เซ็นทรัลพัฒนา ต้อนรับ ‘Xventure’ แอคทีฟพาร์กในร่มคอนเซปต์ใหม่เปิดประสบการณ์แห่งแรกของโลก ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวและกลุ่มครอบครัว

  • จับมือ Kiztopia Group ผู้นำ Family Edutainment Center (FEC) ระดับโลก เนรมิตสนามประลองสุดล้ำแห่งแรกของไทยและของโลกมาไว้ที่เชียงใหม่ จัดเต็ม 30 กิจกรรมสุดมันส์บนพื้นที่กว่า 2,200 ตารางเมตร ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
  • เสริมแกร่งศักยภาพจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เดินหน้าสร้าง Family Edutainment ตอบโจทย์ความต้องการ นักท่องเที่ยวและกลุ่มครอบครัว

                              เชียงใหม่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ จับมือพันธมิตรระดับโลก Kids Element Edutainment Pte Ltd (คิซโทเปีย กรุ๊ป) ผู้นำ Family Edutainment Center (FEC) อันดับ 1 จากสิงคโปร์ เปิด Xventure: Ultimate Urban Playground แอคทีฟพาร์กในร่มแนวใหม่ภายใต้คอนเซปต์ ‘Indoor Active Sports Park’ ครั้งแรกของโลก เปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็นสนามประลองสุดท้าทาย ชวนปลดล็อกพลังแห่งการเคลื่อนไหว พร้อมเปิดให้ผู้กล้ามาท้าทายความสนุก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 เสริมแกร่งศักยภาพจังหวัดเชียงใหม่ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของเซ็นทรัลพัฒนาในฐานะผู้พัฒนาโครงการศูนย์การค้าชั้นนำในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

                              ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “เซ็นทรัลพัฒนา” ตอกย้ำความสำเร็จการเป็น Place Maker ผู้พัฒนาโครงการศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ ที่สามารถดึงดูด Global Brand ระดับโลกมาเลือกเปิดสาขาใหม่แห่งแรกในไทยมากที่สุด และขยายธุรกิจในไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล วันนี้เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการเติบโตของพันธมิตรแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Kiztopia Group (คิซโทเปีย กรุ๊ป) ผู้นำ Family Edutainment Center (FEC) อันดับ 1 จากสิงคโปร์ นับตั้งแต่การเปิดตัวสวนสนุก Kiztopia สาขาแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเมืองไทย ที่เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ต่อด้วยการนำ Jumptopia (จัมโทเปีย) อีเวนต์สวนสนุกเป่าลมไปออนทัวร์ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ รวมไปถึงการเปิด (บาวซ์โทเปีย) สาขาแรกในไทยที่ เซ็นทรัล เชียงใหม่ ซึ่งเป็นสาขา Tourist Mall ของเซ็นทรัลพัฒนา เมื่อกลางปี 2567 จนกลายเป็น New Attraction ของเชียงใหม่ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มครอบครัวในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มองหากิจกรรมสำหรับเด็ก”

“การที่ Kiztopia Group เลือกเซ็นทรัล เชียงใหม่ เป็นสาขาแรกของ Xventure ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Ecosystem ของเซ็นทรัลพัฒนา ที่พร้อมเชื่อมโยงทุกพันธมิตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน เราเชื่อมั่นว่า Xventure จะเป็นอีกหนึ่งแม็กแน็ตสำคัญ ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคเหนือ เสริมศักยภาพให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัฒนาทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิต หรือ Centre of Life อย่างแท้จริง”

คุณไฮดี้ เทียน ผู้ก่อตั้งและ CEO Kids Element Edutainment Pte Ltd (Kiztopia Group) กล่าวว่า “Kiztopia เชื่อมั่นในพลังของการเรียนรู้ผ่านการเล่น  ซึ่งเป็นแนวทางที่เรายึดถือและพัฒนามาโดยตลอด ในวันนี้เราไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับความสนุก แต่เรามุ่งมั่นจะเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์และกิจกรรมแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคมและไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน”

                                    “เราเชื่อว่าเด็กยุคใหม่หรือแม้แต่คนวัยทำงานต้องการสถานที่ที่สามารถปลดปล่อยความสนุก ท้าทายศักยภาพ และกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำไปพร้อมกับการพัฒนาตัวเอง ซึ่งตรงกับคอนเซปต์ของ ‘Xventure’ แอคทีฟพาร์กที่เปิดโอกาสให้คุณได้เป็นตัวเองในแบบที่อยากเป็น ผ่านเครื่องเล่น นวัตกรรม และกิจกรรม ที่ออกแบบมาให้ท้าทายตัวเองไปอีกเลเวล ที่ Xventure อยากจะมีส่วนร่วมในการสร้างกระแส สร้าง “movement” ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ให้ทุกคนได้เคลื่อนไหวร่างกาย และมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น Xventure ยังเตรียมขยายสู่ระดับภูมิภาคอื่นในไทยและต่างประเทศ”

                                    ‘Xventure’ แอคทีฟพาร์กในร่มแนวใหม่แห่งแรกของโลก ที่ผสานความสนุกระหว่าง Interactive Play และ Digital Playground ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุดในเชียงใหม่ ชวนปลดล็อกความมันส์และพลังแห่งการเคลื่อนไหวผ่านประสบการณ์สุดล้ำ ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับกิจกรรมแอคทีฟหลากหลายรูปแบบ ออกแบบให้สนุกซ้ำได้ไม่รู้จบ และท้าทายทุกระดับความกล้า ไม่ว่าจะเป็นสายกีฬา สายแอคทีฟ หรือสายเทคโนโลยี ภายใน 9 โซนความสนุกสุดท้าทาย ได้แก่ Slide park (โซนสไลเดอร์) Jump Arena (โซนแทรมโพลีน), Sports Park (โซนกีฬาในร่ม), Obstacle Race (โซนด่านกีดขวาง), Climb Zone (โซนปีนผา), Rope Course (โซนไต่เชือก), Zipline (ซิปไลน์ หรือ โหนสลิง), Interactive play (โซนอินเตอร์แอคทีฟ) และ Ninja Course (โซนนินจาแอดเวนเจอร์) ที่จะเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็นสนามประลองของเหล่านักท้าทายตัวจริง

พลาดไม่ได้กับไฮไลท์เด็ดไฮเอนเนอร์จี้

  • ‘Rope course indoor’ โซนไต่เชือกในร่ม กิจกรรมวัดใจบนเส้นเชือกด้วยความสูงกว่า 6.5 เมตร สูงที่สุดในสวนสนุกอินดอร์เชียงใหม่
  • ‘Drop Slide’ สไลด์ดิ่งเสียวและ ‘Launch Slide’ สไลเดอร์จรวด ที่สูงที่สุดและชันที่สุดในเชียงใหม่
  • ชวนเพื่อนไปจัมพ์ให้โลกจำกับ โซนกระโดดแทรมโพลีน Trampoline Free Jump และ Trampoline Slam Dunk
  • ชวนครอบครัวและเพื่อนร่วมงานไปเคลื่อนไหวร่างกายที่ Interactive sports โซนกีฬาอินเตอร์แอคทีฟสนุกๆ อาทิ อินเตอร์แอคทีฟบาสเก็ตบอล, อินเตอร์แอคทีฟฟุตบอล, Interactive Bicycle แข่งกันขี่จักรยานวัดระยะทาง, แข่งคะแนนความแม่นยำกันที่ Interactive Bowling หรือ แข่งวัดความสูงกันที่ Racing Jump เป็นต้น

        ทุกโซนเครื่องเล่นได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากผู้ผลิตระดับท็อปของโลกในอุตสาหกรรม FEC &  International export รวมไปถึงการมี SOP (Standard Operating Procedures) มาตรฐานการปฎิบัติงานจากสิงคโปร์ โดยมีพนักงานที่ผ่านการอบรม คอยดูแลความปลอดภัยอุปกรณ์ พร้อมให้คำแนะนำการเล่นเครื่องเล่นและการทำกิจกรรมอย่างถูกวิธี ทั้งนี้พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรมทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการสื่อสารกับเด็กก่อนปฎิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจหลักของแบรนด์คือ ความสนุกและความสุขของครอบครัว ที่มาพร้อมกับความปลอดภัย ความสะอาดและมาตรฐานของสิงคโปร์

        พร้อมเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.xventurepark.com และช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook, Instragram, TikTok ในชื่อ Xventurethailand และ LINE @Xventurethailand

AWC เปิดประสบการณ์ความพิเศษ พร้อมกำไรสุทธิไตรมาส 3/2568 เติบโตต่อเนื่องสู่ 1,148 ล้านบาท ด้วย “Jurassic World : The Experience” แลนด์มาร์กใหญ่ที่สุดครั้งแรก ของโลกที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย

KBank เสริมแกร่ง SC Asset ปักธงพัฒนาคลังสินค้า หนุน 2,500 ล้านบาท ปั้นโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์รวมกว่า 180,000 ตรม.

กสิกรไทย หนุน SC Asset วงเงินกว่า 2,500 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนาคลังสินค้า  เพื่อรองรับการเติบโตของทั้งภาคโลจิสติกส์ ภาคการผลิต ตลอดจนอุตสาหกรรมใหม่ๆ ด้วยพื้นที่รวมกว่า 180,000 ตร.ม. โดย SC ตั้งเป้าสัดส่วนกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำมากกว่า 20% ของกำไรทั้งหมดของบริษัทภายในปี 2572

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ การค้าข้ามพรมแดน ตลอดจนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบจัดเก็บและกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูง ทันต่อความต้องการของลูกค้า

ล่าสุด ธนาคารให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ กลุ่มบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย วงเงินกว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อผลักดันการพัฒนาคลังสินค้าบนขนาดพื้นที่รวมกว่า 180,000 ตร.ม. ที่ไม่เพียงแต่จะอยู่บนทำเลศักยภาพที่เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจต่างๆ             ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทำเลบางนา-ตราด แหลมฉบัง และอมตะ ชลบุรี ศักยภาพของคลังสินค้าที่นอกจากจะออกแบบและใช้นวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่แตกต่างแล้ว ยังรวมไปถึงการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้คนไปพร้อมๆ กัน ขับเคลื่อนคลังสินค้าให้เป็นกลไกสำคัญที่มีประสิทธิภาพ สร้างระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจรและยั่งยืน (Supply Chain Ecosystem)

นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกสิกรไทยเล็งเห็นว่าคลังสินค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดเก็บสินค้า    แต่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ความร่วมมือระหว่าง SC Asset และ ธนาคารกสิกรไทย ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางด้านการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน ทั้งด้านเงินทุน นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตร รวมทั้งสร้างแนวคิดกลยุทธ์ที่องค์กรหรือประเทศใช้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูง (New Growth Engine) ให้กับประเทศในระยะยาว

ด้าน นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การเติบโตของ SC Asset ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวนสูง คือการมีเครื่องยนต์แห่งการเติบโต หรือ Engine ที่หลากหลาย และ Engine 2 ของเราคืออสังหาฯ ที่สร้างรายได้ประจำ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต เราตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีนี้มากกว่า 20% ของกำไรสุทธิ จะมาจาก Engine 2 ได้แก่ ออฟฟิศ โรงแรม และคลังสินค้าให้เช่า ภายใต้บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SCX Corporation)

“ปัจจุบันคลังสินค้าให้เช่าอยู่ในอุตสาหกรรมการขนส่ง (Logistics) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2025 มีปริมาณความต้องการเช่ารวม 7.8 ล้านตร.ม. อัตราการเช่าสูงถึง 90% และเติบโตโดยเฉลี่ย 7% ต่อปีตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราวางโรดแมปลงทุนพัฒนาคลังสินค้ารวม 700,000 ตร.ม. ภายในปี 2029 พร้อมสร้างคุณค่าให้ผู้เช่า ด้วยคลังสินค้าคุณภาพสูง ฟังก์ชันครบตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย และมีทำเลสะดวกต่อการขนส่ง

ผมขอขอบคุณ KBank ที่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นี้ สนับสนุนวงเงินพัฒนาคลังสินค้ารวม 180,000 ตร.ม.                  ใน 4 ทำเลสำคัญ และความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยผลักดันการเติบโตของ SC Asset ในธุรกิจโลจิสติกส์ แต่ยังตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันแข็งแกร่ง และบทบาทในฐานะพันธมิตรทางการเงินที่มีความสำคัญกับเราเสมอมา” นายณัฐพงศ์ กล่าว

ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย และ เอสซี แอสเสท มีความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 20 ปี โดยธนาคาร              กสิกรไทย ให้การสนับสนุน Pre-Finance สะสมกว่า 19,500 ล้านบาท สำหรับพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย, โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำสม่ำเสมอ และวงเงินรองรับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุน Post-Finance เพื่อลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย รวมถึงโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการในมิติต่างๆ ความร่วมมือที่ต่อเนื่องและมั่นคงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การต่อยอดสู่ธุรกิจคลังสินค้า สามารถเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง


ทั้งนี้ SCX Logistics คลังสินค้าเพื่อเช่า ภายใต้การบริหารโดย SCX Corporation ยังคงมุ่งมั่นในการมองหาทำเลศักยภาพและขยายพอร์ตการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเป้าที่วางไว้ โดย 4 ทำเลศักยภาพที่ได้รับการสนับสนุนวงเงินครั้งนี้ ได้แก่

  • SCX Logistics บางนา กม. 20 ติดถนนบางนาตราด กม.20 จังหวัดสมุทรปราการ บนที่ดินแปลงใหญ่ 90 ไร่ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและทางด่วน สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่กรุงเทพฯ และภูมิภาคตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว
  • SCX Logistics บางนา กม. 23 คลังสินค้าและโรงงานมาตรฐานสูงแบบพร้อมใช้ให้เช่า (Ready-Built) ตั้งอยู่ในโซนอุตสาหกรรม (Purple Zone) ในทำเลศักยภาพย่านบางนา
  • SCX Logistics แหลมฉบัง คลังสินค้าที่ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 3009 มุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
  • SCX Logistics อมตะ ชลบุรี ตั้งอยู่บนนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ออกแบบรองรับระบบอัตโนมัติ และเหมาะสำหรับบริษัทญี่ปุ่นและยุโรปที่มีฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมโดยรอบ

#SCAsset #SCX #SCการเงินแข็งแกร่ง #SCxKBANK

ซีพี แอ็กซ์ตร้า สานต่อความร่วมมือ กรมอุทยานฯ ส่งต่ออาหารส่วนเกิน เสริมสวัสดิภาพ พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สัตว์ป่าอย่างยั่งยืน

ชลบุรี 13 พฤศจิกายน 2568 – บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” และแนวคิด “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน From Waste to Wealth” ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต่อเนื่องอีกครั้ง เพื่อสานต่อโครงการสนับสนุนอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้จากแม็คโครและโลตัส มอบให้แก่สัตว์ป่าภายใต้การดูแลของกรมอุทยานฯ ทั่วประเทศ กว่า 20,000 ตัว ครอบคลุมทั้งสัตว์พ่อแม่พันธุ์ สัตว์บาดเจ็บที่ต้องฟื้นฟู และสัตว์ป่าของกลางจากการลักลอบค้าผิดกฎหมาย ที่ไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ เนื่องจากขาดความสามารถในการเอาตัวรอด หรือพื้นที่ป่าบางแห่งมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์บางชนิด ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสวัสดิภาพและความมั่นคงทางอาหารให้แก่สัตว์ป่า พร้อมช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารของกรมอุทยานฯ และร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ธรรมชาติไทยให้ยั่งยืนต่อไป

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างกรมอุทยานฯ และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ถือเป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ โดยการนำอาหารส่วนเกินที่ยังสามารถบริโภคได้ มาบริจาคเพื่อเป็นอาหารให้แก่สัตว์ป่าในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า และศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า นับเป็นการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นทรัพยากร สามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งขยะอาหารและการดูแลสัตว์ป่าไปพร้อมกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานฯ ที่ไม่เพียงมองปัญหาขยะในมิติของความสะอาดเท่านั้น แต่ยังมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการจัดการขยะ การลดก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบาย ‘ประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ’ และเป้าหมาย Net Zero Emissions ที่รัฐบาลกำหนดไว้”

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพจาก แม็คโคร และ โลตัส ให้แก่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและสวนสัตว์ในสังกัดกรมอุทยานฯ รวม 27 แห่งทั่วประเทศ ปริมาณกว่า 2 ล้านกิโลกรัม หรือกว่า 15 ล้านมื้อ เพื่อใช้เป็นอาหารให้สัตว์ป่า ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ความร่วมมือนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สัตว์ป่า แต่ยังช่วยลดปัญหาอาหารสูญเปล่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแบ่งเบาภาระงบประมาณของกรมอุทยานฯ ให้สามารถนำทรัพยากรไปใช้ด้านอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ จะเป็นการ สานต่อความร่วมมือระหว่างปี 2569-2570 โดยซีพี แอ็กซ์ตร้าจะยังคงสนับสนุนอาหารส่วนเกินจากแม็คโครและโลตัสอย่างต่อเนื่องให้แก่ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 แห่ง ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 แห่ง และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รวม 27 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเสริมสวัสดิภาพสัตว์ป่าและขับเคลื่อนการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนต่อไป โดยในอนาคตเรายังตั้งเป้าต่อยอดความร่วมมือนี้ไปยังองค์กรสวนสัตว์ ปางช้าง รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลสัตว์ถูกทอดทิ้ง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสัตว์ทั่วประเทศอีกด้วย”

นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า “ตลอดความร่วมมือกับ บริษัท ซีพี  แอ็กซ์ตร้า ที่ผ่านมา ถือเป็นโครงการที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สัตว์ป่าได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกรมอุทยานฯ มีภารกิจในการดูแลสัตว์ป่ามากกว่า 20,000 ตัว ทั้งสัตว์พ่อแม่พันธุ์ สัตว์ป่าของกลางจากการลักลอบค้าผิดกฎหมาย รวมถึงสัตว์บาดเจ็บที่ต้องได้รับการดูแลฟื้นฟู ซึ่งต้องการอาหารที่เพียงพอและสม่ำเสมอในทุกวัน ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดแนวทางการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายของกรมอุทยานฯ ในการดูแล รักษา และฟื้นฟูสัตว์ป่าให้คงอยู่คู่ธรรมชาติไทยต่อไป”

ความร่วมมือระหว่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในโครงการส่งต่ออาหารส่วนเกินครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้สัตว์ป่า ยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังสามารถลดขยะอาหารและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่การลดปริมาณขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573

#CPAXTRA #MakroxLotuss #ซีพีแอ็กซ์ตร้าเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า #ลดทิ้งสร้างค่าAxtraZeroWaste #ขยะเป็นศูนย์ประโยชน์เป็นแสน

บัตรเครดิต ttb จัดเต็ม รับส่วนลด 50% ที่ MK กับเมนูเด็ด “เป็ดย่าง” และ “บะหมี่หยก”

ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี มอบความคุ้มแบบจัดเต็มให้กับสมาชิกบัตรเครดิต ttb บัตรเครดิต ttb Global House และบัตรเครดิต ttb Disney ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษรับส่วนลด 50% สำหรับเมนูจานเด็ด “เป็ดย่าง MK จานเล็ก” และ “บะหมี่หยกจานกลาง” จากราคาปกติ 269 – 292 บาท (ราคาสินค้าอาจแตกต่างกันแต่ละสาขา) เมื่อชำระค่าอาหารผ่านบัตรเครดิต ttb และมียอดขั้นต่ำ 1,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป จำกัด 1 สิทธิ์ / ท่าน / ใบเสร็จ / วัน (สูงสุด 2 สิทธิ์ / ท่าน ตลอดรายการ) โดยสิทธิพิเศษนี้สำหรับการรับประทานที่ร้าน MK Restaurants ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – 11 มกราคม 2569 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของโปรโมชัน ได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/promotion/credit-card/dining/mk-restaurants-nov25

ทั้งนี้ สามารถรับสิทธิพิเศษได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

1. สแกน QR Code ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย เพื่อรับสิทธิ์ผ่านแอป ttb touch โดยต้องแสดงโค้ดแก่เจ้าหน้าที่ก่อนทำการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ttb เท่านั้น (โค้ดที่ได้รับจะมีอายุ 180 นาที หลังจากกดรับสิทธิ์ หากไม่ใช้ภายในเวลาที่กำหนดถือว่าสละสิทธิ์)

2. รับสิทธิ์ผ่านการกดรหัส โดยสามารถตรวจสอบรหัส USSD ได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย

ทีทีบีส่งเสริมให้ลูกค้าบัตรเครดิตใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี เพื่อชีวิตทางการเงินที่ดีทั้งในวันนี้ และอนาคต

#ttbcreditcard #ttbglobalhouse #ttbDisney

#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต

#เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange

“ประกันติดโล่” คว้า 2 รางวัลระดับโลก ตอกย้ำมาตรฐาน “ความสบายใจ” ที่เข้าถึงได้ในทุกช่องทาง

“ประกันติดโล่” โบรกเกอร์ บริหารโดย บมจ. เงินติดล้อ ได้รับ 2 รางวัลจากเวทีGlobal Retail Banking Innovation Awards 2025 จัดโดย The Digital Banker ได้แก่ Best Customer Centric Business Model และ Outstanding Omnichannel Integration by an Insurance Broker สะท้อนความสำเร็จในการสร้าง Insurance Brokerage Ecosystem และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบรอบด้าน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยได้อย่างทั่วถึง และได้รับความสบายใจตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ระหว่างคุ้มครอง ไปถึงการติดตามสถานะเคลม

คุณอาฑิตยา พูนวัตถุ ผู้บริหารด้านธุรกิจประกันภัย กล่าวว่า จากความเข้าใจ Insight ของลูกค้า เราพบว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงประกันภัยคือ ขั้นตอนการซื้อที่ซับซ้อน เงื่อนไขชำระเงินที่ไม่ยืดหยุ่น และช่องทางติดต่อที่ไม่สะดวก “ประกันติดโล่” จึงพัฒนาทั้งวิธีการชำระเงินและการบริการให้ตอบโจทย์อย่างรอบด้าน โดยบุกเบิกบริการผ่อนเบี้ยประกันรถยนต์ด้วยเงินสด 0% สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต ควบคู่กับประสบการณ์ Omnichannel ที่เชื่อมต่อทุกช่องทาง ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตกว่า 5,000 คน ผ่านสาขากว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ ศูนย์บริการ Call Center 1501 ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทางดิจิทัลทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันให้ทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยได้ง่าย สะดวก โปร่งใส และทำให้ “ความสบายใจ” ไม่ได้เป็นเพียงคำสัญญาของแบรนด์ แต่เป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาใช้บริการ

ความสำเร็จครั้งนี้พิสูจน์ว่า “ประกันติดโล่” ได้สร้าง Insurance Brokerage Ecosystem ที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยนวัตกรรมที่เชื่อมทุกช่องทาง เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความคุ้มครองได้จริง และสัมผัสความสบายใจจากการซื้อประกันตั้งแต่ซื้อยันเคลม ภายใต้เจตนาในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยได้เพิ่มขึ้นและทั่วถึง

“ประกันติดโล่” โบรกเกอร์ บริหารโดย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings (TIDLOR) แบรนด์นายหน้าประกันอันดับ 1 ในรูปแบบ Face to Face พร้อมให้คำแนะนำและเสนอขายประกันอย่างใกล้ชิดจากพนักงานมืออาชีพมีใบอนุญาตถูกต้องมากกว่า 5,000 คน มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยครอบคลุมความคุ้มครองทั้งรถ คน และบ้าน จากพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ พร้อมบริการจาก Call Center 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชม. เพื่อให้ลูกค้าสบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมข้อมูลประกันติดโล่เพิ่มเติมได้ที่ www.prakantidloh.com และ Facebook Fan page ประกันติดโล่ หรือติดต่อสอบถามได้ที่ Call Center หมายเลขโทรศัพท์ 1501 ตลอด 24 ชม.

สำหรับเวที Global Retail Banking Innovation Awards จัดโดย The Digital Banker สื่อชั้นนำระดับโลกในวงการการเงินและธนาคาร เพื่อยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ประสบการณ์ลูกค้า และการดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล โดยการตัดสินอิงจากผลงานเชิงลึกและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมทั่วโลก

โรงพยาบาลพระรามเก้า คว้า 3 รางวัลคุณภาพจาก IAA Awards for Listed Companies 2025

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ พร้อมด้วย นางสาวขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน และ นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสำนักงานแผนยุทธศาสตร์ เข้ารับ 3 รางวัลคุณภาพจากงาน IAA Awards for Listed Companies 2025 ได้แก่ รางวัล Outstanding CEO, รางวัล Outstanding CFO, และ รางวัล Outstanding IR (Investor Relations)โดยรางวัลคุณภาพดังกล่าวจัดโดย สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เพื่อยกย่ององค์กรและผู้บริหารที่มีความเป็นเลิศในการบริหารงาน ณ ห้องพญาไท แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดอ่างทอง

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดอ่างทอง โดยมีนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง รายงานสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 นายสงกรานต์ ชะลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12นายพิษณุ ช่วยเวช ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจำนวน 1,500 ชุด ณ โรงเรียนปาโมกข์วิทยาภูมิ ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตของแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับพลวัตของแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย จากรายงานปกขาว “เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต: เส้นทางสู่ความยั่งยืนของผู้ประกอบการและระบบนิเวศดิจิทัลไทย” โดยเชื่อมโยงสถานการณ์ปัจจุบันเข้ากับ 2 กรอบคิดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2025 ซึ่งระบุปัจจัยสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืนและคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมให้ข้อมูล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2025 ราชวิทยาลัยสวีเดนได้ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ให้แก่ ฟิลิป อาจิออง (Philippe Aghion) จาก Collège de France และปีเตอร์ ฮาวิตต์ (Peter Howitt) จากมหาวิทยาลัยบราวน์ ซึ่งสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อธิบายกระบวนการ “การทำลายเชิงสร้างสรรค์” (Creative Destruction) เมื่อเทคโนโลยีใหม่และโครงสร้างธุรกิจใหม่เข้ามาแทนที่รูปแบบเก่า บริษัทที่ยึดติดกับเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจล้าสมัยจะไม่สามารถแข่งขันได้ นวัตกรรมจึงสร้างสรรค์สิ่งใหม่และทำลายโครงสร้างเดิมไปพร้อมกัน

ดร.กิตติพงษ์ สาครเสถียร ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เข้ามาท้าทายห่วงโซ่อุปทานแบบเก่าและเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำได้ด้วยการมีคุณสมบัติ 3 มิติที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ สร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1.) ระบบบริหารจัดการการไหลเวียนของสินค้าและการทำธุรกรรมซื้อขาย 2.) ระบบข้อมูลที่สร้างความได้เปรียบให้ผู้ขาย ผ่านการนำเสนอสินค้าอย่างรู้ใจผู้ซื้อในแบบที่ร้านค้าทั่วไปทำเองไม่ได้ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลหลังบ้านของร้านค้าให้กับตัวผู้ขายเอง 3.) การกลายเป็นหนึ่งช่องทางการขายพื้นฐานของผู้ประกอบการเพราะมีข้อได้เปรียบ ได้แก่ ความครบครันของข้อมูลจากการให้บริการที่สะสมมาเป็นเวลานานและการเข้ามาของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)”

ดร.ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า “ปัจจุบันมีการพูดคุยถึงการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมหรือค่าจีพีของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ บริการเรียกรถ และบริการส่งอาหาร กันมากขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น บางคนหวังว่ารัฐจะเข้ามาช่วย บางคนเลือกที่จะใช้ช่องทางอื่น หากมองในมุมของการดำเนินธุรกิจ อาจกล่าวได้ว่าการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเป็นไปตามกลไกการสร้างรายได้ของภาคธุรกิจตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาการให้บริการจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว และหากมองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านกรอบของทฤษฎีที่ได้รับรางวัลโนเบล เราจะพบว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านตามธรรมชาติที่เรียกว่าการทำลายเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งควรถูกคาดการณ์ไว้แต่แรก เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ผ่านพ้น “ระยะสร้างตลาด” ที่เน้นการลงทุนมหาศาลเพื่อดึงดูดผู้ใช้ และกำลังก้าวเข้าสู่ “ระยะสร้างมูลค่า” ที่ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้อย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นวิถีการดำเนินธุรกิจที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายกับบริการดิจิทัลหลากหลายประเภททั่วโลก ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการดำเนินอย่างยั่งยืนบนโลกออนไลน์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะในยาว เช่น การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาและแตกไลน์สินค้า การตั้งราคา ตลอดจน การบริหารต้นทุนในภาพรวม โดยกำหนดกลยุทธ์อย่างคำนึงถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มและความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน ในด้านแพลตฟอร์มเองก็ต้องมีการแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจนและมีเวลาให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนปรับตัวได้เช่นกัน”

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 91.2% ของประชากร โดยคาดว่ามูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในปี 2568 ทะลุ 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 6.5% ของ GDP และเติบโตกว่า 61% ภายใน 3 ปี บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทางการขายอีกทางหนึ่ง” แต่ได้กลายเป็น “โครงสร้างเศรษฐกิจหลัก” ที่ผู้ประกอบการไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้และควรใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพ

ดร.ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต คณบดี คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า “แนวโน้มระดับภูมิภาคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยรายงาน E-Commerce at the Crossroads ปี 2025 โดย Blackbox Research ชี้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่คุณภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 85% ระบุว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกลายเป็นผู้สร้างระบบนิเวศและขยายเครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก รวมถึงขนาดจิ๋ว แต่ละประเทศจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านสินค้าคงคลังและการจัดการ ดังนั้น คำถามไม่ใช่ว่าเราจะลงแข่งในสนามนี้หรือไม่ แต่คือเราจะสร้างทักษะและกลยุทธ์อย่างไรให้เติบโตได้ในสนามนี้แม้กติกาจะเปลี่ยนไป นี่คือความจริงที่ผู้ประกอบการไทยต้องพร้อมตั้งรับ โดยสร้าง ‘PACE’ หรือ สมรรถนะเชิงเทคนิค 4 ด้าน”

  • P – Platform Literacy & Digital Operations (สมรรถนะด้านการใช้และจัดการแพลตฟอร์มดิจิทัล)
    ความเข้าใจระบบแพลตฟอร์ม การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น ร้านกาแฟใช้ระบบวิเคราะห์ลูกค้าและปรับโฆษณาตามช่วงเวลาสั่งซื้อหลัก ทำให้ยอดขายเพิ่มและค่าใช้จ่ายลดลง
  • A – Added-Value Innovation & Service Excellence (สมรรถนะในการสร้างคุณค่าผ่านนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านบริการ)
    ความสามารถในการสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมที่เพิ่มคุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อครอง “ส่วนแบ่งความสนใจ” เช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเน้นบริการติดตั้งฟรีและการรับประกันสินค้า ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและยอดขายเติบโตต่อเนื่อง
  • C – Collaborative Brand Trust with Smart Data Use (สมรรถนะในการสร้างความไว้วางใจร่วมผ่านแบรนด์ และการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด)
    ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้ตราสินค้าและฐานข้อมูลลูกค้าของตนเอง ด้วยการใช้ข้อมูลอย่างเข้าใจ โปร่งใส และสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาแพลตฟอร์มกับการรักษาฐานลูกค้าของตน เช่น แบรนด์เสื้อผ้าวินเทจใช้ QR Code เชื่อมลูกค้าเข้าสู่ระบบสมาชิกกว่า 3,000 รายโดยไม่ต้องพึ่งการโฆษณา
  • E – Expansion Readiness & Regional Integration (สมรรถนะในการขยายและบูรณาการระดับภูมิภาค)
    ความสามารถในการเชื่อมโยงตลาดภูมิภาคและข้ามพรมแดนภายใต้กรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) โดยใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นเครื่องมือ แต่ผู้ประกอบการควรเลือกตลาดเป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์ และสร้าง “คู่มือเข้าสู่ตลาดรายประเทศ” (Country Playbook) ที่กำหนดราคา บรรจุภัณฑ์ ช่องทางสื่อ และกฎภาษีให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสินค้า คุณค่า และ ความโดดเด่นของตัวผู้ประกอบการเอง

กรอบทฤษฎีอีกหนึ่งชิ้นที่ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2025 คือผลงานของ Joel Mokyr จาก มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ผลงานของเขาชี้ให้เห็นจากหลักฐานประวัติศาสตร์ว่า เทคโนโลยีจะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้จริงก็ต่อเมื่อสังคมนั้นมีพื้นฐานสามประการ ได้แก่ หนึ่ง องค์ความรู้และวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า สอง ความชำนาญเชิงเทคนิคของแรงงานและภาคธุรกิจ และสาม สถาบันและกติกาที่เอื้อให้นวัตกรรมเกิดขึ้นและแพร่กระจายไปได้อย่างกว้างขวาง

ดังนั้น นอกจากกรอบคิด PACE ที่มุ่งยกระดับสมรรถนะของผู้ประกอบการแล้ว ภาครัฐย่อมมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่” นั่นหมายถึง การที่รัฐต้อง ก้าวจาก “ผู้กำกับดูแล” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบนิเวศร่วม” ที่สร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เสริมขีดความสามารถของ SME และคุ้มครองผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างสมดุล รัฐควรรักษาความสมดุลระหว่าง การกำกับดูแล (Regulation) และ การส่งเสริมอิสรภาพในการพัฒนาแพลตฟอร์ม (Enablement) เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถสร้างนวัตกรรมและพัฒนาบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในระบบนิเวศแพลตฟอร์ม บทบาทการกำกับดูแลของภาครัฐควรประกอบด้วย 4 มิติหลักที่เรียกว่า LEAD ซึ่งสอดคล้องกับกรอบ PACE ของผู้ประกอบการ” ดร.ศุภสัณห์ กล่าวเสริม

“เพื่อผลกระทบเชิงบวกที่มีความยั่งยืนในระยะยาวต่อผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศน์ทั้งหมดของแพลตฟอร์ม บทบาทการกำกับดูแลของภาครัฐควรมี 4 มิติที่เรียกว่า ‘LEAD’ ซึ่งสอดคล้องกับ ‘PACE’ ของผู้ประกอบการ” ดร.ศุภสัณห์ กล่าวเสริม

L – Linkage Creation (การเชื่อมโยงเพื่อความร่วมมือ)
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาครัฐ ธุรกิจ และแพลตฟอร์ม ซึ่งประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นแล้ว เช่น การมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่ยังสามารถต่อยอดได้ เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์ม แจ้งผู้ขายล่วงหน้าเมื่อเปลี่ยนนโยบายที่ส่งผลต่อร้านค้า เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบนิเวศแพลตฟอร์ม

E – Empowerment through Competence (การเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ)
การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการการอบรม เครื่องมือ และแรงจูงใจทางภาษีให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อเสริมสมรรถนะด้านดิจิทัลและการใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ให้ SME สามารถตัดสินใจและสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง

A – Adaptive Governance (การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและตอบสนองการเปลี่ยนแปลง)
การสร้างกติกาที่ยืดหยุ่นและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง ยกระดับจากการ “เปิดทางให้ขายได้” เป็น “ช่วยให้ผู้ประกอบการยืนได้ในฐานะแบรนด์ของภูมิภาค” ผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์ และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงข้อตกลงการค้าและสร้างภาพลักษณ์ “Thailand Trusted Source” เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย

D – Distributed Trust (ความไว้วางใจแบบกระจาย)
การสร้างความเชื่อมั่นด้วยกลไกที่กระจายศูนย์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ครอบคลุมข้อมูล สินค้า และสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มเพื่อตรวจจับสินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์แบบเรียลไทม์ ส่งเสริมแรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อมผ่าน Eco-label Incentive และพัฒนา E-Trust Framework เพื่อรับรองแพลตฟอร์มที่โปร่งใสและปลอดภัย

บทเรียนจากทั้งภาคทฤษฎีและภาคสนามสะท้อนว่า ผู้ที่ยึดติดอดีตย่อมถูกแทนที่ด้วยผู้พร้อมเรียนรู้และปรับตัวเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักสำคัญสามข้อที่ผู้ประกอบการไทยต้องระวังซึ่งได้แก่ ยอดขายพุ่งแต่กำไรหาย ทำทุกช่องทางจนไร้โฟกัส และลงทุนเทคโนโลยีแต่กลับไม่มีคนใช้จริง ต้องสร้างสมรรถนะ 4 ด้าน ทั้งการใช้ข้อมูลอย่างรู้เท่าทัน การสร้างคุณค่าที่แตกต่าง การสร้างคุณค่าของแบรนด์และฐานข้อมูลลูกค้า รวมถึงการขยายสู่ภูมิภาคอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งหมดจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อภาครัฐต่อยอดจากการกำกับดูแลที่มีอยู่เดิม เพื่อเชื่อมโยงและสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจในยุคดิจิทัลที่แข็งแรงและยืดหยุ่นได้อย่างยั่งยืน และแนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้โดยตรง

ITEL ชี้อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยโตต่อเนื่อง รับดีมานด์ Data Center-Cloud พุ่ง เดินหน้าสู่การเป็น Regional Connectivity & Data Center Provider เต็มรูปแบบ

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้นำด้านการให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออพติกและดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์และระบบคลาวด์ที่มีความต้องการสูงขึ้น ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ให้บริการระดับโลก (Hyperscaler) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริง ITEL อยู่ในตำแหน่งที่มีศักยภาพที่จะรองรับทั้งในด้านโครงข่าย ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงการระดับประเทศที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเชื่อมต่อของประเทศ”

ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568

กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 9.24 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) ซึ่งเกิดจากการรอเก็บเงินจากลูกค้าบางรายรวม บริษัทฯ จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแรงของธุรกิจหลัก และแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อจัดเก็บเงินดังกล่าวกลับมาให้เร็วที่สุด

ผลประกอบการไตรมาส 3/2568

กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 712.12 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 40.35 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการตั้งสำรอง ECL จำนวน 36.57 ล้านบาท เพื่อบริหารความเสี่ยงทางบัญชีตามมาตรฐานการเงิน ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว และพร้อมกลับมาเติบโตได้ตามปกติในไตรมาสที่ 4 บริษัทฯ มีความคาดหวังต่อการดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศ เช่น โครงการอินเทอร์เน็ตชายขอบระยะที่ 3 (USO Phase 3) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ พร้อมทั้งต่อยอดรายได้จากโครงข่ายและดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เตรียมรุกอาเซียนเต็มรูปแบบ

ITEL ยังเดินหน้าขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ผ่านการดึงพันธมิตรจากสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) เข้ามาร่วมถือหุ้น เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” ที่จะเป็นหัวหอกในการขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center ไปยังตลาดอาเซียน โดยวาระดังกล่าวจะถูกเสนอเข้าสู่การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568

“การร่วมมือกับ SEAX จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของ ITEL ในการเชื่อมโยงโครงข่ายระดับภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ในการให้บริการกับลูกค้าองค์กรและผู้ให้บริการระดับโลก” ดร.ณัฐนัย กล่าวสรุป