Predator x ADBIG บุกตลาดเกมมิ่งพีซีไทย ส่งคอมประกอบLimited Edition สเปกคุ้มโดนใจเกมเมอร์

  • Predator x ADBIG เปิดตัว DIY PC รุ่นลิมิเต็ด จัดเต็ม 3 ระดับความแรง รองรับทุกสไตล์การเล่น ตั้งแต่เกมเมอร์สายเริ่มต้น ไปจนถึงสายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการพลังประมวลผลระดับสูง
  • ยกระดับประสบการณ์เกมมิ่งด้วย Consumer Gaming PC ที่มาพร้อมเคสสั่งผลิตพิเศษ และสเปกที่ ADBIG ร่วมคัดสรรและออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ไทยโดยเฉพาะ ทั้งด้านประสิทธิภาพ การใช้งาน และความคุ้มค่า
  • วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย ผ่าน Acer Online Store เท่านั้น สะท้อนกลยุทธ์การเจาะตลาดเกมมิ่งพีซีไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอบโจทย์ผู้เล่นที่มองหาคอมประกอบคุณภาพพร้อมใช้งานในราคาที่เข้าถึงได้

กรุงเทพฯ – จากกระแสความนิยมของตลาดเกมมิ่งพีซีที่เติบโตต่อเนื่อง “Predator” แบรนด์เกมมิ่งเกียร์ภายใต้ “เอเซอร์” (Acer) เดินหน้าเปิดตัวโปรเจกต์คอลแลบ “Predator x ADBIG” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ DIY PC ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความสะดวกให้กับเกมเมอร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรเจกต์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคอลแลบกับกูรูไอทีชื่อดัง แต่คือการร่วมงานกับคนที่เข้าใจอินไซต์และฟีลลิ่งของเกมเมอร์อย่างแท้จริง โดย ADBIG ผู้เติบโตมาจากจุดเริ่มต้นเดียวกับเกมเมอร์หลายคน—จากเด็กที่เคยเจอปัญหาคอมเล่นเกมกระตุก และมีความฝันอยากร่วมงานกับแบรนด์ไอทีระดับโลก

วันนี้ความฝันดังกล่าวได้ต่อยอดสู่โปรเจกต์ “Predator x ADBIG” ความร่วมมือที่ลงลึกตั้งแต่การวางสเปก คัดเลือกอุปกรณ์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ DIY PC ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการใช้งานจริง เพื่อให้ได้คอมประกอบที่แรง ตรงใจ และเข้าถึงความต้องการของเกมเมอร์ไทยอย่างแท้จริง

ความพีคของโปรเจกต์นี้อยู่ที่การประกอบเครื่องโดย Acer Operations Center (AOC) ที่นำมาตรฐานการประกอบและการควบคุมคุณภาพระดับสูงมาใช้กับกลุ่ม Consumer Gaming อย่างจริงจัง ทำให้เกมเมอร์ไม่ได้แค่ซื้อคอมสำเร็จรูปทั่วไป แต่ได้สัมผัสประสบการณ์ DIY PC ที่ผ่านการประกอบอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกอุปกรณ์ การจัดวางระบบภายใน ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร และการใช้งานจริงสำหรับเกมเมอร์

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมเคสสั่งผลิตพิเศษ และเลือกใช้ชิ้นส่วนหลักจาก Predator เพื่อสะท้อนความเป็น Limited DIY PC ที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และพลังการเล่นเกม ตอบโจทย์ผู้เล่นที่มองหาคอมประกอบคุณภาพสูง พร้อมใช้งานได้ทันทีแบบครบจบในเครื่องเดียว

ด้วยความพร้อมด้าน Facility และระบบบริการของเอเซอร์ ทำให้ Collaboration ครั้งนี้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ของตลาดคอมประกอบได้ โปรเจกต์ Predator x ADBIG ช่วยให้เกมเมอร์เข้าถึงเครื่องสเปกแรงในราคาที่คุ้มค่ากว่าท้องตลาด พร้อมอุปกรณ์เสริมที่จัดมาอย่างครบครัน อีกทั้งยังมาพร้อมบริการ On-site Service ที่ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งาน เพราะหากเกิดปัญหา ทีมงานสามารถเข้าบริการถึงบ้านได้ทันที ลดความยุ่งยากในการถอดหรือส่งเคลมอุปกรณ์แยกชิ้นด้วยตัวเอง

โปรเจกต์ Predator x ADBIG ถูกพัฒนาผ่านการร่วมวางแผนและคัดเลือกสเปกอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้ DIY PC ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ การใช้งานจริง และความคุ้มค่า รองรับความต้องการของเกมเมอร์ในหลากหลายระดับ พร้อมจัดเต็ม 3 สเปกความแรง ให้เลือกได้ตามสไตล์การเล่นและงบประมาณที่ต้องการ ได้แก่

Predator x ADBIG Set A (Entry Level): เซตเริ่มต้นสุดคุ้ม จัดสเปกพร้อมเล่นแบบครบจบในเครื่องเดียว

  • CPU: Intel® Core™ i5 processor 14400
  • Mainboard: GBT B760M D3HP DDR5 1700
  • VGA: GIGABYTE GEFORCE RTX 5060 TI EAGLE OC 16GB GDDR7
  • RAM: PREDATOR DDR5 SINGLE HERMES 16GB 6000 WHITE
  • SSD: Predator SSD Gen4 GM7-512GB Read up to 7400, write up to 6400 MB/s
  • Power Supply: GBT PSU GP UD750GM PG5 V2/80+Gold/Full (5Y)
  • Cooling: Predator Apex Frost 240 White
  • 3 Years Parts & Labor and 3 Years On-Site Service

Predator x ADBIG Set B (Mid-range Level): เซตกลางสุดคุ้ม พร้อมลุยทุกเกม

  • CPU: Intel® Core™ i7 processor 14700F
  • Mainboard: GBT B760M GAMING X GEN5 DDR5 (Rev1.0)
  • VGA: GIGABYTE GeForce RTX 5070 GAMING OC 12G
  • RAM: Predator DDR5 VESTA2 32GB 6000
  • SSD: Predator SSD Gen4 GM7-1TB Read up to 7400, write up to 6400 MB/s
  • Power Supply: Supply : GBT PSU GP-UD750GM PG5 V2/80+Gold/Full (5Y)
  • Cooling: LG600 LCD Liquid Cooling 360 BK
  • 3 Years Parts & Labor and 3 Years On-Site Service
  • FREE! Monitor XV250Q W3bmiiprx 24.5 นิ้ว มูลค่า 3,990 บาท

Predator x ADBIG Set C (High-end Level): เซตสเปกตัวท็อป สำหรับสายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการความแรงแบบเต็มพิกัด

  • CPU: Intel® Core™ Ultra 7 Processor 265
  • Mainboard: GBT B860M D3HP (Rev1.0) 1851
  • VGA: GIGABYTE GeForce RTX 5080 AERO 16G
  • RAM: 32GB DDR5 Predator Hermes Bus 8000
  • SSD: Predator SSD Gen4 GM7-1TB Read up to 7400, write up to 6400 MB/s
  • Power Supply: FSP PSU VITA GM 1000W/ 80 PLUS Gold/ (10 Yrs)
  • Cooling: Predator Apex Frost 360 White
  • 3 Years Parts & Labor and 3 Years On-Site Service
  • FREE! Monitor VG270 W3bmiipx 27 นิ้ว มูลค่า 4,790 บาท

DIY PC รุ่นพิเศษจากโปรเจกต์ Predator x ADBIG ผลิตในจำนวนจำกัด และวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เปิดให้เกมเมอร์จับจองลอตแรกแล้ววันนี้ ผ่าน Acer Online Store กับโอกาสเป็นเจ้าของคอมประกอบ Limited Edition ที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ไทยโดยเฉพาะ ทั้งด้านสเปก ดีไซน์ และประสบการณ์การใช้งานแบบครบจบในเครื่องเดียว

พิเศษยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สั่งซื้อผ่าน Facebook Page “ADBIG v2” และ Youtube ช่อง “ADBIG” ยังมีสิทธิ์รับของพรีเมียมเอ็กซ์คลูซีฟแบบจำนวนจำกัด เพิ่มความคุ้มค่าให้กับสายเกมมิ่งและสายสะสมโดยเฉพาะ

“ออกัส – เล้ง” เสิร์ฟความฟินข้ามภพ…!! “เซนจูรี่ ยูยู ไทยแลนด์” ปล่อยทีเซอร์ 2ซีรีส์พหุจักรวาล “บุพเพสันนิวาส” ประกาศวันลงจอ 14 กรกฎาคมนี้แน่นอน

เตรียมทำโซเชี่ยลสั่นสะเทือนเป็นระลอกที่ 2 อีกครั้งสำหรับซีรีส์พหุจักรวาลของ “บุพเพสันนิวาส” จากบทประพันธ์ของ รอมแพง ซึ่งยังคงเป็น ROMANTIC COMEDY แต่ในสไตล์ MODERN PERIOD สร้างโดยบริษัท เซนจูรี่ ยูยูเอ็นเตอร์เทนเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมโดย “บูม” พลัฎฐ์พล มิ่งพรพิชิต ผู้อำนวยการสร้าง กำกับโดย “ใหม่” ภวัต พนังคศิริ …ล่าสุดปล่อยทีเซอร์ตัวที่ 2 ออกมาให้แฟนได้จิกหมอนสุดฟินกันแล้ว เมื่อ “พ่อเดช” แสดงโดย “ออกัส” วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ เกิดตกหลุมรักกับ “พ่อแก้ว” รับบทโดย “เล้ง” ธนพล อู่สินทรัพย์ ที่ข้ามภพมาสร้างความหวั่นไหวในใจให้กับพ่อเดชชนิดละมุนจนใจสั่นเข้าอย่างจัง!!! งานนี้เรียกว่าเสิร์ฟความฟินกันตั้งแต่แรกเจอ ทำเอาแฟนจักรวาล Boys’ Love นั่งนับวันรออีพีแรกกันแทบไม่ไหวกันทีเดียว

โดยนอกจากนี้ ยังมีนักแสดงอีกเพียบ ที่มาร่วมสร้างสีสันอีกเพียบไม่ว่าจะเป็น พ่อเรือง (ณ ณภัทร วิกัยรุ่งโรจน์) คู่กับ พ่อวาด (วิน ธนพล อุควงศ์เสรี) , “อ้ายผิน” (ธัญ ธัญธร วิวัฒนเดชา) กับ “อ้ายแย้ม” (เฟย์ ชินทัพพ์ ดวงแก้ว) , “ออกญาโหราธิบดี” ได้ พี่จตุรงค์ มกจ๊ก และ แม่นางจำปา ได้ เชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล มาแสดงให้ , ส่วนบท “มารี ทองกีมาร์” เป็นสาว “แอนนา เสืองามเอี่ยม” พร้อมกับครั้งแรกของสาว “ฐิสา วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร”ที่มาเล่นซีรีส์ช่อง 3 ในบท “ท้าวศรีจุฬาลักษณ์” อีกด้วย

ตั้งนาฬิกาปลุกรอได้เลย 14 กรกฎาคม 2569 นี้ เตรียมตัวมานั่งเฝ้าหน้าจอทางไทยทีวีสีช่อง 3 กันพร้อมหน้า

“บุพเพสันนิวาส” จักรวาลใหม่ของ “พ่อเดช-พ่อแก้ว” ทั้งหมด 10 ตอน และแน่นอนว่ามีดูออนไลน์ได้เช่นกัน
ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวของซีรีส์เรื่องนี้ได้ที่ IG: @cuuthailand , TT: @cuu.thailand
X: @cuuthailand , FB: @cuuthailand และ Youtube: Century UU Thailand

บุพเพสันนิวาส #LoveDestiny

สคส. ปักธง “องค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน” ยกระดับคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล–รับมือภัยไซเบอร์

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสู่ “วาระสิทธิมนุษยชนดิจิทัล” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “แผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน สคส. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ที่มุ่งวางรากฐานให้องค์กรก้าวสู่ “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากเทคโนโลยี AI อาชญากรรมไซเบอร์ การละเมิดข้อมูล และความเสี่ยงด้านสิทธิในยุคดิจิทัล

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ปัจจุบัน “ข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินทางดิจิทัล แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเข้มข้น

สคส. เชื่อว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะเมื่อข้อมูลรั่วไหล ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือถูกใช้เพื่อเลือกปฏิบัติ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

แผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนของ สคส. ปี 2569 ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมถึงแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) และหลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล

ทั้งนี้ สคส. จะขับเคลื่อนแผนดังกล่าวผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ “มิติยกระดับองค์กร” ที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรเคารพสิทธิมนุษยชน ผ่านการอบรมบุคลากรและกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภายในองค์กร

“มิติคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง” ที่มุ่งพัฒนาสื่อความรู้และช่องทางร้องเรียนที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามหลัก Universal Design เช่น สื่อ Easy Read ภาษามือ และระบบอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิของตนเองได้อย่างเท่าเทียม และ “มิติเฝ้าระวังเชิงรุก” ที่เน้นการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงผลกระทบจากการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ การเฝ้าระวังประชาชน หรือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวอีกว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญของปี 2569 คือ การจัดทำ “แนวปฏิบัติด้าน AI และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันการใช้ AI ในลักษณะที่ละเมิดสิทธิประชาชน หรือสร้างอคติในการประมวลผลข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data)

“AI จะต้องเติบโตควบคู่กับธรรมาภิบาลและสิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกปฏิบัติ ละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือสร้างผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง สคส. จึงต้องวางกรอบกำกับดูแลที่สมดุลระหว่างนวัตกรรมกับสิทธิของประชาชน” เลขาฯ สคส. กล่าว

นอกจากนี้ สคส. ยังเตรียมผลักดัน “PDPA Center” หรือศูนย์บริการประชาชนด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าถึงกระบวนการทางกฎหมายได้ยาก ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิในยุคดิจิทัล

สำหรับตัวชี้วัดสำคัญของแผนปี 2569 สคส. ตั้งเป้าหมายให้บุคลากรขององค์กรเข้ารับการอบรมด้านสิทธิมนุษยชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 พัฒนาสื่อความรู้สำหรับกลุ่มเปราะบางไม่น้อยกว่า 4 รูปแบบ และจัดให้มีช่องทางร้องเรียนหรือขอคำปรึกษาที่เข้าถึงได้สำหรับกลุ่มเปราะบางไม่น้อยกว่า 5 ช่องทาง

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงเรื่อง “Compliance” หรือการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนต่อรัฐและระบบดิจิทัลของประเทศ หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และ AI Economy อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมั่นใจว่า ข้อมูลของตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ศรัทธาชายแดนใต้ “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส”

บรรยากาศงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ปีนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักตลอดการจัดงาน ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยกิจกรรมสำคัญภายในงาน ได้แก่ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 โดยมี 7 ประเทศเข้าร่วมได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮ่องกง ไทย พร้อมขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะอันยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงพลังศรัทธาและการสืบสานวัฒนธรรมอันงดงามของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้

โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดงานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก โดยมีนางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 2 นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ผู้จัดงาน พร้อมคณะกรรมการศาลเจ้า แขกผู้มีเกียรติ และประชาชน เข้าร่วม         ณ ลานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ในนามของจังหวัดนราธิวาสรู้สึกมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ในอำเภอสุไหงโก-ลก มีศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติยาวนาน อีกทั้งยังได้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ซึ่งสถานที่เเห่งนี้นับเป็นศูนย์รวมใจของผู้ศรัทธามากมาย ทั้งจากในท้องถิ่น ต่างจังหวัด ตลอดจนพี่น้องชาวจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น และขออำนาจแห่งองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะ จงดลบันดาลให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป

นายอุทัย บุญอนันต์ ประธานศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะ กล่าวว่า คณะกรรมการศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก ได้กำหนดจัดงานสมโภชศาลเจ้าเเม่โต๊ะโมะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 74 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม และเป็นการเปิดโอกาสให้คณะศิษยานุศิษย์ ผู้ศรัทธาในองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะได้ร่วมกราบสักการะบูชา แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อองค์เจ้าเเม่ และยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดนราธิวาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ต่อไป

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การแข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2569 INTERNATIONAL LION DANCE COMPETITION 2026 ซึ่งมีนักกีฬาเชิดสิงโตจาก 7 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร ออสเตรเลีย  จีน ฮองกง ไทย ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่ร่วมชมการแข่งขันอย่างคึกคัก ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE จากประเทศจีน โชว์ศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทค่ายกล รับเงินรางวัล 40,000 บาท และประเภทเสาดอกเหมย รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมตลอดการแข่งขัน

สำหรับผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติ ประเภทค่ายกล

 รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DRAGON AND LION DANCE รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม THAILAND SIT EAK THAO MAHA PHORM THAILAND รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม HONG KONG GOLD DAIMOND SPORT CLUB HONG KONG รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล

ส่วนผลการเเข่งขันเชิดสิงโตนานาชาติเสาดอกเหมย

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม FUJIAN SHENG DE TANG DROGAN AND LION DANCE รับเงินรางวัล 70,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม CICHANG STREET HAN SHOU TANG CULTURAL รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SABAH NAM BANG LION DANCE รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและเหรียญรางวัล

รางวัลชมเชยสิงโตเงิน รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และรางวัลชมเชยสิงโตทอง รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล

ภายในงาน “งานสมโภช 74 ปี ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส” ยังมีพิธีสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือ ขบวนแห่เกี้ยวองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะและองค์เทพต่างๆ รอบเมืองสุไหงโก-ลก โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานปล่อยขบวนแห่ ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอชมสองข้างทางอย่างเนืองแน่น ปีนี้มีขบวนเกี้ยวเข้าร่วมทั้งหมด 32 เกี้ยว จากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรมจีนอันงดงาม พร้อมไฮไลต์สำคัญ คือ การจุดประทัดมหามงคลกว่า 1,600,000 นัด เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีน สร้างความคึกคักและเสียงแห่งความศรัทธาดังกึกก้องไปทั่วอำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมาย ทั้งการแสดงงิ้ว ศิลปะพื้นบ้าน การแสดงจากศิลปินชื่อดัง พิธีลุยประทัดมหามงคล พิธีประมูลวัตถุมงคล และพิธีเทกระจาดมหากุศล ซึ่งล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพลังศรัทธาที่สืบทอดมายาวนานของชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างงดงามและยิ่งใหญ่

บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569รายได้ 7,906 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เติบโต 24.5% ผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน

กรุงเทพฯ / 13 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 7,906 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และมีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 1.2 ล้านคน มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 86.2

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ บริษัท ฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารลงร้อยละ 11.8 จากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ–พนมเปญ และหยุดการให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ–ลำปาง และลำปาง–แม่ฮ่องสอน ในปีที่ผ่านมา
บริษัท ฯ ยังมุ่งเน้นการบริหารเครือข่ายเส้นทางบินที่มีความต้องการเดินทาง และข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งอย่างเหมาะสม ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย (Load Factor) ร้อยละ 86.2 เพิ่มขึ้น 4.7 จุด ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 4,469.7 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน
บริษัท ฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 242.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงร้อยละ 6.2 โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบินที่ปรับตัวลดลง

รายได้รวมของบริษัท ฯ ในไตรมาส 1 ประกอบด้วยรายได้จากบัตรโดยสาร ร้อยละ 68.6 รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 20.8 และรายได้จากธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 2.3 ของรายได้รวม บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท ฯ อยู่ที่ 2,091.0 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.01 บาท สะท้อนถึงความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม
บริษัท ฯ มีการประกาศวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ “Leading Aviation with Responsibility, Delivering Services with Sustainability” เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจการบินแบบครบวงจรควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ฯ ภายใต้โครงการ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในหนังสือ Thailand’s Best Practices and Lessons Learned in Development (Vol.2) ซึ่งจัดทำโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) สะท้อนถึงความโดดเด่นของแนวทางการดำเนินธุรกิจที่บูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

การดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาล บริษัท ฯ ได้ดำเนินกิจกรรม PDPA in Practice Knowledge Sharing เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้แก่หน่วยงานภายในองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในบริบทการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสม

บริษัท ฯ ได้ทบทวนและประกาศนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัท ฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ติดตามข้อมูลข่าวสารสำหรับนักลงทุนสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://investor.bangkokair.com/th/

เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จัดการประชุมเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” หรือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการของศูนย์ฯ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบประมวลผลขั้นสูง Cloud Computing และ Big Data ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และบริการดิจิทัลได้จึงก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังประมวลผลและพลังงานในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะ หรือ Smart Energy Management กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญหลายด้าน ทั้งระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปสงค์ภายในประเทศ และความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรเชิงลึก เทคโนโลยีเฉพาะทาง ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนกลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถยกระดับประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนา ผู้กำหนดทิศทาง และศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาควิจัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management Technologiesให้มีความเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง หรือ Hybrid Talent ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายมิติ ได้แก่ Data Center, AI, Cloud, Power, Cooling, Facility Management และ Energy Efficiency เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากศูนย์ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการพัฒนานโยบายด้านดิจิทัล
และพลังงาน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการด้าน Data Center, Cloud, AI, Energy และ Digital Infrastructure สถาบันการศึกษา นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรสายวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะไปสู่สายงานใหม่ด้าน Data Center และ AI รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์จะมุ่งดำเนินงานใน 5 มิติหลัก ได้แก่

  1. การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management
  2. การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์
  3. การสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และโครงการนำร่อง
  4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ดี
  5. การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ
    ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน

การเปิดตัวศูนย์ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการหรือการอบรมทั่วไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนา
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) วช. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ระบบพลังงานอัจฉริยะ และระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง คือการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งโครงการ “Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies” โดยใช้กลไกความร่วมมือแบบ “3 ประสาน” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งด้านศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ อันเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด

การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การรองรับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ด้วยตนเองในอนาคต ซึ่งการเปิดตัวโครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานคณะที่ปรึกษาว่า กล่าวว่า การเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงที่มีองค์ความรู้ด้าน Data Center, AI, Cloud และ Smart Energy Management ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและพลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา Green Data Center อย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลระดับอาเซียนในอนาคต

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), ประธานคณะกรรมการของ HUB OF TALENT: AI, and Smart Energy Management Technologies กล่าวว่า สจล. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการจัดตั้งโครงการ “Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Data Center, AI และการจัดการพลังงานอัจฉริยะโดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS และ Nvidia นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมทางความคิด (Think Tank) เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES คาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สร้างองค์ความรู้ใหม่ สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

“มิ้นท์-มาลีวัลย์” เตรียมมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้ง!

“มิ้นท์-มาลีวัลย์” เตรียมมีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้ง!
เตรียมพบกับพลังบางอย่าง ที่จะบาดหัวใจคุณได้ลึกกว่าเดิม
ใน ‘Maleewan Love In Rock Concert’
ณ UOB LIVE เอ็มสเฟียร์ เร็ว ๆ นี้

#MaleewanLoveInRockConcert

#มิ้นท์มาลีวัลย์

#Neekrung

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ดึง “สกาย–นานิ” เสิร์ฟโมเมนต์ใจฟู ชวนคนไทยส่งต่อพลังแห่งการให้…ไม่สิ้นสุด

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ดึงสองนักแสดง สกาย-วงศ์รวี นทีธร และ นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว โครงการ “รามา+1 เพิ่มพื้นที่ บวกโอกาสให้ทุกชีวิต” พร้อมภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ ภายใต้แนวคิด “เวลาซื้อไม่ได้ แต่ให้กันได้ไม่สิ้นสุด” เพื่อเชิญชวนประชาชนสนับสนุนโครงการสำคัญของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในการเพิ่มพื้นที่โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น

งานนี้ “สกาย–นานิ” ควงคู่กันมาส่งต่อโมเมนต์ใจฟูและร่วมแชร์เรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับ “ความหวังและกำลังใจ” พร้อมเชิญชวนแฟนคลับเป็นส่วนหนึ่งของพลัง “บวกหนึ่ง” ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน บอกต่อ หรือร่วมบริจาค เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถรับชมและแชร์บอกต่อภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุดใหม่นี้ได้ที่ YouTube ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

#คำว่าให้ไม่สิ้นสุด #ความสุขจากการให้ไม่สิ้นสุด

#รามาบวก1 #เพิ่มพื้นที่บวกโอกาสให้ทุกชีวิต

เผยโฉมนักล่าฝันตัวจริง บนเวทีแถลงข่าว ” TRUE ACADEMY FANTASIA 2026″เปิดตัว 12 นักล่าฝัน : The Chosen 12ปฏิบัติการล่าฝันที่กลับมาเขย่าวงการบันเทิงอีกครั้ง

เมื่อวินาทีแห่งการรอคอยสิ้นสุดลง พร้อมกับการปรากฏตัวนักล่าฝันตัวจริงแห่งทศวรรษใหม่ ในงานแถลงข่าว “TRUE ACADEMY FANTASIA 2026” เปิดตัว 12 นักล่าฝัน : The Chosen 12 ภายใต้คอนเซ็ปต์ MORE THAN A DREAM For A Better Tomorrow มากกว่าความฝัน…เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ซึ่งในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันร้องเพลง แต่คือการประกาศศักดาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้มข้นจากคนนับหมื่นทั่วประเทศ จนเหลือ “ที่สุด” เพียง 12 คน ที่พร้อมจะก้าวเท้าเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มภาคภูมิ
บรรยากาศความคึกคักที่มาพร้อมความกดดันแห่งความหวังหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อพื้นที่ของ centralwOrld ลาน EDEN ชั้น 1 ถูกเนรมิตให้เป็นเวทีแห่งโอกาส ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่ทุกคนรอคอย “TRUE ACADEMY FANTASIA 2026” ท่ามกลางนักล่าฝัน และเสียงเชียร์ของแฟนคลับที่มารวมตัวกันอย่างหนาแน่น

ซึ่งงานนี้ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ, คุณขจร เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู ลีสซิ่ง จำกัด, คุณพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร, คุณฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ และคุณองอาจ ประภากมล หัวหน้าผู้บริหาร หน่วยงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย ร่วมงาน
ความตื่นเต้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อบนจอปรากฏ VTR ประมวลภาพบรรยากาศการออดิชันที่สุดเข้มข้น ก่อนเปิดตัวผู้เข้ารอบ 100 คนสุดท้าย เพื่อรอรับฟังการตัดสินครั้งสำคัญ ที่มาพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของตำนาน True AF อย่าง “อาต้อย – เศรษฐา ศิระฉายา” ได้ดังกึกก้องขึ้นเพื่อส่งต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้กับพิธีกรคนใหม่ประจำซีซันนี้อย่าง พี่ดู๋ – สัญญา คุณากร ที่เปิดตัวบนเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์ เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของ True AF ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก

และก็เดินทางมาถึงช่วงเวลาสำคัญของงาน กับการประกาศผล 12 คนสุดท้าย ที่จะได้ก้าวเข้าสู่บ้านนักล่าฝัน โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่าง โดนัท มนัสนันท์, หวานเจี๊ยบ ธนรัตน์, พี่เชาว์ ชวรัตน์, เจษ เจษฎ์พิพัฒ, มาย ภาคภูมิ, สน ยุกต์, อาโป ณัฐวิญญ์ และโยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ มาร่วมให้กำลังใจ อีกทั้ง มอส ปฏิภาณ ยังเป็นตัวแทนของเหล่าคณะกรรมการบอกเล่าถึงความประทับใจและความมุ่งมั่นในการคัดเลือกเพชรเม็ดงามจากทั่วทุกภูมิภาค รายชื่อนักล่าฝันถูกประกาศออกมาทีละภาค จนสุดท้ายแหลือ 12 นักล่าฝันตัวจริงประจำปี 2026 ท่ามกลางความดีใจและเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณงาน พร้อมปิดท้ายไปด้วยการพูดคุยกับ คุณบอย อรรถพล ณ บางช้าง, คุณปอนด์ กฤษดา วิทยาขจร และคุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ 3 หัวเรือใหญ่ Executive Producer ของรายการนี้
ความพิเศษของปี 2026 นี้ยังอยู่ที่การเปิดตัวทีมเทรนเนอร์ชุดดรีมทีม นำโดยเซอร์ไพรส์สุดพิเศษการเล่าเรื่องราวผ่านการแสดงของเหล่าเทรนเนอร์ นำแสดงโดย โดนัท มนัสนันท์, อาโป ณัฐวิญญ์, Dance Trainer และ Voice Trainer ในเพลง ความเชื่อ และปิดท้ายร่วมโชว์กับ พี่เชาว์, เจษ และ มาย ในเพลง เรือเล็กควรออจากฝั่ง พร้อมเปิดตัวครูใหญ่ของเหล่านักล่าฝันทั้ง 12 คนในปีนี้คือ โดนัท มนัสนันท์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อนักล่าฝันทั้ง 12 คน ปรากฏตัวในลุคใหม่ ที่ผ่านการแปลงโฉมมาเรียบร้อย เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อมที่จะเผชิญกับทุกบททดสอบในบ้าน True AF บ้านของเหล่านักล่าฝัน พร้อมการจับจองรหัสประจำตัว และการโชว์ร้องเพลงธีม “True AF Theme Song” เพลงที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความฝัน ร่วมกันเป็นครั้งแรกบนเวทีอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นสัญญาณว่า “ปฏิบัติการล่าฝัน” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

คุณพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การกลับมาของ TRUE ACADEMY FANTASIA 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำรายการในความทรงจำกลับมา แต่คือการต่อยอดสู่รูปแบบคอนเทนต์ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้ชมในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไป วันนี้ผู้คนไม่ได้เสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการประสบการณ์ที่เชื่อมต่อ มีส่วนร่วม และเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ ทรูจึงนำ Ecosystem ดิจิทัลที่แข็งแกร่งของเรา ทั้ง TrueVisions NOW, TrueID และแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาผสานเข้ากับ True AF เพื่อให้ผู้ชมสามารถติดตาม เชียร์ โหวต พูดคุย และใช้ชีวิตร่วมไปกับนักล่าฝันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Multiple Content Format ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจของทรูในการนำคอนเทนต์ที่ผู้คนรัก กลับมาเติมเต็มความสุขและสร้างความผูกพันกับผู้ชมอีกครั้งในรูปแบบที่ทันกับยุคสมัย”

ทางด้าน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในยุคที่ผู้ชมไม่ได้รับชมคอนเทนต์เพียงเพื่อความบันเทิง แต่ยังมองหาประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกมีส่วนร่วมและใกล้ชิดกับสิ่งที่ตัวเองรัก TRUE ACADEMY FANTASIA 2026 จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่ารายการเรียลลิตี้ แต่เป็นเวทีที่ผู้ชมสามารถติดตาม เป็นกำลังใจ และใช้ชีวิตไปพร้อมกับนักล่าฝันได้แบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่า “ประสบการณ์” คือรูปแบบใหม่ของการสร้าง Brand Love ซึ่งในวันนี้ไม่ได้เกิดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกผูกพัน ความใส่ใจ และมีช่วงเวลาที่ผู้คนได้มีร่วมกับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทรูจึงนำเสน่ห์ของเรียลลิตี้ ผสานกับศักยภาพด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มของทรู เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นผู้ชม แต่คือการได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับนักล่าฝันแบบเรียลไทม์ ไร้รอยต่อ ผ่านทุกแพลตฟอร์ม และเข้าถึงผู้ชมทุกเจเนอเรชัน”

คุณองอาจ ประภากมล หัวหน้าผู้บริหาร หน่วยงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ TRUE ACADEMY FANTASIA 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำรายการในตำนานกลับมา แต่มันคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานที่แข็งแกร่งด้วยการปฏิรูปทั้งรูปแบบรายการ ระบบการโหวต และช่องทางการรับชมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเราได้รวมตัว 3 Executive Producer ระดับแนวหน้าอย่างคุณบอย อรรถพล ผู้อยู่เบื้องหลัง True AF มาตั้งแต่เริ่ม True AF 1, คุณปอนด์ กฤษดา ผู้ก่อตั้ง BeOnCloud และคุณโอม ปัณฑพล ศิลปิน นักแต่งเพลง และผู้บริหารคนสำคัญของวงการดนตรีไทย มาร่วมกันเจียระไนนักล่าฝันให้ได้รับการพัฒนาอย่างครบวงจร พร้อมมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แฟนคลับได้ใกล้ชิดผ่าน 12 ช่องพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้เรายังเตรียมรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท รวมถึงโอกาสในการเป็นพรีเซนเตอร์ของ True เพื่อผลักดันนักล่าฝันสู่การเป็นศิลปินคุณภาพรุ่นใหม่ของไทย อีกทั้ง การเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้ค่ายเพลง Ennead ที่บริหารร่วมกันโดย “ปอนด์ กฤษดา” และ “โอม ปัณฑพล” ซึ่งเป็นสอง Executive Producer ของ True Academy Fantasia 2026 หรือ True AF 2026 ด้วย นอกจากนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพในด้านอื่นๆ ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณาเซ็นสัญญากับ BeOnCloud เพื่อต่อยอดในเส้นทางที่เหมาะสมเช่นกันครับ”
ทั้งนี้ จะขาดผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของงานนี้ไม่ได้เลย ได้แก่ True 5G, CP, 7-Eleven, The Forestias, Dutch Mill Group, Thai Beverage, True Online, SmartHeart, Me-O, Whizdom The Forestias Petopia, Changan Thailand, Canon, T.Partner, Nongashim, ORION, KOCO, Wacoal, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
สามารถติดตามรายการ “TRUE ACADEMY FANTASIA 2026” ได้แบบ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ททีวี และกล่องทรูไอดี บนแอปพลิเคชันทรูวิชั่นส์ นาว (TrueVisions NOW)
เซอร์ไพร์สสุดพิเศษจาก คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มอบทุนการศึกษาให้กับนักล่าฝัน 84 คน ที่ไม่ได้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย คนละ 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 4,200,000 บาท (สี่ล้านสองแสนบาท)

รายชื่อนักล่าฝัน และรหัสประจำตัว
นางสาวชนิตา ใบสมุทร ชื่อเล่น เจเจ (รหัส V1)
นายธนภัทร สายมัน ชื่อเล่น โฟน (รหัส V2)
นางสาวจิดาภา คงธนภักดี ชื่อเล่น มิวสิค (รหัส V3)
นางสาวภัทรธิดา คำแหง ชื่อเล่น แป้ง (รหัส V4)
นางสาวเจียระไน จุลละนันทน์ ชื่อเล่น ยูริ (รหัส V5)
นายกันทร ไวยรัตน์ ชื่อเล่น บีม (รหัส V6)
นางสาวรินร์ลิตา นิวัฒน์วรกุล ชื่อเล่น โฟกัส (รหัส V7)
นายกวีขาล เปาอินทร์ ชื่อเล่น ซาน (รหัส V8)
นางสาวเมทิกา ลาชโรจน์ ชื่อเล่น กิ่งแก้ม (รหัส V9)
นายณัฐพันธ์ ภักดีณรงค์ ชื่อเล่น โอม (รหัส V10)
นายจักริน ศิริมณีพัฒน์ ชื่อเล่น นะโม (รหัส V11)
นายภีม์พัฒน์ สุวัฒน์ทวีชัย ชื่อเล่น แจ็คกี้ (รหัส V12)

#TrueVisionsNow #TrueAFthailand #AF2026 #ปฏิบัติการล่าฝัน #TrueAF2026PressCon

หัวเว่ยดึง “จิมมี่-ซี” นั่งแท่น “เซเลบริตี้” เปิดตัวสมาร์ทวอทช์ใหม่ HUAWEI WATCH FIT 5 Series ดันเทรนด์สุขภาพ สอดรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

กรุงเทพฯ – หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัว “จิมมี่-จิตรพล โพธิวิหค” และ “ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ” ศิลปินคู่ฮอตจากค่าย GMMTV ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและหลงใหลในแฟชั่น นั่งแท่น “เซเลบริตี้” เปิดตัวผลิตภัณฑ์สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุด HUAWEI WATCH FIT 5 Series ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ยกระดับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างรอบด้าน สอดรับกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรงในหมู่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นไปวิ่ง Run Club หรือร่วมแก๊งแอโรบิกในสวนสาธารณะ มุ่งชวนแฟนๆ สร้างไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพไปกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

การร่วมงานกันในครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของ HUAWEI WATCH FIT 5 Series ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ ทันสมัย และไม่หยุดนิ่งของ “จิมมี่-ซี” โดยทั้งสองหนุ่มเปรียบเสมือนไอคอนของคนเจนใหม่ที่ต้องการบาลานซ์ชีวิต ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ ซึ่ง HUAWEI WATCH FIT 5 Series คือผู้ช่วยอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกมิติของชีวิต

HUAWEI WATCH FIT 5 Series มาพร้อมคอนเซปต์ “Spark Your Vibe” ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ที่บางเบา ใส่สบายเหมาะสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน แมตช์เสื้อผ้าง่าย เข้ากันได้กับทุกลุค ให้สายออกกำลังกายได้ทำคอนเทนต์ Fit Check กันอย่างสนุกสนาน อัปเกรดด้วยดีไซน์หน้าจอโฉมใหม่ AMOLED HD ขนาดใหญ่เต็มตา 1.82 นิ้ว ความสว่างสูงสุด 3,000 Nits ในรุ่นโปร สู้แสงแดดได้ดีเยี่ยม ทนทานด้วยกระจก Sapphire Glass จัดเต็มเซนเซอร์ตรวจวัดสุขภาพแม่นยำสูง HUAWEI TruSense™ System รุ่นล่าสุด ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, ค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2), วิเคราะห์คุณภาพการนอนหลับเชิงลึก และความเครียดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบตรวจจับการหกล้ม Fall Detection แรองรับโหมดการออกกำลังกายมากกว่า 100 โหมด และ Mini Workout ที่เตือนให้เปลี่ยนช่วงเวลาสั้นๆ เป็นการขยับร่างกายที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมแอนิเมชันน้องแพนด้าสอนท่าออกกำลังกาย ใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 10 วัน พร้อมชาร์จไร้สายเร็วทันใจ โดยสามารถเชื่อมต่อได้ทั้งกับ iOS และ Android

พิเศษ! แฟนๆ ทั้งสองหนุ่มห้ามพลาด เตรียมพบกับกิจกรรมที่หัวเว่ยจะพา “จิมมี่-ซี” มาร่วมสนุกและใกล้ชิดไปกับแฟนๆ พร้อมกับการได้ฟิตร่างกายและเบิร์นแคลอรี่ไปด้วยกัน เร็วๆ นี้

ใครสนใจจับจองผลิตภัณฑ์ HUAWEI WATCH FIT 5 Series แล้วมาขยับร่างกายไปกับสองหนุ่ม “จิมมี่-ซี” สามารถติดตามการประกาศราคาจำหน่ายในประเทศไทยได้ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 และสามารถดูรายละเอียดโปรโมชันสุดคุ้มได้ที่ร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบนช่องทางออนไลน์ทั้ง HUAWEI Store, Lazada, Shopee และ TikTok Shop รวมถึงสามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชันอื่นๆ ได้ทาง Facebook HUAWEI Mobile TH รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อสินค้า คอมมิวนิตี้ และบริการ ง่ายๆ ในคลิกเดียว เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน My HUAWEI ใน AppGallery