โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี จัดโปรใหญ่แห่งปี!!! ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% ครอบคลุมกว่า 70 รายการ ราคาเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท

โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี เปิดแคมเปญโปรสุขภาพครั้งใหญ่แห่งปี ภายใต้   คอนเซ็ปต์ “SELF-CARE IS HEALTHCARE” ชวนทุกสายสปอร์ตและคนรักสุขภาพมาเช็กความฟิต ก่อนออกไปสนุกกับทุกกิจกรรม ด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพและโปรแกรมคัดกรองโรคเฉพาะทางกว่า 70 รายการ ลดสูงสุดกว่า 60% ราคาเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท       

แคมเปญนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ออกแบบแพ็กเกจตรวจสุขภาพให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมที่ชื่นชอบ และช่วงวัยของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจ Active, Fit, Firm, Smart, Strong, Premium, Preventive หรือ Special สำหรับผู้หญิงและผู้ชายในช่วงอายุ 30+, 40+ และ 50+ ครอบคลุมทั้งการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจเชิงลึก และการคัดกรองโรคสำคัญ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคมะเร็ง โรคสมอง และโรคกระดูก เพื่อช่วยค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ดำน้ำ กอล์ฟ ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน หรือสายฟิตเนส การมีร่างกายที่แข็งแรงและรู้เท่าทันสุขภาพของตัวเอง คือจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ เพราะเมื่อร่างกายพร้อม คุณก็พร้อมสนุกกับทุกกิจกรรม ออกกำลังกายได้อย่างเต็มศักยภาพ ท้าทายทุกขีดจำกัด และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพราะทุกสนามเริ่มต้นจากร่างกายที่พร้อม และทุกเป้าหมายสำเร็จได้…เมื่อสุขภาพแข็งแรง

พิเศษ! ซื้อแพ็กเกจตามยอดที่กำหนด รับของที่ระลึกครบรอบ 34 ปี เช่น PR9 Gift Voucher, กระบอกน้ำ, ร่มกอล์ฟ CAT9 และกระเป๋าฟิตเนส CAT9 ตามเงื่อนไขของโรงพยาบาล

ซื้อแพ็กเกจได้ตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์  www.praram9.com หรือที่เคาน์เตอร์จำหน่ายแพ็กเกจ อาคาร A ชั้น 2 ถึง 31 กรกฎาคม 2569  สามารถเข้ารับบริการได้ถึง 31 พฤษภาคม 2570 (ช่วงเดือน ต.ค.- ธ.ค.69 ไม่สามารถใช้บริการได้) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1270 หรือ LINE Official: @praram9hospital ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด

SAMART โชว์ Green Energy Solutions ยกระดับพลังงานอัจฉริยะในงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026

นายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มบริษัทสามารถ ร่วมแสดงนวัตกรรมและโซลูชันด้าน Green Energy ภายในงาน “ASIA Sustainable Energy Week 2026” เวทีแสดงเทคโนโลยีและงานประชุมด้านพลังงานสะอาดระดับนานาชาติของเอเชีย โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจาก SAMART และ LIVOLTEK ครอบคลุมระบบอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Inverter) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) โซลูชันสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System) เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี พลเอกสัมพันธ์ บุญญานันต์ ประธานกรรมการ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน), นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายวิชัย โภคาสัมฤทธิ์ กรรมการ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ร่วมเยี่ยมชมบูธและกิจกรรมภายในงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ SAMART ได้ที่ Facebook : SamartCompany

4 ปี PDPC จากกฎหมายบนกระดาษ สู่ผู้พิทักษ์ข้อมูลของคนไทยเมื่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกลายเป็นด่านหน้าสร้าง “Digital Trust” ในยุค AI

ในวันที่ข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ไปจนถึงใบหน้าและเสียง กลายเป็นสิ่งมีค่าไม่ต่างจากเงินในกระเป๋า ย้อนกลับไปเมื่อเพียง 4 ปีก่อน คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดยังเป็นเพียงว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยัง กับการมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่วันนี้ คำถามนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะการดูแลข้อมูลของคนไทยได้เดินทางมาไกลกว่าที่หลายคนคิด

เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี วันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และครบ 4 ปีของการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA อย่างเต็มรูปแบบ สคส. ได้จัดเวทีเสวนา “4th Anniversary PDPC Thailand ความก้าวหน้า และพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” เพื่อทบทวนเส้นทางตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดที่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า PDPA ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมาย แต่เป็นการสร้าง “Digital Trust” หรือความเชื่อมั่นในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

เส้นทางของ สคส. เริ่มต้นอย่างไม่ธรรมดา โดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้อธิบายว่า PDPA เป็นกฎหมายลักษณะพิเศษที่ “กฎหมายมาก่อนองค์กร” แตกต่างจากกฎหมายทั่วไปที่มักมีหน่วยงานแข็งแรงรองรับอยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่ ดร.ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับสำนักงานฯ กล่าวเปรียบการก่อตั้ง สคส. ว่าเหมือนการสร้างสตาร์ตอัพจากศูนย์ ที่ในวันเริ่มต้นไม่มีทั้งเลขาธิการ ไม่มีสำนักงาน และไม่มีงบประมาณ แต่กลับต้องเร่งสรรหาบุคลากรมาขับเคลื่อนองค์กรให้ทันกับกฎหมายที่ประกาศออกมาแล้ว

ในปีแรกจึงเป็นปีแห่งการวางรากฐาน ด้วยพนักงานเพียง 50 คน สคส. ได้เร่งออกกฎหมายลูกถึง 22 ฉบับ เพื่อให้กลไกการบังคับใช้เดินหน้าได้จริง พร้อมจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษา ซึ่งในปีแรกมีเรื่องร้องเรียนเข้ามากว่า 200 เรื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปีที่ 2 เมื่อภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก และทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้นตอของการหลอกลวงคือข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหล การคุ้มครองข้อมูลจึงกลายเป็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมไปพร้อมกัน สคส. ได้จัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Eagle Eye ที่ทำงานเชิงรุกด้วยระบบค้นหาและแจ้งเตือนอัตโนมัติในลักษณะ “เจอก่อนโจร”

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เล่าถึงผลงานที่จับต้องได้ ว่านับตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน PDPC Eagle Eye ค้นหาไปแล้วราว 900,000 URL และแก้ไขจัดการได้กว่า 7,000 เรื่องโดยไม่เกิดความเสียหาย และเมื่อพบการซื้อขายข้อมูลเพื่อนำไปก่ออาชญากรรม สคส. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักดันมาตรา 11/2 พระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 จนนำไปสู่การจับกุมจริงรวมแล้ว 18 ราย

ตรงกับแนวคิดที่ ดร.ปริญญา ย้ำว่ารากเหง้าของปัญหาทั้งหมดคือ Data Breach หรือข้อมูลรั่วไหล หากลดปัญหานี้ลงได้ มิจฉาชีพก็จะมีข้อมูลไปหลอกลวงประชาชนน้อยลง และผลลัพธ์นี้ก็เริ่มเห็นชัดขึ้น เมื่อมูลค่าความเสียหายจากภัยออนไลน์เฉลี่ยต่อวันลดลงจากราว 117 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2567 เหลือราว 65 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2568 หรือลดลงเกือบ 40%

ซึ่งเมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง ภารกิจของ สคส. ก็ได้ขยายจาก “การปราบปราม” ไปสู่ “การส่งเสริม” องค์กรได้ขยายอัตรากำลังที่เพิ่มขึ้นเป็น 175 คน มีเครือข่ายเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ขยายครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชนเกือบ 4,000 หน่วยงาน พร้อมมีการพัฒนาเครื่องมือให้ประชาชนและองค์กรใช้งานได้ฟรี ทั้งแพลตฟอร์ม GPPC ที่เริ่มเปิดบริการสำหรับ SME แอปพลิเคชัน Smart PDPA และระบบ e-Learning ที่มีผู้เข้าเรียนแล้วเกือบแสนคน อีกทั้ง ความก้าวหน้านี้ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยโครงการ GPPC เป็นหนึ่งในโครงการที่ผ่านเข้ารอบ Champions (Top 5) 1 ใน 5 ผลงานที่ดีที่สุดในหมวดนโยบายและการส่งเสริมไอซีที จากเวที WSIS Prizes 2026 เพื่อยกย่องโครงการดิจิทัลจากทั่วโลกที่มีความโดดเด่นและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับบทต่อไปของ สคส. คือการรับมือกับโจทย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ โดย ดร.ปริญญา ชี้ว่าความท้าทายในวันนี้ไม่ใช่แค่แฮกเกอร์ที่เจาะระบบ แต่รวมถึงแพลตฟอร์มที่ออกแบบให้ผู้ใช้กด “ยินยอม” แบ่งปันข้อมูลโดยแทบไม่รู้ตัว หรือที่เรียกว่า Privacy Engineering โดยยกตัวอย่างว่าปัจจุบันมีแพลตฟอร์มมากถึง 17 ใน 20 ที่แอบเก็บข้อมูลผู้ใช้แชร์ออกไป

ด้าน นายพันธ์ศักดิ์ ระบุว่าคณะกรรมการได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติด้าน AI สำหรับ 5 กลุ่ม ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป ผู้บริหารระดับสูง ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผล ไปจนถึงนักพัฒนา ควบคู่กับการเดินหน้าความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการวางกรอบการส่งข้อมูลข้ามพรมแดน (Cross Border Transfer) และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลของต่างชาติ เพื่อให้ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการละเมิดสิทธิของประชาชน

ความเชื่อมั่นที่ สคส. สร้างขึ้นตลอด 4 ปี ตั้งอยู่บนแนวทางสองด้านที่เสริมกัน ด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยมียอดค่าปรับทางปกครองสะสมกับทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนรวมกว่า 21.5 ล้านบาท (ยอดสะสม ณ ปีงบประมาณ 2568) ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายฉบับนี้มีสภาพบังคับจริง ไม่ใช่เพียงกฎหมายบนกระดาษ และอีกด้านคือการยกระดับเชิงบวก ด้วยการออกเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Certification (Trust Mark) อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่ทำได้ดีได้รับการยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและประชาชน โดยผู้ที่ประสงค์จะขอรับรองต้องผ่านการประเมินระดับความพร้อมที่เรียกว่า Privacy Maturity Model (PMM) ถึงระดับ 5 และต้องไม่เคยถูกลงโทษตาม PDPA มาก่อนเป็นเวลา 2 ปี

ท้ายที่สุด การคุ้มครองข้อมูลที่ดีที่สุดยังคงเริ่มต้นที่ตัวเราเอง พ.ต.อ.สุรพงศ์ ฝากหลักง่าย ๆ ให้ประชาชน คือ เปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ตั้งรหัสผ่านให้เข้มแข็งและเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ และระมัดระวังธุรกรรมที่น่าสงสัย ยึดหลัก “ไม่หลงเชื่อ ไม่หลงโหลด ไม่หลงโอน” หรือแม้แต่การตั้ง “รหัสลับของครอบครัว” ไว้ยืนยันตัวตน ในวันที่มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมได้แม้กระทั่งใบหน้าและเสียงของคนที่เรารัก

เพราะสำหรับ สคส. แล้ว PDPA ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายที่ไกลตัว แต่เป็น Digital Trust ที่เดินเคียงข้างทุกคน จากกฎหมายบนกระดาษเมื่อ 4 ปีก่อน ในวันนี้ สคส. กำลังยืนหยัดในฐานะผู้พิทักษ์ข้อมูลที่พร้อมก้าวไปกับคนไทยในยุค AI อย่างมั่นคง

ช่างโฮมโปร x พฤกษา ส่งทีมช่างมืออาชีพซ่อมฟรี! ถึงบ้าน ผ่านกิจกรรม “Pruksa x HomePro Fix Free Day” เติมเต็มคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีในทุกวัน

บ้านที่ดี…ไม่ได้จบลงเพียงแค่วันที่ส่งมอบกุญแจบ้าน แต่คือบ้านที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เพราะการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ไม่ได้วัดเพียงความสวยงามของบ้าน แต่รวมถึงการดูแล ซ่อมแซม และบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้านให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกๆ วันของการอยู่อาศัยเต็มไปด้วยความสะดวก ความอุ่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ด้วยแนวคิดดังกล่าว บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมส่งเสริมการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าและลดการสร้างขยะอย่างยั่งยืน สู่การให้บริการเชิงรุก ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม “Pruksa x HomePro Fix Free Day” ส่งทีมช่างโฮมโปร มืออาชีพลงพื้นที่ให้บริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! ค่าแรง แก่ลูกบ้านโครงการพฤกษา พร้อมมอบสิทธิพิเศษด้านการดูแลบ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าตลอดทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตภายในบ้าน

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ของโฮมโปร ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างเข้ารับบริการซ่อมโดยไม่มีค่าแรง สู่การให้บริการเชิงรุกผ่านทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมลงพื้นที่ดูแลลูกค้าถึงโครงการที่อยู่อาศัย สะท้อนความตั้งใจของโฮมโปรในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการดูแลบ้านมาสร้างคุณค่าให้กับสังคม ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐาน สะดวก และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริการช่างโฮมโปร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า

“โฮมโปรเชื่อว่าการดูแลลูกค้าไม่ควรสิ้นสุดเพียงวันที่ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า แต่ต้องต่อเนื่องไปตลอดอายุการใช้งาน เราจึงเดินหน้าพัฒนางานบริการดูแลบ้านครบวงจร พร้อมต่อยอดโครงการ ‘ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า’ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการจากทีมช่างมืออาชีพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐาน

ความร่วมมือกับพฤกษาในครั้งนี้ เป็นการนำศักยภาพของทั้งสององค์กรมาร่วมสร้างประโยชน์ให้กับลูกบ้าน โดยโฮมโปรนำทีมช่างมืออาชีพและความเชี่ยวชาญด้านการซ่อมแซมและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้ามาให้บริการถึงที่พักอาศัย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายบริการของโฮมโปรให้เข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น”

กิจกรรม “Pruksa x HomePro Fix Free Day” เปิดโอกาสให้ลูกบ้านพฤกษา ได้รับบริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! ค่าแรงจากทีมช่างมืออาชีพของโฮมโปร พร้อมรับสิทธิพิเศษส่วนลดค่าอะไหล่ และบริการล้างเครื่องปรับอากาศในราคาพิเศษ ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาภายในบ้าน

โฮมโปรยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการดูแลบ้านครบวงจร พร้อมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน เพื่อขยายโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการด้านการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษา และบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ตอกย้ำบทบาทการเป็น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้าน ที่พร้อมดูแลทุกเรื่องบ้าน และร่วมสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวก อุ่นใจ และยั่งยืนให้กับคนไทยในทุกช่วงของการใช้ชีวิต

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: HomePro Thailand หรือ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน: CHANG HomePro

เอเซอร์ ร่วมกับ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้าเปิดตัวโครงการ “Acer Next-Gen School Tour 2026” ชวนนักเรียนมัธยมเรียนรู้เทคโนโลยีผ่านประสบการณ์จริง พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจสู่อาชีพด้าน IT และดิจิทัลในยุค AI

กรุงเทพฯ — นางสาวณัฐฐนันท์ รัตนพรพิศ รองผู้อำนวยการฝ่าย Commercial Business Group บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นางสาวรุ่งนภา ชาติพันธ์จันทร์ รองผู้อำนวยการ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า เปิดตัวกิจกรรม “Acer Next-Gen School Tour 2026”  โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิดเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็น “สนามทดลองไอเดีย” ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต และค้นหาเส้นทางอาชีพสาย IT-Digital ในยุค AI พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอเซอร์ในการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในวาระ ครบรอบ 50 ปีของเอเซอร์ โดยมี ณัฐวุฒิ รัตโนดม Marketing Specialist บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, ปริญญา  พงศ์จิรพันธุ์, สัจจพงศ์ เหรียญโมรา จากช่อง Kame up! ร่วมงานด้วย ณ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศร่มเกล้า เมื่อเร็ว ๆ นี้

ซูเลียน เปิดเวที “THE SUCCESS VISION” พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก รวมสุดยอดผู้นำเครือข่ายและผู้บริหารระดับแนวหน้า จุดประกายโอกาสใหม่ สู่ความสำเร็จที่ทุกคนสร้างได้

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างโอกาสและต่อยอดศักยภาพนักธุรกิจไทย จัดงาน “ZHULIAN THE SUCCESS VISION พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก” ภายใต้ OPP Business Solution โปรแกรมพิเศษ แนะนำธุรกิจ เวทีแห่งแรงบันดาลใจที่รวบรวมผู้บริหารและนักธุรกิจซูเลียนระดับแนวหน้าของประเทศ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรง แนวคิดการสร้างธุรกิจ และกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตที่มั่นคง โดยงานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารจิรธนา บริษัท ซูเลียน สำนักงานใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เปิดให้เข้าร่วมงาน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้แนวทางการสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเปิดมุมมองสู่ความสำเร็จ การพัฒนาศักยภาพด้านการขาย การสร้างเครือข่าย การเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้มากประสบการณ์ ได้แก่ Pro RCM ศลินดา หนูคาบแก้ว, Pro RCM พิเชษฐ ทิศรักษ์, RCD ควรคิด แดงคงแก้ว,   

                                     

RCD ไพบูลย์ เมืองอุดม พร้อมด้วย ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด (CMO) บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด และผู้บริหารของบริษัท ที่จะร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกับซูเลียน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ความมั่นคงของบริษัทซูเลียน โอกาสทางธุรกิจที่เป็นไปได้มากที่สุด” โดย ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ที่จะถ่ายทอดทิศทางการเติบโตขององค์กร กลยุทธ์การตลาด และแนวคิดการสร้างธุรกิจที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบธุรกิจซูเลียนที่ช่วยให้สมาชิกสามารถต่อยอดอาชีพ สร้างรายได้ และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด (CMO) บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โลกธุรกิจในวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่โอกาสยังมีอยู่เสมอสำหรับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และลงมือทำ ซูเลียนเชื่อมั่นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่น และการมีระบบที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน งาน THE SUCCESS VISION จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับทุกคน ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ที่ประสบความสำเร็จ

พร้อมเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจที่มั่นคง เติบโตได้อย่างยั่งยืน และสามารถเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพราะเราเชื่อว่า เมื่อมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง ทุกคนสามารถเลือกและสร้างเส้นทางความสำเร็จในแบบของตัวเองได้”

นอกจากสาระความรู้จากวิทยากรผู้ทรงประสบการณ์แล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้ร่วมกิจกรรมพิเศษ รับของรางวัลและของที่ระลึกจากบริษัท พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และต่อยอดแนวคิดทางธุรกิจกับนักธุรกิจซูเลียนจากทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดโอกาสใหม่ให้กับชีวิต และก้าวสู่ความสำเร็จไปพร้อมกับองค์กรที่มีความมั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ ฟรี ในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารจิรธนา บริษัท ซูเลียน สำนักงานใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อร่วมเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ เรียนรู้แนวคิดจากผู้ประสบความสำเร็จ และค้นพบโอกาสในการสร้างอนาคตที่คุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง

TRT ปรับโครงสร้างทุนบริษัทย่อย เสริมฐานการเงินรับการเติบโตคาด Q2 ผลงานใกล้เคียง Q1 พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาล หาก Cash Flow แข็งแกร่ง

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าของไทย เดินหน้าปรับฐานการเงินกลุ่มบริษัท เสริมแกร่ง รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ล่าสุดบอร์ดอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุน บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) บริษัทย่อย เพื่อยกระดับฐานะการเงิน ล้างผลขาดทุนสะสม เพิ่มทุนปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงไตรมาสแรก พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หากกระแสเงินสดเป็นไปตามแผน

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของ บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TRT ถือหุ้นในสัดส่วน 92.50% เพื่อฟื้นฐานะทางการเงินและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

สำหรับแผนดังกล่าว ประกอบด้วยการ ลดทุนจดทะเบียน ผ่านการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ของหุ้น เพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทย่อย ก่อนดำเนินการ เพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินที่ได้รับไปใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับฐานทางการเงินให้มีความเหมาะสมกับทิศทางการเติบโตในอนาคต มากกว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจแต่อย่างใด

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทย่อยจะลดทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาท ผ่านการลดมูลค่าหุ้นจาก 100 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น ก่อนเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกไม่เกิน 515 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็นไม่เกิน 545 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป

นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารเงินลงทุนภายในกลุ่มบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทในเครือมีฐานะการเงินที่แข็งแรง สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่และการขยายธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลกยังมีความต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายระบบส่งไฟฟ้า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition)

“TRT ไม่ได้มองเพียงผลประกอบการระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานการเงินที่มั่นคงในทุกบริษัทภายในกลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตในอีกหลายปีข้างหน้า การปรับโครงสร้างทุนของ LDS จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว”

ในส่วนของผลการดำเนินงาน บริษัทประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปี โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งซื้อจากโครงการด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและรองรับแผนการลงทุนในอนาคต

สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล นายสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากผลการดำเนินงานและ กระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ตามความเหมาะสม

“เรายังคงยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต กับการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น หากสถานะกระแสเงินสดมีความแข็งแรงเพียงพอ คณะกรรมการก็พร้อมพิจารณาการจ่ายเงินปันผลตามนโยบายของบริษัท” นายสัมพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า TRT ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การก้าวสู่ Global Energy Infrastructure Player โดยมุ่งขยายธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วโลก การขยายโครงข่ายไฟฟ้า การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

“แค่ล้อเล่น” คำพูดที่กำลังทำร้ายเด็กไทยจิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกลับกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิตการบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สามารถสร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

“ปัญหาการบูลลี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสำคัญที่ครอบครัว โรงเรียน และคนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม”

การบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

• การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย

• การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย

• การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์  เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือนไม่มีตัวตน

• การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ

• การระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การบูลลี่ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่มีการนำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถลบออกจากโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

“ในอดีต เด็กอาจหลีกหนีจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้เมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในปัจจุบัน โลกออนไลน์ทำให้ผลกระทบจากการบูลลี่ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าที่เคย เด็กจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสินจากคนทั้งโลก โดยไม่มีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงหรือปกป้องตนเอง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ได้ส่งผลเพียงความรู้สึกเสียใจหรืออับอายเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น

ในบางราย เด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง เช่น การกรีดแขนเพื่อระบายความเครียด หรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่ส่งเสริมแนวคิดการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด”

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ (Zero Tolerance) อย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่น

“การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อ หรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการชื่นชมในความพยายาม ความสามารถ และคุณค่าของตัวตน มากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงวิจารณ์ใดควรรับฟังหรือปล่อยผ่าน และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

ในวันที่สังคมกำลังสอนให้เด็กแข่งขัน พ่อแม่ทุกคนต้องช่วยกันสอนเรื่องความเมตตา การเคารพความแตกต่าง และการรับฟังกันด้วยหัวใจ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

ICT ยกระดับโรงงาน OEM สู่ Smart Manufacturing รุกตลาดสกินแคร์เต็มรูปแบบตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านบาทในปี 2569 ปูทางสู่ธุรกิจเครื่องมือแพทย์

บริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับจ้างผลิตเครื่องสำอางแบบครบวงจร (OEM) เดินหน้ายกระดับศักยภาพโรงงานสู่ Smart Manufacturing ยกระดับมาตรฐานคุณภาพ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ขยายธุรกิจสู่ตลาดสกินแคร์อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมแตะ 1,500 ล้านบาท ภายในปี 2569 และวางรากฐานสู่ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวขององค์กร


นายธนวัฒ พิบูลย์สวัสดิ์
กรรมการบริหาร บริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอางแบบ OEM 100% โดยไม่มีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง เพื่อยืนหยัดในบทบาทการเป็น    “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่มุ่งสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้า ไม่ใช่คู่แข่งขัน ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์เครื่องสำอางทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางกลุ่มเมคอัพ บริษัทได้กำหนดยุทธศาสตร์ขยายสู่ ตลาดสกินแคร์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยยังคงต่อยอดความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคา แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความท้าทาย แต่ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถเติบโตได้ 15% จากปีก่อน และมีกำลังการผลิตรวมกว่า 40 ล้านชิ้นต่อปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการขยายฐานลูกค้าใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับแบรนด์ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นายธนวัฒ ให้ข้อมูลต่อว่า เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว บริษัทได้ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเม็ดบีดส์และระบบ Encapsulation (NCAP) ภายในโรงงาน พร้อมร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย รองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์ ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส และครีมกันแดด ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในตลาดโลก

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท คือ การยกระดับโรงงานสู่ Smart Manufacturing ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยี Camera Vision มาใช้ในกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความผิดพลาด และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สามารถรองรับการเติบโตของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีแผนทยอยลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม 50–200 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต

สำหรับแผนธุรกิจ บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสกินแคร์เป็น 10-20 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 500-700 ล้านบาท และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เป้าหมายรายได้รวม 1,500 ล้านบาทภายในปี 2569 ควบคู่กับการนำ Data Science มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด เพื่อช่วยให้ลูกค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของแบรนด์ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายธนวัฒ กล่าวปิดท้ายว่า บริษัทไม่ได้มุ่งลงทุนเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม การลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการสร้าง Ecosystem ของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย ตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาบุคลากร การผลิตวัตถุดิบ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการผลักดันแนวคิด T-Beauty เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก

สำหรับแผนระยะยาว บริษัทเตรียมต่อยอดศักยภาพโรงงานและมาตรฐานการผลิตสู่ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านการผลิตขององค์กร และจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตในอนาคต  ขณะที่ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจหลัก และไม่มีนโยบายเข้าสู่ธุรกิจอาหารเสริม เนื่องจากมีโครงสร้างการแข่งขันที่แตกต่างกัน

ภายหลังการเข้าร่วมแสดงศักยภาพในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 บริษัทได้รับความสนใจจากเจ้าของแบรนด์ ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มองหาโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีมาตรฐานการผลิตและศักยภาพด้านนวัตกรรม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ตลาดมีต่อผู้ประกอบการไทย และเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดอาเซียนและตลาดส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับแผนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

“การลงทุนในวันนี้ คือการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในอีก 10 ปีข้างหน้า เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการยกระดับศักยภาพของโรงงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของลูกค้าในทุกมิติ เรามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นพันธมิตรที่ช่วยสร้างแบรนด์ให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล”

“ซูเลียน” คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026ตอกย้ำองค์กรขายตรงแถวหน้าของไทย เดินหน้า Transform สู่ยุค AI-Digital-Commerceชูโมเดล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรง ชั้นนำของประเทศไทย คว้ารางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ประเภท Rising Star ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำองค์กรยุคใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของผู้คนอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ “ซูเลียน” ในการปรับองค์กรครั้งสำคัญ จากธุรกิจขายตรงแบบดั้งเดิมสู่ “Modern Direct Selling Company” ที่ผสานจุดแข็งของเครือข่ายนักธุรกิจเข้ากับเทคโนโลยี AI, Digital Platform และ Digital Commerce เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาองค์กร และสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันซูเลียนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของคนใดคนหนึ่ง    แต่คือความสำเร็จร่วมกันของพนักงาน นักธุรกิจซูเลียน พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าทั่วประเทศ ที่เชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรมาโดยตลอด”

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ซูเลียนถือเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจขายตรงที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยเครือข่ายนักธุรกิจทั่วประเทศ และแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่ง “สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาส” ให้กับคนไทยในทุกภูมิภาค “ความสำเร็จขององค์กรในวันนี้ ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก เรายังคงเชื่อมั่นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน” คือหัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และประสบการณ์จริง ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

“AI สามารถตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแทนมนุษย์ได้ เพราะหัวใจของธุรกิจขายตรง คือความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างผู้คน”

ด้วยแนวคิดดังกล่าว เราจึงเร่งลงทุนพัฒนา Digital Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบบริหารสมาชิก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เครื่องมือการตลาดดิจิทัล และระบบสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ เพราะ “อนาคตของธุรกิจขายตรง ไม่ใช่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการผลักดันซูเลียนสู่การเป็น “Opportunity Platform” หรือแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ รองรับแนวโน้มผู้บริโภคและแรงงานยุคใหม่ที่ต้องการรายได้เสริม อาชีพอิสระ และความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เรามองว่า ธุรกิจขายตรงยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต “ทุกคนควรมีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีต้นทุนชีวิตแบบใด หากได้รับโอกาสและเครื่องมือที่เหมาะสม ทุกคนสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้”

นอกจากนี้ “ซูเลียน” ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และคุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาการคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล “ความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร และเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางธุรกิจ”

ปัจจัยสำคัญที่สุดขององค์กรยุคใหม่ คือความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI, Big Data, Automation และ Digital Commerce ซึ่งผู้นำที่ดีเรียนรู้ตลอดเวลา กล้าตัดสินใจบนความไม่แน่นอน และพร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ซูเลียน” มุ่งเน้น “การสร้างคน” เพราะองค์กรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่องค์กรที่เติบโตเพียงลำพัง แต่คือองค์กรที่ทำให้ผู้คนรอบตัวเติบโตไปด้วยกัน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้นำองค์กรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ “ซูเลียน” ในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรงยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของผู้คน สังคม และประเทศ ไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน