่ช่วยให้ลูกค้านำสินค้าไปใช้งานได้อย่างครบวงจร

“ลูกค้าไม่รู้ว่าซื้อปั๊มแล้วยังไงต่อ เพราะมันเป็นเรื่องที่ในชีวิตหนึ่งคุณอาจจะทำแค่ครั้งเดียว สิ่งที่แบรนด์ต้องเข้าใจคือ ถ้าปั๊ม ก็ต้องมีแท็งก์ไปด้วย ถ้ามีแท็งก์ก็ต้องติดตั้งไปด้วย และโฮมโปรก็จะให้โซลูชันแบบนี้ถึงบ้านลูกค้าเลย”

แนวคิดนี้ถูกพัฒนาเป็น “บริการจัดส่ง พร้อมติดตั้งฟรี” ครอบคลุมสินค้ามากกว่า 30 กลุ่มสินค้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวี ไปจนถึง ปั๊มน้ำ แท็งก์น้ำ เครื่องกรองน้ำ สุขภัณฑ์ โคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการการติดตั้งและประกอบ ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็น Pain Point สำคัญของลูกค้า ที่เกิดขึ้นหลังการซื้อสินค้า ถ้าลูกค้าต้องไปหาช่างเอง ดังนั้น HomePro Online จึงมิใช่เป็นเพียง Platform ที่ขายสินค้าเท่านั้น แต่เราเป็น Home Solution ที่รวมทั้งสินค้า และบริการเกี่ยวกับบ้าน ทั้งติดตั้ง ทำความสะอาด ซ่อม หรือ แม้แต่ปรับปรุงบ้าน  ครบทั้งบ้านใน App เดียว

และเมื่อโซลูชันไม่ได้จบอยู่บนแพลตฟอร์ม คำถามต่อไปคือ ใครจะเป็นคนพาโซลูชันไปถึงบ้านของลูกค้า

จาก “ช่าง” สู่ “คนที่ลูกค้าไว้ใจให้เข้าบ้าน” — โดย CHANG HomePro

นี่คือบทบาทของ ช่างโฮมโปร (CHANG HomePro) ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายช่างมืออาชีพกว่า 3,500 ทีมทั่วประเทศ ครอบคลุมงานบริการมากกว่า 1,000 รายการ

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร มองว่า การให้บริการเรื่องบ้านไม่ได้จบตรงที่การซื้อ แต่เริ่มต้นขึ้นทันทีที่ลูกค้าเปิดประตูบ้านและมอบพื้นที่ส่วนตัวให้แบรนด์เข้าไปดูแล

“ทุกครั้งที่ลูกค้าเปิดประตูบ้านให้เราเข้าไปดูแล นั่นหมายถึงการมอบความไว้วางใจให้กับแบรนด์ เพราะบ้านคือพื้นที่ที่อยู่กับพวกเขาตลอดชีวิต สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเข้าไปซ่อมหรือให้บริการ แต่คือการเป็นคนที่ลูกค้ามั่นใจว่า ฝากบ้านไว้กับเราได้”

ความเชื่อมั่นจึงต้องถูกสร้างผ่านระบบที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทุกครั้ง โดย CHANG HomePro สร้าง Trust Platform ซึ่งเริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกที่มีมาตรฐาน 3–4 ระดับ ทั้งการตรวจประวัติอาชญากรรม Service Mind ทักษะเฉพาะงาน และการผ่านแบบทดสอบวิชาช่างในสาขานั้น ๆ ก่อนเข้าสู่การอบรมและการฝึกงานหน้างานจริงอย่างน้อย 15 วัน จากนั้นยังมีระบบให้ลูกค้าประเมินผลผ่านแอปพลิเคชัน และการรับประกันงานตั้งแต่ 30 วัน 90 วัน ไปจนถึง 1 ปี ทำให้ “ความไว้ใจ” ไม่ได้เกิดจากคำสัญญาของแบรนด์ แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านระบบที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุกขั้นตอน

“ลูกค้าไม่ได้เลือกเราเพราะต้องการแค่ช่างเพียงหนึ่งคน แต่เลือกเพราะมั่นใจว่าจะได้รับมาตรฐานการบริการเดียวกันทุกๆ ครั้ง การเป็นเบอร์ 1 จึงไม่ได้หมายความว่ามีจำนวนงานบริการมากที่สุด แต่คือการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจมากที่สุดเมื่อคิดถึงบริการเรื่องบ้าน”

ผู้บริโภคถูกสปอย ‘ความเร็ว’ จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่! ของธุรกิจ

เมื่อความไว้วางใจเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังต่อไปคือ ความเร็ว เพราะสำหรับเรื่องบ้าน “เวลาที่รอ” อาจหมายถึงเวลาที่ลูกค้ากำลังเผชิญกับปัญหา ความคาดหวังของลูกค้าไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งให้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้ลูกค้าได้รับสินค้า ในวันและเวลาที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง

“เมื่อก่อน 3 วัน 1 วัน ก็ถือว่าเร็วแล้ว แต่ตอนนี้เราต้องทำให้ได้ใน 1 ชั่วโมง”

เพราะคำว่า ‘เร็ว’ ของลูกค้าแต่ละคนไม่เท่ากัน บางเหตุการณ์อย่าง หลอดไฟที่ขาดหรือตู้เย็นที่เสียอาจะเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ ขณะที่เครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่นอาจรอได้ถึงวันหยุดที่ลูกค้าอยู่บ้าน

HomePro Online จึงออกแบบทางเลือกในการรับสินค้าให้เหมาะกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่จัดส่งพร้อมติดตั้งภายในวัน (SameDay Delivery), จัดส่งพร้อมติดตั้งแบบเลือกวันและเวลาได้, จัดส่งปกติ, บริการ Click & Collect ที่สาขาทั่วประเทศ ไปจนถึงจัดส่งทันทีภายใน 1 ชั่วโมง (Express Delivery) สำหรับสินค้าชิ้นเล็กที่ลูกค้าต้องการใช้งานทันที

CHANG HomePro ความเร็วไม่ได้เกิดจากการเร่งกระบวนการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก นำคนไปอยู่ใกล้ลูกค้าให้มากพอ กระจายทีมช่างเข้าไปประจำในพื้นที่ต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาเดินทาง และทำให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเพิ่มภายในรัศมี 40 กิโลเมตร

ในทางปฏิบัติ คิวปกติแบบซื้อวันนี้ รับบริการวันพรุ่งนี้ มีสัดส่วนราว 80% ของงานทั้งหมด ขณะที่บริการ Emergency Service สำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ท่อน้ำแตก แอร์ไม่เย็น หรือเข้าบ้านไม่ได้ ถูกปรับลดเวลารอ จาก 120 นาที เหลือ 90 นาที ส่วนบริการ Express Delivery ภายใน 1 ชั่วโมง สำหรับสินค้าชิ้นเล็กที่สั่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจุบันมีปริมาณใช้งานราว 12,000–15,000 ครั้งต่อเดือน

“เพราะเวลาลูกค้ารออยู่ที่บ้าน เขาจะนั่งรอและนับเวลา แม้ผ่านไปแค่ 5 นาที ก็ถือว่าช้าแล้วในเวลาเขาเดือดร้อน”

จาก ‘ซ่อมเมื่อเสีย’ สู่ ‘ดูแลบ้านก่อนพัง’

ทิศทางถัดไปของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน กำลังขยับจาก การซ่อมเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน หรือ From Repair to Home Care

สุขภาพบ้านไม่ต่างจากสุขภาพคน เพราะคนส่วนใหญ่มักเริ่มใส่ใจเมื่อบ้านเกิดปัญหาแล้ว แต่การดูแลที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ก่อนที่บ้านจะเกิดปัญหา

แนวคิดนี้กำลังถูกพัฒนาเป็นบริการชื่อ HomePro Care ที่เชื่อมการดูแลระยะยาวเข้ากับสินค้าที่ลูกค้าซื้อจากโฮมโปร เช่น การซื้อที่นอนหนึ่งหลังจะได้รับบริการทำความสะอาดดูดไรฝุ่น การกลับที่นอน และการอบโอโซนในห้อง อย่างละ 3 ครั้ง ภายใน 5 ปี เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องจำเองว่าสินค้าแต่ละประเภทควรได้รับการดูแลอย่างไรและเมื่อไร

ขณะเดียวกัน โฮมโปรพัฒนาแนวคิด “ช่างประจำบ้าน” และ “ผู้ช่วยประจำบ้าน” ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียวสำหรับทุกเรื่องบ้าน ช่วยลด Pain Point ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเล่าปัญหาเดิมซ้ำหลายช่องทาง และทำให้แม้แต่งานเล็กๆ ที่อาจหาช่างทั่วไปได้ยาก ก็สามารถเข้าถึงบริการของโฮมโปรได้ ผ่านทั้งสินค้าและเครือข่ายช่างโฮมโปร

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเพิ่มบริการ คือ การเปลี่ยนบทบาทของช่าง จากคนที่เข้ามาแก้ปัญหา ไปสู่คนที่ช่วยให้ลูกค้าดูแลบ้านได้ด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก

“ตอนนี้เราเริ่มพัฒนาให้ความรู้ลูกค้าเยอะมากกว่าขายบริการ บางปัญหาไม่ต้องจ้างช่างหรอก แค่บอกขั้นตอนว่า 1 2 3 ทำอย่างไร ถ้าลูกค้าทำได้ก็จะแฮปปี้ วันหนึ่งเมื่อมีปัญหาที่เขาทำเองไม่ได้ ตรงนั้นเขาจะคิดถึงเราเอง”

แนวคิดนี้ทำให้ CHANG HomePro ขยับบทบาทจากผู้ให้บริการ สู่ Home Care Partner เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ลูกค้าต้องเรียกช่างทุกครั้ง แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้ว่า เมื่อมีเรื่องบ้านเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โฮมโปรคือคนที่เขานึกถึง

เมื่อรู้จักบ้านมากขึ้น การดูแลก็เป็น Personalized มากขึ้น

การดูแลก่อนเกิดปัญหาจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อแบรนด์รู้จักลูกค้าและเข้าใจบริบทของแต่ละบ้านมากพอ ทั้ง HomePro Online และ CHANG HomePro จึงเดินหน้าพัฒนา Personalization ควบคู่กัน

ฝั่ง CHANG HomePro ยกระดับมาตรฐานทีมช่างโฮมโปรผ่าน 3 EX เพื่อจับคู่ทีมช่างให้เหมาะกับลักษณะงานและความต้องการของลูกค้าที่ต่างกัน ทั้งกลุ่มที่ต้องการคุณภาพและวัสดุอุปกรณ์ดีกว่ามาตรฐานทั่วไป กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการเป็นประจำ และกลุ่มงานโปรเจกต์หรือออเดอร์พิเศษ ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 96.4 และมีลูกค้าชื่นชมผ่านโซเชียลมีเดียราว 20,000 รายต่อเดือน

ขณะที่ฝั่ง HomePro Online ใช้ Data และ AI เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่การช่วยค้นหาและตัดสินใจเลือกสินค้า การจัดการบริการหลังการขาย ไปจนถึงการออกแบบแคมเปญตามช่วงชีวิตของลูกค้า เพราะคนที่กำลังสร้างบ้าน ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างจากคนที่สร้างบ้านเสร็จแล้วโดยสิ้นเชิง

ทั้งหมดจึงนำไปสู่การเปลี่ยนมุมมองจาก “ขายสินค้าเมื่อมีความต้องการ” ไปสู่ “เข้าใจบ้านและอยู่เคียงข้างลูกค้าเมื่อความต้องการเกิดขึ้น”

บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ของทั้งชีวิต

คำถามว่านิยามของแบรนด์ที่แข็งแกร่งในยุคนี้คืออะไร นางอภิรดี มองว่าคำตอบไม่ได้เริ่มจากสิ่งที่แบรนด์อยากทำ แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า ลูกค้ากำลังติดขัดกับอะไร และแบรนด์จะช่วยทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้นได้อย่างไร

“แบรนด์ที่แข็งแกร่งคือแบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าไว้ใจได้ทุกครั้งที่เขามีปัญหา โฮมโปรไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ขาย แต่พยายามทำตัวเป็นลูกค้า และคิดแทนลูกค้าว่าเขามี Pain Point อะไร”

ในมุมของฝั่งงานบริการ นายธีรพล เห็นตรงกันว่า แม้แบรนด์ที่แข็งแรงจะต้องประกอบไปด้วยทั้งมาตรฐาน คุณภาพ และความเร็ว แต่ทั้งหมดจะเชื่อมไปสู่ปลายทางเดียวกัน นั่นคือ ความไว้วางใจที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของลูกค้า

“ปลายทางของแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่เห็นชัด ๆ เลยคือความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้เรา เพราะสิ่งที่เราจะต้องไปให้ถึงคือ ช่างโฮมโปรจะเป็นเพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิตที่คุณไว้ใจได้”

ทิศทางของทั้งแพลตฟอร์ม HomePro Online และ CHANG HomePro จึงสอดคล้องกับการขยับบทบาทของโฮมโปร จากค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่ Home Lifetime Companion — เพื่อนคู่บ้านตลอดชีวิต ภายใต้แนวคิด We Make a Better Living

การคว้า 2 รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของสองแพลตฟอร์ม แต่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการเปลี่ยนบทบาทโฮมโปร จากแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงเมื่อ “ต้องการซื้อสินค้าและบริการเรื่องบ้าน” สู่แบรนด์ที่ลูกค้านึกถึง “เมื่อมีเรื่องบ้านเกิดขึ้นในทุกช่วงชีวิต”“ความไว้วางใจไม่ใช่สิ่งที่ได้มาแล้วอยู่ตลอด แต่เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างและรักษามาตรฐานไว้ในทุกๆ วัน และทุกความไว้วางใจก็ถือแรงผลักดัน ที่ทำให้โฮมโปรไม่เคยหยุดพัฒนา” นางอภิรดี กล่าวทิ้งท้าย

Bangkok Auto Salon 2026 ฉลองตำนานรถแต่งเตรียมสร้างปรากฏการณ์ “Celebrate Bangkok Destination” ครั้งที่ 12ตอกย้ำกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางคาร์คัลเจอร์แห่งอาเซียน

นายวรรคสร โหลทอง รองประธานการจัดงาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าว พร้อมด้วย นายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้จัดงาน BAS 2026 และ มร. จุนอิจิ ฟุคุอิ ผู้อำนวยการ สมาคมโตเกียว ออโต ซาลอน จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน Bangkok Auto Salon 2026” มหกรรมแสดงและจำหน่ายยนตรกรรมพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 12 ภายใต้แนวคิด “Celebrate Bangkok Destination” ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมรถแต่งของภูมิภาคอาเซียน และหมุดหมายการรวมพลของเหล่าคาร์คลับพร้อมประกาศต่อสัญญาลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยงานจัด ณ ศูนย์แสดงสินค้า ไบเทค บางนา ฮอลล์ 100ระหว่างวันที่ 26-30 สิงหาคม 2569

ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineering สร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้นำด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและโซลูชันด้านระบบพลังงานของไทย เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MOU) กับชมรมวิศวกรสีเขียว (Green Engineers Club) เพื่อผสานองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายวิศวกร ในการยกระดับบุคลากรวิศวกรรมไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และร่วมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและวงการวิศวกรรมไทย ผ่านการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม (Training Program) การสัมมนาวิชาการ และการจัด Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงและประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering รวมถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากร เครือข่าย และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความสามารถเชิงเทคนิค ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “TRT เชื่อมั่นว่า ความรู้คือพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน การลงนาม MOU กับชมรมวิศวกรสีเขียวในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นการร่วมกันสร้างคน สร้างโอกาส และต่อยอดนวัตกรรมด้านวิศวกรรม เพื่อให้บุคลากรไทยมีความพร้อมต่อความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต”

“ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน TRT พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง เพื่อช่วยผลักดันแนวคิดการออกแบบ การผลิต และการบริหารจัดการทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงประสิทธิภาพพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคง” นายสัมพันธ์กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ ประธานชมรมวิศวกรสีเขียว กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้บทบาทของวิศวกรในวันนี้ขยายไปไกลกว่าการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องร่วมออกแบบอนาคตของประเทศให้เติบโตควบคู่กับความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ชมรมวิศวกรสีเขียวจึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิชาชีพ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง”

“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TRT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงาน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของวิศวกรและบุคลากรรุ่นใหม่ ให้เข้าใจแนวคิด Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering อย่างลึกซึ้ง พร้อมเปลี่ยนความรู้ให้เป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมไทยในระยะยาว” รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัยกล่าว การลงนาม MOU ระหว่าง TRT และชมรมวิศวกรสีเขียว สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันวิศวกรรมไทยให้เติบโตบนฐานของนวัตกรรม ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และขยายองค์ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมสร้าง “วิศวกรสีเขียว” ในวันนี้ และวางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยต่อไป

โรงพยาบาลพระรามเก้า ก้าวสู่เวทีเอเชีย ติดทำเนียบ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 หนึ่งใน 200 บริษัทจดทะเบียนผลงานเด่นจากกว่า 19,000 แห่งทั่วเอเชีย-แปซิฟิก

โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 หนึ่งใน 200 บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากบริษัทจดทะเบียนกว่า 19,000 แห่ง ที่ผ่านการพิจารณา โดยในปีนี้มีบริษัทไทยได้รับคัดเลือกทั้งหมด 18 แห่ง

Forbes Asia’s Best Under A Billion เป็นรายชื่อที่ Forbes Asia จัดทำขึ้นเพื่อคัดเลือกบริษัท จดทะเบียนขนาดเล็กและขนาดกลางในเอเชีย-แปซิฟิกที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ ระดับหนี้สิน การเติบโตของรายได้และกำไรต่อหุ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ตลอดจนเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการ ทั้งนี้ รายชื่อดังกล่าวเป็นการคัดเลือกแบบไม่จัดลำดับ (Unranked List)

สำหรับโรงพยาบาลพระรามเก้า Forbes ระบุว่า บริษัทมีรายได้ 161 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากข้อมูล  ผลประกอบการล่าสุดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายพัฒนาธุรกิจ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ Forbes Asia’s Best Under A Billion 2026 เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรโรงพยาบาลพระรามเก้าทุกคน ตลอดที่ผ่านมาเรามุ่งพัฒนาองค์กรควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการรักษา การเสริมศักยภาพทีมแพทย์และบุคลากร รวมถึงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางเหล่านี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและการเติบโตขององค์กรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ Forbes ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกครั้งนี้ “สำหรับธุรกิจโรงพยาบาล ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งไม่ได้มีความหมายเพียงในมิติทางธุรกิจ แต่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับคุณภาพการรักษา ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ดีของผู้ป่วย การได้รับคัดเลือกในครั้งนี้จึงเป็นความภาคภูมิใจและเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญให้เรารักษาสมดุลระหว่างการเติบโตขององค์กรและการยกระดับคุณภาพการดูแลอย่างต่อเนื่อง” นพ.วิทยา กล่าวปิดท้าย

“ไดกิ้น” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 พร้อมรับบทบาท MIND Ambassador ร่วมยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทย

นายอะคิโนริ อะตาราชิ ประธานกรรมการ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด  รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2568 (The Prime Minister’s Best Industry Award 2025) พร้อมด้วย นายสึโทมุ คูริฮาระ ประธาน บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด  รับรางวัลทูตอุตสาหกรรมภาคเอกชน หรือ MIND Ambassador โดยรางวัลและตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรตินี้สะท้อนมาตรฐานการบริหารจัดการที่ไดกิ้นพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารงานคุณภาพและความปลอดภัย การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบรางวัล และนายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม, ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ,นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์  กรรมการบริษัทฯ & ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส  บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และนายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ร่วมพิธีมอบรางวัล ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อเร็วๆ นี้

สคส. ขยาย PDPA Center สู่อุบลราชธานี เพิ่มช่องทางคุ้มครองสิทธิประชาชน–รับมือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ในระดับพื้นที่ เพื่อเข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้าขยายการเข้าถึงบริการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสู่ภูมิภาค เตรียมเปิดศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จังหวัดอุบลราชธานี ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ สามารถขอคำปรึกษา ใช้สิทธิ และยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

ในการนี้ สคส. เปิดศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ ห้องทับทิมสยาม 4 โรงแรม Sunee Grand Hotel จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน และกล่าวมอบนโยบายแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและวางแนวทางขับเคลื่อนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า การขยาย PDPA Center ไปยังจังหวัดอุบลราชธานีสะท้อนเจตนารมณ์ของ สคส. ที่ต้องการนำบริการภาครัฐและองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไปสู่ประชาชนในทุกภูมิภาค ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และทำให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง

“ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น ทั้งการรับบริการภาครัฐ การศึกษา การรักษาพยาบาล การซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึงการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การมี PDPA Center ในพื้นที่จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรับเรื่องร้องเรียน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และช่วยป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย” พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าว

จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ใช้บริการดิจิทัลอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้มีการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในหลากหลายกิจกรรม การตั้งศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จึงช่วยเสริมความพร้อมของทุกภาคส่วนในการปฏิบัติตามกฎหมาย และสร้างมาตรฐานการใช้ข้อมูลที่เคารพสิทธิของประชาชน

ภายในกิจกรรมยังมีการบรรยายความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แนวทางป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลที่อาจกระทบสิทธิ ตลอดจนกิจกรรม Workshop เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง พร้อมนิทรรศการจากหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการป้องกันภัยดิจิทัลและการใช้บริการออนไลน์อย่างปลอดภัย

เลขาธิการ สคส. กล่าวเพิ่มเติมว่า PDPA Center จะเป็นจุดเชื่อมการทำงานระหว่าง สคส. กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการรับเรื่องร้องเรียน การให้คำปรึกษา และการส่งต่อข้อมูลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม ปัจจุบัน สคส. ได้ขยายศูนย์บริการประชาชน PDPA Center ในหลายพื้นที่ อาทิ นครสวรรค์ ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา และเชียงใหม่ และในปี 2569 มีแผนขยายบริการและจัดกิจกรรมครอบคลุม 5 ภูมิภาค รวม 8 จังหวัด โดยหลังจากจังหวัดอุบลราชธานี จะมีการดำเนินงานในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงการตรวจเยี่ยมและต่อยอดการดำเนินงานของศูนย์เดิม เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียมและมั่นใจยิ่งขึ้น.