การบินไทยรับคนไทยจากออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น กลับสู่ประเทศไทย

นาวาอากาศตรี อนิรุต แสงฤทธิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (THAI Operations Control Center : TOCC) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว จัดเที่ยวบินพิเศษรับคนไทย จำนวน 4 เที่ยวบินจากออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 17-23 มกราคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้

1. เที่ยวบินที่ ทีจี 476 เส้นทางซิดนีย์-กรุงเทพฯ รับผู้โดยสารชาวไทยจากออสเตรเลีย จำนวน 106 คน  กลับประเทศไทย เป็นครั้งที่ 21 ออกเดินทางจากซิดนีย์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 เวลา 10.07 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 15.02 น. ในวันเดียวกัน

2. เที่ยวบินที่ ทีจี 639 เส้นทางฮ่องกง-กรุงเทพฯ รับผู้โดยสารชาวไทยจากฮ่องกง จำนวน 51 คน กลับประเทศไทย เป็นครั้งที่ 13 ออกเดินทางจากฮ่องกง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 18.40 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 20.22 น. ในวันเดียวกัน

3. เที่ยวบินที่ ทีจี 657 เส้นทางโซล-กรุงเทพฯ รับผู้โดยสารชาวไทยจากเกาหลี จำนวน 288 คน กลับประเทศไทย เป็นครั้งที่ 9 ออกเดินทางจากเกาหลี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 เวลา 11.10 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 14.47 น. ในวันเดียวกัน

4. เที่ยวบินที่ ทีจี 643 เส้นทางโตเกียว(นาริตะ)-กรุงเทพฯ รับผู้โดยสารชาวไทยจากญี่ปุ่น จำนวน 174 คน กลับประเทศไทย เป็นครั้งที่ 7 ออกเดินทางจากโตเกียว(นาริตะ) เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 เวลา 11.40 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 16.14 น. ในวันเดียวกัน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำการขนส่งสินค้าในเที่ยวบินทั้งขาไปและขากลับอีกด้วย

บริษัทฯ ภาคภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติภารกิจเพื่อรับคนไทยในต่างประเทศกลับบ้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยความใส่ใจทั้งด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย โดยมีพนักงานการบินไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมปฏิบัติหน้าที่ประสานงาน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร

DITP เปิดต้นกล้า ทู โกล’64 เสริมศักยภาพ SMEs ไทย พร้อมคว้าโอกาสทุกสถานการณ์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการสร้าง SMEs ไทยสู่เวทีการค้าสากล ประจำปี 2564 จัดหลักสูตรเข้มข้นอบรมแบบไฮบริด Online และ On-site พัฒนาศักยภาพ SMEs ท้องถิ่นให้เติบโตในทุกสถานการณ์

โครงการต้นกล้า ทู โกล ดำเนินการตามนโยบาย ฯพณฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายทุกรูปแบบ  ผู้ร่วมอบรมจะได้ค้นหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจกับบรรดาตัวจริงของวงการธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาดยุคใหม่ และนักธุรกิจที่จะมาแชร์ประสบการณ์ตรงแบบคนวงใน

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวกับผู้ร่วมอบรมต้นกล้า ทู โกล ประจำปี 2564 ระยะที่ 1 ว่า ที่ผ่านมาผู้ผ่านการอบรมโครงการต้นกล้า ทู โกล ต่างได้นำความรู้จากการอบรมไปพัฒนาต่อยอดธุรกิจ มีโอกาสได้พบคู่ค้าที่มีศักยภาพมากมาย แม้แต่ในช่วงโควิด-19 ระบาด ผู้ประกอบการต้นกล้า ทู โกล สามารถ “ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” พัฒนาสินค้าให้ถูกใจผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น พร้อมขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กล่าวว่า โครงการต้นกล้า ทู โกล จัดติดต่อมาเป็นปีที่ 10 แล้ว แสดงให้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจริงๆ โดยความสำเร็จในการจัดโครงการฯ เมื่อปีที่แล้ว มีการเจรจาธุรกิจ 132 คู่ คาดการณ์คำสั่งซื้อสินค้าภายใน 1 ปีประมาณ 100 ล้านบาท มีผู้ประกอบการหลายรายได้ช่องทางจำหน่ายใหม่ เช่น บริษัท บ้านกล้วย (2017) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปแบรนด์ Nawati ได้วางจำหน่ายสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของเดอะมอลล์ กรุ๊ป, ลอว์สัน 108, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, บิ๊กซี และคิง เพาเวอร์ บริษัท ไฟน์อิมเมจ จำกัด เจ้าของแบรนด์ไส้กรอก Nature D’Lite ซึ่งชนะเลิศรางวัลการเขียนแผนธุรกิจเชิงสร้างสรรค์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ปี 2563 ได้จำหน่ายสินค้าในบูธทดลองของกูร์เมต์มาร์เก็ตของเดอะมอลล์ กรุ๊ป และห้างหุ้นส่วนจำกัด ไบโอพอยต์ มาร์เก็ตติ้ง วางจำหน่ายสินค้ายาสีฟันแบรนด์ดีดี เฮิร์บ ที่สาขาของบิ๊กซี

“ปีนี้ มีผู้สนใจร่วมโครงการจำนวนมาก โดยในรอบแรกมีผู้สมัครทั้งนิติบุคคลและบุคคลทั่วไปจากทั่วประเทศรวม 641 ราย ซึ่งคณะกรรมการจะคัดเลือกนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อเข้าร่วมโครงการในระยะที่ 2-4 จำนวน 75 ราย ผู้ผ่านการอบรมครบทุกระยะจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย เช่น สินค้าที่มีศักยภาพมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกจำหน่ายในบูธ AWC ราคาพิเศษ ณ ศูนย์ค้าส่ง เออีซีเทรดเซ็นเตอร์ พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ และรับคัดเลือกให้จำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศจีน รวมถึงร่วมโครงการ SMEs Pro-active และกิจกรรมงานแสดงสินค้าของ DITP ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น”

โครงการต้นกล้า ทู โกล แบ่งเป็น 4 ระยะดังนี้

• ระยะที่ 1 อบรมออนไลน์ผ่านระบบ zoom วันที่ 26 มกราคม 2564 เจาะลึกการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

รับแรงบันดาลใจจากตัวจริงของวงการค้าต่างประเทศและการบริหารเงินแบบปังๆ

• ระยะที่ 2 อบรมเชิงปฎิบัติการออนไลน์ผ่านระบบ Zoom เพื่อสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์และจัดทำแผนธุรกิจ

เพื่อยืนหนึ่งในทุกตลาด คัดเลือกนิติบุคคลเข้าร่วมกิจกรรมรวม 75 ราย จัดอบรมแบ่งตามภูมิภาค ได้แก่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2564, ภาคใต้ วันที่ 24-26 มีนาคม 2564 และภาคตะวันออก วันที่ 28-30 เมษายน 2564

• ระยะที่ 3 อบรมเชิงปฎิบัติการเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต่อยอดสินค้านวัตกรรมในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อมัดใจ

ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย มีนิติบุคคลเข้าร่วมกิจกรรม 75 ราย จัดอบรมในสถานที่จริงตามภูมิภาค ดังนี้                 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อุดรธานี) วันที่ 5-7 พฤษภาคม 2564, ภาคใต้ (สงขลา) วันที่ 23-25 มิถุนายน 2564 และภาคตะวันออก (ชลบุรี) วันที่ 7-9 กรกฎาคม 2564

• ระยะที่ 4 พิธีปิดโครงการ ประกอบด้วยกิจกรรมเสวนา การจัดแสดงสินค้า และกิจกรรมเจรจาธุรกิจกับผู้

ซื้อรายใหญ่ เช่น เดอะมอลล์ กรุ๊ป, เครือเซ็นทรัล, คิง เพาเวอร์, ลอว์สันฯ และผู้แทนการค้าจากจีน, เมียนมา, และสปป.ลาว ในวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่กรุงเทพฯ

​ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมอื่นๆ ของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันฯ เพจเฟซบุ๊กสถาบันฯ และ DITP Service Center โทร. 1169

หรือ เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th

Praram 9 Hospital policies and procedures for patients during COVID-19 pandemic.

Praram 9 hospital has developed a policy and procedure plan for specialist and staff members when caring for patients during COVID-19. Our aim is to build confidence in our patients about our excellent service and our COVID-19 safety policy. We currently have multiple care service options for our patients to pick from that does not involve them visiting our hospital. These include: PR9 Telemedicine services, Home-care services, and our Drive-in services.

Dr. Somchai Leelasiriwong, M.D and advisor to risk managers at Praram 9 Hospital would like to assure our patients that we take their safety very seriously, especially those who have to visit the hospital often due to their conditions.

“People with complicated diseases like heart disease, kidney disease, diabetes or cancer, which they require ongoing care, these patients tend to have a weaker immune system than the general population. The COVID-19 outbreak has caused concern for these group of people, therefore the complex medical center at Praram 9 Hospital has developed an intensive safety and care measure to build confidence for all patients and patient’s family members”

During arrival to the hospital, both patients and staff will go through a screening process: body temperature, travel history, flu symptoms, and general wellbeing will be asked. Patients with high risk will be separated from normal patients in terms of both area and staff members in charge of their service. Not only that, but Praram 9 Hospital practices safe social distancing and organizes both patient and staff’s schedule to reduce traffic and congestion.

Dr. Somchain, M.D has also mentioned how Praram 9 Hospital will reach and answer our patient’s needs with the help of our new advance services so they would not need to leave the comfort of their homes.

“Praram 9 Hospital has created access to additional treatment options. Praram 9 hospital now has “PR9 telemedicine” service where patients can have a consultation session with their doctor through a VDO call right from their home. Patients can have their symptoms assessed and medication prescribed by our doctors. Other additional treatment options include our Drive-in Service at Building B where you can get a blood test or vaccination service. Our newest development is our Home Care service where our nurses can travel to your home to provide you with vaccination and care.” 

หน้ากากอนามัย “เวลแคร์” รับเครื่องหมาย มอก. เป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย

นายสุชัย ณรงคนานุกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เท็กซ์ไทล์เพรสทีจ จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตหน้ากากอนามัยแบรนด์ “เวลแคร์” (Welcare) รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จาก นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งพิธีมอบจัดขึ้นที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยเวลแคร์นับเป็นหน้ากากอนามัยแบรนด์แรก และแบรนด์เดียวในประเทศไทยในขณะนี้ ที่ได้รับเครื่องหมาย มอก.

            โดยนายสุชัย ณรงคนานุกูล ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของแบรนด์ ว่าในยุคที่ผู้บริโภคมีความรู้ และฉลาดเลือกมากขึ้น ที่ผ่านมาเวลแคร์ทำตลาดโดยเน้นความจริงใจและประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก และจะยังคงถือจุดยืนนี้ต่อไป หน้ากากเวลแคร์ทุกชิ้นจะต้องผลิตโดยใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม โดยกำหนดราคาตามมาตรฐาน แม้ในช่วงเวลาที่วัตถุดิบราคาขึ้น เวลแคร์ก็ยืนยันที่ขายในราคาเดิม โดยไม่หวังที่จะกอบโกยกำไรในระยะสั้น และปฏิเสธการใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ

            เวลแคร์มีความตั้งใจที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของสินค้าเพื่อสุขภาพให้คนไทยได้ใช้สินค้าพรีเมี่ยม ในราคาที่จับต้องได้ และจะคิดค้นและพัฒนาสินค้าอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภคต่อไป เพื่อเป็นแบรนด์นวัตกรรมสุขภาพอันดับ 1 ในอนาคต

            สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์หน้ากากอนามัยเวลแคร์สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Lazada : https://bit.ly/396SHBl หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
FB : welcarethailand https://www.facebook.com/welcare.thailand

“ท็อปส์” จับมือ กรมการค้าภายใน รุกช่วยเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมภาคเหนือ เพิ่มปริมาณรับซื้อกระเทียมไทย 30 %

ท่ามกลางภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมไปถึงเกษตรกรที่ประสบปัญหาไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ และไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคา “ท็อปส์” จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกช่วยเหลือเกษตรกรไทยทั่วทั้งประเทศ ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคาผลผลิต  “ท็อปส์” ซูเปอร์มาร์เก็ตรายเดียวที่ยืนหยัดจำหน่ายเฉพาะกระเทียมที่ผลิตในประเทศไทย 100 %  เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลผลิตกระเทียมไทยที่จะออกสู่ตลาดปริมาณมากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564  ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณรับซื้อกระเทียมไทยเพิ่มขึ้น 30 % จากปีก่อน จากเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้มีตลาดรองรับที่แน่นอน และช่วยยกระดับราคาจำหน่ายผลผลิตให้เกษตรกรในพื้นที่  รวมไปถึงให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ คัดเลือกกระเทียมสดคุณภาพดี กลีบใหญ่ แกะง่าย และคำนึงถึงราคาที่เหมาะสมทั้งการรับซื้อจากเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม ตลอดจนดูแลไปถึงราคาขายที่จำหน่ายถึงมือผู้บริโภคจะต้องเป็นราคาที่สอดคล้อง เพื่อให้ทั้งเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม และผู้บริโภคได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน

เจ็ทส์ ฟิตเนส พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ ฉลองให้ทุกคนกลับมาฟิต ด้วยดีลสุดพิเศษ มอบส่วนลดสมาชิก 50%

  • เจ็ทส์ ฟิตเนส ในพื้นที่กรุงเทพฯ พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้
  • ฉลองต้อนรับสมาชิก พร้อมขึ้นแท่นเป็นผู้นำธุรกิจฟิตเนสอันดับหนึ่ง ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ มอบส่วนลดค่าสมาชิก 50 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์
  • ผู้สมัครสมาชิกรับฟรีประกันโควิด-19 คุ้มครอง 1 ปี วงเงินสูงสุด 1 แสนบาท พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับสมาชิกฟิตเนสกับเจ็ทส์ นานสูงสุด 10 ปี และรางวัลอีกมากมาย มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท*
  • ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพและความปลอดภัยของสมาชิกและพนักงาน ด้วยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด

เจ็ทส์ ฟิตเนส ผู้นำธุรกิจฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการทุกสาขาทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ ระหว่างเวลา 8.00 – 22.00 น. โดยคลับในกรุงเทพฯ จะเปิดบริการตามปกติ 24 ชั่วโมง พร้อมบริการเทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม เวลา 6.00 น. เป็นต้นไป ส่วนคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มยังคงงดให้บริการ จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เจ็ทส์ ฟิตเนส ยังคงรักษามาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และข้อปฏิบัติตามที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่สมาชิกที่มาใช้บริการ

เจ็ทส์ ฟิตเนส ฉลองต้อนรับสมาชิกให้กลับมาฟิตแอนด์เฟิร์มอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำตำแหน่งผู้นำธุรกิจฟิตเนสในไทยด้วย 35 สาขาทั่วประเทศ ด้วยแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษ “เฟิร์มคนละครึ่ง” ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงฟิตเนสและสุขภาพที่ดีได้อย่างไร้กังวล โดยจะได้รับส่วนลด 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับค่าสมาชิกรายเดือน พร้อมประกันโควิด-19 คุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท และสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

มร. ไมค์ แลมบ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจ็ทส์ ฟิตเนส ภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กรุงเทพมหานครประกาศให้ฟิตเนสสามารถกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมฟิตเนสมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีและแข็งแรง เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย1 ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เราได้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด วันนี้ เจ็ทส์ ฟิตเนส จึงพร้อมต้อนรับสมาชิกให้กลับมาใช้บริการได้ทันที”

มร. เดน แคนท์เวล ผู้จัดการประจำประเทศไทยของเจ็ทส์ ฟิตเนส กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำธุรกิจฟิตเนสอันดับหนึ่งในไทย ครอบคลุม 35 สาขาทั่วประเทศ ในปีนี้ เจ็ทส์ ฟิตเนส ยังมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 8 แห่ง เรามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีสุขภาพที่ดี ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ฟิตเนสระดับโลกที่สะดวก เข้าถึงง่าย จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตระหนักว่า การมีสุขภาพที่ดี ร่างกายที่แข็งแรง เป็นของขวัญอันล้ำค่า เพื่อให้ทุกคน สามารถเข้าถึงการออกกำลังกายในมาตรฐานระดับโลก เจ็ทส์ ฟิตเนส จึงพร้อมมอบแคมเปญแห่งปี ‘เฟิร์มคนละครึ่ง’ เพื่อช่วยให้สมาชิกได้กลับมาฟิตเพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อสุขภาพได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่าย”

เจ็ทส์ ฟิตเนส ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีกับแคมเปญสุดคุ้ม “เฟิร์มคนละครึ่ง” สมัครสมาชิกใหม่ เจ็ทส์ช่วยจ่าย 800 บาท พร้อมรับประกันโควิด-19 ผู้สมัครยังมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลอีกมากมายมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ด้วย 3 ตัวเลือกสุดพิเศษตลอดช่วงโปรโมชั่นนี้ ได้แก่

Get Fit with Jetts: สมาชิกใหม่รับส่วนลดค่าสมาชิกฟิตเนสรายเดือน 50 เปอร์เซ็นต์ (800 บาท สำหรับค่าสมาชิก เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง และ 950 บาท สำหรับค่าสมาชิก เจ็ทส์ แบล็ก) ฟรี ค่าแรกเข้าและค่าบัตรสมาชิก (มูลค่า 3,000 บาท) ประกันโควิด-19 คุ้มครอง 1 ปี วงเงินสูงสุด 1 แสนบาท และสิทธิ์ลุ้นรับสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส สูงสุด 10 ปี และของรางวัลอีกมากมาย

Get Strength with Jetts: สมาชิกปัจจุบันหรือสมาชิกใหม่สามารถฟิตหุ่นพร้อมอัพเลเวลความแข็งแรงด้วยโปรแกรมเทรนเนอร์ส่วนตัวออนไลน์ (PT Online) ในราคาเพียง 1,500 บาท (จากเดิม 3,000 บาท) สำหรับแพคเกจ 3 ครั้ง พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส สูงสุด 10 ปี และของรางวัลอีกมากมาย

Get Fit with Friends: สมาชิกปัจจุบันที่ชวนเพื่อนมาสมัครสมาชิก เจ็ทส์ ฟิตเนส รับส่วนลดสมาชิกฟิตเนสรายเดือน 50 เปอร์เซ็นต์ ต่อการแนะนำเพื่อนที่มาสมัครสมาชิก 1 ท่าน พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับสมาชิกเจ็ทส์ ฟิตเนส สูงสุด 10 ปี และของรางวัลอีกมากมาย

สมาชิก เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่ เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง 33 สาขาทั่วประเทศ ส่วนสมาชิก เจ็ทส์ แบล็ก สามารถเข้าใช้บริการฟิตเนสของเจ็ทส์ได้ทุกสาขา ได้แก่ เจ็ทส์ แบล็ก สาขาเดอะปาร์ค และเกษรวิลเลจ รวมถึงเจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง อีก 33 สาขา เจ็ทส์ ฟิตเนส มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ฟิตเนสระดับโลก พร้อมด้วยอุปกรณ์ทันสมัยมาตรฐานสากล คลาสต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างสะดวก ในทุกช่วงเวลาที่ต้องการ อีกทั้งยังเล่นได้ทุกอย่างไม่จำกัด ในราคาที่คุ้มค่า โดยไม่มีข้อสัญญาผูกมัดรายปี พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพและความปลอดภัยของสมาชิกและพนักงาน ด้วยมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการรักษาระยะห่าง การทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย การจัดเตรียมแอลกอฮอล์เจลตามจุดต่างๆ และการควบคุมจำนวนสมาชิกไม่ให้แออัด ตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล info@jetts.co.th เฟซบุ๊ก www.facebook.com/JettsThailand หรือไลน์ @Jettsthailand

แม็คโคร เปิดบริการ “สั่งล่วงหน้า” สินค้าไหว้คุณภาพ ครบจบในคลิกเดียว ชูของสุขภาพดี-หลากหลาย-ราคาปัง รับตรุษจีนยุคโควิด

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เพิ่มประสบการณ์จับจ่ายรับตรุษจีนยุคโควิด ด้วยบริการ “สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า” ผ่านแม็คโครคลิกดอทคอม และ แม็คโครแอปพลิเคชั่น เพิ่มประสบการณ์ซื้อสินค้าไหว้รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่บ้านมากขึ้น เน้นสินค้าสุขภาพดี หลากหลาย ราคาปัง ชูความคุ้มค่าในช่วงเวลารัดเข็มขัด

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอีคอมเมิร์ซ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ตรุษจีนปีนี้ แม็คโครทำการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าผู้ประกอบการ ผู้บริโภค พบว่าลูกค้าสนใจจะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อสินค้าตรุษจีนแบบสั่งซื้อล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ แม็คโครจึงได้เปิดตัวบริการ สั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า สำหรับเทศกาลตรุษจีน ผ่าน แม็คโครคลิกดอทคอม makroclick.com และแม็คโคร แอปพลิเคชั่น เริ่มสั่งได้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564  โดยสามารถเลือกวันรับสินค้าได้ในวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2564

“ตรุษจีนปีนี้ เป็นช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แม้จะส่งผลกับผลประกอบการ รายได้ แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนยังคงให้ความสำคัญกับการไหว้ตามประเพณี เพียงแต่ปรับรูปแบบ วิธีการซื้อสินค้า งบประมาณในการซื้อ เพื่อให้เหมาะสม  การมีบริการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เป็นการเพิ่มประสบการณ์จับจ่ายยุคดิจิทัล ที่ทำให้ลูกค้าทุกกลุ่มสะดวก ปลอดภัย เราจึงได้นำสินค้าสำหรับเทศกาลตรุษจีนที่หลากหลาย เน้นคุณภาพสินค้า ในราคาคุ้มค่า เหมือนเป็นอั่งเปาที่แม็คโคร ตั้งใจจัดให้ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน”

สำหรับรายการสินค้าตรุษจีน ในบริการ สั่งซื้อล่วงหน้า ผ่านแม็คโครคลิกดอทคอม จะมีสินค้าที่คัดสรรแล้วกว่า 50 รายการ อาทิ ชุดหมูสำหรับไหว้ (สะโพก สามชั้น), ชุดผลไม้ไหว้ 5 มงคล และ 9 มงคล, ไก่, เป็ด, ปลากะพง, ขนมเข่งขนมเทียน,ชุดโหวงเปี๊ยะ, ส้มสายน้ำผึ้งกล่องตรุษจีน, ส้มโอสำหรับไหว้, หมึกหนังไหว้ 9-11นิ้ว, กุ้งขาว, ขนมเปี๊ยะ, บัวลอย, พุทราเชื่อม, ซาลาเปา ฯลฯ

นอกจากนี้ยังร่วมกับพันธมิตรทางการค้าอย่าง เอสเพียว เบทาโกร และซีพี จัดชุดไหว้ในแบบต่างๆ จำหน่ายในราคาพิเศษ และจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายสะสมแต้มชิงรางวัลลุ้นโชคให้กับสินค้าประเภทอื่นๆ ที่สั่งผ่านช่องทางแม็คโครคลิกดอทคอมด้วย

โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าตรุษจีนผ่านแม็คโครคลิกดอทคอม และแม็คโครแอปพลิเคชั่น ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจะมีบริการส่งสินค้าไหว้ให้ลูกค้าระหว่างวันที่ 9 -10 กุมภาพันธ์  ก่อนถึงวันไหว้ของเทศกาลตรุษจีนปีนี้ พร้อมส่งฟรี เมื่อซื้อสินค้า 2,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ

ทั้งนี้ แม็คโครได้คุมเข้มมาตรการด้านอาหารปลอดภัยตลอดกระบวนการจนถึงมือผู้บริโภค  ตามมาตรการป้องกันโควิดที่ได้รับการรับรองจากกรมอนามัยในการเป็นสถานประกอบการปลอดภัยป้องกันโควิด-19 ในทุกสาขา และดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้นตลอดขั้นตอนการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการซื้อขายสินค้าในยุคชีวิตวิถีใหม่

Klook ระดมทุนเพิ่มกว่า 6,000 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีท่องเที่ยว

(จากซ้ายไปขวา) เอริค น็อก ฟาห์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท, อีธาน หลิน ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท และ เบิร์นนีย์ เซียง ประธานฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท 

Klook แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมและบริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ได้ประกาศว่า บริษัทได้บรรลุข้อตกลงด้านเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท โดยเงินลงทุนหลักในระดับ Series E นี้ ได้รับจากบริษัทผู้ลงทุนรายใหม่คือ บริษัท Aspex Management ซึ่งเป็นผู้ลงทุนที่เน้นการลงทุนในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก นอกจากนั้นยังมีกลุ่มผู้ลงทุนรายเดิมได้แก่ Sequoia Capital China, Softbank Vision Fund 1, Matrix Partners China, และ Boyu Capital ด้วย

ในช่วงปีที่ผ่านมา Klook เผชิญกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งทำให้ทางบริษัทได้เร่งปรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยการปรับกลยุทธ์ได้ทำผ่าน 2 แนวทางหลัก ๆ แนวทางแรก ได้แก่ พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในการจองกิจกรรมบริการท่องเที่ยว และแนวทางที่สองคือ การนำสินค้าท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์มาให้บริการ เช่น Staycation และ บริการเช่ารถ จากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า ในกลุ่มประเทศที่เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 เช่น สิงคโปร์, ฮ่องกง และไต้หวันนั้น มีการจองกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จนตัวเลขการจองพุ่งไปเกือบเท่ายอดการจองในช่วงก่อนการระบาด ทั้งนี้เพราะกลุ่มคนในท้องถิ่นเริ่มค้นหาและทดลองกิจกรรมและบริการการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อทดแทนการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 

อีธาน หลิน ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Klook กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายของปี 2563 Klook ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าตัดสินใจของบริษัท เราสามารถพลิกความท้าทายและอุปสรรคไปสู่โอกาสและการเติบโตได้ด้วยนวัตกรรมและความคล่องแคล่วฉับไวขององค์กร ทั้งนี้เราได้จับตามองพฤติกรรมของนักเดินทางในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่านักเดินทางต่างต้องพยายามอดกลั้นความต้องการที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว โดยในขณะที่ยังเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ พวกเขาก็จะหันมาให้ความสนใจในกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศ และค้นหากิจกรรมหรือประสบการณ์ใหม่ ๆ ในย่านที่คุ้นเคยเพื่อเป็นการทดแทน”​ อีธาน หลิน ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า  “การลงทุนครั้งล่าสุดนี้จะช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี และจะช่วยเปลี่ยนสถานะจากการเป็นฝ่ายตั้งรับ มาเป็นฝ่ายรุก เนื่องจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาอีกครั้ง” 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ธุรกิจในแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมากขนาดไหนจากภาวะการแพร่ระบาดของไวรัส แต่อย่างไรก็ตาม Klook ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพในการลุกกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า หลังสถานการณ์ COVID-19 การจองกิจกรรมการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะยิ่งได้รับความนิยม และด้วยศักยภาพของ Klook ในการที่จะก้าวไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มครบวงจร” ที่ให้บริการด้านการจองกิจกรรมและบริการท่องเที่ยวครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ทำให้เรายิ่งมั่นใจในการระดมทุนในครั้งนี้เป็นอย่างมาก” แอร์เมส ลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลสารสนเทศ และผู้ก่อตั้ง Aspex Management กล่าว 

Klook เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล มุ่งแก้ปัญหาและยกระดับการบริการท่องเที่ยวให้ผู้ประกอบการ

ในช่วงเวลาที่หลายประเทศต้องเผชิญหน้ากับการล็อกดาวน์อย่างต่อเนื่อง Klook ได้มองเห็นแนวโน้มในแวดวงผู้ประกอบการการท่องเที่ยวว่า ผู้ประกอบการหลายท่านให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับเปลี่ยนและพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยจะเห็นได้ว่า แม้ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดยังคงทวีความรุนแรง แต่ Klook สามารถเพิ่มจำนวนกิจกรรมและบริการการท่องเที่ยวได้สูงขึ้นถึง 150% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทจึงตั้งเป้าว่า จะนำเงินระดมทุนก้อนใหม่นี้มาลงทุนและพัฒนาระบบที่เรียกว่า SaaS ที่จะช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวได้เพิ่มขีดความสามารถในการ สร้าง จัดการ และยกระดับการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยวไปกับ Klook 

ปัจจุบัน ระบบ SaaS ได้ถูกนำมาใช้กับผู้ประกอบการมากกว่า 2,500 บริษัททั่วโลก และสามารถสร้างยอดการจองได้มากกว่าหนึ่งล้านครั้ง ด้วยศักยภาพของระบบ SaaS นี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการจำนวนมากสามารถที่จะปรับเปลี่ยนและกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจ โดยผู้ประกอบการสามารถสร้างหน้ากิจกรรมหรือบริการท่องเที่ยวออนไลน์บน Klook ได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ระบบดังกล่าวได้ถูกออกแบบและสร้างโดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับหลากหลายหน้าที่  เช่น การดำเนินการออกตั๋ว, การจัดจำหน่าย, การจัดการสินค้า​, การตลาด และอื่นๆ 

“พวกเรากำลังก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคใหม่ของโลกดิจิทัล จากเดิม นักท่องเที่ยวคุ้นชินกับการจองกิจกรรมท่องเที่ยวแบบออฟไลน์หรือใช้ระบบการจองแบบเดิมๆ แต่ ณ วันนี้ ระบบเหล่านั้นไม่สามารถตอบโจทย์โลกในยุคหลัง COVID-19 ได้อีกต่อไป ก่อนหน้านี้ Klook มีการทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยเพื่อค้นหาปัญหาหรืออุปสรรคเพื่อจะพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยีรวมถึงระบบต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น และด้วยเงินระดมทุนในครั้งนี้ จะเปรียบเหมือนการเติมสรรพาวุธให้เรา ช่วยเพิ่มศักยภาพให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปจนถึงสามารถเปลี่ยนแปลงและเพิ่มพลังให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตได้อย่างแท้จริง” เอริค น็อก ฟาห์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Klook กล่าว

ในครึ่งปีหลังของ พ.ศ 2563 Klook ได้ทดลองพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ได้แก่

  • Contact Tracing System: ระบบดังกล่าวนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายและได้เริ่มต้นให้บริการกับผู้ประกอบการกิจกรรมท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์ โดยระบบนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามตัวลูกค้าได้ ในกรณีที่หากพบว่ามีผู้ติดเชื้อ และต้องการแจ้งหรือติดตามกลุ่มลูกค้าที่อาจเป็นกลุ่มเสี่ยง
  • Attraction Plus: ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในกิจกรรมการท่องเที่ยวและสถานประกอบการเป็นหลัก โดยจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่ เช็คเวลาที่แท้จริงในการรอคิวเครื่องเล่น, ค้นหาร้านอาหาร ไปจนถึงแนะนำแผนการท่องเที่ยว
  • Klook Live!: ฟังก์ชันการ Live บนแอพพลิเคชัน Klook ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงดีลพิเศษจากผู้ประกอบการได้อย่างสะดวก รวมถึงสามารถโต้ตอบพูดคุยกับ Klook ได้อย่างสนุกสนานผ่านการ Live โดยเบื้องต้นพบว่า Klook Live สามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์ยอดขายเมื่อเทียบกับสัดส่วนผู้เข้าชมเว็บไซต์/สินค้า ได้สูงขึ้นถึง 4 เท่า 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับองค์การการท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ เช่น องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวฮ่องกง, องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น, องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี, องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวสิงคโปร์, และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยสนับสนุนและเสริมความแข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดย Klook ได้ถูกรับเลือกให้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการในโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ “SingaporeRediscovrs Voucher (SRV)” ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับจองกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศสิงคโปร์ 

“โรบินฮู้ด” แอปพลิชันฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติไทย

ในยุคโควิด ธุรกิจที่มาแรง แซงโค้งหลากหลายธุรกิจ คงจะหนีไม่พ้นธุรกิจ”ฟู้ดเดลิเวอรี่” ค่ะคุณขา เพราะบนท้องถนนเห็นพนักงานส่งอาหาร หรือ ไรเดอร์ ขับรถกันขวักไขว่ ส่งบ้านนั้น ออกบ้านนี้ แทบจะชนกัน เหตุเพราะคนส่วนใหญ่ WFH (Work&Learn From Home) ประกอบกับหลากหลายแบรนด์ก็อัดโปรฯ กันกระจุยกระจาย ขนาดค่าขนส่งแทบจะฟรีกันเลยทีเดียว

ล่าสุด “โรบินฮู้ด”แอปพลิชันฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติไทย โดย บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ก็เอากับเค้าด้วย แทคทีมจับมือกับ “เอไอเอส” นำโดยคุณพี่กุ้งบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยงานธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ มอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าอาหารสุดปัง! สูงสุด 50 บาท ให้กับลูกค้าเอไอเอส เพียงใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน myAIS เพื่อความสะดวกสบายให้ลูกค้าฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้อิ่มสะดวกกับเมนูโปรด แบบอุ่นใจ และปลอดภัย

เอิ่ม! ถือว่าตอกย้ำผู้นำด้าน Loyalty Program ของเอไอเอส ที่พร้อมดูแลลูกค้าทุกเจเนอเรชันให้อุ่นใจทุกช่วงเวลา และช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กได้เพิ่มโอกาสในการขาย และไรเดอร์ มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย…โอ้ว์ว้าวววว เริ่ดสุดในสามโลกคร๊าคุณขา

องค์กรรัฐ-เอกชนถอดรหัสลงทุนในเวียดนามศก.โต เผยแผนยุทธศาสตร์ โอกาสทองของนักลงทุนไทย

สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม ร่วมกับสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย  และบริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวในห้วข้อ “โอกาสทองสำหรับนักลงทุนไทยในเวียดนาม” ร่วมเปิดมุมมองถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศเวียดนามในปัจจุบันและอนาคตโอกาสของนักลงทุนไทย

นายฟัน จิ้ ทัน เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าปี 2563 เศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เวียดนามเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงบวก (GDP) ที่มีการเติบโตถึง 2.91 % ในปี 2020 เนื่องจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่ช่วงแรก โดยอัตราการเติบโตของ GDP เวียดนามในช่วงปี 2559-2563 เฉลี่ยอยู่ที่ 5.9% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2564 สดใสโดยองค์กรการเงินระหว่างประเทศ อาทิ World Bank, International Monetary Fund, Asian Development Bank คาดการณ์ไว้ว่า GDP จะเติบโตอยู่ที่ 6.5-7.0%

“ปัจจัยที่เอื้อให้มีการเข้ามาลงทุนจำนวนมากเพราะเวียดนามมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง มีแรงงานจำนวนมาก และด้วยขนาดของตลาดในประเทศที่มีประชากรสูงถึง 100 ล้านคน และที่สำคัญเวียดนามยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน จีนและอีกหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เวียดนามเป็นเป้าหมายของนักลงทุนกว่า 132 ประเทศ ที่สนใจเข้ามาลงทุนโดยปัจจุบันนักลงทุนชาวไทยเข้ามาในประเทศเวียดนามเวียดนามถึง 603 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 13 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 400 พันล้านบาทจัดอยู่ที่ลำดับ 9 ที่มีเข้ามายังเวียดนาม ” นายฟัน จิ้ ทัน กล่าว

อย่างไรก็ตามในอีก 5 ปี 2564-2568 ข้างหน้ารัฐบาลเวียดนามได้วางแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 10 ปี การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฉบับใหม่ปี 2564-2573 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาแห่งชาติเวียดนามที่คาดว่าจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยที่สามารถนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนไทยที่จะเข้ามาในประเทศเวียดนามมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า  เวียดนามยังเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศซึ่งรวมถึงนักลงทุนไทยเพราะเป็นตลาดที่ใหญ่และเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นความสำเร็จของการลงทุนของไทยในเวียดนามในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนในปัจจุบัน และการสนับสนุนของรัฐบาลเวียดนาม การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามรวมถึงการเติบโตของหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของเวียดนาม ความสามารถของนักธุรกิจไทยและนักลงทุนในเวียดนามในการร่วมมือกันซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตและการอยู่รอดในอนาคต

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม กล่าวว่า ประเทศเวียดนามมีประชากรในวัยทำงานจำนวนมาก และมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่ำทำให้ตลาดเวียดนามมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งการส่งออกสินค้ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปีที่ผ่านมามีการส่งออกรวมมูลค่าถึง 281,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งเป็นผลจากการทำความตกลงด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 17 ฉบับ ขณะเดียวกันเวียดนามให้สิทธิพิเศษในด้านภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจการค้าและการลงทุน (Ease of doing business) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุน การก่อสร้างสาธารณูปโภค และอื่นๆ นับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ส่งผลให้เกิดการลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

นางสมหะทัย พานิชชีวะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ. อมตะวีเอ็น (AMATAV) กล่าวในมุมมองของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามว่า อมตะเชื่อในการเติบโตของเวียดนาม นั่นคือเหตุผลที่อมตะอยู่ในเวียดนามมานานกว่า 26 ปี และถือว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ โดยปัจจุบันอมตะมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอยู่ทั้งทางตอนเหนือและตอนใต้ของเวียดนาม มีทั้งหมด 6 โครงการรวมพื้นที่พัฒนา 2,500 เฮกตาร์หรือ 15,625 ไร่ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 840 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27,200 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลเวียดนามอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาสังคม – เศรษฐกิจ อมตะวีเอ็นก็ได้วางเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนามสู่การเป็น “เมืองอัจฉริยะ” ซึ่งแนวคิดเมืองอัจฉริยะครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน ชุมชน การผลิต การขนส่งและคมนาคม การศึกษา เทคโนโลยี และการจัดการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ซึ่งมีความสอดรับกับแผนพัฒนาประเทศของเวียดนามอีกด้วย