อาร์เอส กรุ๊ป วางเป้าปีทะลุ 5,700 ล้านบาท สวนกระแสโควิด19 โมเดล Entertainmerce ดันทุกธุรกิจในกลุ่มเติบโตก้าวกระโดดเป็น All Time High

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์เอส กรุ๊ป เป็นหนึ่งในไม่กี่องค์กรของไทยที่สามารถก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 และพาธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงในปีที่ผ่านมา โดยในปี 2564 นี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าโมเดลธุรกิจ Entertainmerce ที่แข็งแกร่ง ร่วมกับการเติบโตของกลุ่มธุรกิจคอมเมิร์ซซึ่งสอดรับกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลก และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ จะผลักดันบริษัทฯ เติบโตแบบก้าวกระโดด สร้าง All Time High และมีรายได้รวมทะลุ 5,700 ล้านบาท

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม้ปีที่ผ่านมาสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุกภาคส่วน และเป็นผลกระทบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่อาร์เอสเป็นองค์กรที่ปรับตัวเร็ว สามารถตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที มีการปรับแผนให้เหมาะสมและสอดคล้อง รวมไปถึงโมเดลธุรกิจ Entertainmerce ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ ทำให้ผลประกอบการในปีที่ผ่านมา สามารถทำรายได้นิวไฮได้อย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส สำหรับแผนธุรกิจในปี 2564 นี้ แม้โควิด-19 ยังกลับมาระบาดระลอกใหม่ แต่อาร์เอส กรุ๊ป มีความพร้อมความเข้าใจในการรับมือ และมีควาสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ต่างๆ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถรับมือได้ดี”

โดยในปี 2564 นี้ อาร์เอส กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าปัจจัยที่จะทำให้เราเติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้งมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1) การพัฒนาต่อเนื่องของ อาร์เอส มอลล์ (RS Mall) ซึ่งสอดรับกับเมกะเทรนด์สำคัญของโลกและการเติบโตของดาต้าเบส ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้า 1.6 ล้านราย และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 2 ล้านราย ณ สิ้นปี 2564

2) การเติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทไลฟ์สตาร์ ด้วยการออกสินค้าประเภทใหม่ๆ สู่ตลาดทุกช่องทางที่ไม่ได้ขายเพียงช่องทาง อาร์เอส มอลล์ (RS Mall) เท่านั้น

3) การสร้างรายได้เพิ่มจากกลยุทธ์ Content-Driven ผ่านทางช่อง 8, COOLISM และ RS Music

4) การทำ Mergers and Acquisitions (M&A) จากการ Synergy กับโมเดลธุรกิจ Entertainmerce

ในแต่ละธุรกิจมีการวางกลยุทธ์ ดังต่อไปนี้

ธุรกิจคอมเมิร์ซ

อาร์เอส มอลล์ (RS Mall) แพลตฟอร์มที่จำหน่ายสินค้าและบริการในหลากหลายกลุ่ม เพื่อเติมความสุขให้ทุกชีวิต โดยตั้งเป้าในการเป็นพันธมิตรทางด้านสุขภาพให้กับลูกค้า ซึ่งเมกะเทรนด์ที่สำคัญในปีนี้มุ่งเน้นไปที่การดูแลและใส่ใจในเรื่องสุขภาพ และกลุ่มคนรุ่นเก่า (Silver Generation หรือ Young Old) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เป็นหัวใจสำคัญของ Business Model ของอาร์เอส มอลล์ สำหรับการเติบโตทางธุรกิจ อาร์เอส มอลล์ ตั้งเป้าไว้ที่ 30% จาก Inbound ที่มาจากช่อง 8 ช่องทีวีดิจิทัลพันธมิตร และช่องทีวีดาวเทียม ช่องทาง Outbound จากเทเลเซลล์ และเติบโต 2 เท่าสำหรับช่องทางออนไลน์ จากปัจจัยดังต่อไปนี้

1. การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลสุขภาพในทุกมิติ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของอาร์เอส มอลล์ และจัดหาสินค้าเฉพาะ ผ่าน RS Mall เท่านั้น ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน

2. การเป็น Virtual Store ที่ยังคงเป็นข้อได้เปรียบจากสถานการณ์โรคระบาดที่ยังไม่มีความแน่นอน ในขณะเดียวกัน รูปแบบการให้บริการผ่านเจ้าหน้าที่ที่พร้อมจะให้คำอธิบายบนทุกปัญหาสุขภาพ กลับสามารถทำให้ลูกค้ามั่นใจและปิดการขายได้มากกว่าร้านค้าออนไลน์ทั่วไป

3. การสร้างระบบ CRM ที่แข็งแรง จะสามารถสร้างการซื้อซ้ำได้กว่า 2.4 ครั้งต่อปี ทั้งจากคุณภาพของสินค้า ปริมาณของสินค้าที่หลากหลายในการตอบโจทย์ความต้องการทางด้านสุขภาพ และเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหรือ Wellbeing การได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น 

4. การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อทำให้เราเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ทั้งในแง่ของการสร้าง Customer Data Platform ที่นำข้อมูลของลูกค้าในหลากหลายมิติมาประมวลผลให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงใจ และตรงเวลากับลูกค้ามากที่สุด และการนำระบบ Voice Analytics มาปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยการนำเครื่องมือไปใช้วิเคราะห์ไฟล์เสียงทั้งหมดเพื่อหา Unmet Demand จากบทสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่และลูกค้า และการขยายระบบ Predictive dialing system (PDS) สู่ลูกค้าทุกกลุ่ม ทำให้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว

บริษัท ไลฟ์สตาร์ จำกัด

ในฐานะผู้ผลิตนวัตกรรมด้านสุขภาพและความงามระดับโลก ในปีนี้นับเป็นปีที่ก้าวกระโดดของไลฟ์สตาร์ เนื่องจากจะมีการเสนอสินค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพและเทรนด์การใช้ชีวิตแบบใหม่ โดยเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์ใหม่ เข้าสู่ Mass Market อย่างเต็มตัว การเปิดตัวและก้าวสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ Functional Drink ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยไลฟ์สตาร์จะขยายช่องทางการจำหน่ายไปสู่ช่องทางการขายที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทสินค้า ผ่าน Mass Market หลากหลายช่องทาง วางขายผ่าน E-Commerce และยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไลฟ์สตาร์ผ่าน อาร์เอส มอลล์ ด้วย 

ธุรกิจสื่อและบันเทิง

สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

ชูกลยุทธ์ Content-Driven Marketing ผลิตคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จัดวางแต่ละคอนเทนต์ในช่วงเวลาและเลือกใช้วิธีที่เข้าถึงผู้ชมตามกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการจัดวางคอนเทนต์อย่างเหมาะสมให้เข้าถึงง่ายในแต่ละช่องทาง ดำเนินตามกลยุทธ์เก้าอี้ 4 ขาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากปีก่อน ซึ่งทำให้ช่อง 8 แตกต่างจากช่องทีวีดิจิทัลอื่น เพราะเป็นช่องเดียวที่มีรายได้ทั้งจากการโฆษณา รายได้จาก RS Mall หรือธุรกิจคอมเมิร์ซของบริษัท รายได้จากการจัดอีเว้นท์ และรายได้จากการขายคอนเทนต์ สู่การทำรีเมคออริจินัล      คอนเทนต์ ทั้งการรับชมผ่านทาง Official account ของช่อง 8 เอง และผ่านพันธมิตรอื่นๆ ด้วย จากกลยุทธ์หลักที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ที่ถูกต้อง คาดว่าจะสร้างยอดการเข้าถึงผู้ชมในแต่ละช่องทางรวมกันมากกว่า 50 ล้านคน ณ สิ้นปี 2564 

COOLISM

มุ่งเน้นกลยุทธ์แม่น้ำ 3 สาย นำโดย COOLfahrenheit สถานีเพลงไทยสากลอันดับหนึ่งที่ผู้ฟังเหนียวแน่นทั้งบนออนแอร์และออนไลน์รวมกันกว่า 3.7 ล้านคน เจาะกลุ่มพรีเมียมแมสที่มีไลฟ์สไตล์ชัดเจนผ่านไลฟ์สไตล์การกิน เที่ยว ช้อปปิ้งออนไลน์ และชมอีเว้นท์ต่างๆ ขยายฐานสู่ Young Generation ผ่านการพาร์ทเนอร์กับออนไลน์แพลตฟอร์มอื่นๆ และธุรกิจ COOLive ที่ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจเพลง จัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าทุกแพลตฟอร์ม รักษาเรตติ้งอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ ยังต่อยอดโมเดล Entertainmerce ด้วยการพัฒนาเมนูช้อปปิ้ง COOLanything ทั้งบนแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนฟังให้ช้อปปิ้งและฟังเพลงไปพร้อมกับการคัดสรรสินค้าและโปรโมชั่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้ฟัง COOLfahrenheit

RS Music

ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารลิขสิทธิ์คลังเพลงที่แข็งแรงและการกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจนเกิดกระแส “โตมากับอาร์เอส” เน้นการเพิ่มมูลค่าจากโซเชียลมีเดียของแต่ละศิลปิน ทั้งศิลปินใหม่ 9 คนจาก 3 ค่ายเพลง รวมถึงศิลปินเดิมที่มีฐานผู้ฟังเหนียวแน่น พัฒนาขึ้นเป็น influencer จากไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง และต่อยอดสู่การเป็น business partner ตามโมเดล Music Star Commerce รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ต่างๆ

การเข้าซื้อหุ้น บริษัท เชฎฐ์ เอเชีย จำกัด

การทำ Mergers and Acquisitions (M&A) กับบริษัท เชฎฐ์ เอเชีย ซึ่งเป็นการรุกเข้าสู่ธุรกิจ “บริหารสินทรัพย์-สินเชื่อรายย่อย” สร้างการเติบโตในแนวราบ จากภาวะแนวโน้มเศรษฐกิจในปัจจุบัน จำนวนหนี้ด้อยคุณภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บริษัทฯ จึงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดโมเดลธุรกิจ Entertainmerce โดยใช้โอกาสนี้ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจของอาร์เอส และร่วมมือกันเสริมศักยภาพกลุ่มบริษัทเชฎฐ์ให้เทียบเท่าบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฯ และปูทางเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งการระดมทุนและจะช่วยสนับสนุนทำให้กลุ่มบริษัทเชฎฐ์ ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ภายใน 2 ปี ซึ่งกลุ่มบริษัทเชฎฐ์จะกลายเป็นบริษัทที่มีความโดดเด่นและแตกต่างโดยใช้กลยุทธ์ Entertainmerce ของอาร์เอส เข้าไปสนับสนุน และเชื่อว่า อาร์เอส กรุ๊ป และ กลุ่มบริษัทเชฎฐ์ จะเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง

“นอกจากนี้ เรายังคงมองหาพารท์เนอร์ทางธุรกิจเพื่อเข้าซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 – 2 ดีลภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดจากโมเดลธุรกิจ Entertainmerce และทำให้ Ecosystem ของอาร์เอส กรุ๊ป ขยายตัวอย่างไม่สิ้นสุด จากกลยุทธ์ทั้งหมดในปี 2564 พร้อมกับการรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ จึงเชื่อมั่นว่า อาร์เอส กรุ๊ป จะมีรายได้รวม ทะลุ 5,700 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน” นายสุรชัย กล่าวปิดท้าย

CHOW ผนึก “เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง” บุกตลาด Solar Rooftop ลูกค้ารายใหญ่

CHOW เดินหน้าบุกตลาด Solar Rooftop ในประเทศต่อเนื่อง หลังพบศักยภาพการเติบโตสูง รัฐให้การสนับสนุนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ล่าสุดจับมือพันธมิตรรายใหม่ “เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง” ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจอุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ร่วมทุนเปิดบริษัทลูกบุกตลาดกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ เต็มกำลัง มั่นใจเห็นการเติบโตชัดเจนเร็ว ๆ นี้

   
           นายอนาวิล จิรธรรมศิริ  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กแท่งยาว (Steel Billet) รายใหญ่ของประเทศ และธุรกิจพลังงานทดแทนประเภทพลังงานแสงอาทิตย์  เปิดเผย ว่าบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) หลังจากภาครัฐให้การสนับสนุนแผนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีนัยสำคัญ ตามแผนพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 6,000 MW ตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2579  โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัท เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดจำหน่ายอุปกรณ์ด้านการสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทุกชนิด จัดตั้งบริษัท เชาว์ แอนด์ ซีเคอี รีนิวเอเบิ้ล จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาร่วมกัน โดยเฉพาะในลูกค้ากลุ่มขนาดใหญ่ รวมถึงโรงงานผู้ผลิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบริษัท เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

            “บริษัทฯ  เล็งเห็นโอกาสการเติบโตสูงในตลาด Solar Rooftop จึงได้จับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและกว้างขวางในแต่ละตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าและโครงการใหม่ๆ  ซึ่ง ”เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง” ถือเป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาด  และมีฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่  สามารถเป็นช่องทางในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างดี”
            นายอนาวิล กล่าวต่อว่า บริษัท เชาว์ แอนด์ ซีเคอี รีนิวเอเบิ้ล จำกัด เป็นบริษัทรับเหมาติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคา ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเป็นอย่างดี จากบริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่  จำกัด (มหาชน) ที่มีประสบการณ์ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาแล้วทั้งในและต่างประเทศ มีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์ ซึ่งมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ในขณะที่บริษัท เจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีทีมงานการตลาดที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ มีฐานลูกค้า ที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯ  ซึ่งหลังจากนี้จะเห็นการเติบโตของบริษัทอย่างชัดเจน

PRINCตั้งงบลงทุน 3 ปี 5,000 ล้านบาท ดันรายได้โตเท่าตัว ประเดิมลงทุนปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท มุ่งเปิด 3 รพ.และคลินิก 20 แห่ง

PRINC ตั้งงบลงทุนระยะ 3 ปี ระหว่างปี 2564-2566 จำนวน 5,000 ล้านบาท ดันรายได้โตเท่าตัวแตะระดับ 5,000 ล้านบาท ประเดิมปี 2564 จัดสรรเงินลงทุนราว 1,000 ล้านบาท ลุยขยายโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง เหตุเป็นตลาดสำคัญขนาดใหญ่สุดของประเทศและมีโอกาสเติบโตสูง พร้อมวางตัวเป็น Healthcare Enabler อ้าแขนรับพันธมิตรร่วมให้บริการทางการแพทย์แบบมีประสิทธภาพในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้         

             นายสาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด(มหาชน) หรือ PRINC เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดงบลงทุนในช่วง 3 ปี หรือระหว่างปี 2564-2666 จำนวน 5,000 ล้านบาท โดยหลักมุ่งเน้นการขยายจำนวนโรงพยาบาลให้เป็นไปตามเป้าหมาย ครบ 20 แห่งภายในปีน 2566 จำนวนคลินิกจำนวน 100 แห่ง และศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุ 5 แห่ง บริษัทคาดหวังว่าผลของการขยายดังกล่าวจะผลักดันให้รายได้เติบโตเท่าตัว หรือแตะระดับ 5,000 ล้านบาท ได้ภายในปี 2566

สำหรับปี 2564 นี้ บริษัทจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายโรงพยาบาลจำนวน 3 แห่งประมาณ 900 ล้านบาท การลงทุนเพื่อเปิดศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุ 1 แห่ง 70 ล้านบาท และเปิดคลินิก 10 แห่ง อีก 30 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้าหมายรายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 50% หรือมีรายได้ราว 3,600 ล้านบาท

“บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับการขยายคลินิกเพราะเห็นว่าจะเป็นปัจจัยหลักให้เข้าถึงชุมชุม หรือกลุ่มลูกค้าระดับกลางซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญและขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก และบริษัทวางตัวเองเป็น Healthcare Enabler ร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจที่สนใจจะทำ Healthcare เช่น อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ ให้บริการทางการแพทย์ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ บนระดับบริการที่มีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลประกอบการของบริษัทยังแสดงผลขาดทุน เนื่องจากโดยปกติธุรกิจโรงพยาบาลจะใช้ระยะเวลา 5 ปีในการคืนทุน ซึ่งบริษัทได้เริ่มลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลมาเป็นระยะเวลา 3 ปีแล้ว ดังนั้นบริษัทคาดหวังว่าผลประกอบการน่าจะเริ่มเห็นเป็นบวกได้ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันในปี 2564 นี้ ทางบริษัทมุ่งเน้นการขยายธุรกิจควบคุมดูแลสังคมและชุมชนโดยรอบด้วยการแบ่งปันคุณค่าร่วมกัน (Create Shared Value) ทั้งการส่งเสริมเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์กลับคืนถิ่นพัฒนาบ้านเกิดตามเครือรพ.พริ้นซ์ฯ ทีขยายไปสู่ต่างจังหวัด, เปิดบริการใหม่ Dr.PRINC TeleHealth ให้บริการคำปรึกษาแพทย์ผ่านทางไกลโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยงในการเดินทางมาที่โรงพยาบาลในช่วงการระบาดของสถานการณ์ โควิด-19 ระลอกใหม่ รวมทั้งการเข้าร่วมโครงการ Care the whale ขยะล่องหนกับทางตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาคนในองค์กรให้เป็นผู้ให้ ตามปณิธานของการก่อตั้งองค์กรเพื่อร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป-.

UAC กางแผนปี 64 ปั้นรายได้ทั้งปีโต 10% เร่งเดินเกมรุกด้าน Energy Efficiency – High Value Product

บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC) กางแผนธุรกิจปี64 ชูกลยุทธ์การลงทุนด้าน Energy Efficiency ทั้งในประเทศ และกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมพัฒนาธุรกิจไบโอดีเซล สู่ไบโอเคมิคัล สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Product) หนุนรายได้รวมทั้งปีโต10% จากปีก่อนและตั้งเป้า EBITDA ไม่ต่ำกว่า18% ของยอดขาย   

นายชัชพล ประสพโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี   โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า จะมีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวมเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบจากปีก่อน พร้อมทั้งตั้งเป้า EBITDA ไม่ต่ำกว่า 18% ของยอดขาย ทั้งนี้เป็นผลจากการบริโภคมีสัญญาณที่ดีขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของ UAC สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี พลังงาน และเคมีภัณฑ์ ดังนั้นเมื่อการบริโภคฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อธุรกิจเทรดดิ้ง และ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ของบริษัทฯ    

ส่วนแผนการลงทุนของบริษัทฯ ในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นนโยบายการลงทุนด้าน Energy Efficiency       ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV โดยจะพิจารณาต่อยอดธุรกิจเพื่อเลือกลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทน (ROE) ในระดับไม่ต่ำกว่า 20% ขึ้นไป จากปัจจุบันที่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ระดับ 15 -16% ส่วนความคืบหน้าของโรงไฟฟ้าชุมชนนั้น บริษัทฯมีความพร้อมทุกด้านหากรัฐบาลอนุมัติเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน บริษัทมีความพร้อมจากกำลังผลิตที่มี 3 เมกะวัตต์ (MW) ที่สามารถเข้าเงื่อนไข “Quick Win” เดินเครื่องการผลิตไฟฟ้าได้ทันที โดยบริษัทฯตั้งเป้าประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนแห่งใหม่ ประมาณ 6-9 MW ภายใต้งบลงทุนราว 300-600 ล้านบาท  เพิ่มเติมจากโครงการในจังหวัดขอนแก่นที่มีอยู่แล้วราว 3 เมกะวัตต์

“ หากภาครัฐมีความชัดเจนเรื่องโรงไฟฟ้าชุมชน บริษัทฯ มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากบริษัทฯมีข้อได้เปรียบจากกรณีที่มีโรงไฟฟ้าต้นแบบอยู่ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อีกทั้งยังมีโรงไฟฟ้าชุมชนที่ จ.ขอนแก่น กำลังการผลิตประมาณ 3 เมกะวัตต์ ที่เดินหน้าได้ทันที ซึ่งบริษัทฯมีความพร้อมด้านศักยภาพ เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงาน และประสบการณ์จากการประกอบการในธุรกิจพลังงานจากก๊าซชีวภาพมานานนับ 10 ปี” 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากภาครัฐบาลสนับสนุนให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน จะส่งผลดีและเกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรในชุมชน เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าจะรับซื้อวัตถุดิบพืชพลังงานจากเกษตรกร ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรในชุมชนสามารถมีรายได้มั่นคงและยั่งยืนขึ้น รวมถึงยังสามารถช่วยลดมลพิษเช่น PM2.5 เปลี่ยนจากการเผาต้นข้าวโพดทิ้ง เป็นการนำมาจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าได้

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีแผนในการนำศักยภาพความแข็งแกร่งด้าน Know-how มาต่อยอดธุรกิจใน           รูปแบบการเป็นที่ปรึกษา โดยบริษัทฯ จะนำนวัตกรรมความเชี่ยวชาญประสบการณ์ ขยายโอกาสเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ภายใต้ความร่วมกับพันธมิตร โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ บมจ.ซันสวีท เพื่อเข้าเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างระบบไบโอแก๊สจากวัตถุดิบเหลือทิ้งจากขบวนการผลิตของโรงงาน (ซังข้าวโพด) ในช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา และเชื่อว่าในเร็วๆ นี้จะเห็นความร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

 ส่วนแผนความคืบหน้าโครงการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์      ที่นำกลับมาใช้ใหม่ ที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาชาธิปไตยประชาชนลาว นั้น ปัจจุบันมีการลงทุนเฟสแรกในโครงการธุรกิจบริหารจัดการขยะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564 นี้ และหลังจากนั้นดำเนินการก่อสร้างเฟสที่ 2 เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ขนาด 6 เมกะวัตต์  

อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในธุรกิจไบโอดีเซล นั้น CEO “UAC” กล่าวว่า บริษัทฯยังคงศึกษาและต่อยอดธุรกิจไบโอเคมีคัล อย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Product) ซึ่งใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการร่วมทุนกับบริษัทย่อยของ บมจ.บางจาก                  คอร์ปอเรชั่น ในสัดส่วนการถือหุ้น 30% เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล ด้วยกำลังผลิต 810,000 ลิตรต่อปี ซึ่งธุรกิจไบโอดีเซลนั้นได้ประโยชน์จากที่รัฐมีนโยบายสนับสนุนการใช้ B10 ส่งผลให้ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง

บลจ.อินโนเทค ฉวยจังหวะตลาดหุ้นปรับฐาน ออกทริกเกอร์ฟันด์ต่อเนื่อง เป้า 5% ใน 5 เดือนเสนอขายครั้งแรก 26 – 29 ม.ค. นี้

บลจ.อินโนเทค เสนอขายกองทุนเปิด อินโนเทค ทริกเกอร์ฟันด์ อีพี 3 (Innotech Trigger Fund Episode 3) หรือ I-TEP3 เป็นกองทุนรวมผสม แบบไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น (ลงทุนหุ้นได้ 0 – 100%) มีนโยบายการลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นไทยที่จดทะเบียนใน SET/mai ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก (active fund management) ทั้งการคัดเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถัน (stock selection) และการจับจังหวะการลงทุน (market timing) เพื่อให้กองทุนมีผลการดำเนินงานตามเป้าหมาย พร้อมเสนอขาย 26 – 29 ม.ค. นี้ เชื่อเป็นอีกทางเลือกการลงทุนและโอกาสสร้างผลตอบแทน

            นายสุรเชษฐ์ ศรีวัฒนกุลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อินโนเทค จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กองทุนเปิดอินโนเทค ทริกเกอร์ฟันด์ อีพี 2 (I-TEP2) สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่ 5% ในระยะเวลาเพียง 26 วันทำการ ต่อเนื่องจากกองทุนเปิดอินโนเทค ทริกเกอร์ฟันด์ อีพี 1 (I-TEP1) ซึ่งทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่ 5% ในเวลาเพียง 10 วันทำการเท่านั้น ประกอบกับปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงพักฐานที่กรอบดัชนี 1,450 – 1,520 จุด ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในหุ้นไทยยังคงสดใสอยู่ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า การแจกจ่ายวัคซีนที่เพิ่มขึ้น สภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังคงมีอยู่สูง และการดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างผ่อนคลายของสหรัฐฯ ทำให้ บลจ.อินโนเทค มองว่าการปรับฐานดังกล่าวถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสะสมหุ้นไทย โดยการออกและเสนอขายกองทุนเปิดอินโนเทค ทริกเกอร์ฟันด์ อีพี 3 (I-TEP3) ดังกล่าว

            ทั้งนี้ บลจ.อินโนเทค ยังได้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-ended fee) ให้แก่ลูกค้าที่จองซื้อกองทุนในช่วงเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ด้วย

            กองทุนเปิดอินโนเทค ทริกเกอร์ฟันด์ อีพี 3 เสนอขายครั้งแรก หรือ IPO ระหว่างวันที่ 26 – 29 มกราคม 2564 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 02 – 624 – 6333 หรือที่เว็บไซต์ www.innotechasset.com หรือที่ Facebook: Innotechasset หรือที่ LINE: @Innotechasset

            อย่างไรก็ตาม เป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ใน 5 เดือนนี้นั้น ไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในระยะเวลาที่กำหนด ตัวเลข 5% ดังกล่าวเป็นเพียงเป้าหมายอันเป็นเหตุให้เลิกกองทุนเท่านั้น ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนในช่วง 5 เดือนได้ ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนและสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมากได้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน

บอร์ด “ไรมอน แลนด์” อนุมัติตั้ง “กรณ์ ณรงค์เดช” นั่ง CEO เดินหน้ารุกตลาดเต็มสูบ พร้อมก้าวสู่ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่

บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ของประเทศไทย ปรับโครงสร้างการบริหารภายในใหม่ แต่งตั้ง นายกรณ์ ณรงค์เดช ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer ) พร้อมทั้งควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร, ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร และคณะกรรมการสรรหา และพิจารณาค่าตอบแทน โดยมีนายสถาพร อมรวรพักตร์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าฝ่ายการเงิน (Chief Finance Officer) ไรมอน แลนด์ คงเดิม

นายกรณ์ ณรงค์เดช มีประสบการณ์ทางด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายการตลาดกลุ่มเคพีเอ็น รองประธานกรรมการ บริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด อีกทั้งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการเดอะ ดิโพลแมท 39, เดอะ ดิโพลแมท สาทร, เดอะ แคปปิตอล เอกมัย-ทองหล่อ และเดอะ แคปปิตอล ราชปรารภ-วิภาวดี  และเคยดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของไรมอน แลนด์

ทั้งนี้ นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ผมมีความพร้อมในการเดินหน้าสานต่อนโยบายบริษัทให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเป็นผู้นำตลาดของบริษัทที่วางไว้ สอดรับกับแนวทางการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ พร้อมสร้างผลการดำเนินงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ มิติ รวมถึงการเปิดโอกาสในการหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่ง เตรียมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้มีคุณภาพ พร้อมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้โดดเด่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนการทำผลกำไรให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ผู้อยู่อาศัยรวมไปถึงผู้ถือหุ้น เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สำหรับการปรับผังองค์กรครั้งนี้ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะนำมาซึ่งมิติใหม่ของบริษัท และพร้อมรับกับการเติบโตในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยการปรับกลยุทธ์ นโยบาย และแนวทางการบริหาร เปิดโอกาสให้ผู้บริหารที่มีความพร้อมทั้งประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเข้ามาบริหารงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ถือเป็นความท้าทายของทีมผู้บริหารใหม่ทุกท่าน ซึ่งที่ผ่านมา ไรมอน แลนด์ ได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  พร้อมทั้งมีการดึงพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมเป็น Strategic Partner ทั้งกลุ่มในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ กลุ่ม Mesa Thai ผู้ถือหุ้นรายใหม่ จากสิงคโปร์, Tokyo Tatemono และ Mitsubishi Estate บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่าศตวรรษ เพื่อต่อยอด และขยายธุรกิจเข้าไปสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต

GBS คัด 12 หุ้นเด่น รับอานิสงส์คลายล็อค – เราชนะ

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ส่อแววเคลื่อนไหวในกรอบดัชนี 1,470-1,530 จุด พร้อมคัด 12 หุ้นน่าลงทุนทยอยเข้าพอร์ต ขานรับอานิสงส์ จากการคลายล็อค แนะทยอยเก็บ ERW – CENTEL – MINT – AU – M – SISB และ SPA ขณะที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการเราชนะ ได้แก่ TNP – KK – CPALL – BJC และ MAKRO

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470-1,530 จุด โดยปัจจัยหนุนตลาดมาจากการฉีดวัคซีน COVID-19 มีความคืบหน้าในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นเตรียมซ้อมฉีดวัคซีนก่อนฉีดจริงปลายเดือนก.พ. อีกทั้ง ศบค.เตรียมพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานศึกษา ในพื้นที่สีเขียวรวมถึงแนวทางปฏิบัติของร้านอาหาร

            ทั้งนี้ยังมองหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ จากการคลายล็อคกิจกรรมต่างๆ โดยฝ่ายกลยุทธ์แนะลงทุน ใน 12 หุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ ERW – CENTEL – MINT – AU – M – SISB และ SPA นอกจากนี้ ยังแนะทยอยลงทุนหุ้นที่ได้อานิสงส์จากโครงการเราชนะ ได้แก่ TNP – KK – CPALL – BJC และ MAKRO

สำหรับปัจจัยที่น่าจับตาต่อเศรษฐกิจการลงทุน ยังคงต้องจับตาเปิดเผยรายงานการประชุมสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาบ้านและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค. และในวันเดียวกันต่อเนื่องวันที่ 27 ม.ค. มีการกำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ  รวมถึง จีนจะเปิดเผยกำไรภาคอุตสาหกรรม ส่วนสหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน สต็อกน้ำมัน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย (เช้าวันที่ 28 ม.ค.) วันที่ 28 ม.ค. สหรัฐเปิดเผย GDP 4Q63 (ประมาณการเบื้องต้น) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค. ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนธ.ค. และในวันที่ 29 ม.ค. ติดตาม ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย

“ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นตัวแปรในการฉุดตลาดในขณะนี้ ยังคงเป็นกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ล้านราย จนบางประเทศยังมีมาตรการเข้มงวดหรือ
ล็อกดาวน์เพิ่มเติมในบางพื้นที่  ส่วนในประเทศยังมีรายงานผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มเติม แม้บางพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังเป็นตัวกดดันภาพรวมการลงทุน ”

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก มองภาพรวมของการลงทุนในทองคำว่า ทองคำมีโอกาสรีบาวด์ ได้แต่หากไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,875-1,890 $/Oz ให้ระวังแรงขาย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ยังทรงตัวใกล้ระดับ 1.10 % เป็นปัจจัยกดดัน อย่างไรก็ตามจำนวน  ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน มองว่าเฟดยังคงเดินหน้าเพิ่มขนาดงบดุลซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาทองคำ ทำให้เราประเมินแนวรับที่ 1,820 -1,830 $/Oz

ไทยฟู้ดส์ฯจับมือจุฬาฯ วิจัยคลีนมีท เนื้อหมูส่งตรงจากห้องแล็บ ไร้กังวลสารตกค้าง-ไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์

บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จับมือจุฬาฯ พัฒนา “คลีนมีท” เนื้อหมูที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บที่ปลอดโรค เป็นรายแรกในประเทศไทย และเป็นอันดับแรกๆ ของเอเชีย ไร้กังวลเรื่องสารตกค้างและไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ รักสิ่งแวดล้อม และห่วงใยสวัสดิภาพสัตว์

            นายสัตวแพทย์ เพชร นันทวิสัย รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์ Veterinary Stem Cell and Bioengineering Innovation Center (VSCBIC) คณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้พัฒนา ‘คลีนมีท’ เนื้อหมูที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บที่ปลอดโรค ไร้กังวลเรื่องสารตกค้าง ไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ   รักสิ่งแวดล้อม และห่วงใยสวัสดิภาพสัตว์     ซึ่งจัดว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ครบวงจรที่มีการพัฒนาเนื้อสัตว์ทางเลือกจากห้องแล็บเป็นรายแรกในประเทศไทย และเป็นอันดับแรกๆ ของเอเชีย

            คลีนมีท หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Cell-based meat, Culture meat คือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเก็บเซลล์เนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ แล้วนำเนื้อเยื่อมาเพาะเลี้ยงในห้องแล็บเพื่อเพิ่มจำนวน จนได้เนื้อสัตว์ที่เทียบเคียงได้กับเนื้อสัตว์ที่อยู่ในร่างกายสัตว์

            “ตลาดคลีนมีทมีนักลงทุนและบริษัทผู้ผลิตอาหารระดับโลกให้ความสนใจอย่างมาก ในปี 2559 – 2562 มีเงินลงทุนมากกว่า 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบริษัท start-up มากกว่า 60 แห่งที่ค้นคว้าพัฒนาเกี่ยวกับคลีนมีท ปัจจุบันผลิตภัณฑ์คลีนมีทได้เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว เช่น ในสิงคโปร์มีการขายคลีนมีทในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาหรือประเทศในสหภาพยุโรปเองก็เตรียมเปิดรับนวัตกรรมใหม่นี้เช่นกัน คลีนมีทมีแนวโน้มการเติบโตขึ้นทุกปี ราวปีละ 31% ภายในปี 2583 จะมีส่วนแบ่งการตลาดของเนื้อสัตว์ไปได้ 11% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ”

            รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ TFG กล่าวอีกว่า ไทยฟู้ดส์มีพันธกิจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของโลก เมื่อเทรนด์ของโลกมุ่งไปยังเนื้อสัตว์ทางเลือกบริษัทเองก็ต้องก้าวตามให้ทันเช่นกัน นอกจากนี้บริษัทยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรไปพร้อมกัน จึงได้สร้างทีมนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักสำคัญในงานวิจัยนี้ เพื่อให้สามารถพัฒนาธุรกิจและต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน คลีนมีทจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากจะสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารแล้ว ยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุก ๆ ด้าน และพร้อมรองรับตลาดในอนาคต

            ดร.ภัทราพรรณ รุ่งเจริญ ผู้ช่วยประธานกลุ่มงานพัฒนาสินค้าใหม่ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ เพราะมั่นใจได้ว่าเนื้อสัตว์ปลอดโรค ปลอดยาปฏิชีวนะและสารเร่งเนื้อแดง นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้คลีนมีทเป็น Functional Food โดยการเติมสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากกว่าเนื้อจริง รวมถึงปรับเปลี่ยนสัดส่วนไขมันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเนื้อสัตว์ไขมันต่ำได้

            ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ได้เนื้อหมูที่มีรสสัมผัส คุณค่าทางอาหาร และต้นทุนที่ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

บล.เกียรตินาคินภัทร แนะ 7 ตีมการลงทุน คว้ากระแสโควิด-19ในงานสัมมนา The Year Ahead 2021

ในงาน The Year Ahead 2021 งานสัมมนาใหญ่ประจำปีของบล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงทิศทางของเศรษฐกิจและปัจจัยสำคัญที่กระทบการลงทุน สำหรับลูกค้า Wealth Management เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน (CIO Office) ได้ให้มุมมองในช่วง Harvesting Return in the Post-COVID World เกี่ยวกับการจัดสรรพอร์ตการลงทุน เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสรับประโยชน์จากพัฒนาการในหลายอุตสาหกรรมที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากสถานการณ์ของโควิด-19

นายทวีศักดิ์ เผยว่าความสำเร็จในการลงทุนขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาของวิกฤติโควิดซึ่งทำให้เทรนด์ระยะยาวที่มีอยู่แล้วถูกเร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยใน 3-4 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การปรับพอร์ตระยะยาวที่ CIO Office ของบล.เกียรตินาคินภัทร มุ่งเน้นคือการลดน้ำหนักการลงทุนในประเทศและเพิ่มการลงทุนต่างประเทศให้เป็นสัดส่วนหลักของพอร์ต เนื่องจากโอกาสการลงทุนในต่างประเทศดีกว่า และหุ้นไทยยังมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและข้อจำกัดของนโยบายการเงิน ยิ่งกว่านั้น บริษัทจดทะเบียนของไทยเป็นจำนวนมากยังได้รับผลกระทบจาก technology disruption  ทำให้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทยค่อนข้างมากในหลายปีที่ผ่านมา และน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

“CIO Office ประเมินว่ามีมุมมองระยะยาว 4 มุมมอง ที่จะมีนัยสำคัญต่อการลงทุน

มุมมองแรกคือการเร่งตัวของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน, การซื้อสินค้าบริการ หรือความบันเทิงและนันทนาการ

มุมมองที่สองคือความเสื่อมถอยของกระแสโลกาภิวัตน์ (De-globalization) ซึ่งดำเนินมาสักระยะหนึ่งแล้ว และทำให้ภาคธุรกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (reshoring) ซึ่งส่งผลให้มีการนำระบบอัตโนมัติ (automation) และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ

มุมมองที่สามคือ secular stagnation หรือภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์นี้จะส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

มุมมองที่สี่คือ ภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำประกอบกับการทำ QE ของธนาคารกลางประเทศหลักๆ ได้ทำให้ราคาสินทรัพย์การลงทุนเป็นจำนวนมากปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนต้องจับตามดูความเสี่ยงที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยจะกลับมาปรับขึ้นแรงจนทำให้ราคาสินทรัพย์การลงทุนร่วงลงอย่างแรงคล้ายกับภาวะฟองสบู่แตก ทั้งนี้ CIO Office ยังไม่คิดว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง โดยความเสี่ยงนี้อาจจะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นจาก 1) การที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลตัวเองในปริมาณมากเกินไป, 2) ความเสื่อมอย่างรุนแรงของดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3) ความเหลื่อมล้ำขั้นรุนแรง”

นายทวีศักดิ์ชี้ว่าในการที่จะหาการลงทุนที่จะได้รับประโยชน์จากมุมมองระยะยาว CIO Office ของบล.เกียรตินาคินภัทร แนะนำการลงทุนแบบธีม (Thematic investments) โดยแยกส่วนออกมาจากพอร์ตการลงทุนหลัก และประกอบด้วย  7 ธีม ได้แก่ 1) New Consumers, 2) Technology Backbone, 3) Healthcare, 4) Quality stocks, 5) De-globalization and Race to Supremacy, 6) Alternative Store of Value และ 7) Environmental ทั้งนี้นักลงทุนสามารถลงทุนในธีมเหล่านี้ผ่าน thematic ETF ซึ่งมีข้อดีคือค่าธรรมเนียมที่ต่ำและส่วนใหญ่มีวิธีการคัดเลือกหุ้นที่เป็น pure play ซึ่งจะมีธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธีมในสัดส่วนที่น้อย

“แม้ว่าวิกฤตโควิดอาจจะซ้ำเติมศักยภาพการเติบทางทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวได้ดีหลังจากการฉีดวัคซีนในวงกว้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้ปรับขึ้นมารับมุมมองดังกล่าวแล้วระดับหนึ่ง และบางตลาดราคาก็ค่อนข้างตึงตัวแล้ว ดังนั้นตลาดอาจจะย่อตัวในระยะสั้นๆ แต่ในกรอบ 6-12 เดือน ยังน่าจะเป็นขาขึ้นได้ ถ้าดูหุ้นรายกลุ่ม CIO Office แนะนำให้ปรับพอร์ตเอียงไปทางหุ้นกลุ่มที่เป็น cyclical และ value ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (เช่น financials, industrials, materials รวมทั้งหุ้น small cap)  และมองว่าหุ้น technology และ growth ที่ปรับขึ้นแรงในปีที่แล้ว น่าจะให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาด อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่ม growth และ technology เป็นจำนวนมากจะเป็นหุ้นที่เป็นส่วนหนึ่งของ thematic investment ที่ CIO Office แนะนำ ดังนั้นถ้าราคาปรับลดลงมาในระดับที่เหมาะสมก็แนะนำให้เข้าซื้อเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว” นายทวีศักดิ์กล่าว

เชื่อหมอ! รอยหมองคล้ำรอบดวงตาเริ่มมาเยือนตั้งแต่วัย 20 ต้นๆ รีบพบแพทย์เพื่อชะลอก่อนเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

บนใบหน้าของสาวๆ ส่วนที่บอบบางและน่าทะนุถนอมที่สุด คงต้องยกให้บริเวณรอบดวงตา โดยผู้เชี่ยวชาญจาก รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) ออกมาเปิดเผยแล้วว่า ริ้วรอยรอบดวงตาเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 20 ต้นๆ ส่วนริ้วรอยและร่องลึกพบมากในวัย 30 สำหรับสาวๆ วัย 40 หนีไม่พ้นปัญหาถุงใต้ตา และปัญหาความหมองคล้ำเป็นปัญหาของทุกช่วงวัย ขึ้นอยู่กับการดูแลและป้องกัน แต่ปัญหาเหล่านี้สาวๆ หลีกเลี่ยงได้ หากดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์เป็นประจำ

แพทย์หญิงธิรดา จิตตการ ได้แชร์ถึงวิธีการดูแลผิวรอบดวงตา พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้นว่าสาวๆ ควรเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสาเหตุการเกิดริ้วรอยแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกัน แต่มีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมาก ฉะนั้นการป้องกันเบื้องต้น คือต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบดวงตา บางปัญหาอาจต้องปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ดีที่สุด

          “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาผิวรอบดวงตาที่เจอเยอะ จะพบตั้งแต่อายุยังน้อย มี 4 สาเหตุหลัก เริ่มจาก รอยหมองคล้ำ ถัดไปคือริ้วรอยบริเวณหางตาและหน้าผาก พออายุเข้าเลข 3 ก็เริ่มเป็นปัญหาความหย่อยคล้อยและร่องลึก สุดท้ายเมื่อเข้าสู่เลข 4 ปัญหาถุงใต้ตาเริ่มมาเยือนอย่างเห็นได้ชัด”

            โดยปัญหาทั้ง 4 สามารถป้องกันได้ตามแบบฉบับคุณหมอ ดังนี้

            1.ปัญหาหมองคล้ำรอบดวงตา เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ปัจจัยที่มีผลหลักเลยก็คือ กรรมพันธุ์อย่างโรคภูมิแพ้ หรือการขยี้ตาบ่อยๆ เมื่อมีอาการระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นขยายตัว จนเกิดเป็นรอยหมองคล้ำขึ้นได้ หรือปัจจัยร่วมอย่างการนอนดึก การพักผ่อนน้อย ความหมองคล้ำก็ทยอยมาเยือนโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

            วิธีป้องกัน ง่ายที่สุดเลยเราก็อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมเพิ่มความกระจ่างใส ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดูแลทุกปัญหารอบดวงตา  จะช่วยบำรุงป้องกันได้ตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิด แต่ก็จะมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก แก้ปัญหาแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรศึกษาก่อนนำมาบำรุง

            2.ปัญหาริ้วรอยริ้วๆ รอบดวงตา อายุ 20 ต้นๆ ก็เริ่มมีกันแล้ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อมีอาการเครียด ส่งผลให้มีริ้วรอยชัดขึ้น บวกกับอายุที่มากขึ้น เป็นเหตุให้คอลลาเจนและอิลาสตินบริเวณนั้นเสื่อมถอยลง ทำให้เกิดริ้วรอยเล็กๆ ขึ้นมาได้ และถ้าหากไม่ดูแลป้องกันจะเกิดริ้วรอยขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากบริเวณหางตา และลามไปถึงบริเวณหน้าผาก

            วิธีป้องกัน นอกจากผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินแล้ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยการ เลเซอร์ ก็จะช่วยในการกระตุ้นผิวด้านบน อย่างเช่น คลื่นวิทยุทำให้ผิวด้านบนมีการกระตุ้นคอลลาเจนทำให้ริ้วรอยแลดูบางลง หรืออีกวิธีคือ การฉีดท็อกซินเข้าเส้น เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้ริ้วรอยตื้นขึ้น

            3.ปัญหาใต้ตาหย่อนคล้อยและมีร่องลึก สาเหตุเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงภาวะการหย่อนในทุกๆ ส่วนของชั้นผิว ตั้งแต่กระดูกที่ทรุดตัวลง พังผืดใต้ผิวมีความหย่อนคล้อย ก็เลยทำให้พังผืดที่ควรจะตึงมันหย่อนลง จึงต้องมีการช่วยด้วยเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้พังผืดบริเวณเนื้อตึงขึ้น

            วิธีป้องกัน อย่างที่ย้ำว่าเกิดจากทรุดตัวในทุกชั้นผิว เพราะฉะนั้นอย่างแรกอาจใช้เครื่องมือแพทย์ในการแก้ปัญหา เช่น การทำ Thermage กับ Ulthera คือการส่งคลื่นวิทยุ เพื่อช่วยในการกระตุ้นความแข็งแรงของชั้นใต้ผิว รวมทั้งพังผืดใต้ตาที่มันหย่อนลงให้มีความแข็งแรงขึ้น และอาจจะใช้กลุ่มฉีดอย่างเช่น Hyaluronic Acid หรือ HA (Filler) ฉีดเพื่อเติมเต็มในจุดที่หย่อนลงไป เพื่อหนุนบริเวณที่หายไปแล้วให้มันมีความตื้นขึ้น

            4.ปัญหาถุงใต้ตา ที่เจอกันบ่อยมากเลยก็เรื่องของกรรมพันธุ์ เนื่องจากมีไขมันมาสะสมบริเวณใต้ตา การรักษาดีที่สุดคือ การศัลยกรรมดีที่สุดเลย แต่การดูแลเบื้องต้นคือการใช้เครื่องมือ Thermage กับ Ulthera ช่วยให้ถุงใต้ตาดูกระชับขึ้น และอาจจะใช้ฟิลเลอร์หรือ HA ช่วยในการอำพรางถุงใต้ตาได้ 

จะเห็นว่าแต่ละปัญหาเริ่มต้นไล่ไปตามอายุ เพราะฉะนั้นการป้องกันปัญหาต่างๆ คือเราต้องดูแลตัวเองได้ทุกวัน นั่นคือการบำรุงด้วยอายครีม หรือเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลด้วยการมาส์ก หรือการทำทรีทเม้นท์ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน สำหรับปัญหาบางปัญหาที่ไม่สามารถช่วยได้ด้วยตัวเอง ก็อาจจะมาปรึกษาแพทย์ เพื่อใช้เครื่องมือในการช่วยป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นก่อนวัยอันควร

สามารถติดตามรายละเอียดโปรแกรมต่างๆ ได้ที่ Facebook : Romrawin Clinic หรือ https://www.romrawin.com/  #BeautifulEyesByRomrawinClinic #คอร์สทำตาสวย