“น้องเนย” ฮอตไม่แผ่ว! บัตรแฟมมีตติ้ง Sold Out ทันทีหลังเปิดจำหน่ายใครที่พลาดยังซื้อบัตร Live Streaming ได้

กระแสความน่ารักของ “น้องเนย (Butterbear)” ยังคงแรงต่อเนื่อง ล่าสุดสร้างปรากฏการณ์บัตรหมดเกลี้ยงทันที หลังเปิดจำหน่ายงาน “Butterbear Camping Club Fam Meeting” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ผ่าน ThaiTicketMajor ท่ามกลางการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับทั้งไทยและต่างประเทศ

งานแฟนมีตติ้งครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. ณ Union Hall มาในธีม “Camping Club” ที่ชวนแฟนๆ ออกไปผจญภัยในโลกของ “น้องเนย” พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และโมเมนต์ใกล้ชิดที่เตรียมไว้ให้แฟนคลับแบบจัดเต็ม

ทันทีที่เปิดขาย บัตรเข้าร่วมงานในฮอลล์ถูกจับจองอย่างรวดเร็วจน Sold Out สะท้อนความนิยมของ “น้องเนย” ที่ครองใจแฟนๆ ทุกเพศทุกวัย และยังคงเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ขวัญใจมหาชนในขณะนี้

สำหรับแฟนคลับที่พลาดบัตรเข้างาน ไม่ต้องเสียใจ เพราะยังสามารถร่วมสนุกและเก็บทุกความประทับใจไปพร้อมกันผ่าน Live Streaming ที่ยังเปิดจำหน่ายอยู่ ให้ได้ฟินไปกับทุกช่วงสำคัญของงานแบบเรียลไทม์

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่กระแสแรงเกินต้าน ใครที่ไม่อยากตกขบวนความน่ารักของ “น้องเนย” รีบจับจองบัตร Live Streaming แล้วไปเจอกันในค่ำคืนแห่งความสุขที่แฟนๆ รอคอย

เซ็นทรัลพัฒนา พลิกกระแสไวรัลสู่ National Wellness Movement ปั้น “แอโรบิคเซ็นทรัล” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ

กรุงเทพฯ – บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน และผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ต่อยอดกระแสแอโรบิคที่กำลังเป็นไวรัลในสังคมไทย สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการมีส่วนร่วมใน community มากขึ้น สู่การสร้าง “แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ” ผ่านกิจกรรม “แอโรบิคเซ็นทรัล” ที่เปิดพื้นที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ คาดดึงดูดผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 30,000 คนตลอดแคมเปญ ตอกย้ำบทบาทศูนย์การค้าในฐานะ Center of Life และ Urban Lifestyle Platform ที่เป็นมากกว่าพื้นที่เพื่อการช้อปปิ้ง แต่คือพื้นที่ของการใช้ชีวิตการดูแลสุขภาพ และการเชื่อมโยงผู้คนในชุมชน

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์ Health & Wellness กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ควบคู่กับการมองหาพื้นที่ที่สามารถออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับ community ได้ เซ็นทรัลพัฒนาจึงมุ่งพัฒนาให้ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เป็น Sport & Wellness Destination ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายมิติ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งด้านกีฬา ฟิตเนส และไลฟ์สไตล์สุขภาพ จากกระแสการเต้นแอโรบิคออกกำลังกายที่สวนลุมพินี เรายังเห็นทิศทางของการพัฒนาเมืองสู่ ‘เมืองสุขภาพดี’ หรือ Bangkok Healthy City ของกรุงเทพมหานคร ที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง เราจึงต่อยอดสู่ ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้ศักยภาพของศูนย์การค้าในการขยายพฤติกรรมนี้สู่ระดับประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้าง Active Community Space ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน สะท้อนบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาในการเป็นแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมแห่งสุขภาพอย่างยั่งยืน”

ล่าสุด! เซ็นทรัลเวิลด์ สร้างแอโรบิคไวรัลระดับโลก กว่า 1,000 คนออกสเต็ปแดนซ์พร้อมกันกลางเมือง กิจกรรมแอโรบิคครั้งแรกกับ PERSES ศิลปิน T-POP มาแรง สร้างบรรยากาศแห่งความสนุกและการมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก ผสานพลังเอ็นเตอร์เทนเมนต์เข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว สะท้อนพฤติกรรมคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการ “สนุกไปพร้อมกับสุขภาพ” ตอกย้ำการเป็น Community Platform ที่สามารถ connect ผู้คนผ่านประสบการณ์ร่วมได้จริง

3 กลยุทธ์ขับเคลื่อน “แอโรบิคเซ็นทรัล” สู่ National Wellness Movement

  • Nationwide Scalable Platform ต่อยอดกระแสแอโรบิคจากสวนลุมพินี ใช้เครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัล กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ ยกระดับกระแสแอโรบิคสู่แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ ทำให้กิจกรรมออกกำลังกายสามารถเข้าถึงได้จริงในทุกพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก เป็น movement ที่ทุกคนเข้าถึงได้ในระดับประเทศ
  • Real-Time Activation จับกระแสเร็ว ตั้งแต่การจับ Insight ผู้บริโภค ไปจนถึงการออกแบบกิจกรรมและ deploy พร้อมกันทั่วประเทศในระยะเวลาอันรวดเร็ว เสริมด้วย Celebrity/Influencer เพื่อสร้าง momentum และ engagement อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้
  • Community-Driven Space ใช้ศักยภาพของพื้นที่ศูนย์การค้า ทั้งลานกิจกรรมและทราฟฟิกของผู้คน ขับเคลื่อนแบบ Community-driven รองรับการใช้งานจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่ และเกิด participation ต่อเนื่อง สร้าง engagement ระยะยาว และตอกย้ำบทบาท “Center of Life” ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค
    ความสำเร็จของแคมเปญสะท้อนผ่านกระแสตอบรับอย่างคึกคักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัล อยุธยา, โคราช, สมุย, ชลบุรี, พิษณุโลก, สุราษฎร์, กระบี่, รามอินทรา และอุดรธานี ซึ่งมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 10,000 คน ก่อนต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายน และพฤษภาคมครอบคลุมเครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัลในหลายสาขาทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม 9, เวสต์วิลล์, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, บางนา, พระราม 2, ศาลายา, ลาดพร้าว รวมถึงหัวเมืองท่องเที่ยวและภูมิภาค เช่น พัทยา, ภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย, สุราษฎร์ และลำปาง สะท้อนการมีส่วนร่วมในวงกว้างและสร้าง engagement อย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังสร้างสีสันผ่านกิจกรรมพิเศษและแขกรับเชิญในแต่ละพื้นที่ อาทิ ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ ที่เซ็นทรัลพัทยา และ Miss Universe แนท-อนิพรรณ์ น้ำตาล-ชลิตา และจูเนียร์ กาจบัณฑิต ที่เซ็นทรัล พระราม 9 ช่วยขยายผลจาก on-ground experience สู่การสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เกิด engagement ต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อยกระดับประสบการณ์และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมกิจกรรมในวงกว้าง

“แอโรบิคเซ็นทรัล” ตอกย้ำบทบาทเซ็นทรัลพัฒนาในการเปลี่ยนศูนย์การค้าสู่แพลตฟอร์มแห่งการใช้ชีวิต เชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ National Wellness Movement อย่างเป็นรูปธรรม
ติดตามพิกัด “แอโรบิคเซ็นทรัล” ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น เช็กวัน–สาขา แล้วชวนเพื่อนมาแดนซ์ด้วยกัน https://www.facebook.com/CentralPattanaFanpage

แอโรบิคเซ็นทรัล #แอโรบิค #CentralPattana #เซ็นทรัลพัฒนา

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประกาศแต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ประจำประเทศไทยและหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน

  • แต่งตั้ง ปาริชาติ ประมุขกุล นำทีมบริหารดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสในประเทศไทยและกลุ่มประเทศในอินโดจีน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

กรุงเทพฯ, 6 พฤษภาคม 2569: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้นำระดับโลกด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ ประกาศแต่งตั้ง ปาริชาติ ประมุขกุล เข้าดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในบทบาทใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และยังคงประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยก่อนหน้านี้ ปาริชาติดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายขายที่ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย

ด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารมากกว่า 20 ปีกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย ปาริชาติมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกในด้านกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ การตลาดและการขาย การกำหนดราคา ผลิตภัณฑ์ และการสร้างเสริมประสบการณ์ของลูกค้า ก่อนตำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายขาย ปาริชาติทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและอินโดจีน มีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียมของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสในประเทศไทย และนำองค์กรคว้ารางวัลและการยอมรับในอุตสาหกรรมหลายรายการ

“ปาริชาติมีผลงานที่โดดเด่นกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา การแต่งตั้งปาริชาติให้เป็นกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของบุคลากรภายในดีเอชแอล ปาริชาติเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเฉียบแหลมทางธุรกิจ และเราพร้อมให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ในการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป” เคน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว

ปัจจุบัน ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 60% ในอุตสาหกรรมการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ ปาริชาติจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะผู้นำของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอดจากความสำเร็จที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นที่การเติบโตในอุตสาหกรรมและเส้นทางการค้าใหม่ๆ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะโซลูชันใหม่อย่าง Heavyweight Express ที่ช่วยสนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 กิโลกรัมขึ้นไป นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยและการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปาริชาติจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรหลัก พร้อมเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยธุรกิจต่างๆ ของดีเอชแอลซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ที่หลากหลาย เพื่อยกระดับโซลูชันโลจิสติกส์แบบครบวงจรของดีเอชแอลให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นทั่วประเทศไทยและกลุ่มประเทศอินโดจีน

“จากรายงาน DHL Global Connectedness Report ล่าสุด ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ของประเทศที่มีความเชื่อมต่อกับนานาชาติ โดยเพิ่มขึ้นถึง 7 อันดับนับตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของประเทศไทย และศักยภาพของบริษัทไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้นำองค์กรที่ดิฉันได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งมากว่า 20 ปี และจะเดินหน้าสร้างบุคลากรและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่เท่าทันอนาคต ท่ามกลางโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าและดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสไปด้วยกัน” ปาริชาติ ประมุขกุล กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย และหัวหน้าภาคพื้นอินโดจีน กล่าว

รายงาน DHL Global Connectedness Report ล่าสุดยังระบุว่า ประเทศไทยมีระดับความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน โดยประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม เป็น 3 ประเทศที่มีคะแนนความเชื่อมโยงระดับโลกสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ในช่วงกลางของการจัดอันดับโลก

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นเส้นทางการค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับหนึ่งในกลยุทธ์ของ DHL Group ในการสนับสนุน 20 ตลาดสำคัญทั่วโลกเพื่อเร่งการเติบโต โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มี 8 ตลาดสำคัญ รวมถึงประเทศไทย

โก โฮลเซลล์ จัดเทศกาล “Thailand The Land of Tropical Fruits” รณรงค์เชิงรุก กระตุ้นบริโภคผลไม้ไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรตลอดฤดูกาล

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดงานเปิดเทศกาล “Thailand The Land of Tropical Fruits” คัดสรรผลไม้คุณภาพดี หลากหลาย   ชนิด – สายพันธุ์ ส่งตรงจากสวนถึงมือผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยเชิงรุก โดยเฉพาะในปีนี้ที่คาดว่าจะมีผลไม้ฤดูกาลออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยได้รับเกียรติจาก นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC  โดยมี นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์ นายสถาพร คล้ายสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการพาณิชย์ – แผนกผักและผลไม้และ นางสาวพรจารี วิศิษฏ์กุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการขยายสาขาธุรกิจ  ให้การต้อนรับ พร้อมพาเยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้ในสาขา ณ โก โฮลเซลล์ สาขารังสิต

นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน สั่นกระดิ่ง ส่งสัญญาณเริ่มต้นกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียน & ผลไม้เมืองร้อน”โดยรอบดังกล่าว มีเชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช มาสเตอร์เชฟ ซีซั่น 4  แสดงฝีมือทำ “ทาร์ตทุเรียน” ชูวัตถุดิบอย่างทุเรียนในรูปแบบเบเกอรี่ ได้อย่างลงตัวรสชาติหวานกำลังดี ท่ามกลางความคึกคักของผู้ร่วมกิจกรรม โดยในปีนี้ โก โฮลเซลล์ คาดว่าจะรับซื้อผลไม้ฤดูกาล ประมาณ 500 ตัน  เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และนำผลผลิตคุณภาพจากสวนกระจายไปยังสาขาทั้ง 14 แห่งทั่วไทย

พบกับผลไม้ไทยนานาชนิด ในราคาสุดคุ้มค่า ได้จาก เทศกาล “Thailand The Land of Tropical Fruits” ที่แผนกผลไม้  โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา และแอปพลิเคชัน GO WHOLESALE

#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

“โฮมโปร” ถอดรหัส 30 ปี ครองใจทุกเจนเนอเรชั่น เปลี่ยนบทบาทตัวเอง สู่ “Home Lifetime Companion” ด้วย AI-DATA และ Better Living

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะยืนหยัดและเติบโตต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การฟังลูกค้าอย่างจริงจัง และการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป และในวันนี้…เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าที่เคย แบรนด์จะไม่ถูกเลือกเพราะ “มีสินค้า” แต่จะถูกเลือกเพราะ “เข้าใจชีวิตของผู้คนมากพอ”

ล่าสุด นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ได้เปิดเผยทิศทางและกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนแบรนด์ตลอดสามทศวรรษ พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง (Top Management) ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Home Lifetime Companion — แบรนด์ที่อยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิต ผ่านการพูดคุยในรายการพอดแคสต์ โอกาสที่โฮมโปรได้รับเลือกเป็นพาร์ทเนอร์ในการร่วมออกแบบและเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งสตูดิโอของทาง Bitkub ( Link: https://www.facebook.com/reel/1400671840898499 )

30 ปีโฮมโปร : จาก Total Home Solution สู่ Home Lifetime Companion

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โฮมโปรเดินทางจากร้านค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่การเป็นผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ที่ครอบคลุมทุกมิติของการอยู่อาศัย ปัจจุบันมีสาขาให้บริการกว่า 130 สาขา (รวมเมกาโฮม) ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดใหญ่และเมืองรองทั่วประเทศ โดยยึดมั่นวิสัยทัศน์ตั้งต้นที่เริ่มไว้ตั้งแต่วันแรกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเป็น Total Home Solution และ One Stop Shopping เพื่อสร้าง Customer Lifetime Value ให้แบรนด์อยู่กับลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ภายใต้บทบาทใหม่ที่ขยับสู่การเป็น “Home Lifetime Companion” – แบรนด์ที่ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่จะอยู่เคียงข้างในทุกๆ การตัดสินใจและใช้ชีวิตเกี่ยวกับบ้าน

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว โฮมโปรจึงต้อง “พัฒนาเร็วกว่า”

นางอุไรวรรณ กล่าวว่า หลังโควิด พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนชัดเจน คือ ลูกค้าเป็น Value Seeking — ยินดีจ่ายเงิน แต่ Value ที่ได้ก็ต้องคุ้มกับสิ่งที่จ่าย และลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ทั้ง Social Commerce และ E-Commerce เปรียบเทียบฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์ได้หมด เพราะฉะนั้นเราต้องนำเสนอสิ่งที่ดีจริงๆ อินไซต์นี้ ทำให้โฮมโปร ต้องยกระดับจาก “การขายสินค้า” → “การส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้จริง”

Better Living: จากเสียงลูกค้า สู่ 5 แกนหลัก — บ้านที่ดีขึ้นในทุกมิติ

คำว่า “We Make a Better Living” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Brand Purpose แต่เป็นผลลัพธ์จากการสำรวจและวิจัยพฤติกรรมลูกค้าต่อเนื่อง เพื่อค้นหา Voice of Customer ว่า “ชีวิตที่ดีขึ้น” ในมุมของลูกค้า จริงๆ แล้วคืออะไร และโฮมโปรได้ขมวดคำตอบเหล่านั้นออกมาเป็น 5 แกนหลักที่ใช้เป็นเข็มทิศในการพัฒนาสินค้าและบริการ ได้แก่

  • — ความปลอดภัย ที่มั่นใจได้ ครอบคลุมทั้งภาพรวมของการอยู่อาศัย คุณภาพสินค้า และมาตรฐานการติดตั้ง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นที่ลูกค้าต้องมั่นใจได้ว่าการติดตั้งโดยช่างที่มีคุณภาพ ใช้แล้วปลอดภัย มั่นใจในทุกๆ วัน
  • — สุขภาพดีและคุณภาพชีวิตดีขึ้น สอดรับกับเทรนด์ Longevity และ Proactive Health Care เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โฮมโปรจึงคัดสรรสินค้าที่ช่วยดูแลสุขภาพตั้งแต่การพักผ่อนจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งหมอน-ที่นอนสุขภาพ เก้าอี้ปรับเอนสำหรับผู้มีอาการปวดหลัง
  • — ความสะดวกสบาย ที่ออกแบบมาเพื่อชีวิตจริง โฮมโปรพัฒนาบริการต่างๆ แบบ Omni-channel ที่เชื่อมต่อทุกช่องทาง ทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ซื้อวันนี้ส่งวันนี้ / ซื้อวันนี้ติดตั้งวันนี้ / ซื้อออนไลน์รับที่สาขาไหนก็ได้
  • — สุนทรียภาพ ความสุขในทุกมิติของการอยู่อาศัย บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่แล้วมีความสุข สะท้อนตัวตน และไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย
  • รวมถึงการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดคือ แกนหลักที่โฮมโปรนำมาตอบโจทย์ “Better Living — ชีวิตที่ดีขึ้น” ของลูกค้าในทุกมิติ

ชีวิตการอยู่อาศัยที่ดี สำหรับลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน

ในยุคที่ Generation Gap กว้างขึ้น โฮมโปรไม่ได้เลือกโฟกัสเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เลือกเข้าใจ “ทุกคนในบ้าน” ตอบสนองลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน ตั้งแต่ Baby Boomer ไปจนถึง Gen Alpha “ลูกค้าแต่ละเจเนอเรชั่น มีความต้องการต่างกัน เราจึงต้องใช้ AI และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้เราเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และสร้าง Hyper Personalization ได้แบบเรียลไทม์” นางอุไรวรรณ กล่าว

AI + Loyalty Program Data 13 ปี: รากฐานของ Hyper Personalization

โฮมโปรลงทุนพัฒนาองค์กรสู่การเป็น Data-Driven Organization โดยนำ AI มาใช้ร่วมกับระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบข้อเสนอและประสบการณ์ที่ “ตรงใจ”ใน “ช่วงจังหวะที่ใช่” และเป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคนที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ กลยุทธ์นี้ต่อยอดมาจากรากฐานสำคัญบน Loyalty Program ที่พัฒนามากว่า 13 ปี และปัจจุบันโฮมโปรมีฐานลูกค้าจาก Loyalty Program ประมาณ 6-7 แสนราย ที่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็น Data Asset หรือ สินทรัพย์ทางข้อมูลสำคัญ ที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่องบ้านได้ลึกซึ้ง และต่อยอดสู่การพัฒนาประสบการณ์เฉพาะบุคคลแบบ Real-Time

Private Brand: ไม่ได้โฟกัสแค่กำไร แต่เพื่อ “สินค้าคุณภาพดี ที่จับต้องได้”

โฮมโปรพัฒนา Private Brand มากกว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายหมวด ภายใต้แนวคิด “ไม่ใช่เพื่อผลกำไร แต่เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ในราคาเข้าถึงง่าย” พร้อมสร้างประสบการณ์ภายในสาขา ผ่านโซนไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น Cooking Lovers ที่มีกิจกรรมสอนทำอาหารฟรี! สัปดาห์ละครั้งสำหรับสมาชิก HomeCard และ Small Lover ที่ออกแบบมาเป็นพื้นที่ของเด็กๆ

โฮมโปร ขับเคลื่อนพนักงานด้วย 3 Core Values ได้แก่ Customer Success – การสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้าเป็นเป้าหมายเดียวที่ทุกแผนกมุ่งเน้น Speed and Agility – ทำงานต้องไว แข่งกับเวลาและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และ One HomePro – ทุกแผนกทำงานร่วมกัน โดยมองที่ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง

จากการดูแล “บ้าน” สู่ “ทุกช่วงชีวิต”

“เราไม่ได้แค่อยากขายของ แต่เราอยากดูแลลูกค้าตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับเรา ให้ลูกค้าไว้ใจเรา และสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้ยาว คือการคำนึงถึงความโปร่งใสในการทำธุรกิจเสมอ มองความไว้ใจลูกค้าเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว Customer Lifetime Value คือการที่ลูกค้าอยู่กับเราในทุกช่วงชีวิตจริงๆ” คุณอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ในวันที่บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ของชีวิต ความปลอดภัย สุขภาพ ความสะดวกสบาย และความสุขในทุกช่วงเวลา – โฮมโปรในวัย 30 ปี ยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่วันแรก แต่ในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น คือ การอยู่เคียงข้างทำให้บ้านของคนไทยดีขึ้นในทุกช่วงชีวิต ภายใต้ “We Make a Better Living”

#HomeLifetimeCompanion #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

อินฟอร์มา ลงพื้นที่เชียงใหม่ เปิดเวทีเสวนาพิเศษ “T-Beauty จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก”

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย  ผู้จัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าความงามระดับนานาชาติ เปิดงานเสวนาครั้งพิเศษ “Chiang Mai Roadshow” ภายใต้หัวข้อ “การสร้างแบรนด์ T-Beauty: จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก” พร้อมระดมวิทยากรชั้นนำมุ่งจุดประกายผู้ประกอบการภาคเหนือก้าวสู่เวทีความงามระดับโลก โดยมี นายณธัชพล วงษ์รักษา , นางสาวสุวลี เกียรติ์กรัณย์ เป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ,นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย , นายณัฐณัย นิลเอก ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด และ นางสาวปวริศา รัชวัลธาดากูล ประธานบริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด

“เบเยอร์” ปฏิวัติอุตสาหกรรมสีสู่ ‘วัสดุปกป้องโครงสร้างระดับนาโน’ คว้ารางวัล ASA Platform Selected 2026 : Smart Innovation ตอกย้ำผู้นำ Coating Technology ตัวจริง

กรุงเทพฯ – บริษัท สีเบเยอร์ จำกัด เดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสี ด้วยการยกระดับ “Coating” จากเพียงวัสดุตกแต่งพื้นผิว สู่ “วัสดุขั้นสูงเพื่อปกป้องโครงสร้าง” (Advanced Coating Material) อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงาน งานสถาปนิก’69 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวนวัตกรรม “BegerShield” ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมสีในยุคที่ “ความทนทานของอาคาร” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนและการออกแบบ โดยเบเยอร์ตอกย้ำจุดยืน “No.1 Coating Innovation” ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงทั้งวิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ และการใช้งานจริงเข้าด้วยกัน

จาก “สีลดร้อน” สู่ “วัสดุปกป้องโครงสร้าง”

เบเยอร์ต่อยอดความสำเร็จจาก BegerCool นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนที่พัฒนามายาวนานกว่า 20 ปี และผ่านการทดสอบใน “บ้านจริง” ต่อเนื่องกว่า 18 ปี ซึ่งสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ด้านการลดอุณหภูมิและลดการใช้พลังงานได้จริง

สู่การพัฒนา BegerShield ที่ยกระดับบทบาทของ “สี” จากการควบคุมอุณหภูมิ ไปสู่การ “ปกป้องโครงสร้างในระดับวัสดุ” รองรับความท้าทายใหม่ของโลก ทั้งสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ความชื้นสูง และมลภาวะในเมือง

Graphene Shield Technology: จุดเปลี่ยนของความทนทาน

หัวใจของนวัตกรรมคือ Graphene Shield Technology ที่นำ “กราฟีน (Graphene)” วัสดุคาร์บอนโครงสร้างระดับนาโน มาผสานในฟิล์มสี

คุณสมบัติเด่นของกราฟีน ได้แก่

  • เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของฟิล์มสี
  • ลดการซึมผ่านของน้ำและออกซิเจน
  • เพิ่มความต้านทานต่อรังสี UV ความร้อน และมลภาวะ

ส่งผลให้ “อายุการใช้งานของอาคารยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ กราฟีนถือเป็นวัสดุขั้นสูงระดับโลก โดยการค้นพบได้รับรางวัล Nobel Prize in Physics ซึ่งสะท้อนศักยภาพเชิงวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยุคใหม่

2-in-1 System: นวัตกรรมที่คิดครบทั้ง “ประสิทธิภาพ + ประสิทธิผล”

BegerShield ถูกออกแบบในรูปแบบ 2-in-1 รวมสีรองพื้นและสีทับหน้าไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว ช่วยให้เกิดประโยชน์เชิงระบบ ได้แก่ ลดขั้นตอนการทำงาน  ลดระยะเวลาและแรงงาน ลดการใช้วัสดุและต้นทุนโดยรวม

สะท้อนแนวคิด “Performance + Efficiency” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการใช้งานจริงในไซต์ก่อสร้าง

คว้ารางวัลระดับวิชาชีพ “ASA Platform Selected 2026 : Smart Innovation”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การได้รับรางวัล ASA Platform Selected 2026 Award : Smart Innovation เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รางวัลนี้มอบโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถือเป็นองค์กรวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ

ความสำคัญของรางวัลนี้ ได้แก่

  • คัดเลือกเฉพาะนวัตกรรมที่มี “ศักยภาพใช้งานจริง” ในงานออกแบบและก่อสร้าง
  • สะท้อนความสอดคล้องกับ “ทิศทางสถาปัตยกรรมอนาคต” ทั้งด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน
  • เป็นการรับรองจาก “ภาควิชาชีพตัวจริง” ไม่ใช่เพียงรางวัลเชิงการตลาด

การได้รับรางวัลในหมวด Smart Innovation จึงเป็นการยืนยันว่า BegerShield ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชิงแนวคิด แต่เป็น “เทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม”

Immersive Experience: เปลี่ยน “สี” ให้เป็นประสบการณ์

ภายในบูธ เบเยอร์นำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ผ่าน

  • Technical Mockup 3 มิติ “เต่าเบเยอร์” จำลองพื้นผิวจริงแบบ 360 องศา
  • Color Installation ที่สร้าง Immersive Experience

เปิดมุมมองใหม่ของ “สี” ในฐานะวัสดุที่มีบทบาททั้งด้านความงาม เทคโนโลยี และการปกป้องโครงสร้าง

นิยามใหม่ของอุตสาหกรรมสี

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนการก้าวสู่บทบาทใหม่ของเบเยอร์ในฐานะผู้นำด้าน Coating Technology ที่ไม่ได้เพียงพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่กำลัง “กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม”

จาก“สีที่เคลือบพื้นผิว”สู่“วัสดุที่ปกป้องโครงสร้างในระดับนาโน”

ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมก่อสร้างในอนาคต ทั้งในด้านความทนทาน ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว.

JGAB 2026 Concludes with Record-Breaking Success: Over 11,500 Attendees from 80 Countries Reinforce Thailand’s Position as ASEAN’s Premier Jewellery and Gemstone Hub

Bangkok, Thailand – Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) has successfully concluded, marking another milestone achievement with 11,593 attendees from 80 countries worldwide. The four-day event has firmly established itself as a leading international trade platform and reinforced Thailand’s pivotal role as the central hub for the jewellery and gemstone industry in the ASEAN region.

High-Caliber Attendance Drives Business Success

The event attracted a distinguished audience of buyers, business professionals, and industry experts from across the globe. Over 55% of attendees were C-level executives and business owners, while 30% comprised distributors, importers-exporters, and jewellery designers. This high concentration of decision-makers underscores the event’s reputation as a premier destination for serious business opportunities and international networking.

World-Class Exhibition Showcases Industry Innovation

JGAB 2026 featured more than 400 leading companies from over 15 countries, presenting a comprehensive range of products and services spanning raw materials, cut gemstones, finished jewellery, manufacturing technology, and innovation. The diverse exhibition facilitated dynamic business negotiations and trade matching throughout the event.

Industry Leadership Perspective

“JGAB 2026 has been tremendously successful in both visitor numbers and event quality,” said Mr. Sornchai Numbunnam, General Manager of Informa Markets Thailand. “The continuous influx of international buyers reflects the global market’s confidence in ASEAN’s gemstone industry potential and Thailand’s role as a vital regional trade center.”

Strategic International Market Engagement

International buyers predominantly represented key growth markets including China, India, Hong Kong, Japan, Singapore, Vietnam, and the Middle East. These strategic markets play crucial roles in the industry’s future expansion and provide tangible opportunities for Thai entrepreneurs to scale their businesses globally.

Beyond Commerce: Knowledge Exchange and Innovation

The event featured premium programming including The Gallery of Thai Silver, The Next Gem Contest, and the ASEAN Jewellery and Gem Summit 2026. These platforms facilitated knowledge exchange on market trends and innovations, significantly enhancing industry professionals’ capabilities and competitive positioning.

ASEAN Emerges as Global Jewelry Market Hub

The overwhelming response from domestic and international participants highlights ASEAN’s growing prominence as a global jewellery and gemstone market hub. This year’s success reinforces Thailand’s unique ability to seamlessly blend local craftsmanship with modern innovation, while opening new perspectives on growth opportunities in high-potential markets, particularly China and emerging secondary cities.

Looking Ahead: JGAB 2027

Building on this momentum, the organizers have announced that Jewellery & Gem ASEAN Bangkok will return May 17–20, 2027 at the Queen Sirikit National Convention Center (QSNCC), Bangkok. The 2027 edition aims to fully establish the event as the “ASEAN Jewellery & Gemstone Sourcing Hub,” encompassing trade, networking, and regional supply chain connectivity to global markets.

The 2027 event will deliver enhanced experiences including:

Focus on contemporary design, sustainability, and technology-driven business practices The 2027 event will deliver enhanced experiences through elevated buyer quality and targeted business matching activities, expanded seminar platforms featuring industry thought leaders, dedicated innovation showcase zones, and a strategic focus on contemporary design, sustainability, and technology-driven business practices.

About Jewellery & Gem ASEAN Bangkok

Jewellery & Gem ASEAN Bangkok is the region’s premier trade event for the jewellery and gemstone industry, connecting international buyers with leading manufacturers, suppliers, and innovators from across ASEAN and beyond. The event serves as a comprehensive platform for trade, networking, and industry advancement.

อัญมณีอาเซียนคึกคัก! JGAB 2026 ดึงผู้ร่วมงานกว่าหมื่นราย จาก 80 ประเทศ สะท้อนดีมานด์โลกพุ่ง

งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างความสำเร็จอีกขั้นด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 11,593 ราย จาก 80 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มการค้าระดับนานาชาติ และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของภูมิภาคอาเซียน

ตลอด 4 วันของการจัดงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักจากผู้ซื้อ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลก โดยพบว่า กว่า 55% เป็นผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการ ขณะที่อีก 30% เป็นผู้จัดจำหน่าย
ผู้นำเข้า-ส่งออก และนักออกแบบเครื่องประดับ
สะท้อนถึงคุณภาพของผู้เข้าชมงานในระดับ Decision Maker ที่มุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการสร้างเครือข่ายในระดับสากล

ในด้านผู้จัดแสดงสินค้า งานปีนี้รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ อัญมณีเจียระไน เครื่องประดับสำเร็จรูป ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต ส่งผลให้เกิดการเจรจาธุรกิจและการจับคู่ทางการค้าอย่างคึกคักตลอดทั้งงาน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “JGAB 2026 ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงานและคุณภาพของการจัดงาน โดยเฉพาะผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน และบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางการค้าสำคัญของภูมิภาค”

ผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มาจากตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ จีน อินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากมิติด้านการค้า ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมคุณภาพ ทั้งนิทรรศการและเวทีสร้างสรรค์ อาทิ The Gallery of Thai Silver และ The Next Gem Contest รวมถึงเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ASEAN Jewellery and Gem Summit 2026 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทรนด์ตลาด และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

การตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะ “ศูนย์กลางตลาดอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก” ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความสำเร็จในปีนี้ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฮับธุรกิจเครื่องประดับ ที่สามารถผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว และเปิดมุมมองใหม่ด้านโอกาสการเติบโตในตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะจีนและเมืองรอง

จากความสำเร็จดังกล่าว ผู้จัดงาน “Jewellery & Gem ASEAN Bangkok” ประกาศเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวก พร้อมกำหนดจัดงานครั้งต่อไประหว่างวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยตั้งเป้ายกระดับงานสู่การเป็น “ASEAN Jewellery & Gemstone Sourcing Hub” อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนระดับภูมิภาคสู่ตลาดโลก

การจัดงานในปี 2027 คาดว่าจะยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพผู้ซื้อ กิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา และโซนแสดงนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายเครือข่าย และอัปเดตเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ร่วมสมัย ความยั่งยืน (Sustainability) และการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ

ความสำเร็จของ JGAB 2026 จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันภูมิภาคสู่การเป็นหนึ่งในตลาดอัญมณีระดับโลกที่น่าจับตามองในอนาคต

สำหรับผู้ที่พลาดงานปีนี้ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย เพราะ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2027 จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.jewellerygemaseanbkk.com

“ซูเลียน” จุดพลังความสำเร็จทั่วไทย เปิดมหกรรม “THE SUCCESS VISION” พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก รวมพลังผู้นำธุรกิจระดับประเทศ เดินสายสร้างแรงบันดาลใจ 3 จังหวัดใหญ่ทั่วไทย

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “โอกาส” คือหัวใจสำคัญของการสร้างอนาคต และนี่คือเหตุผลที่ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เปิดมหกรรมสัมมนา “THE SUCCESS VISION” ภายใต้แนวคิด “พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก” เวทีรวมพลังความรู้ แรงบันดาลใจ และประสบการณ์จริงจากสุดยอดผู้นำธุรกิจเครือข่ายระดับประเทศ ผ่านโปรแกรมพิเศษ OPP Business Solution ที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายแนวคิดใหม่ในการสร้างรายได้ สร้างธุรกิจ และสร้างชีวิตที่มั่นคงในยุคใหม่

งาน “THE SUCCESS VISION” จัดต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อส่งต่อแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดมุมมองใหม่ด้านการตลาด การสร้างทีม การพัฒนาศักยภาพผู้นำ และการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล (Personal Branding)        จากผู้นำตัวจริงที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ

เริ่มต้นเวทีแรก วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารจิรธนา บริษัท ซูเลียน สำนักงานใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นำโดย ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด, ธนเมศฐ์ จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด, วลัญช์กร จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาค, ปราโมทย์ คงชัย RCD, ควรคิด แดงคงแก้ว RCD, ยงเกียรติ พฤฒิวรกุลชัย CDM, และ อภิชาติ ทิศรักษ์ RCM

ต่อเนื่องกับเวทีภาคเหนือ วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 – 17.30 น. ณ ห้องประชุมจิตต์บัวคำ โรงแรมบุษย์น้ำทอง จังหวัดลำปาง พบกับ ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด, วลัญช์กร จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาค, วิมุกดา ภูทับทิม MASTER RCD, ดร.ชาญชัย เจ้ยชุม MASTER RCD, วิลินรัตน์ ยานยา RCD และ ชายแดน ภูทับทิม RCD

ปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่กับเวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา12.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม นำโดย ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด, ธนเมศฐ์ จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด, วลัญช์กร จุลล์จักรวงศา ผู้จัดการฝ่ายการตลาดระดับภูมิภาค, วิสิตกมล จุลล์จักรวงศา ผู้อำนวยการศูนย์กระจายสินค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, วิมุกดา ภูทับทิม MASTER RCD, วีระศักดิ์ ราชเดิม RCD, พิเชษฐ  ทิศรักษ์ RCM และ กิตติ์ชญาห์ ภูทับทิม SPECIAL GUEST

ไฮไลต์สำคัญของ “THE SUCCESS VISION” คือการรวมตัวของผู้นำตัวจริงที่พร้อมถ่ายทอดแนวคิด กลยุทธ์ และประสบการณ์สู่ความสำเร็จ เพื่อสร้างแรงผลักดันให้ผู้เข้าร่วมกล้าคิด กล้าลงมือทำ และกล้าเปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเอง พร้อมกิจกรรมพิเศษและสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลภายในงาน

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ผ่านผู้นำเครือข่ายซูเลียนทั่วประเทศ ทุกที่นั่งมีจำนวนจำกัด