โรงพยาบาลพระรามเก้า ถ่ายทอดมุมมอง “Beyond Hospital Walls” ชูความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลและ Startup ร่วมสร้างอนาคต Smart Healthcare

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมถ่ายทอดมุมมองต่ออนาคตของระบบสุขภาพบนเวที SPEAR H+ Demo Day โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมบรรยายในหัวข้อ “Beyond Hospital Walls: How Hospitals and Startups Co-Create the Future of Smart Healthcare” สะท้อนแนวคิดว่า การดูแลสุขภาพในอนาคตต้องก้าวไปไกลกว่าการรักษาภายในโรงพยาบาล และอาศัยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลกับ Startup เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ป่วยและระบบบริการได้จริง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “ผู้ป่วยอาจใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่ชั่วโมงในแต่ละปี แต่ใช้เวลาอีกกว่า 8,700 ชั่วโมงอยู่ที่บ้านและในชุมชน  การดูแลสุขภาพจึงควรเชื่อมต่อไปถึงช่วงเวลาที่ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการติดตามสุขภาพในชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูที่บ้าน การดูแลด้านสุขภาพจิต หรือระบบแจ้งเตือนความเสี่ยง เพื่อให้การดูแลเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ระบบสุขภาพกำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรคไปสู่การป้องกัน จากการดูแลผู้ป่วยเป็น ครั้งคราวไปสู่การติดตามอย่างต่อเนื่อง และจากการรอให้เกิดโรคไปสู่การใช้ข้อมูลและ AI ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า โดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการออกแบบบริการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคน

การขับเคลื่อนดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยจุดแข็งของทั้งโรงพยาบาลและ Startup เพราะ Startup มีความคล่องตัวในการทดลองแนวคิดใหม่ และออกแบบเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผู้ใช้งาน ขณะที่โรงพยาบาล   มีความเชี่ยวชาญทางคลินิก มีความเข้าใจบริบทการรักษาจริง มีระบบกำกับดูแลข้อมูล และสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานได้

แนวทางการทำงานร่วมกันจึงควรเปลี่ยนจาก Vendor สู่ Co-Creator โดยเริ่มจากการมองหาปัญหาทางคลินิกที่มีความสำคัญ ร่วมออกแบบกับแพทย์และผู้ป่วย ทดลองใช้ในสถานพยาบาลจริง วัดผลทั้งด้านการรักษา ประสบการณ์ของผู้ป่วย ประสิทธิภาพการทำงาน และความคุ้มค่าทางธุรกิจ ก่อนนำข้อเสนอแนะมาปรับให้เข้ากับระบบงานและขยายผลในวงกว้าง”

นพ.วิทยา กล่าวเสริมว่า นวัตกรรมที่จะสร้างคุณค่าได้จริง โรงพยาบาลพระรามเก้ามองผ่านคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ นวัตกรรมนั้นช่วยยกระดับผลลัพธ์หรือประสบการณ์ของผู้ป่วยหรือไม่ ช่วยให้การทำงานทางคลินิกปลอดภัยและสะดวกขึ้นหรือไม่ และสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืนเมื่อนำไปขยายผลหรือไม่ หากตอบได้ครบทั้งสามด้าน จึงนับเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อการพัฒนาร่วมกัน ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานของ HealthTech Startup จำนวน 12 บริษัท พร้อมมอบประกาศนียบัตรรับรองการสำเร็จโครงการ โดยประกาศนียบัตรลงนามร่วมจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระรามเก้า โดย นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมลงนามในฐานะผู้แทนองค์กรพันธมิตร

Acer Day ฉลองก้าวสู่ปีที่ 10 ชวน “SHIFT THE GAME” จุดพลังข้ามขีดจำกัด พลิกบทใหม่ในแบบของคุณ

  • ก้าวสู่ปีที่ 10 ภายใต้ธีม “SHIFT THE GAME” พร้อมกันทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงเป็นปีที่ตรงกับวาระที่แบรนด์เอเซอร์ครบรอบ 50 ปี
  • Exclusive กับสิทธิพิเศษรับ adidas Running Jersey Limited Edition ดีไซน์เฉพาะ Acer Day 2026 เท่านั้น
  • ยกทัพขบวน Acer Day 2026: SHIFT THE GAME เคลื่อนสู่ 8 ศูนย์การค้าทุกสุดสัปดาห์ ร่วมกิจกรรมรับ Cashback และของรางวัลมากมาย

กรุงเทพฯ, 5 สิงหาคม 2569 – เอเซอร์เดินหน้าจัด Acer Day ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ธีม SHIFT THE GAME” พร้อมตอกย้ำความสำเร็จของเอเซอร์ในวาระครบรอบ 50 ปี ในฐานะแบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ธีมในปีนี้ส่งเสียงถึงคนรุ่นใหม่ให้ก้าวออกจากกรอบเดิม ทั้งครีเอเตอร์ เกมเมอร์ และทุกคนที่กำลังเดินตามความฝัน คนที่เลือกออกแบบเส้นทางของตัวเอง กล้าตั้งคำถามฉีกกับกติกาเดิม ๆ และเปลี่ยนแปลงด้วยการลงมือทำ สำหรับเอเซอร์ประเทศไทย ได้เตรียมเฉลิมฉลอง Acer Day 2026 ในระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชันพิเศษที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมสิทธิ์รับไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ adidas Running Jersey Limited Edition ที่ออกแบบเพื่อ Acer Day 2026 โดยเฉพาะ — เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ออกแบบเส้นทางความสำเร็จด้วยตนเอง

นายแอนดรูว์ โฮว ประธานฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาค Pan Asia Pacific, บริษัท Acer Inc. กล่าวว่า “วิธีที่ผู้คนเรียนรู้ สร้างสรรค์ และใช้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งที่เอเซอร์ให้ความสำคัญจึงไม่ใช่แค่การก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง แต่คือการส่งมอบเทคโนโลยีพร้อมกับตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ช่วยพาผู้ใช้ทั่วภูมิภาคก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม ผ่าน Acer Day ปีนี้ เราจึงอยากส่งมอบเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ใช่เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคน เพื่อเสริมพลังให้พวกเขา SHIFT THE GAME ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม กล้าคิดต่าง กล้าสร้างสรรค์ และก้าวสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในแบบของตัวเอง”

นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในตลอดหลายปีมานี้ เราได้เห็นคนไทยลุกขึ้นเปลี่ยนเกมของตัวเองมาแล้วในหลาย ๆ ด้าน พร้อมที่จะพัฒนาและทำสิ่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ เมื่อมีโอกาส รวมถึงการเปิดรับและมองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตประจำวัน หรือนำไปสู่สิ่งที่อยากทำ Acer Day 2026 ปีนี้ เราตั้งใจและอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนกล้าก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกก้าว”

Acer Day 2026 # SHIFT THE GAME พร้อมกันทั่วประเทศ กับโปรโมชันพิเศษ ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์

เอเซอร์จัดแคมเปญโปรโมชันสุดพิเศษ  ไม่ว่าจะส่วนลดสินค้ารุ่นที่ร่วมรายการ หรือโปรผ่อน 0% นาน 15 เดือน นอกจากนี้เอเซอร์ยังจัดของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ คุ้มโดนใจมาให้อีก เมื่อซื้อสินค้า Acer หรือ Predator รุ่นที่ร่วมรายการ จากร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ในระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

  • ซื้อครบ 30,000 บาทขึ้นไป รับฟรี adidas Running Jersey Limited Edition ดีไซน์พิเศษเฉพาะ Acer Day 2026 มูลค่า 999 บาท พร้อม Nitro Mouse มูลค่า 399 บาท
  • ซื้อครบ 10,000–29,999 บาท รับฟรี Acer x Butterbear Mouse มูลค่า 499 บาท และ Acer x Butterbear Mouse Pad (คละลาย) มูลค่า 499 บาท

ลงทะเบียนรับสิทธิ์ของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ทาง LINE Official Account @AcerThailand (ของแถมมีจำนวนจำกัด)

และพิเศษเมื่อช้อปผ่านช่องทาง Acer Online Store เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ  รับฟรี Adapter 65W 3 พอร์ต พร้อม USB-C to USB-C Charging Cable รวมมูลค่า 990 บาท ช้อปเลยที่ https://acer.link/4xmQv17

(จำกัดการรับของสมนาคุณ ลูกค้า 1 ท่าน ต่อเครื่อง หรือ 1 ใบเสร็จเท่านั้น ของสมนาคุณมีจำนวนจำกัด ลงทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ก่อน)

พบประสบการณ์ SHIFT THE GAME — ที่ 8 ศูนย์การค้า ทุกเสาร์–อาทิตย์

เตรียมลงสนามเปลี่ยนเกมด้วยตัวเอง ปีนี้ Acer Day 2026 ยกขบวนความสนุกไปที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของเอเซอร์ ณ ศูนย์การค้า 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทุกวันเสาร์–อาทิตย์ ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม 6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00–20.00 น.

เพียงซื้อสินค้า Acer หรือ Predator ตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายในร้านที่ร่วมกิจกรรม รับสิทธิ์ร่วมสนุกรับของรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Cashback มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท, Acer Sport Bag รวมไปถึง adidas Running Jersey Limited Edition : Acer Day 2026

เตรียมเคลื่อนที่..พบกับขบวน Acer Day : SHIFT THE GAME

  • 15–16 สิงหาคม 2569 — ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และ เซ็นทรัลเวิลด์
  • 22–23 สิงหาคม 2569 — แฟชั่นไอส์แลนด์ และ เซ็นทรัล พระราม 2
  • 29–30 สิงหาคม 2569 — ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ และ ไอทีมอลล์ ฟอร์จูน
  • 5–6 กันยายน 2569 — เซ็นทรัล เวสต์เกต และ เมกาบางนา

ถึงเวลาก้าวข้ามขีดจำกัด และเปลี่ยนเกมในแบบของคุณ ติดตามข้อมูลกิจกรรม ข่าวสาร และโปรโมชันเพิ่มเติมของ Acer Day 2026 ได้ที่ acerthailand.com และ Facebook, Instagram, X และ TikTok: @AcerThailand

8.8 “ซูเลียน” รวมพลังนักธุรกิจทั่วประเทศ จัดประชุมใหญ่แห่งปี พบ CEO “ดร.ปิยะวัฒน์” ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ธุรกิจ พร้อมฟรีคอนเสิร์ต “โชค รถแห่” ยกวง

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญนักธุรกิจและสมาชิกซูเลียนทั่วประเทศ ร่วมงานประชุมใหญ่และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณประดับเข็มเกียรติยศ ระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมอัปเดตทิศทางการดำเนินธุรกิจ รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของสมาชิกที่สร้างผลงานโดดเด่น พร้อมกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างครบครันตลอดทั้งสองวัน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายโดย ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ทิศทางการเติบโตขององค์กร และแนวคิดในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทุกระดับ

ภายในงานยังมีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณประดับเข็มเกียรติยศ เพื่อเชิดชูสมาชิกผู้สร้างผลงานโดดเด่น รวมถึงกิจกรรม “แม่คนนี้ดีที่หนึ่ง ประจำปี 2569” เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ เพื่อร่วมยกย่องคุณค่าของผู้เป็นแม่และสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นภายในครอบครัวซูเลียน ปิดท้ายด้วยฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง “โชค รถแห่” ที่จะมาสร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้ร่วมงานตลอดช่วงกิจกรรม บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขอเชิญสมาชิกและนักธุรกิจซูเลียนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมใหญ่ประจำปี ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม และวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย เติมแรงบันดาลใจ และก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

HomePro เปลี่ยนทุกก้าวให้มีความหมาย กับ “HomePro Fun Walk 2026: Walk for Life” ทุกก้าวที่เดิน… คือโอกาสแห่งการมีชีวิต

เปลี่ยนทุกก้าวเป็นพลังแห่งการให้ ร่วมสมทบให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ร่วมสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HomePro เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคม ผ่านโครงการ “HomePro Fun Walk 2026 : Walk for Life” ภายใต้แนวคิด “ทุกก้าวที่เดิน… คือโอกาสแห่งการมีชีวิต” เชิญชวนพนักงาน คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วประเทศ ร่วมเดิน-วิ่งสะสมก้าวผ่านแอปพลิเคชัน Wello เพื่อเปลี่ยนทุกก้าวให้เป็นเงินบริจาคสมทบ ศิริราชมูลนิธิ เพื่อปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ร่วมสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย

HomePro เชื่อว่า Better Living ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างบ้านที่น่าอยู่ แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ชุมชน และสังคม โครงการ HomePro Fun Walk จึงเดินหน้าจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้พนักงานและพันธมิตรหันมาใส่ใจสุขภาพผ่านการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม ผ่านกิจกรรมง่ายๆ อย่าง “การเดิน” ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ เพราะทุกก้าวที่เกิดขึ้น ไม่เพียงช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตัวเอง แต่ยังสามารถส่งต่อความหวังและโอกาสในการรักษาชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกจำนวนมาก

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HomePro กล่าวว่า “คุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากการมีสุขภาพที่ดี และเมื่อทุกคนร่วมกันขยับร่างกาย การดูแลตัวเองก็สามารถต่อยอดเป็นพลังแห่งการให้ได้ ทุกก้าวที่เราเดินอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อทุกคนก้าวไปพร้อมกัน ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะทุกก้าวที่เกิดขึ้นในโครงการนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นเงินบริจาค สมทบศิริราชมูลนิธิ เพื่อปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราชสะท้อนแนวคิด ‘ทุกก้าวที่เดิน… คือโอกาสแห่งการมีชีวิตของ’ ได้อย่างแท้จริง เราอยากให้ HomePro Fun Walk เป็นพื้นที่ที่ทุกคนได้เริ่มต้นดูแลสุขภาพของตัวเอง ควบคู่กับการส่งต่อโอกาสในการรักษาชีวิตให้กับผู้อื่น เพราะเราเชื่อว่า Better Living เริ่มต้นจากการลงมือทำเล็กๆ ของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สามารถเริ่มต้นได้จากเพียงหนึ่งก้าว”

สำหรับปี 2569 โครงการ HomePro Fun Walk 2026 : Walk for Life เปิดโอกาสให้พนักงานและพันธมิตรคู่ค้าทั่วประเทศร่วมสะสมก้าวเดินและก้าววิ่งผ่านแอปพลิเคชัน Wello ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลากว่า 3 เดือน โดยตั้งเป้าหมายสะสมรวม 6,000,000,000 ก้าว โดยทุกก้าวที่ร่วมกันสร้างจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินบริจาค สมทบให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัด ตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช  เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย

นอกจากนี้ โฮมโปรยังจัดกิจกรรม “HomePro Fun Walk 2026” ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)
ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้าพันธมิตร และนักวิ่งกว่า 1,500 คน ร่วมเดิน-วิ่งสร้างสุขภาพ พร้อมสะท้อนพลังของการแบ่งปัน ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า
ทุกก้าวของทุกคน ไม่เพียงสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง แต่ยังสามารถร่วมสร้างโอกาสแห่งการมีชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อีกด้วย และร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการแบ่งปันให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะสำหรับ HomePro การสร้าง Better Living ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้บ้านน่าอยู่ แต่คือการร่วมสร้างสังคมที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการลงมือทำในทุกวัน เพราะเราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เริ่มต้นได้จากเพียง “หนึ่งก้าว”

สคส. ชี้ปมข้อมูลภาครัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ “ข้อมูลหลุดทั่วไป” เร่งจัดการคุ้มครองครบวงจร “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” ผนึกกำลังปิดช่องซื้อขายข้อมูลเถื่อน

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เร่งตรวจสอบกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายติดบัตรของประชาชน รวมถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทั้งกับผู้เผยแพร่ข้อมูล หน่วยงานผู้ดูแลฐานข้อมูล และเครือข่ายมิจฉาชีพที่ซื้อขายข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงโดยมิชอบ ย้ำประชาชนที่ได้รับความเสียหายสามารถใช้สิทธิร้องเรียนต่อ สคส. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยถึงกรณีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระบุว่า พบข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายติดบัตรจากฐานข้อมูลภาครัฐถูกนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งปรากฏข้อมูลของบุคคลหลายกลุ่ม ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ตลอดจนผู้บริหารระดับสูง ว่า สคส. ได้เร่งประสานและตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยทันที

“จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กรณีนี้เป็นการนำเอาข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพ จึงเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ เข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 7 โดยมิใช่กรณีข้อมูลหลุดโดยทั่วไป จึงได้กำชับมาตรการดำเนินการเพื่อปกป้องคุ้มครองข้อมูลของประชาชนในทุกมิติ” เลขาธิการ สคส. กล่าว

สำหรับมาตรการดำเนินการได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางของข้อมูล เครือข่ายที่นำข้อมูลหรือช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้

ประการแรก การดำเนินการกับผู้นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ ซึ่งถือเป็น “ปลายน้ำ” หากบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวก็จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ และอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 7 โดยได้ประสานงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ขอเตือนประชาชน ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนผู้ดูแลเพจหรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ให้นำข้อมูลส่วนบุคคล ลิงก์ หรือช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าวไปทดลองเปิด ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำ เนื่องจากอาจเป็นการขยายความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล และผู้กระทำอาจต้องรับผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประการที่สอง การดำเนินการกับหน่วยงานที่ดูแลข้อมูลหรือ “ต้นน้ำ” ได้แก่ กรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง โดยประสานงานให้หน่วยงานดังกล่าวเร่งตรวจสอบและแก้ไข รวมถึงระงับหรือยับยั้งเหตุที่เกิดขึ้น และพิจารณารายงานเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมายัง สคส. โดยทันที พร้อมทั้งให้ยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบและข้อมูล

ขณะเดียวกัน ได้บูรณาการกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. เร่งกำหนดมาตรการเพื่ออุดช่องโหว่ พร้อมวางมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นพื้นฐานให้แก่หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ประการที่สาม การดำเนินการกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนช่องทางเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ ซึ่งถือเป็น “กลางน้ำ” โดยบูรณาการให้กระทรวงดีอีและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB สืบสวนสอบสวน ปราบปราม และจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งปิดกั้นช่องทางซื้อขายและแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เลขาธิการ สคส. กล่าวย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้จะต้องตรวจสอบให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่ที่มาของข้อมูล วิธีการเข้าถึงระบบ บุคคลหรือเครือข่ายที่นำช่องทางเข้าถึงไปซื้อขาย ตลอดจนผู้ที่นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ต่อ โดยทุกหน่วยงานจะต้องเร่งระงับความเสียหาย รักษาหลักฐานทางดิจิทัล ตรวจสอบช่องโหว่ และยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของข้อมูลที่อยู่ในความดูแล “หากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลผู้ใดเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการดำเนินการดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง สคส. เพื่อให้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้” พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวทิ้งท้าย

“ไม่สูบบุหรี่” ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้นคนไทยกว่า 70% รู้ตัวเมื่อโรคลุกลาม

“มะเร็งปอด” ไม่ใช่โรคของผู้สูบบุหรี่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่พบในคนอายุน้อยลง รวมถึงผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ปัจจุบันพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุเพียง 35 ปี ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 70% มักตรวจพบโรคเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลให้โอกาสรักษาหายขาดลดลง แพทย์จึงเตือนประชาชนอย่ารอให้มีอาการ เพราะ “ไม่มีอาการ” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค พร้อมแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาด

นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่

มะเร็งปอด” แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ส่วน มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก

ในปัจจุบัน “มะเร็งปอด” เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 70 มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป”

นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลต่อว่า แม้ว่าการสูบบุหรี่จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรค แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ประชาชนอาจมองข้าม ได้แก่ การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นเวลานาน การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก๊าซเรดอน สารหนู แอสเบสตอส (Asbestos) สารกัมมันตรังสี รวมถึงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง เป็นมะเร็งปอด รวมถึงผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือโรคถุงลมโป่งพอง ล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ขณะที่ประชากรเอเชียยังพบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ได้ประมาณร้อยละ 30-50 โดยเฉพาะในผู้หญิง แม้ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ตาม

ความน่ากลัวของ “มะเร็งปอด” คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่าโรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า “ไม่มีอาการ” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี

ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี

นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง มีการสัมผัสฝุ่น PM2.5 หรือสารเคมีก่อมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากแนวโน้มการพบผู้ป่วยอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ปัจจุบันแพทย์จะตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนและไบโอมาร์กเกอร์ เช่น ยีน EGFR เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หากพบความผิดปกติที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชน คือ วันนี้ถึงเวลาปรับความเข้าใจใหม่ว่า ‘ไม่สูบบุหรี่’ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งปอด และ ‘ไม่มีอาการ’ ไม่ได้หมายความว่าปอดยังแข็งแรง มะเร็งปอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้น การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองด้วย Low-Dose CT ในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดของคนไทยในอนาคต” ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดได้ที่ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ หรือต้องการนัดหมายแพทย์ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

Predator x Intel ชวนแฟน VALORANT ไทย ลุ้นบินสู่ปูซาน เชียร์ศึก VCT Pacific Finals Busan ประเทศเกาหลีใต้ Predator x Intel ชวนแฟน VALORANT ไทย ลุ้นบินสู่ปูซาน แบบติดขอบสนาม พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษตลอดทัวร์นาเมนต์

Predator แบรนด์เกมมิ่งจาก Acer ชวนแฟน VALORANT ชาวไทยร่วมสัมผัสบทสรุปของฤดูกาลการแข่งขัน VCT Pacific Finals Busan กับโอกาสบินลัดฟ้าสู่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมเชียร์การแข่งขันรอบ Finals แบบติดขอบสนาม ณ Sajik Arena ในวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569

เพื่อส่งต่อประสบการณ์การแข่งขันระดับภูมิภาคให้แฟนเกมชาวไทยได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด Predator จับมือกับ Intel จัด 3 กิจกรรมพิเศษ ตลอดการแข่งขัน VCT Pacific Finals Busan ทั้งการลุ้นบินลัดฟ้าสู่ประเทศเกาหลีใต้ การรับชมการแข่งขันร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ และกิจกรรม Viewing Party รอบชิงชนะเลิศในประเทศไทย

กิจกรรมที่ 1: ลุ้นบินลัดฟ้าสู่ปูซาน

Predator และ Intel จัดกิจกรรมพิเศษ เพื่อเฟ้นหาผู้โชคดี 1 รางวัล (สำหรับ 2 ท่าน) คว้าแพ็กเกจเดินทางสู่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมเชียร์การแข่งขัน VCT Pacific Finals Busan แบบติดขอบสนาม

ผู้โชคดีจะได้รับแพ็กเกจตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ที่พัก และบัตรเข้าชมการแข่งขันรอบ Finals ณ Sajik Arena เมืองปูซาน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแมตช์ตัดสินแชมป์ประจำฤดูกาล พร้อมสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันอีสปอร์ตระดับภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

เงื่อนไขการร่วมกิจกรรม

  1. เข้าไปที่โพสต์กิจกรรมหลักทาง Facebook: Predator Gaming
  2. คอมเมนต์บอกเหตุผลที่อยากไปชม VCT Pacific Finals Busan พร้อมแท็กเพื่อน 1 คน
  3. แชร์โพสต์กิจกรรมหลัก ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็กให้ครบ #PredatorGamingThailand #Intel #VCTPacific2026 #FinalsBusan

กิจกรรมร่วมสนุกเปิดรับตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผ่านทางเพจ Predator Gaming (TH – ไทย) โดยสามารถสแกน QR Code เพื่อร่วมกิจกรรม พร้อมดูรายละเอียดกติกาได้ที่

กิจกรรมที่ 2: Influencer Watch Party

Predator และ Intel ชวนแฟนเกม VALORANT ร่วมชมและเชียร์การแข่งขัน VCT Pacific Finals ไปพร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์สาย FPS ตั้งแต่รอบ Playoffs จนถึงรอบ Finals พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ร่วมกิจกรรม

ติดตามกำหนดการและรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางเพจ Predator Gaming (TH – ไทย)

กิจกรรมที่ 3 : Viewing Party

ร่วมลุ้นแชมป์ Pacific ปิดฉากศึก VCT Pacific Finals Busan ในวันที่ 6 กันยายน 2569 กับกิจกรรม VIEWING PARTY VCT Pacific Finals Busan ที่ UNION CO-EVENT HALL ชั้น 5 Union Mall ซึ่ง Predator และ Intel เปิดพื้นที่ให้แฟนเกม VALORANT ชาวไทยมาร่วมลุ้นแชมป์ Pacific คนใหม่ไปพร้อมกัน

สัมผัสบรรยากาศการรับชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศผ่านจอยักษ์ ฟังบทวิเคราะห์สดจากอินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจชาว VALORANT และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลภายในงาน

ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดและกำหนดการลงทะเบียนได้ทางเพจ Predator Gaming (TH – ไทย)

ติดตามรายละเอียดและอัปเดตความเคลื่อนไหวทุกกิจกรรม ที่ Facebook: Predator Gaming แล้วมาลุ้นพร้อมกันว่าใครจะได้ยืนหยัดเป็นแชมป์ที่ปูซาน

สคส. เดินหน้าขยายโอกาสเข้าถึงความรู้ PDPA ผ่าน “PDPC e-Learning” เรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมประกาศนียบัตร ต่อยอดศักยภาพคนไทยสู่สังคมดิจิทัลปลอดภัย  เผยยอดผู้เข้าเรียนล่าสุดทะลุ 8 หมื่นรายแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ประชาชน ผ่านระบบ “PDPC e-Learning” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ปฏิบัติงานจากทุกภาคส่วน สามารถเรียนรู้เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยลดข้อจำกัดทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการเดินทาง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถจัดสรรเวลาเรียนได้อย่างยืดหยุ่นตามความสะดวก โดยเมื่อเรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับ e-Certificate จาก สคส. เพื่อใช้เป็นหลักฐานรับรองการเรียนรู้ และต่อยอดการพัฒนาความรู้และศักยภาพของตนเอง รวมถึงนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า การพัฒนา PDPC e-Learning ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการทำให้องค์ความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้าถึงประชาชนได้อย่างสะดวกและทั่วถึง โดย สคส. ได้ออกแบบเนื้อหาให้เหมาะสมทั้งสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการทำความเข้าใจสิทธิและแนวทางในการปกป้องข้อมูลของตนเอง

“PDPC e-Learning มีเป้าหมายสำคัญในการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย เวลา สถานที่ หรือการเดินทาง ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาและบริหารจัดการเวลาเรียนได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ และเมื่อเรียนครบถ้วนและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองความรู้จาก สคส. ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการพัฒนาศักยภาพของตนเองและองค์กรได้ ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับผลตอบรับนับตั้งแต่เปิดให้บริการเป็นไปในทิศทางที่ดี     โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้ลงทะเบียนเรียนแล้วเกือบ 8 หมื่นราย โดยผลการดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด สะท้อนถึงความสนใจในการเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และช่วยขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน PDPA ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวอีกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงภาระด้านกฎหมาย หรือเป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่ควรพัฒนาให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรและความรับผิดชอบร่วมกันของคนในสังคม ตั้งแต่การเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น การใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หลักสูตรของ สคส.นี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ เพราะความรู้ที่ได้รับจะช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาข้อมูลรั่วไหล ลดช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทย

สคส. จะเดินหน้าพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร PDPC e-Learning ให้มีเนื้อหาที่ทันต่อสถานการณ์ กฎหมาย เทคโนโลยี และรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานและประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อผลักดันให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นทักษะพื้นฐานของคนไทย และสร้างระบบนิเวศด้านข้อมูลที่ปลอดภัย โปร่งใส และเชื่อถือได้อย่างยั่งยืน

การขยายโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ผ่าน PDPC e-Learning จึงไม่เพียงช่วยให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการสร้างพื้นฐานความรู้ให้คนไทยเข้าใจสิทธิของตนเอง รู้เท่าทันแนวทางการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้ข้อมูลของผู้อื่นอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://elearning.pdpc.or.th/

“กระดูกและข้อ” ไม่ใช่โรคคนแก่อีกต่อไป แพทย์เตือนคนรุ่นใหม่ป่วยเพิ่ม 20-30% เสี่ยง ‘ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย’ จากกระแสกีฬา

ในวันที่คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนเกิดเป็นกระแส “รักสุขภาพฟีเวอร์” ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬาตามกระแส ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอน การแข่งขัน HYROX การปั่นจักรยาน ตีกอล์ฟ หรือเวทเทรนนิง หลายคนเชื่อว่ายิ่งออกกำลังกายมากจะทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับ สภาพร่างกายและการฝืนขีดจำกัดของตนเอง อาจกำลังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึง ปัจจุบันโรคกระดูกและข้อไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กำลังพบมากขึ้นในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬาตามกระแสจนทำให้จำนวนผู้ป่วยในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นราว 20-30% เมื่อเทียบกับในอดีต และกำลังกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่คุกคามสุขภาพของคนทุกช่วงวัย

นพ.ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ปัญหาด้านกระดูกและข้อ” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กำลังพบในคนอายุน้อยลงอย่างชัดเจน โดยพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป และในบางกรณีพบการบาดเจ็บในเด็กอายุเพียง 5 ปี ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 20 ปีต้น ๆ กลายเป็นกลุ่มที่เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากการออกกำลังกายหักโหม การบาดเจ็บสะสม และการละเลยสัญญาณเตือนของร่างกาย

หนึ่งในปัญหาที่แพทย์พบมากขึ้นและน่าเป็นห่วง คือ “ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบได้ในคนอายุเพียง 20-30 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกสูงอย่างต่อเนื่อง หลายคนยังเข้าใจผิดว่าหากยังอายุน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อเสื่อม ทั้งที่ความเป็นจริง การใช้งานร่างกายอย่างหนักตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถเร่งให้เกิดความเสื่อมของข้อต่อได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งให้เกิดปัญหากระดูกและข้อ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ รวมถึงการปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ล้วนส่งผลต่อข้อเข่า กระดูกคอ และกระดูกสันหลังในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มักมองข้ามอาการปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

นพ.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลต่อว่า เราเห็นคนจำนวนมากตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย อยากพิชิตมาราธอน  อยากแข่งขัน HYROX หรืออยากสร้างรูปร่างให้เร็วที่สุด แต่ลืมไปว่าร่างกายของ แต่ละคนไม่เหมือนกัน  การเร่งพัฒนาสมรรถภาพร่างกายโดยไม่มีการเตรียมความพร้อม อาจนำไปสู่การบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ (Overuse Injury) ภาวะกระดูกล้า (Stress Fracture) รวมถึงภาวะข้อเข่า ข้อสะโพก และข้อเท้าเสื่อมก่อนวัย

ในปัจจุบันแนวคิด “No Pain, No Gain” อาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดความเสียหายที่รุนแรง หากมีอาการปวดซ้ำในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีเสียงดังภายในข้อ ไม่สามารถงอข้อได้สุด หรือมีอาการปวดต่อเนื่องเกิน 5 วัน มีอาการบวม หรือไม่สามารถลงน้ำหนักได้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรละเลย และควรรีบเข้าพบแพทย์โดยเร็ว

นพ.ณัฐวุฒิ ให้ข้อมูลปิดท้ายว่า สำหรับแนวทางป้องกัน คือทุกคนเปลี่ยนแนวคิดจาก “เล่นกีฬาตามกระแส” มาเป็น “เล่นกีฬาตามสภาพร่างกาย” (Individual Condition) โดยควรศึกษาข้อมูลของกีฬาที่สนใจ วางแผนการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) รวมถึงการฝึกการทรงตัว (Balance Training) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ และช่วยให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย

สำหรับผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือโรคกระดูกและข้ออื่น ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อมีความก้าวหน้าและทันสมัยมาก ตั้งแต่การตรวจประเมินสมรรถภาพร่างกาย การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) และการฉีดสารบำรุงข้อ ไปจนถึงการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

“การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี” แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการเล่นให้เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเอง อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น และอย่าฝืนร่างกายเพียงเพื่อให้ทันกระแส เพราะความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนกลับได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของร่างกาย และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันความพิการและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือโรคกระดูกและข้อ ได้ที่ ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลพระรามเก้า หรือต้องการปรึกษาแพทย์ศูนย์กระดูกและข้อ โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

HMPRO-HomePro รายงานกำไรไตรมาส 2/2569 โต 13.99% แม้เศรษฐกิจผันผวนเดินหน้าขยายสาขา เสริมพอร์ต Private Brand ดัน Gross Margin เพิ่มขึ้น

กรุงเทพฯ – บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HomePro เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังมีความผันผวน โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 18,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% สะท้อนศักยภาพการบริหารธุรกิจ บริหารต้นทุน และพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “HMPRO-HomePro” เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานที่เติบโตในไตรมาสนี้ ได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน ประกอบกับการบริหาร Product Mix อย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท (Private Brand) รวมถึงการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 27.73% จาก 25.82% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

“แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่ HomePro ยังคงเดินหน้าบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งการขยายสาขา การพัฒนาสินค้า Private Brand และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวีรพันธ์ กล่าว

ในด้านการขยายธุรกิจ HomePro ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2 ได้เปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ โฮมโปร สาขาสมุย (เฉวง) และปรับรูปแบบ โฮมโปร สาขาสุพรรณบุรี เป็น Hybrid Store เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านทั่วไป ช่าง ผู้รับเหมาและลูกค้ากลุ่มโครงการฯ รองรับความต้องการที่หลากหลายได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมีสาขาภายใต้การบริหารรวม 134 สาขา ครอบคลุมทั้ง HomePro, HomePro S, MegaHome, Hybrid Store และ HomePro Malaysia

บริษัทฯ ยังเดินหน้ากระตุ้นการจับจ่ายผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดงาน HomePro Super Expo และแคมเปญ Double Day ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่องทาง ทั้งหน้าร้านและออนไลน์

ควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ HomePro ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยเดินหน้าขยายการติดตั้ง Solar Rooftop ครอบคลุมสาขา ศูนย์การค้า และศูนย์กระจายสินค้า รวมแล้ว 103 แห่ง พร้อมผลักดันระบบ Circular Economy ให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-In) ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อสินค้าใหม่ ปัจจุบันมีพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมโครงการกว่า 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ พร้อมนำสินค้าเก่าจากบ้านลูกค้าเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยพันธมิตรที่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสินค้าเก่าสะสมแล้วกว่า 670,000 ชิ้น สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และพัฒนาสินค้ารักษ์โลกไปสู่ผู้บริโภค แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังมีความท้าทาย แต่ HomePro ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การบริหารต้นทุน การพัฒนาสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการลงทุนเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว