ธนชาตประกันภัย ตอกย้ำความสำเร็จ มุ่งพัฒนา “บุคลากร” หัวใจหลักสู่การเติบโตที่ยั่งยืนคว้ารางวัลคุณภาพระดับโลก Brandon Hall Group Excellence Awards 2025

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) คว้ารางวัล Silver Awards สาขา Best Leadership Development Program จากเวทีระดับสากล Brandon Hall Group Human Capital Management Excellence Awards 2025 ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลระดับโลกด้านการบริหารทุนมนุษย์ (Human Capital Management) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “Academy Awards แห่งวงการบริหารทรัพยากรบุคคล”

รางวัลนี้มอบให้แก่องค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการพัฒนาและบริหารศักยภาพบุคลากร โดยพิจารณาจากโครงการที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนในการพัฒนาผู้นำ เสริมความผูกพันของพนักงาน และเตรียมผู้นำรุ่นใหม่เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการพัฒนาผู้นำระดับบริหารของธนชาตประกันภัยได้รับการออกแบบและดำเนินการร่วมกับ บีทีเอส ไทยแลนด์ (BTS Thailand) ในฐานะพันธมิตรด้านการเรียนรู้และพัฒนา มุ่งสร้าง “ผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยศักยภาพ” ผ่านกระบวนการเรียนรู้เข้มข้นและวัดผลได้จริง สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรไทยในการลงทุนพัฒนา “บุคลากร” อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมประกันภัยในอนาคต

การลงทุนใน “บุคลากร” คุ้มค่า พร้อมรุกสร้างผู้นำรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ

นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ทุกบริษัทในกลุ่มธนชาตให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนา “บุคลากร” มาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าบุคลากรทุกระดับ ทั้งผู้นำและพนักงานที่มีคุณภาพคือ กำลังสำคัญที่จะพาองค์กรสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย

ทุนธนชาตมีวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานและเตรียมความพร้อมให้กับ ผู้นำรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ (Succession Planning) เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะมีผู้นำที่มีคุณภาพเพียงพอในการนำพาองค์กรสู่อนาคต โครงการพัฒนาศักยภาพของผู้นำระดับบริหารจึงถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาผู้บริหารที่มีศักยภาพสูง ให้ก้าวสู่บทบาทใหม่ได้อย่างมั่นใจและสร้างผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ให้กับองค์กร

“การพัฒนาบุคลากรเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่อาจเห็นผลทันที แต่จะสร้างผลตอบแทนเป็นเท่าทวีคูณในระยะยาว และเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนชาตประกันภัยได้วางแผน  Succession Planning มาหลายปี โดยการจำแนกคุณลักษณะและองค์ความรู้ของผู้นำแต่ละระดับ จัดทำการประเมินเพื่อสร้างแผนพัฒนารายบุคคล ติดตามประเมินผล รวมถึงให้ข้อแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของคนในองค์กร การเติบโตจากภายในคือจุดแข็งที่แท้จริง การได้รับรางวัลระดับโลกด้านการพัฒนาบุคลากรในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกคน แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าทิศทางเชิงกลยุทธ์ของเรามาถูกทาง เพราะในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้นำที่เรียนรู้ไวและปรับใช้ได้จริงเท่านั้น ที่จะนำพาองค์กรให้ผ่านความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ได้เสมอ” นายพีระพัฒน์ กล่าว

ติดอาวุธ “บุคลากร” ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายผู้นำประกันภัย

ด้านนางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรื่องบุคลากร” เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของทุกองค์กร โดยเฉพาะในธุรกิจประกันภัยที่ทุกบริษัทต่างเผชิญความท้าทายเดียวกันคือ “การสร้างคนให้ทันต่อการเติบโต”

การสานต่อแนวทางการพัฒนาคนที่คุณพีระพัฒน์ได้วางรากฐานไว้ และการสร้างทีมบริหารที่แข็งแกร่ง ถือเป็นภารกิจหลักขององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ผสมผสานระหว่างรากเดิมที่มั่นคงกับการปรับตัวให้ทันยุคปัจจุบัน โดยเปิดรับความคิดเห็นจากพนักงานทุกระดับ ว่าอยากเห็นภาพของธนชาตประกันภัยในอนาคตเป็นอย่างไร และร่วมกันสร้าง “องค์กรที่เติบโตด้วยวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้”

“เป้าหมายสูงสุดของเราคือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจประกันภัย และพลังสำคัญที่จะพาเราไปถึงจุดนั้นได้คือ ‘บุคลากรของเรา’ ปีนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการเสริมศักยภาพทีมงานและการปรับรูปแบบการทำงาน (Way of Working) เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน เข้าใจตรงกัน พูดภาษาเดียวกัน และขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างมั่นคง”

รางวัล Silver Awards ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการเรียนรู้

นางวิชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรของธนชาตประกันภัยมาโดยตลอด ภายใต้หลักการบริหารที่มุ่งพัฒนาทีมงานอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการพัฒนาศักยภาพของผู้นำระดับผู้บริหารไม่เพียงทำให้ผู้บริหารหลายคนเติบโตสู่ตำแหน่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ทีมทั้งหมดได้ทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง และเกิดผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

“รางวัล Silver Award จาก Brandon Hall Group เป็นเครื่องยืนยันว่าแนวทางการพัฒนาบุคลากรของเราสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในแง่ของการยกระดับศักยภาพผู้นำ และการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการเรียนรู้และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราจะยังคงเดินหน้าลงทุนในบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางวิชินี กล่าวทิ้งท้าย

สู้ไปด้วยกัน! เบเยอร์ จัดกิจกรรมต่อเนื่อง เปิดตัว “Beger AI Cashback” เสริมกำลังร้านค้า สร้างประสบการณ์ซื้อขายยุคใหม่ พร้อมผลักดันร้านค้าไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

หลังซุ่มพัฒนาระบบโครงข่ายข้อมูลสินค้าหน้าร้านมากว่า 5 ปี เบเยอร์มั่นใจในความพร้อม เปิดตัว Beger AI Cashback ระบบมอบเงินคืนที่ออกแบบเพื่อให้ผู้ซื้อจริงได้รับประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ระบบใหม่นี้ช่วยให้ร้านค้าที่มีข้อจำกัดด้านนวัตกรรมและระบบ เข้าถึงเครื่องมือสนับสนุนการขายแบบครบวงจร พร้อมสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่า ทุกการซื้อจะได้รับผลประโยชน์จริงตามที่ควรได้รับ

คุณพวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ เดินสายจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า “Beger AI Cashback เป็นการต่อยอดนวัตกรรมที่เบเยอร์พัฒนามาตลอด 5 ปี เพื่อให้ร้านค้าและผู้ซื้อได้รับประโยชน์สูงสุด เราออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย รวดเร็ว และโปร่งใส ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและคู่ค้าในยุคดิจิทัล พร้อมช่วยลดความล่าช้าและขั้นตอนเอกสารที่อาจกระทบสภาพคล่องของร้านค้า นอกจากนี้ ระบบนี้ยังสะท้อน ความกล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่ริเริ่มของเบเยอร์ เพราะเราไม่ได้เพียงขายสินค้า แต่เราต้องการสร้างความแข็งแรงและความเติบโตให้ทั้งอุตสาหกรรม พร้อมตอบแทนสังคมและสนับสนุนร้านค้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

ด้านช่างผู้ใช้งานจริงเห็นตรงกันว่า ระบบนี้ทำให้ได้รับผลประโยชน์แท้จริง ง่าย รวดเร็ว สะดวก และโปร่งใส ทำให้การซื้อขายทุกขั้นตอนมั่นใจได้ว่าผลประโยชน์จะถึงมือผู้ซื้อจริง

เบเยอร์มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ทั้งผู้ซื้อและคู่ค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ลดปัญหาเอกสารและความล่าช้าของระบบ พร้อมสร้างโอกาสและเครื่องมือให้ร้านค้าไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคดิจิทัลติดตามข้อมูลเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สีเขียวและโครงการความร่วมมือต่างๆสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:https://landing.beger.co.th/beger-ai-v2-cashback/

COCOCO เผยงวด 9 เดือนปีนี้ กำไรสุทธิ 211.68 ลบ. เดินหน้าบริหารต้นทุน-ยกระดับเทคโนโลยีการผลิต รับมือความผันผวน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

บมจ. ไทย โคโคนัท (Thai Coconut PCL หรือ COCOCO) เผยงงวด 9 เดือนปี 2568 รักษากำไรไว้ที่ 211.68 ล้านบาท ภายใต้ภาวะต้นทุนที่ผันผวน ตั้งเป้ามุ่งเน้นการบริหารต้นทุน พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว พร้อมคาดโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ “ภายใต้ NOVOCOCONUT INC.” จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Risk) คาดเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ผู้ผลิตจำหน่าย และส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ รายงานผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 5,117.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.73% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า และบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ เท่ากับ 211.68 ล้านบาท  โดยการเติบโตของรายได้มาจากแรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิ ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสรักสุขภาพและความนิยมของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากกะทิและอาหารเพื่อสุขภาพ อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากความชัดเจนของกฎระเบียบที่ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์กะทิมีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นมแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการเติบโตของรายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.วรวัฒน์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศในภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกา พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการลงทุนผ่านบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ NOVOCOCONUT INC. เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 ทั้งนี้ แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน บริษัทฯ ยังคงดำเนินกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับกระจายตลาดและฐานลูกค้า เพื่อรักษาการเติบโต

งวด 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ เท่ากับ 211.68 ล้านบาท เป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราวตามที่ได้ชี้แจงไว้ในหัวข้อ “ต้นทุนขายและบริการ” อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับที่มั่นคงภายใต้ภาวะต้นทุนที่ผันผวน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิผลสูงสุด และการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สำหรับ งวดไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีรายได้รวม 1,770.96 ล้านบาท โดยเป็นไปตามรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 เท่ากับ 69.45 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและการทดลองเดินเครื่องจักรใหม่ก่อนเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายบุคลากรและการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 บริษัทฯ มีต้นทุนขายและบริการลดลงมาอยู่ที่ 1,424.46 ล้านบาท โดยการปรับลดลงของต้นทุนขายและบริหารในไตรมาสนี้เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบมะพร้าวที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงและบริษัทฯ ควบคุมประสิทธิภาพการผลิตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิได้ดีขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ มีปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิด Economy of Scale ช่วยให้ลดต้นทุนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอยู่ระหว่างบริหารความเสี่ยงต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบในระยะยาวผ่านการลงทุนใน โรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์

“KNOT” ปล่อย Official Pilot ตัวเต็ม — จุดไฟโซเชียลลุก! เคมีโบ๊ทโอ๊ตแรงทะลุจอ

ไม่ต้องรอถึงวันออนจริงก็เดือดแล้ว! “KNOT” ซีรีส์ใหม่ที่ทุกคนรอคอย ปล่อย Official Pilot ตัวเต็ม สะกดทุกสายตาในโลกโซเชียล เคมีระหว่าง “โบ๊ท ยงค์ยุทธ” และ “โอ๊ต ภาสกร” ร้อนแรงทะลุจอจนแฮชแท็กพุ่งติดเทรนด์ สื่อบันเทิงจับตา—นี่อาจเป็น “คู่จิ้นแห่งปี” คนต่อไป!

โลกโซเชียลลุกเป็นไฟอีกครั้ง! เมื่อ “KNOT” โปรเจกต์ซีรีส์แนวดราม่า–โรแมนติก ที่แฟน ๆ ตั้งตารอมานาน ปล่อย Official Pilot ตัวเต็ม ออกมาให้ชมแบบจัดเต็ม งานนี้ไม่ต้องรอถึงวันออนจริง กระแสก็แรงจนทะลุทุกแพลตฟอร์ม แฟนคลับพร้อมใจจุดเทรนด์ทันที แฮชแท็ก #KNOTTheSeries #โบ๊ทโอ๊ตทะลุจอ พุ่งติดอันดับทวิตเตอร์ภายในไม่กี่ชั่วโมง

ในพาร์ตการแสดง “โบ๊ท ยงค์ยุทธ” และ “โอ๊ต ภาสกร” ที่กลับมาประกบคู่กันอีกครั้ง สร้างเคมีที่ทั้งลึก ทั้งแรง และเต็มไปด้วยพลังดิบแบบที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน จนผู้ชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “แรงกว่าที่คิดไว้!” และ “นี่คือคู่จิ้นเคมีแรงที่สุดของปี!”

เนื้อหาของ “KNOT” ถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย พันธะ ความผูกพัน และความลับที่ยิ่งพยายามคลายกลับยิ่งผูกแน่น ผ่านโทนภาพและดนตรีที่เข้มข้น ชวนให้จับตามองว่าซีรีส์เรื่องนี้อาจกลายเป็น “ผลงานแจ้งเกิดระดับรางวัล” ของทั้งสองนักแสดงก็เป็นได้

หลังจากปล่อยตัว Pilot ไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยอดวิวใน YouTube ก็พุ่งแตะหลักแสนอย่างรวดเร็ว ขณะที่คอมเมนต์จากแฟน ๆ ทั่วโซเชียลเต็มไปด้วยคำชื่นชม เช่น “ภาพสวย เคมีโบ๊ทโอ๊ตคือไฟลุก” และ “รอดูตัวเต็มไม่ไหวแล้ว!” ซึ่งสะท้อนว่าซีรีส์นี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าหล่อของนักแสดง แต่ยังมาพร้อมการเล่าเรื่องที่เข้มข้นและโปรดักชันคุณภาพระดับสากล

สื่อบันเทิงต่างประเทศเองก็เริ่มให้ความสนใจ และมีการตั้งคำถามว่า “KNOT” จะก้าวขึ้นมาเป็นซีรีส์เอเชียที่ทำให้ชื่อของ “โบ๊ท–โอ๊ต” กลายเป็น คู่ขวัญระดับอินเตอร์ ได้หรือไม่ — งานนี้ต้องบอกเลยว่า “ยิ่งคลายยิ่งผูกแน่น ยิ่งดูยิ่งติด” สมชื่อ KNOT อย่างแท้จริง!

📍ชม “KNOT – Official Pilot” ได้แล้วทาง YouTube: MFlow Entertainment
https://www.youtube.com/watch?v=eT3qGC7SbPk

#KNOT #KNOTPilot #KNOTtheseries #BoatOat #Boatyongyutt #oatpasakorn #MFlowEntertainment

นับถือใจ “ครูก้อย” ภรรยา “เจมส์ เรืองศักดิ์” ตัดสินใจเย็บปากมดลูกขณะตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน จากภาวะปากมดลูกสั้น ป้องกันคลอดก่อนกำหนด

เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่หัวใจนักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งเก่งและแกร่ง สำหรับ “ครูก้อย–นัชชา ลอยชูศักดิ์” ภรรยาของนักร้องดัง “เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์” ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคท้องยากหลายอย่างกว่าจะมีเบบี๋คนที่ 2 ในวัย 42 ปี โดยครูก้อยได้โพสต์อัปเดทการพักฟื้นหลังจากการเข้ารับการเย็บปากมดลูก ผ่านเฟซบุ๊ก “นัชชา ลอยชูศักดิ์” ขณะตั้งครรภ์ได้เพียง 3 เดือน เนื่องจากมีภาวะปากมดลูกสั้น ซึ่งการรักษาผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ ครูก้อยเคยมีประสบการณ์เข้ารับการเย็บปากมดลูกมาแล้วเมื่อตอนตั้งครรภ์ลูกสาวคนแรก “น้องเมดา อันโดรเมดา” จึงทำให้ครูก้อยไม่ลังเลในการเข้ารับการเย็บปากมดลูกในครั้งนี้ โดยครูก้อยไม่รอให้มีอาการก่อนค่อยรักษา แต่ตัดสินใจเย็บปากมดลูกเลย เพื่อป้องกันทุกความเสี่ยงอย่างรอบคอบที่สุด

นอกจากนี้ ครูก้อยยังได้เปิดเผยถึงอุปสรรคที่ได้ฝ่าฟันมาจนกว่าจะตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ว่า ตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ 12 สัปดาห์แล้ว โครโมโซมปกติทุกคู่ น้องเป็นผู้หญิง ชื่อ ด.ญ.มีเมตตา ลอยชูศักดิ์ (น้องเมตตา) เป็นการใส่ตัวอ่อนครั้งที่ 2 ในวัย 42 ปี โดยครั้งแรกใส่ตัวอ่อนไปเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่น้องอยู่กับครูก้อยได้ไม่นาน ก็หลุดไป ครูก้อยไม่มีเวลาเสียใจแม้แต่วันเดียว เพราะภารกิจที่ยิ่งใหญ่มีมากกว่านั้น ครูก้อยมีแม่ๆ ผู้มีบุตรยากอีกหลายหมื่นคนที่ยังร่วมเดินทางบนเส้นทางเดียวกันที่ต้องดูแล เดินหน้าดูแลสุขภาพและบำรุงร่างกายต่อก่อนย้ายตัวอ่อนครั้งที่ 2 ในวัย 42 จนประสบความสำเร็จ และเชื่อมั่นว่า “น้องเมตตา” จะเติบโตเป็นนักสู้ตัวน้อยที่เข้มแข็งไม่แพ้คุณแม่อย่างแน่นอน

ในโอกาสนี้ ครูก้อยยังกล่าวขอบคุณทีมแพทย์จาก GFC Genesis Fertility Clinic นำโดย อาจารย์พิทักษ์ พงษ์กาญจนา รวมถึงทีมแพทย์และพยาบาลทุกคนที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการรักษา พร้อมเผยว่า GFC เปรียบเสมือน “บ้านที่ไว้วางใจได้” ซึ่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้เสมอ รวมถึงขอบคุณ ครอบครัว ที่ไม่เคยกดดันและให้ความเชื่อมั่นในทุกการตัดสินใจ เพียงเฝ้ารอฟังข่าวดีในเวลาที่เหมาะสม และขอบคุณ สามีสุดที่รัก เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ที่เป็นทั้งกำลังใจและความมั่นคงทางจิตใจ เชื่อมั่นในตัวเธอเสมอว่าจะทำสำเร็จ ขณะเดียวกันยังได้ขอบคุณ แม่ ๆ ในเพจ BabyandMom.co.th ที่ส่งแรงใจมาอย่างอบอุ่น พร้อมเผยว่ากำลังใจจากกัลยาณมิตรเหล่านี้มีค่ามากในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ท้ายที่สุด ครูก้อยกล่าวขอบคุณ ตัวเอง ที่เข้มแข็ง มุ่งมั่น และมีวินัยตลอดระยะเวลา 7 ปี โดยยืนยันว่า “ไม่มีอุปสรรคใดทำลายความตั้งใจได้ ทุกความล้มเหลวล้วนมีคำอธิบายและนำไปสู่การแก้ไขในครั้งต่อไป เราจะไม่มีวันล้มเหลว หากไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน”

เรื่องราวของ “ครูก้อย–นัชชา ลอยชูศักดิ์” ที่ไม่ยอมแพ้ ใช้ความรู้และประสบการณ์พร้อมหัวใจที่เข้มแข็ง ปรับโภชนาการและดูสุขภาพเตรียมความพร้อมก่อนย้ายตัวอ่อนจนประสบความสำเร็จ พร้อมแชร์ประสบการณ์ให้กับผู้มีบุตรยากทั่วประเทศที่ยังคงมุ่งมั่นและไม่ละทิ้งความฝันในการเป็นแม่ ผ่านเพจ BabyAndMom.co.th เพื่อเป็นวิทยาทานและแรงบันดาลใจให้กับผู้มีบุตรยากคนอื่น ๆ อีกด้วย

ตลอดช่วงพักฟื้น มีสามีสุดที่รัก “เจมส์ เรืองศักดิ์” และลูกสาว “น้องเมดา อันโดรเมดา” คอยอยู่เคียงข้าง ดูแลไม่ห่าง โดยมีแฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ครอบครัวลอยชูศักดิ์อย่างอบอุ่นและล้นหลาม

ครูก้อย #เจมส์เรืองศักดิ์ #เมดา #อันโดรเมดาลอยชูศักดิ์ #มีเมตตาลอยชูศักดิ์ #BabyAndMom #มีบุตรยาก #ท้องยาก #เย็บปากมดลูก #ภาวะปากมดลูกสั้น

’42 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ รวมพลังศิลปิน–นักแสดง ส่งต่อแรงบันดาลใจ มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY”

อบอวลไปด้วยพลังแห่งความสุข เมื่อ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 42 ปีแห่งการเดินทาง
ภายใต้แนวคิด มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY” ซึ่งอบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สะท้อนถึง “พลังบวกของคนแกรมมี่” ที่ไม่เพียงรวมพลังกัน
เพื่อสร้างความสุขผ่านเสียงเพลงและผลงานที่สร้างสรรค์ แต่ยังส่งต่อ “แรงบันดาลใจ” ให้แก่ผู้คนรอบข้างและสังคม
นำโดยคณะผู้บริหาร ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน),
บุษบา ดาวเรือง, กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ, ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม, ระฟ้า ดำรงชัยธรรม, อิงฟ้า ดำรงชัยธรรม,
ฟ้าฉาย ดำรงชัยธรรม, อรุยา พุทธินันทน์, สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, สุวิมล จึงโชติกะพิศิฐ, สันติสุข จงมั่นคง,
พรพิชิต พัฒนถาบุตร, สมศรี พฤทธิพันธุ์, นรัญจ์ พุ่มศิริ, เดียว วรตั้งตระกูล, สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
และสถาพร พานิชรักษาพงศ์

พร้อมทั้งศิลปินรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ นำทีมโดยซูเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์, ครูสลา คุณวุฒิ, ตู่ นันทิดา, นิโคล เทริโอ, นัท มีเรีย, เบล ไชน่าดอลล์, หว่าหวา ไชน่าดอลล์, เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม, พลพล, ทิกเกอร์ อชิระ, SAMUI, Klear, ก้านตอง, เปาวลี พรพิมล, มีนตรา อินทิรา, เอิ้นขวัญ วรัญญา, ลำเพลิน, เต๋า ภูศิลป์, กานต์ ทศน, แป้งร่ำ ศิวนารี, โบนัส ภัทรธิรา, ลำยอง หนองหินห่าว, มิ้วส์เชค อรภัสญาน์, แช่ม แช่มรัมย์, แสน นากา, เจ แจสเปอร์, Par-T, Deephordee, เล็ก รัชเมศฐ์, บักฟ้า ชฎาพร, แพร ชนา, เต๋า ทัศนัย, เอม เอมปวีร์, รามี่, กวาง ดวงฤทัย, Full, Good Mood,
MY EYES,First (Firzter), พอส (Yes Indeed), บีม – จา (De flamingo), กัน Clockwork Motionless, FAVIQ, CHERIS, คริส – อิม ALALA

ไม่เพียงเท่านั้น… ยังมี นักแสดงจากช่อง ONE31 ได้แก่ อ๋อลี่ ตติยา, เตียวหุย เพชรปรัชญา, ปลื้ม ธยศทรณ์,
เจ้าคุณ พันธ์ชนกชนม์, ปริม ปริณดา, โอเบย์ ปัณณวิชญ์, เจมส์ เจตพล, อาร์ติส ธนากรณ์, พรีน รวิสรารัตน์,
หญิงหญิง ศรุชา, จีจี้ ณัฐกุล, พลอย ทิพยร์มิดา The Golden Song SS 4, เบลโลล่า กนิษฐา The Golden Song SS 5,
โก๊ะตุลย์ พันธนนท์ The Golden Song SS 6, บิ๊ก จักริน The Golden Song SS 6 และ ณัฐ – นัท – พลอย – อ๊อฟ – อั่งเปา – แอน จาก The Golden Song SS 7 นักแสดงจาก CHANGE2561 ได้แก่ ลูกหมี, ซอนญ่า นักแสดงจาก GMMTV ได้แก่
ป๋อมแป๋ม นิติ, น้ำตาล ทิพนารี, ฟิล์ม รชานันท์, เลิฟ ภัทรานิษฐ์, จูเนียร์ ปณชัย, มาร์ค จิรันธนิน, ไบร์ท รพีพงศ์,
ปาแปง พรพมพิริยะ, เอิร์น ปรียาภัทย์, กอล์ฟ กิติพันธ์ ดีเจจาก GMM MEDIA ได้แก่ อั๋น ภูวนาท และ เป้ วิศวะ

โดยปีนี้ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ตั้งใจถ่ายทอดแนวคิด มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY” ผ่านกิจกรรม อาทิ การส่งต่อ “พลังบวก” ให้แก่ทุกคน โดยเขียนข้อความสร้างแรงบันดาลใจลงแผ่นอวยพร พร้อมทั้งคลิปวิดีโอคำอวยพรของผู้บริหารและศิลปิน รวมถึงไฮไลท์ของปีนี้คือ
คำอวยพรพร้อมพลังบวกจาก ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่ส่งถึงผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงานทุกคน โดยมีข้อความว่า  

รถไฟเหาะ

อาชีพของพวกเราไม่ว่าจะเป็นเพลง เป็นหนัง เป็นละคร ล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิต

ราวกับรถไฟเหาะ Roller Coaster ตามสวนสนุก เต็มไปด้วยการหกคะเมนตีลังกา

น่าตื่นเต้น น่าเสียวไส้ แต่สนุก

เรามีปัญหาอุปสรรค์ท้าทายมากมาย ตั้งแต่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าผลิตผลงานออกมาโดนไหม

เป็นที่นิยมไหม ถ้าใช้ได้ ก้าวต่อมา คือแข่งกับคู่แข่งได้ไหม ปรากฏว่าดีเลิศชนะคู่แข่ง

ปัญหาไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ยังมีภาวะเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จอีก

และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือ เทคโนโลยีดิสรัปชั่น

ที่จะกวาดล้างเปลี่ยนแปลงสภาวะธุรกิจอาชีพของเราในชั่วพริบตา

พวกเรายืนหยัดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มา 42 ปี จากรุ่นสู่รุ่น บากบั่นฟันฝ่ามาตลอดเส้นทาง

เดี๋ยวเหาะขึ้น เดี๋ยวเหาะลง เป็นอย่างนี้เรื่อยมา

ถามว่าลำบากลำเค็ญมากไหม ตอบได้ว่ามาก

ถามต่อว่าแล้วทำไมไม่เลิกเสียละ ตอบว่า ยังสนุกอยู่ อยากมาทำเอง ไม่มีใครบังคับ เพราะชอบงานอาชีพนี้

เพราะฉะนั้น คนอย่างพวกเรา คงต้องมี “พลังบวก” อยู่กับตัวอยู่แล้ว

จงมาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกันนะพวกเรา

“GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY”

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

11/11/2568

ซึ่งตลอด 42 ปีที่ผ่านมา…อาชีพของพวกเราเต็มไปด้วยความท้าทาย เหมือนรถไฟเหาะที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก
แต่พวกเรายังยืนหยัดได้ด้วยหัวใจที่รักในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่ทำให้เรายังเดินหน้ามาจนถึงวันนี้…คือ พลังบวกที่อยู่ในตัว
ของพวกเราทุกคน

เรื่องราวความผูกพันของครอบครัวจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจที่สะท้อนถึง
“การเดินทางร่วมกัน” ตลอด 42 ปี  ซึ่ง “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ไม่ได้แค่สร้างเสียงเพลง… แต่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย และวันนี้พวกเขาพร้อมเดินทางต่อไปด้วยกัน เพื่อส่งต่อ “พลังบวก” ให้ขยายออกไปไม่สิ้นสุด

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เปิดเผยว่าประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ทั้งนักแต่งเพลง
นักเขียนบทละคร และนักแสดง รวมถึงทรัพยากรในอุตสาหกรรมบันเทิงที่พร้อม ดังนั้นเราคือ พาหนะสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศให้ออกไปประจักษ์ในต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ยังคงยึดมั่นในความรักและความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ชม”

เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เปิดเผยว่า “ชีวิตของเบิร์ดกับแกรมมี่ มันคือชีวิตเดียวกัน ผูกพันกันมายาวนานมาก เหมือนครอบครัวเดียวกัน เบิร์ดรู้สึกว่า ไม่ว่าแกรมมี่จะมีอะไรให้ทำ เบิร์ดก็พร้อมเต็มที่เสมอ เพราะสิ่งหนึ่งที่อยู่ในแกรมมี่ตลอด คือ พลังบวก ของคนที่นี่ ที่ส่งต่อถึงกันจนกลายเป็นแรงใจให้เบิร์ด และเชื่อว่ามันจะเป็นพลังดีๆ ให้เราจะเดินทางต่อไปด้วยกันครับ”

นัท มีเรีย เปิดเผยว่า “ปีที่ 42 ของแกรมมี่ ถือเป็นการเดินทางอันยาวนานที่อยู่เคียงคู่คนไทยมาตลอด และยังคงสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณทีมงานแกรมมี่ทุกคนที่ร่วมกันผลักดันไม่ว่าจะเป็นละครหรือเพลง ให้เป็นสิ่งที่จรรโลงใจและขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไปได้ อย่างน้อยขอให้เพลงของเราอยู่ในใจทุกคนค่ะ”

นิโคล เทริโอ เปิดเผยว่า “หากไม่มีแกรมมี่ ก็อาจไม่มีนิโคล เราผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย ตั้งแต่ยุคเทป ยุค MP3 จนถึงยุคสตรีมมิ่ง ผ่านทุกช่วงเวลาของวงการเพลงซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงอยากจะเป็นกำลังใจให้กับวงการเพลงและอยากให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนศิลปินไทย”

กรณ์ ณรงค์เดช หลั่งน้ำตาเข้ากอดพ่อ หลังชนะคดี

12 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีที่ นายเกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ภรรยา พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ นายณพ ณรงค์เดช ลูกชาย ในความผิดฐาน “ร่วมกันใช้เอกสารปลอม” โดยปลอมลายเซ็นของนายเกษม เพื่อโอนหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด (WEH) ซึ่งเป็นหุ้นที่มีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ จำคุกคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา และนายณพ ณรงค์เดช คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ด้าน นายกรณ์ ณรงค์เดช ลูกชายคนเล็กของนายเกษม ซึ่งอยู่เคียงข้างคุณพ่อมาตลอด ได้โพสต์คลิปกอดคุณพ่อทั้งน้ำตา พร้อมข้อความสุดซึ้งว่า “ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการได้สู้เพื่อพ่อ
ทุกหยดน้ำตาและความเหนื่อยไม่สูญเปล่าเลย ขอบคุณคุณพ่อ…ที่อดทน ยืนหยัด และเป็นแรงใจให้เสมอ รักที่สุดหมดหัวใจและภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ เชื่อว่าคุณแม่ส่งกำลังใจให้ครอบครัวเราอยู่จากบนสวรรค์

แล้ววันนี้ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินแล้วว่าคุณพ่อโดนใช้เอกสารลายเซ็นปลอมในการโอนหุ้นไปยังชื่อคนอื่นจริง ขอบคุณความยุติธรรมที่มีจริง”

นายกฯ พยักหน้ารับ เตรียมกำลังทหารพร้อมแล้ว เมิน ‘ภาษีทรัมป์’ บอก ไทยมีศักยภาพ พร้อมมองหาตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ลั่น ”Do it My Way“ ไม่มีสัญญา 4 ข้อแล้ว

วันนี้ (12 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีระงับปฏิญญาร่วม (Joint Declaration) ระหว่างไทย – กัมพูชา จะต้องชี้แจงกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียหรือไม่ ว่า มันไม่มี 4 ข้อ นั้นแล้ว จะมีข้อที่ประเทศไทยจะต้องดำเนินการ “Do it My Way” ไม่รู้จะพูดอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า บนเวทีที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมินมาตรการภาษีทรัมป์ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก ฉะนั้น ก็มีหน้าที่ที่จะแสวงหาโอกาส หาตลาดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ก็มีหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพสินค้าของประเทศไทย ให้เป็นที่ต้องการของทั่วโลกให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งศักยภาพของประเทศไทยมีแล้ว เราจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้ มาเป็นเป็นตัวฉุด หรือทำให้เราเสียเปรียบ หรือทำให้อธิปไตยของเรา ถูกก้าวล่วง

ส่วนจะมีการชี้แจงกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ลงนาม นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

ส่วนที่มีประชาชนบางส่วน ต้องการให้มีการสู้รบให้จบโดยเด็ดขาด และอีกส่วนกังวลจะมีการสู่รบ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามีแผนปฎิบัติอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องความมั่นคง การป้องกันประเทศ ไม่สามารถมาพูดในลักษณะการให้สัมภาษณ์ได้ แต่ในความรัฐมนตรีและหัวหน้ารัฐบาล เราได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมาตรการและผู้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่ออธิปไตยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนต่อเกียรติภูมิศักดิ์ศรี ของทหาร และเจ้าหน้าที่ที่คอยปกป้องดูแลแผ่นดินของเราอยู่ พร้อมย้ำว่าทุกอย่างมีอยู่ในแผนการดำเนินการทั้งหมดแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้มีการเตรียมกำลังทางทหารพร้อมแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน พยักหน้า รับ ก่อนกล่าวว่า “แน่นอนครับ”

ตัดสิทธิ์ 2.3 แสนคน ไม่ใช้จ่ายครั้งแรกตามเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” พร้อมนำสิทธิ์ไปเปิดลงทะเบียน เฟส 2 รอบเก็บตก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”  โดยเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิรวมทั้งสิ้น 20 ล้านสิทธิ  ว่า มีประชาชนไม่ได้ทำรายการใช้จ่ายครั้งแรกกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย. 2568  จึงถูกตัดสิทธิ์ 239,731 คน

โดยก่อนหน้านี้ นายลวรณ กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ไม่ใช้จ่ายภายในวันที่ 11 พ.ย. จะถูกตัดสิทธิ์ และนำสิทธิ์นั้นไปเปิดลงทะเบียนใหม่ และรัฐบาลจะไม่เปิดให้ลงทะเบียนใหม่ แต่จะเอาสิทธิ์ที่ถูกตัดไปนั้น ไปเปิดให้มีการลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งผู้ที่ใช้สิทธิ์ไม่ทัน ก็สามารถมาลงทะเบียนใหม่ได้ 

“ในหลักการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เราจะเปิดให้ผู้ที่ตกหล่นจากโครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสแรกก่อน ซึ่งก็คาดว่า จะมีไม่มาก เพราะการเปิดลงทะเบียนในเฟสแรกถือว่า ค่อนข้างครอบคลุมกลุ่มผู้มีสิทธิ์ทั้งในส่วนของกลุ่มเปราะบางที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี ส่วนวงเงินการใช้จ่ายคาดว่า ไม่ต่างจากเดิม”

กรมควบคุมโรค แจงพรบ.น้ำเมาฉบับใหม่ ยังกำหนดเวลาขายเหล้าเบียร์

กรมควบคุมโรคแจงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่เพียงยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อนหรือใช้มานานแล้ว แต่ข้อห้ามยังคงเดิม ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันที่ 11 พ.ย. นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีการแชร์ข้อมูลที่เป็นกระแสข่าวบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ เรื่อง การห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ณ สถานที่ขาย ซึ่งตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มาตรา 32 ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามมาตรา 28 ทั้งนี้ คณะกรรมการควบคุมจะประกาศกำหนดเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใด ๆ เท่าที่จำเป็นก็ได้

นพ.มณเฑียร กล่าวต่อว่า เดิมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ได้มีการกำหนดเวลาขายและเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ณ สถานที่ขาย มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2515 โดยมีการกำหนดโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน ต่อมาในปี 2565 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นควรให้มีการยกเลิกประกาศดังกล่าว และนำหลักการมากำหนดไว้ในกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 จึงเป็นที่มาของมาตรา 32

ดังนั้น กฎหมายใหม่เพียงยกเลิกกฎหมายเก่าที่ซ้ำซ้อนหรือใช้มานานแล้ว แต่ข้อห้ามยังคงเดิม

อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่กำหนดเป็นโทษทางอาญาเปลี่ยนเป็นโทษปรับเป็นพินัย ซึ่งการกำหนดค่าปรับจะพิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง เช่น อายุ ความประพฤติ อาชีพ เป็นต้น และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถกำหนดข้อยกเว้นเพิ่มเติมเท่าที่จำเป็นได้

นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องการใช้ตราสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับตราเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน กระทำการที่อาจเข้าข่ายป็นความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตรา 32/3 ห้ามผู้ใดโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์หรือสิ่งนั้น หรือโฆษณาโดยการนำเอาชื่อ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตัด ต่อ เติม หรือดัดแปลงข้อความให้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์หรือสิ่งนั้นทั้งนี้ ในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายความถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำความผิดของผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้กระทำผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายสามารถร้องเรียนได้ที่ เว็บไซต์ TAS โดยสามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ http://tas.go.th หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

อนึ่ง ข้อกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังคงเหมือนเดิม โดยขายได้เฉพาะเวลา ดังนี้ ช่วงกลางวัน เวลา 11.00 – 14.00 น. และช่วงกลางคืน เวลา 17.00 – 24.00 น.