เบเยอร์–ซีพี รีเทลลิงค์ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026จาก “BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมแห่งปีที่ยกระดับมาตรฐานความคงทนวัสดุเคลือบผิว

กรุงเทพฯ – เบเยอร์ ผนึกกำลัง ซีพี รีเทลลิงค์ สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในเวทีนวัตกรรมระดับประเทศ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026 จากผลงาน “BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวแห่งปีที่ถูกจับตามองในฐานะ Game Changer ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการปกป้องพื้นผิว
คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด และ ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล จากความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยี GrapheneShield ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานวัสดุเคลือบผิวในระดับอุตสาหกรรม

หัวใจของนวัตกรรมนี้ คือการนำ Graphene วัสดุขั้นสูงระดับโลก มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีสีของเบเยอร์ เพื่อสร้างฟิล์มเคลือบผิวที่มีทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการต้านทานสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความชื้น ฝน หรือรังสี UV ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพในระยะยาว ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเบเยอร์และ CP Retailink ผ่านหน่วยงาน ALL Graphene ซึ่งเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งด้านเทคโนโลยีสีและวัสดุขั้นสูง เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยหลังจากการลงนามความร่วมมือ (MOU) เมื่อปลายปี 2568 นวัตกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์รูปธรรมแรกที่สะท้อนศักยภาพของการร่วมพัฒนา

คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กล่าวว่า “Graphene เป็นวัสดุขั้นสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสมรรถนะของวัสดุในหลายอุตสาหกรรม ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นระดับอะตอม จึงช่วยลดการซึมผ่านของน้ำ ออกซิเจน และสารกัดกร่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมของผู้ใช้งานจริง นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มความทนทานของโครงสร้าง และลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาวได้อย่างชัดเจน”
ด้าน ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ กล่าวว่า “BegerShield GrapheneShield Innovation เป็นการยกระดับเทคโนโลยีสีให้ก้าวไปสู่การเป็นวัสดุปกป้องโครงสร้างอย่างแท้จริง เราออกแบบระบบสีให้ Graphene สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในฟิล์มสี ส่งผลให้เกิดทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสีในอนาคต”

ในวันที่สภาพภูมิอากาศและรูปแบบการใช้งานเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรม GrapheneShield Innovation สะท้อนแนวคิดใหม่ของการออกแบบวัสดุที่ต้อง “คิดเผื่ออนาคต” ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน แต่ต้องสามารถรับมือกับความท้าทายของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นได้อย่างยั่งยืน รางวัล Product Innovation Awards 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่กำลังก้าวสู่ยุคของ Performance-Driven Materials ซึ่งให้ความสำคัญกับความทนทาน อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากกว่าที่เคย

เคพีไอ เปิดตัวประกันภัยบ้านและทรัพย์สิน “Ultra Living”ยกระดับความคุ้มครองให้บ้าน ด้วยทุนประกันภัยสูงถึง 300 ล้าน

ท่ามกลางความผันผวนของโลกยุคใหม่ “บ้าน” โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่พักผ่อนแต่คือทรัพย์สินมูลค่าสูงที่สะท้อนถึงความสำเร็จของเจ้าของบ้าน ความเสี่ยงภัยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ อัคคีภัยหรือเหตุไม่คาดคิดอื่น ๆ ที่ล้วนสร้างผลกระทบที่มีมูลค่าสูง การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นสิ่งสำคัญของการใส่ใจดูแลทรัพย์สินที่มีมูลค่า

ประกันภัยบ้านระดับพรีเมียม “Ultra Living” จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อให้สอดรับกับมูลค่าทรัพย์สินและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านให้อุ่นใจ ด้วยความคุ้มครองเพิ่มเติมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างอาคาร ทรัพย์สินภายในบ้าน รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกอย่างสูงสุด เคพีไอ – กรุงไทยพานิชประกันภัย จึงเข้าใจไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านระดับพรีเมียม ด้วยแผนประกันภัยที่อยู่อาศัย “Ultra Living” เพื่อยกระดับมาตรฐานความคุ้มครองให้แก่บ้านมูลค่าสูงที่เหนือกว่าประกันภัยบ้านแบบทั่วไป ด้วยจำนวนเงินเอาประกันภัยเริ่มต้น 10 ล้านบาท สูงสุด 300 ล้านบาท สามารถเลือกระยะเอาประกันภัยได้ ตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี มากกว่าการประกันภัยด้วย การบริการเสริมพิเศษ Emergency Home Assistance ดูแลตลอด 24 ชม.

Ultra Living พร้อมดูแลคุ้มครองที่อยู่อาศัยทุกประเภท เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว ห้องชุด แมนชั่นและคอนโดมิเนียม คุ้มครองทรัพย์สิน เช่น สิ่งปลูกสร้างหรือตัวอาคาร ไม่รวมฐานรากและราคาที่ดิน (รวมส่วนต่อเติมอาคาร) เฟอร์นิเจอร์ เครื่อง ตกแต่งติดตั้งตรึงตรา เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องครัว เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในบ้าน และต้นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อการตกแต่ง ความคุ้มครองภัยจากการโจรกรรม รวมถึงความรับผิดต่อบุคคลภายนอกวงเงินสูงถึง 2 ล้านบาท

Ultra Living จึงไม่ใช่เพียงประกันภัยบ้านแต่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักบ้าน เพื่อช่วยดูแลและบริหารทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อให้คุณอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินภายในบ้านที่สมเหตุสมผลสอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินของคุณมากที่สุด สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซด์ www.krungthai.com  หรือ แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT

ประกันภัยสำหรับที่อยู่อาศัย Ultra Living รับประกันภัยโดย บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) KPI Contact Center 0 2624 1111

#กรุงไทยพานิชประกันภัย #เคพีไอ #KPIUltraLiving #ประกันบ้านระดับพรีเมียม

NIVEA ตอกย้ำผู้นำตลาดสกินแคร์ไทยชี้ทิศทางอุตสาหกรรม เดินหน้าสู่ยุค “Science-Driven Skincare”

นีเวีย (NIVEA) แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสกินแคร์ประเทศไทย ท่ามกลางการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมความงามที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างตรงจุด

ในฐานะแบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 ของโลกที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 100 ปี นีเวียมีวางจำหน่ายในกว่า 173 ประเทศ และเข้าถึงผู้บริโภคหลายร้อยล้านคนทั่วโลก โดยในประเทศไทย นีเวีย ครีม ได้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 และในปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 100 ปีของการดูแลผิวคนไทย สะท้อนถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นีเวีย ครีม มียอดขายสูงถึง 5 ชิ้นต่อวินาที หรือเกือบ 33 ล้านชิ้นต่อปีทั่วโลก

เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สดอร์ฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี นีเวียเติบโตจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก และในประเทศไทยเอง เรามีความผูกพันกับผู้บริโภคมายาวนาน การครบรอบ 100 ปีในปีนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ แต่ยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการดูแลผิวของคนไทยอย่างต่อเนื่อง”

ความแข็งแกร่งของนีเวียมาจากความเชี่ยวชาญด้าน Skin Science และการวิจัยผิวหนังอย่างลึกซึ้ง โดย Beiersdorf ลงทุนด้าน Research & Development มากกว่า 270 ล้านยูโรต่อปี หรือเกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการดูแลผิว พร้อมเครือข่ายศูนย์วิจัยระดับโลกที่แฮมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี รวมถึงศูนย์นวัตกรรมในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงศูนย์นวัตกรรมในระดับท้องถิ่นที่ญี่ปุ่น บราซิล และอินเดีย ซึ่งช่วยให้สามารถทำงานใกล้ชิดกับผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค เข้าใจปัญหาผิว และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพรวมตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 109,906 ล้านบาท และเติบโต 9.4% ในปี 2025 (Euromonitor) โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย แนวโน้มสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การให้ความสำคัญกับ Skin Health ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการทดสอบทางผิวหนัง การเติบโตของ targeted skincare และความสนใจใน sustainable beauty ซึ่งกำลังผลักดันให้ตลาดเปลี่ยนจาก beauty-driven ไปสู่ science-driven skincare อย่างชัดเจน

ภายใต้แนวคิด “NIVEA is for Skin” นีเวียมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์ สู่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง โดยมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพต่อผิวของผู้บริโภคอย่างแท้จริง หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือ “Thiamidol” ส่วนผสมที่ใช้เวลากว่า 11 ปีในการคิดค้น เพื่อช่วยลดเลือนฝ้า กระ และจุดด่างดำอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำร้ายผิว

นอกจากนี้ นีเวียยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการวิจัยด้านการปกป้องแสงแดดมายาวนานกว่า 80 ปี มีกันแดดชิ้นแรกคือ NIVEA Ultra Oil ใน 1936 และในปี 1946 นักวิจัยของ Beiersdorf ได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์รูดอล์ฟ ชูเซ นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี ในการค้นหาวิธีการวัดเพื่อป้องกันผลกระทบจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดค่า SPF ในผลิตภัณฑ์กันแดด และได้ร่วมกับ สมาคมเครื่องสำอางแห่งยุโรป COLIPA หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Cosmetics Europe ในการเริ่มแนะนำแนวทางการใช้ค่า SPF และกำหนดขั้นตอนมาตรฐานในการวัดค่า SPF ในยุโรป เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์กันแดด

โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์กันแดดของนีเวียสามารถปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุมทั้งรังสี UVA และ UVB พร้อมผสานสาร Antioxidant เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อผิวจากปัจจัยภายนอก และทำให้นีเวียเป็นแบรนด์กันแดดอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับโดย Euromonitor

สำหรับนีเวีย นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่คือการพัฒนาสกินแคร์ที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ผ่านการวิจัยผิวในเชิงลึก การทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และการทดสอบทางคลินิก เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

ในปีที่ผ่านมา นีเวียได้เปิดตัวนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย Derma Control เน้นการบำรุงผิวใต้วงแขน นับเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดดีโอ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่อัปเกรดสูตรด้วยส่วนผสมสกินแคร์ เช่น Gluta และ Niacinamide รวมถึง NIVEA Skin Glow Serum ที่ผสาน Thiamidol เพื่อการดูแลปัญหาผิวอย่างตรงจุด โดยหมวด Face Care ถือเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเร็วที่สุดของตลาด และเป็นหนึ่งใน Strategic Growth Engine ของนีเวีย ปัจจุบัน Face Care มีสัดส่วนประมาณ 83% ของตลาดสกินแคร์ในประเทศไทย และเติบโต 9.5% ในปี 2025 (Euromonitor) สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหน้า โดยเฉพาะในด้าน Brightening, Anti-Aging และ Hydration โดย ผลิตภัณฑ์ NIVEA Skin Glow Serum ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค และสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดเซรั่มทั้งแบบขวดและแบบซองได้อย่างรวดเร็ว

ในปีนี้ นีเวียเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่อีกหลายผลิตภัณฑ์ อาทิ Serum-Infused Micellar Face Cleanser, NIVEA Luminous Skin Glow Daily Fluid SPF50, NIVEA Sun Stick ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Face Care ปิดท้ายด้วยนวัตกรรมผิวใต้วงแขนกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย Black & White สูตรใหม่

นอกเหนือจากนวัตกรรมเพื่อผิว นีเวียยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “Win with Care” โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการลดการใช้พลาสติก การใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การไม่ตัดไม้ทำลายป่า และการรักษาแหล่งน้ำ โดยผลิตภัณฑ์ของนีเวียปราศจาก Microplastic 100% ตั้งแต่ปี 2021 และสูตรกันแดดเป็นมิตรต่อปะการัง ขณะที่บรรจุภัณฑ์ได้รับการรับรอง FSC และมีการใช้วัสดุรีไซเคิลในหลายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง นีเวียดูแลผิวของผู้บริโภคหลายล้านคนในทุกวัน จึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อโลก ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่ไปกับนวัตกรรม เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผิวและการดูแลโลกต้องเดินไปด้วยกัน

นีเวียจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้าน Skin Science อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสกินแคร์ทั้งในระดับโลกและประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ททท. เปิดฉากยิ่งใหญ่ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ครั้งที่ 44” ปลุกพลังเที่ยวไทย เดินหน้าสู่ “The New Thailand” มุ่งสู่จุดหมายปลายทางคุณภาพ

กรุงเทพมหานคร – 25 มีนาคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44” อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ Hall 1–4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. คณะทูตานุทูต ผู้บริหารภาครัฐและเอกชน ตลอดจนพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

การจัดงานในปีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ (Quality Leisure Destination) โดยเน้นการเติบโตแบบ “Value over Volume” ควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย ภายใต้แนวคิด “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” และกลยุทธ์ “5 Must Do in Thailand” ที่สะท้อนเสน่ห์ไทยในทุกมิติ

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 44 ในปีนี้ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยมุ่งกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ฐานราก และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในรูปแบบ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” โดยรวบรวมเสน่ห์ด้านวัฒนธรรม อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศมาไว้ในงานเดียว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยออกเดินทางและสัมผัสประสบการณ์ “Feel All the Feelings” ที่จะทำให้การท่องเที่ยวมีความหมายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ททท. ยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” โดยสนับสนุนการเดินทางอย่างรับผิดชอบ ทั้งในรูปแบบกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว และหน่วยงาน ผ่านการเดินทางแบบ Carpool และการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวศักยภาพหรือ Hidden Gems ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับสู่สายตานักท่องเที่ยวในระดับสากล

ภายในงานจัดเต็ม 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมเสน่ห์ไทยทั่วประเทศ ประกอบด้วย 5 โซนภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และแลนด์มาร์กสำคัญ พร้อมด้วยโซน Amazing Thailand ที่นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวผ่านเทคโนโลยีและกิจกรรมร่วมสมัย โซน Road to Sustainability ที่สะท้อนแนวทางการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ และเวทีกลางที่อัดแน่นด้วยการแสดงและคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 5 วันของการจัดงาน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การเดินหน้าสู่เป้าหมาย “Zero Waste to Landfills” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีการจัดจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อมุ่งลดปริมาณขยะและสร้างการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

งาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569” นับเป็นเวทีสำคัญในการจุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างการรับรู้ และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขและการ “Heal ใจ” ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy

AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #เทศกาลเที่ยวเมืองไทย2569 #TheNewThailand

คนไทยเที่ยวเอเชียไม่แผ่ว! Klook ชี้ยอดจองเที่ยวจีนพุ่งกว่า 130%พร้อมดันมหกรรม Klook Travel Fest ชวนคนไทย ‘ลา…ออกไปเที่ยว’ ต้อนรับสงกรานต์

Klook เผยเทรนด์การท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในแถบเอเชียที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง สะท้อนผ่านยอดการจองกิจกรรมและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย “ประเทศจีน” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 130%

เพื่อรองรับความต้องการด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น Klook เตรียมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1 รวมดีลท่องเที่ยวสุดคุ้มเพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลสงกรานต์

  • Klook เผยเทรนด์เที่ยวเอเชียโตต่อเนื่อง
    ข้อมูลล่าสุดจาก Klook แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ระบุว่า ความต้องการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย ประเทศจีนครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 131.5% ขณะที่ฮ่องกงเติบโต 29.6% ญี่ปุ่น 28.8% สิงคโปร์ 14.4% และการท่องเที่ยวภายในประเทศเติบโต 15.6% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวของการเดินทางระยะใกล้ และความนิยมของจุดหมายปลายทางในเอเชีย

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการ “ไปให้ถึง” สู่การ “ไปเพื่อรู้สึก” โดยกิจกรรมเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น Shanghai Disneyland เติบโต 48%, Hongkong Disneyland เติบโต 24% และ Universal Studios Japan เติบโต 16% นอกจากนี้ บริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง เช่น รถเช่า (+29.7%) และ eSIM (+170.2%) ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หมวดโรงแรมเติบโตสูงถึง 172.5% สะท้อนพฤติกรรมการวางแผนทริปแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว

“การเติบโตของตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ได้มองการเดินทางเป็นเพียงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘หยุดพักเพื่อเริ่มต้นใหม่’ โดย Marcus Yong รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Klook กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การได้ออกไปอยู่ในบริบทใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย วัฒนธรรมที่แตกต่าง หรือประสบการณ์ที่ไม่เคยลอง ช่วยให้ผู้คนได้ทบทวนตัวเอง เติมพลัง และกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งด้วยพลังและแรงบันดาลใจที่เต็มเปี่ยมมากกว่าเคย”

  • Klook Travel Fest เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว

เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ Klook จึงจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงงานรวมดีลส่วนลดหรือโปรโมชั่นเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้คนไทย “ลาออกจากความเหนื่อยล้า” แล้วออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับดีลท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทุกความต้องการ อาทิ โค้ดส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท โปรโมชัน Flash Sale แบบ ซื้อ 1 แถม 1 สำหรับกิจกรรมยอดนิยม และบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Hongkong Disneyland, Ngong Ping 360 และ Shanghai Disneyland ไปจนถึงบริการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือนและส่วนลดบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม KOL Talk จากนักเดินทางและครีเอเตอร์ชื่อดัง ได้แก่ ต้าห์อู๋ พิทยา, ม้าม่วง ลอเรน และ ดรีม อภิชญา ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในมุมมองที่แตกต่างแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและแรงบันดาลใจ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1 ติดตามรายละเอียดส่วนลดและตารางกิจกรรมของ Klook Travel Fest เพิ่มเติมได้ที่ https://www.klook.com/th/tetris/promo/klookoffline/

‘ช้าง อเมเจอร์ฯ 2026’ ชิงตั๋วร่วมทริป มหานครฉงชิ่ง เฟ้นหาผู้ร่วมทริปออกรอบ มหานคร 8 มิติ “ฉงชิ่ง” เปิดรอบคัดเลือกสนามแรกที่ “โลตัส วัลเล่ย์ฯ”

บริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด ร่วมกับ บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย ‘น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง’ เปิดการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นรายการ ช้าง อเมเจอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 พรีเซนเต็ดบาย อีเอส คอนสตรัคชั่น (Chang Amateur Championship 2025 Presented by ES Construction) ฤดูกาลใหม่ประจำปี 2026 เพื่อเฟ้นหา 28 นักกอล์ฟ จาก 7 สนามคัดเลือก ร่วมออกรอบและท่องเที่ยวสำรวจมหานคร 8 มิติ เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี โดยงานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลมีขึ้น เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ สนาม โลตัส วัลเลย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทรา โดยได้รับเกียรติจาก คุณโรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) และคุณฉัตรนคร ช้วนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด ร่วมแถลงข่าว

คุณโรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า “’น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง’ สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมาร่วม 20 ปี โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กับกีฬากอล์ฟของไทยทั้งระบบ ทั้งนักกอล์ฟเยาวชน นักกอล์ฟสมัครเล่น ไปจนถึงนักกอล์ฟอาชีพ ในระดับเยาวชน ‘ช้าง’ จัดการแข่งขันหลายรายการเพื่อเปิดโอกาสให้นักกอล์ฟเยาวชนทั่วประเทศได้พัฒนาฝีมือ พร้อมต่อยอดด้วยการอบรมพัฒนาทักษะกอล์ฟในโครงการ ช้าง ไทยแลนด์ จูเนียร์ กอล์ฟ คลินิก เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะกีฬากอล์ฟอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จนสามารถต่อยอดไปถึงระดับอาชีพได้ ที่ผ่านมาเราได้เห็นเยาวชนเติบโตเป็นโปรกอล์ฟมากมาย อาทิ โปรกัญจน์ เจริญกุล, โปรเรย์ อมรินทร์ กรัยวิเชียร และ โปรฟีเวอร์ นิติธร ทิพย์พงษ์ เจ้าของแชมป์ Asian Tour 3 รายการ ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากความมุ่งมั่นดังกล่าว นอกจากนั้น ‘ช้าง’ ยังให้การสนับสนุนรายการกอล์ฟระดับสมัครเล่นอย่างกว้างขวางและ ช้าง อเมเจอร์ แชมเปี้ยนชิพ ก็เป็นการแข่งขันที่ช้างเล็งเห็นถึงความสำคัญ และให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และในปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 19 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นนักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วประเทศให้ความสนใจและเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก นอกจากจะได้ลุ้นรับรางวัลมากมายแล้ว การแข่งขันที่ได้ต่อเนื่องจะช่วยให้ฝีมือของนักกอล์ฟสมัครเล่นพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ตามความตั้งใจแรกเริ่มของ ‘ช้าง’ อีกด้วย”

ด้าน คุณฉัตรนคร ช้วนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด กล่าวว่า “ ’กอล์ฟไทม์’ ต้องขอขอบคุณ ‘ช้าง’ ที่ยังคงให้ความไว้วางใจ พาพวกเราก้าวขึ้นสู่ปีที่ 19 ได้อย่างภาคภูมิ และจากเสียงตอบรับของท่านนักกอล์ฟที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้เรามีกำลังใจในการสรรค์สร้างทัวร์นาเมนต์ที่น่าสนใจที่สุดอีกรายการของประเทศไทย

โจทย์ที่ ‘ช้าง’ ให้กับเรายังเข้มข้นเหมือนเดิม โดยได้เสริมไอเดียเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ จากให้มีกิจกรรมที่แตกต่างจากเดิม นอกจากรางวัลฝีมือแล้ว อยากเพิ่มให้มีการมอบโชคให้แบบฉับพลันทันทีบ้าง และหลังจากการหารือกัน ก็ได้ข้อสรุปว่า การแข่งขันในปีนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนรางวัลแจ็คพ็อตจากการจับฉลากบางส่วน มาเป็นอุปกรณ์กอล์ฟหรือสินค้าที่น่าสนใจ มามอบให้ผู้โชคดีติดมือกลับบ้านแบบไม่ต้องรอ ส่วนรางวัลใหญ่ที่ทุกท่านรอร่วมลุ้นก็ยังคงมีเช่นเคย

สำหรับแพ็คเก็จทัวร์ เราได้คัดเลือกจุดมุ่งหมายจากกระแสความนิยมของมหานครฉงชิ่ง ที่ยังคงสร้างความดึงดูดใจในการเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวแบบไม่มีตก เพราะเปี่ยมไปด้วยสีสัน เป็นเมืองในอนาคตสุดล้ำ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ได้ไปเยือนอย่างไม่รู้เบื่อ ยิ่งหากเติม ‘กอล์ฟ’ ซึ่งสนามที่นี่ที่มีทัศนียภาพสุดตระการตา เข้าไปในโปรแกรมของเราด้วยแล้ว คุณค่าของการไปร่วมคณะไปกับครอบครัว ‘ช้าง’ ก็คงจะยิ่งสร้างความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม

ต้องขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับ อีเอส คอนสตรัคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ร่วมให้การสนับสนุน นับเป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อนักกอล์ฟทุกท่านได้มีโอกาสในการร่วมสนุกได้อย่างเต็มอิ่ม, ขอขอบคุณทุกสนามที่ต่างเป็นพันธมิตรอันดี ร่วมให้เกียรติในรอบคัดเลือก และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมกอล์ฟคุณภาพให้ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด, ขอขอบคุณสื่อมวลชน ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานในครั้งนี้

สุดท้ายนี้ บริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน “Chang Amateur Championship 2026 Presented By ES” ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง สำหรับนักกอล์ฟทุกท่าน ที่เป็นกำลังใจ อยู่ร่วมกับ “ครอบครัวช้าง” และสร้างความอบอุ่นด้วยดีเสมอมา และหวังว่าจะให้การสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ตลอดไป”

สำหรับการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นรายการ ช้าง อเมเจอร์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 พรีเซนเต็ดบาย อีเอส คอนสตรัคชั่น จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ไฟล์ท ได้แก่ ไฟล์ท เอ. แต้มต่อ 0-9.9, ไฟล์ท บี. แต้มต่อ 10-18.9 และ ไฟล์ท ซี. แต้มต่อ 19-24 โดยคณะกรรมการจะจับฉลากวิธีคิดแต้มต่อเลือก 2 จาก 3 ระบบ (36 ซิสเต็ม, ดับเบิ้ลพีโอเรีย และ คัลลาเวย์) แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแต้มต่อเฉพาะการแข่งขันในรอบนั้นๆ ผู้ชนะในแต่ละไฟล์ทและผู้โชคดีจากการจับฉลากอีก 1 ท่าน รวมเป็น 4 ท่าน ในทุกสนามรอบคัดเลือก จะได้สิทธิ์เข้าร่วมทริปท่องเที่ยวพร้อมออกรอบแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในปีนี้จะมีการแข่งขันรอบคัดเลือก 7 สนาม ได้แก่

สนามที่ 1 โลตัสวัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จ.ฉะเชิงเทรา วันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569
สนามที่ 2 พานอรามา กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569
สนามที่ 3 ปัตตาเวีย เซ็นจูรี่ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569
สนามที่ 4 กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟ คลับ จ.กาญจนบุรี วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569
สนามที่ 5 กัซซัน ขุนตาน กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จ.ลำพูน วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569
สนามที่ 6 วิคตอรี่ ปาร์ค กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ จ.หนองคาย วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569
สนามที่ 7 เดอะ โพเมโล่ กอล์ฟ คลับ จ.นครปฐม วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569

  • ตลอดทัวร์นาเมนต์ ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถรับสิทธิ์รางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัล เท่านั้น หากเคยได้รับสิทธิ์แล้ว ทางผู้จัดขอสงวนสิทธิ์ ในการเข้าร่วมหาผู้โชคดีในครั้งต่อๆ ไป และจะเลื่อนสิทธิ์การเดินทางให้กับผู้ชนะแข่งขันลำดับถัดไป)

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เว็ปไซต์กอล์ฟไทม์ (www.golftime.co.th), Facebook : golftimefanpage (www.facebook.com/golftimefanpage), Line (Openchat : golftimenewspaper)

เปิดจองบัตรพร้อมกัน 4 เมษายนนี้!กับ FAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย . .” คอนเสิร์ตครบรอบ 4 ทศวรรษ และอำลาร็อครุ่นเก๋า “อัสนี-วสันต์”

หนีกรุง คอนเน็ค ผู้จัดฯ คู่ใจ อัสนี-วสันต์ ศิลปินร็อครุ่นใหญ่ ผู้ปฏิวัติวงการเพลงร็อคไทย เจ้าของไลน์กีต้าร์และเสียงร้องอันมีเอกลักษณ์ที่เพียงขึ้นโน๊ตแรกก็สามารถสะกดคนฟังได้อยู่หมัดตลอด 40 ปี อีกทั้งยังสร้างเพลงฮิตตลอดกาลจากหลากหลายอัลบั้ม อาทิ ก็เคยสัญญา, หนึ่งมิตรชิดใกล้, บังอรเอาแต่นอน, สายล่อฟ้า, หัวใจสะออน, ได้อย่างเสียอย่าง, อยากจะลืม, เธอปันใจ, เกี่ยวก้อย, คงเดิม, กุ้มใจ, รักเธอเสมอ, ลาก่อน, ลงเอย, อยากได้ยินว่ารักกัน ฯลฯ

โดยในปี 2569 “อัสนี และ วสันต์ โชติกุล” ได้ตัดสินใจประกาศข่าวใหญ่ กับ FAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย . .” คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายเพื่ออำลาแฟนเพลงที่ร่วมเดินทางกันมาตลอด 4 ทศวรรษ ทำเอาแฟนๆ ต่างใจหาย ร่วมหยิบเอาอัลบั้มและของสะสมของ “อัสนี – วสันต์” ออกมาย้อนวันวานด้วยการแชร์โมเม้นต์พิเศษที่เคยจาลึกไว้ในทุกเพลงของพี่ป้อมและพี่โต๊ะเต็มโซเชียลมีเดียตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และเพื่อตอบแทนความรักของแฟน ๆทุกคน ทั้งคู่จึงตั้งใจเตรียม 4 รอบการแสดงสดสุดยิ่งใหญ่เพื่อบอกลา และร่วมร้องเพลงกับคนสำคัญบนเส้นทางสายดนตรีเป็นครั้งสุดท้าย

มาร่วมร้องและอินไปกับเพลงฮิตของ ‘อัสนีและวสันต์’ ที่อยู่ในความทรงจำของทุกคนให้กระหึ่มฮอลล์ ในFAREWELL CONCERT อัสนีและวสันต์ “อยากจะย้ำ ชัดๆ ครั้งสุดท้าย . .”  จะจัดขึ้นวันที่ 3, 5-6 กันยายน และรอบการกุศลมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในวันที่ 8 กันยายนนี้ ณ อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี จำหน่ายบัตรพร้อมกัน วันเสาร์ที่  4 เมษายนนี้ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป บัตรราคา 2,000 / 3,000 / 3,500 / 3,500 (บัตรยืน) / 4,000 / 5,000 / 5,500 / 6,500 และ 7,000 บาท ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือช่องทางออนไลน์

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FB : Neekrung / IG : Neekrung / TikTok : Neekrung
#อัสนีวสันต์
#FAREWELLCONCERTอัสนีวสันต์
#อยากจะย้ำชัดๆครั้งสุดท้าย

Green PYS ขอเอาจริง! เดบิวต์เพลงใหม่ “เป็นแฟนกี่โมง” ข้อความกวนๆ ถึงคนชอบทัก แต่กั๊กจนไม่ได้เลื่อนสถานะ

นับเป็นเด็ก Gen ใหม่ที่ความสามารถครบเครื่องอย่างแท้จริง สำหรับ Green PYS หรือ ปัฐยฬุรี ยงใจยุธ สุรพจน์พนิต ศิลปินหญิงอายุน้อยแต่ความสามารถครบทั้งการร้องเพลง MC และในบทบาทนักแสดง โดยหลังจากที่ชิมลางกับ “Only Us Mode” เพลงพิเศษในช่วงคริสต์มาส 2025 คราวนี้เธอพร้อมเปิดโหมดศิลปินเดี่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมเดบิวต์กับเพลง “เป็นแฟนกี่โมง”

“เป็นแฟนกี่โมง” เป็นเพลงที่หยิบฟีลของคนโสดยุคนี้มาทำให้กลายเป็นเพลงป็อปสุดน่ารักที่ทั้งขี้อ้อน ขี้แซว ขี้นอยด์นิด ๆ แต่ก็ยังมีความมั่นใจอยู่ในตัวแบบเต็ม ๆ โดยเพลงนี้เล่าถึงโมเมนต์ของคนที่โดนทักบ่อย คุยกันบ่อย ใจก็เริ่มไปแล้ว แต่สถานะยังไม่ขยับสักที จนต้องขอถามตรง ๆ แบบคนสวยรอไม่ไหวว่า “แล้วสรุปจะเป็นแฟนกันกี่โมง”

ในการเดบิวต์ครั้งนี้ Green PYS ได้ร่วมงานกับ ติ๊ก Playground นักแต่งเพลงสายฮิตตัวจริงของวงการ T-POP มารับหน้าที่เขียนทั้งเนื้อร้องและทำนอง ทำให้เพลงติดหูตั้งแต่รอบแรกที่ฟัง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความน่ารัก ความกวน และความเขินแบบพอดี ๆ ส่วนฝั่งดนตรีได้ Kirwave มาช่วยเรียบเรียงให้เพลงนี้ออกมามีซาวด์ที่สดใหม่ ทันสมัย และฟังแล้วเห็นภาพชัดว่าเพลงนี้ไม่ได้มาแนวหวานใสอย่างเดียว แต่มีจังหวะ และมีคาแรกเตอร์ที่ชัดมาก ซาวด์เพลงมีความ Trap แบบฟังสนุก ติดหู และมีความซ่าห์อยู่เต็มบีท ยิ่งพอเข้าช่วงแรปที่ได้ Katcha มาช่วยแต่ง ก็ยิ่งดันอารมณ์เพลงให้ทั้งเปรี้ยว ทั้งเดือด แต่ยังมีความอ้อนแบบน่าหลงอยู่พร้อมกัน

อีกคนที่อยู่เบื้องหลังแบบดูแลกันสุดคือ Sevendogs โปรดิวเซอร์คู่ใจของ Green PYS ที่ช่วยคุมทุกดีเทลของเพลงนี้แบบเกินร้อย ทั้งพลังเสียง อารมณ์ คาแรกเตอร์ ไปจนถึงภาพรวมของตัวเพลง ทำให้ “เป็นแฟนกี่โมง” ไม่ได้เป็นแค่ซิงเกิลเปิดตัวธรรมดา แต่เป็นเพลงที่ทำให้เห็นเลยว่า Green PYS มีของ และรู้ตัวเองว่ากำลังจะไปทางไหน

โดยกรีนได้พูดถึงผลงานเพลงเดบิวต์ของเธอว่า “เสน่ห์ของเพลงนี้คือมันพูดแทนความรู้สึกของคนที่อยู่ในสถานะ “คุยก็เหมือนจะใช่ แต่ทำไมยังไม่ใช่สักที” ได้ตรงมาก ฟังแล้วทั้งเขิน ทั้งขำ ทั้งอยากส่งให้คนที่คุยอยู่ทันที โดยเฉพาะท่อนฮุค “เป็นแฟนกี่โมง” ที่มีความจำง่าย ติดหู และมีสิทธิ์กลายเป็นประโยคฮิตของคนโสดที่อยากเลื่อนสถานะ แต่ไม่อยากพูดตรงเกินไป”

ติดตามเพลง “เป็นแฟนกี่โมง” ได้แล้วทาง YouTube Green.pys และทุกช่องทางสตรีมมิ่ง พร้อมติดตามได้ทุกช่องทางโซเชียล Green.pys เพราะงานนี้ต้องบอกไว้เลยว่า Green PYS ไม่ได้มาแค่น่ารัก แต่มีทั้งเสน่ห์ ความมั่นใจ และพลังของศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตาแบบจริงจัง

Music Video https://www.youtube.com/watch?v=9SQ6BLCMLLc

GreenPYS

เป็นแฟนกี่โมง

GreenPYS_เป็นแฟนกี่โมง

ช่องทางการติดตาม
Facebook: Green.pys https://www.facebook.com/p/Greenpys-61584537952845/
Instagram: Green.pys https://www.instagram.com/green.pys/
Tiktok : Green.pys https://www.tiktok.com/@green.pys
YouTube: Green.pys https://www.youtube.com/@greenPYS/videos

17-19 เม.ย.นี้ “สาด เชียร์ มันส์” ครบทุกความสนุก MONOMAX จัดใหญ่มหกรรมวันไหล 3 วันเต็ม เขย่าพัทยาทั้งหาด!!

เตรียมตัวให้พร้อมกับมหกรรมความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนรอคอย   MONOMAX (โมโนแม็กซ์) เนรมิตชายหาดพัทยาให้กลายเป็นเวทีแห่งความสุข  ในงาน “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”   มหกรรมวันไหลริมทะเลสุดยิ่งใหญ่แห่งเดียวในประเทศไทย       ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ         ให้มาร่วม                         “สาด เชียร์ มันส์”    เฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่ตลอด 3 วัน    แบบจัดหนักจัดเต็มครบทุกความสนุก!!

“พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”   จึงไม่ใช่แค่งานเล่นน้ำสงกรานต์ที่ธรรมดา แต่คือมหกรรมความสุขริมทะเลที่รวมทุกความสนุก ความมันส์ และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยไว้ในที่เดียว พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก  ที่จะทำให้สงกรานต์ปีนี้ยิ่งใหญ่ สนุก และน่าจดจำที่สุด!!  พบกับคอนเสิร์ตจากศิลปินดังตลอด 3 วันเต็ม   และ T-POP สุดฮอตที่พร้อมระเบิดความมันส์แบบนันสต๊อป กับโปรดักชั่น แสง สี เสียง สุดอลังการ  บนพื้นที่ชายหาดพัทยาเหนือจรดใต้  

มาสนุกกันได้ในวันที่ 17–18-19 เมษายนนี้ เวลา 12.00–24.00 น. เข้าชมฟรีตลอดงาน  พิเศษสุดวันที่ 19 เมษายน 2569 เตรียมพบกับประสบการณ์เชียร์บอลสุดเอ็กซ์คลูซีฟริมทะเล กับการถ่ายทอดสดศึก Premier League คู่เดือดระหว่าง Liverpool พบ Everton ถ่ายทอดสดจาก Hill Dickinson Stadium บนจอยักษ์ บอกเลยว่ามันส์ ใหญ่ สะใจ คอบอลห้ามพลาด!!  ปักหมุดไว้….แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์  “พัทยา สงกรานต์ วันไหล 2026”   ที่เดือดสุดแห่งปี!!

#วันไหลพัทยา2026 #วันไหลพัทยา #MONOMAXSongkranPattaya

วันสถาปนาจังหวัดบึงกาฬ ครบรอบ 15 ปี และงานกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี พ.ศ. 2569

เนื่องในโอกาสงานวันสถาปนาจังหวัดบึงกาฬ ครบรอบ 15 ปี และงานกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี พ.ศ. 2569

จังหวัดบึงกาฬได้จัดกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งวัน เริ่มจากพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 77 รูป ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ จากนั้นเป็นพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลพระพรหม ศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ และพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและประชาชน

ในช่วงบ่าย ได้มีพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง ณ ศาลเจ้าแม่สองนาง และกิจกรรมขบวนแห่วัฒนธรรม ขบวนฟ้อนรำชาติพันธุ์ รวมถึงขบวนบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมของจังหวัดบึงกาฬ ก่อนเคลื่อนขบวนไปประกอบพิธีบวงสรวงพญานาคราช ณ อุทยานพระพุทธโลกนาถนาคาไชยบุรี

สำหรับพิธีเปิดงาน ได้จัดขึ้น ณ บริเวณถนนข้าวเม่าริมโขง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ โดยได้รับเกียรติอย่างยิ่งจาก ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ และรองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวบึงกาฬ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความร่วมมือและพลังของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนจังหวัด

ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬยังได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดินทางเข้าร่วมงานในครั้งนี้ โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ณ จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) และได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 15 ปี แห่งการสถาปนาจังหวัดบึงกาฬ สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และความร่วมมือของประชาชนสองฝั่งแม่น้ำโขง

ภายในพิธีเปิดงาน มีการนำเสนอวีดิทัศน์ประวัติความเป็นมาของจังหวัดบึงกาฬ เพื่อถ่ายทอดพัฒนาการและความก้าวหน้าของจังหวัดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ตามด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์จากจังหวัดบึงกาฬ และการแสดงจากแขวงบอลิคำไซ ที่ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างงดงาม

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงร่ายรำจากนางสาวจิราภรณ์ ศาลาแดง (น้องมายมิ้น) นางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบึงกาฬ สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ และเป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมมอบรางวัลแก่ขบวนแห่วัฒนธรรม ขบวนนางรำ และขบวนบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้แก่อำเภอที่ได้รับรางวัล เพื่อเป็นการยกย่องและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกพื้นที่ในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงได้มอบของที่ระลึกและใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ภายในงานยังมีการแสดงของศิลปิน “ดอกอ้อ ทุ่งทอง” การแสดงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการแสดงพลุ ซึ่งร่วมสร้างบรรยากาศของงานให้มีความยิ่งใหญ่ สวยงาม และสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีบนเวที ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้นำประธานในพิธีและคณะผู้แทนจากแขวงบอลิคำไซ เยี่ยมชมร้านนาคากาชาด ร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และนิทรรศการภายในงาน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด ก่อนเสร็จสิ้นกิจกรรมอย่างสมบูรณ์