5 สมาคมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ จับมือภาครัฐยกระดับ “บางกอกอินเตอร์เนชันแนล ดิจิทัลคอนเทนต์ เฟสติวัล 2025”สู่ THAILAND: ASIA’S DIGITAL CONTENT DESTINATION

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับโครงการ บางกอกอินเตอร์เนชันแนล ดิจิทัลคอนเทนต์ เฟสติวัล 2025 (Bangkok International Digital Content Festival 2025) ปีที่ 12 ที่มุ่งยกระดับจาก “งานเทศกาล” สู่ “THAILAND: ASIA’S DIGITAL CONTENT DESTINATION” ด้วยการรวมกิจกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ไว้อย่างครบถ้วนภายในงานเดียว ทั้งการเจรจาการค้า การประกาศรางวัล BIDC AWARDS การสัมมนา–เสวนา การจัดแสดงภาพยนตร์ และการแสดงผลงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ฯลฯ โดยจะจัดขึ้น ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์ House สามย่าน ระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568

นายสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ในฐานะผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า “บางกอกอินเตอร์เนชันแนล ดิจิทัลคอนเทนต์ เฟสติวัล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘บีไอดีซี’ (BIDC) จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 โดยในปีนี้เกิดจากความร่วมมือแบบบูรณาการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน (THACCA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และหน่วยงานภาคเอกชน–อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ได้แก่ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT), สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA), สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA), สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA) และสมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT)

รวมถึงในปีนี้ยังมีพันธมิตรจากต่างประเทศ อาทิ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, Institut Français du Vietnam, สมาคม France VFX, กระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส  และ  Taiwan Creative Content Agency (TAICCA) จากไต้หวัน จะเดินทางมาลงนามบันทึกตกลงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ”

สำหรับโครงการ Bangkok International Digital Content Festival หรือ BIDC 2025 ที่จะจัดขึ้นในปี 2568 มีเป้าหมายเพื่อ “ยกระดับ” จากงานเทศกาลให้กลายเป็น THAILAND: ASIA’S DIGITAL CONTENT DESTINATION โดยมีการเพิ่มพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและผลงานสำหรับสตูดิโอไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของตนต่อผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) และขยายโอกาสทางการค้าสู่ตลาดโลก

นอกจากนี้ BIDC 2025 ยังให้ความสำคัญกับกิจกรรมสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในรูปแบบออนไซต์มากขึ้น โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาเป็นวิทยากร โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงและสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ชุมชน CG (CG Community) ผ่านการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมของ BIDC 2025 ในปีนี้มีความหลากหลาย อาทิ การเจรจาการค้า, การประกาศรางวัล BIDC AWARDS, การจัดนิทรรศการแสดงผลงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์, การสัมมนา–เสวนา, การจัดแสดงภาพยนตร์, การนำเสนอผลงาน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจด้านดิจิทัลคอนเทนต์  การจัดหางาน (Job Fair) ฯลฯ

โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2568 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์ House สามย่าน สามารถติดตามกำหนดการกิจกรรมได้ทาง Facebook: Bangkok International Digital Content Festival หรือที่ https://www.facebook.com/bidc.fest/?locale=th_TH

นอกเหนือจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญอีกหนึ่งรายการ คือ การประกาศรางวัลด้านดิจิทัลคอนเทนต์ “BIDC AWARDS” เพื่อยกย่องผลงาน บุคคล และสตูดิโอที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ในสาขาต่าง ๆ อาทิ แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม สื่อการสอน คาแรกเตอร์ ฯลฯ รวมถึงมีรางวัล RISING STAR ซึ่งเป็นเวทีสำหรับนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ โดยกิจกรรมนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมเกม แอนิเมชัน และอุตสาหกรรมการพิมพ์ เพื่อการส่งออกสู่ตลาดสากล

โดยเปิดรับสมัครผลงาน 4 สาขา ได้แก่ แอนิเมชัน, ออกแบบคาแรกเตอร์, เกม และออกแบบภาพประกอบ จากนิสิต นักศึกษา หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ อายุระหว่าง 18 – 35 ปี เพื่อร่วมชิงโล่รางวัล เงินรางวัล และประกาศนียบัตร พร้อมโอกาสในการนำเสนอผลงานต่อผู้ประกอบการไทยและต่างชาติภายในโครงการ BIDC 2025

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัคร RISING STAR ได้ที่
https://forms.gle/HfeTx7oSYZPQAb3N9
ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2568
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 081-459-1651, 061-991-6154

สคส. เข้มเดินหน้าบังคับใช้ PDPA ลงโทษปรับหน่วยงานที่ปล่อยข้อมูลประชาชนรั่วไหล ไม่เว้นทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน

 ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ.2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบริษัทผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวม 5 เรื่อง 8 คำสั่ง ต่อเนื่องจากในรอบปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ซึ่งได้เคยมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองมาแล้ว 1 เรื่อง 1 คำสั่ง รวมตั้งแต่บังคับใช้ PDPA มามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไปแล้ว 6 เรื่อง 9 คำสั่ง โดยมีมูลค่ารวมของโทษปรับทั้งสิ้นกว่า 21.5 ล้านบาท

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ประเทศไทยได้บังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในยุคดิจิทัล รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสำคัญของประชาชนจำนวนมากแต่ไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมเพียงพอ อันเป็นเหตุให้มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสเอาไปหลอกลวงประชาชน ซึ่งในรอบปี พ.ศ.2567 ได้เคยมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไปหน่วยงานนึงแล้ว และต่อมาในรอบปี 2568 นี้ ได้มีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองกับหน่วยงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม PDPA อีก ซึ่งครั้งนี้มีหน่วยงานที่ถูกลงโทษปรับทางปกครองทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่หน่วยงานรัฐและเอกชนต้องตระหนักว่า การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารจัดการภายใน แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นแค่แนวทางปฏิบัติ แต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความรับผิดชอบในการปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ไม่มีเว้นทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยังย้ำว่า เป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องนี้ชัดเจน คือ “ข้อมูลรั่วไหลต้องเป็นศูนย์” ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การลงโทษภายหลัง แต่ต้องมาจากการปรับระบบคิด การจัดการความเสี่ยง และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง โดยในระยะต่อไป กระทรวงดิจิทัลฯ

จะร่วมกับ สคส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การส่งเสริมให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) อย่างเป็นระบบ การพัฒนามาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศที่ทันสมัย และการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง

ด้าน พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า การลงโทษในครั้งนี้เป็นผลจากกระบวนการตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริง และพิจารณาของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการ โดยมี 5 กรณีสำคัญที่เป็นอุทาหรณ์ให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ กรณีแรก เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานของรัฐรายหนึ่งที่ให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ (Web App) ซึ่งถูกโจมตีและนำข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกว่า 200,000 รายไปประกาศขายใน DARK Web โดยมิชอบ

จากการตรวจสอบพบว่า หน่วยงานรัฐดังกล่าวไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศอย่างเหมาะสม รวมถึงใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ ไม่มีการประเมินความเสี่ยงและไม่ได้ทบทวนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังละเลยการทำข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement) กับบริษัทพัฒนาระบบที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับบริษัทพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีการออกแบบมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่ต้น ขาดระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ไม่มีการประเมินความเสี่ยง และแม้จะไม่ได้รับข้อตกลง DPA จากหน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล จึงเข้าข่ายความผิดในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 3 จึงมีคำสั่งปรับหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนดังกล่าว เป็นเงินทั้งสิ้นหน่วยงานละ 153,120 บาท

อีกหนึ่งกรณีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งปรากฏภาพถุงขนมโตเกียวที่ทำจากเอกสารเวชระเบียนของผู้ป่วย ถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย และจากการตรวจสอบพบว่ามีเอกสารเวชระเบียนของผู้ป่วยหลุดไปกว่า 1,000 ฉบับ ในขั้นตอนการส่งทำลายเอกสาร ซึ่งโรงพยาบาลดังกล่าวได้ทำข้อตกลงกับกิจการขนาดเล็กซึ่งมีลักษณะเป็นธุรกิจครอบครัวให้ทำหน้าที่ทำลายเอกสารเวชระเบียน แต่ไม่ได้มีการติดตาม ควบคุม หรือตรวจสอบกระบวนการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้เอกสารสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลสุขภาพอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหวตามมาตรา 26 รั่วไหลสู่ภายนอก โดยไม่ได้มีการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ในส่วนของเอกชนบุคคลธรรมดาผู้รับจ้างทำลายเอกสาร ก็ได้นำเวชระเบียนที่ได้รับจากโรงพยาบาลกลับไปพักไว้ที่บ้านของตนเอง โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ตกลงไว้ และไม่ได้แจ้งเหตุการรั่วไหลให้โรงพยาบาลทราบ จึงเข้าข่ายเป็นการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลอย่างชัดเจน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 4 จึงมีมติลงโทษปรับโรงพยาบาลดังกล่าวเป็นเงิน 1,210,000 บาท และปรับบุคคลธรรมดาผู้เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลอีก 16,940 บาท รวมเป็นมูลค่า 1,226,940 บาท

ส่วนอีก 3 กรณี เป็นกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลจากหน่วยงานเอกชนซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการค้าส่ง ค้าปลีกและสินค้าออนไลน์ และมีผู้เสียหายร้องเรียน อันอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญคณะที่ 2 โดยกรณีที่ 1 เกิดจากหน่วยงานขายเครื่องและอุปกรณ์คอมฯไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ไม่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. ตามกฎหมาย

และเป็นหน่วยงานที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอด้วยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากแต่ไม่จัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวม 3 ข้อหา คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญคณะที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษปรับ 7 ล้านบาท กรณีที่ 2 เกิดจากหน่วยงานขายเครื่องสำอางไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม และไม่แจ้งเหตุการละเมิดของมูลส่วนบุคคลแก่ สคส.ตามกฎหมาย รวม 2 ข้อหา คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญคณะที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษปรับ 2.5 ล้านบาท และกรณีที่ 3 เกิดจากหน่วยงานขายของเล่นสะสม ไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญคณะที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษปรับหน่วยงานผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 5 แสนบาท และลงโทษปรับหน่วยงานผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 3 ล้านบาท

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวอีกว่า 5 กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนถึงทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องว่า การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิคหรือเอกสาร แต่คือความรับผิดชอบที่ต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และกลไกการกำกับติดตามที่โปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของประชาชนอย่างไม่อาจแก้ไขได้

ทั้งนี้ สคส. อยู่ระหว่างพิจารณากรณีอื่น ๆ อีกจำนวนมาก และจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมขับเคลื่อนแนวทางป้องกันเชิงรุก เพื่อให้เป้าหมาย “ข้อมูลรั่วไหลต้องเป็นศูนย์” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทุกองค์กรในสังคมไทย

หากประชาชนหรือผู้ประกอบการมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือต้องการแจ้งเหตุอันอาจละเมิดสิทธิ สามารถติดต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

โทร. 02-111-8800 หรือทางอีเมล saraban@pdpc.or.th

“โฮมโปร” ปรับเกมรุก – รับมือเศรษฐกิจแผ่วด้วย Hybrid Store และบริการครบวงจร

บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 โดยมีกำไรสุทธิ 1,398.55 ล้านบาท ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและยอดขายสินค้าโดยรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกในทุกช่องทางการขาย ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขัน “เอ็มดีโฮมโปร” ย้ำ เรายังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทฯ มีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนเพียง 0.61 เท่า จากการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 23.75% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม แม้ในสภาวะที่ท้าทาย

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,398.55 ล้านบาท แม้เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนฤดูร้อนที่สั้นกว่าปกติซึ่งส่งผลต่อยอดขายกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น แต่ HMPRO ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจไว้ได้อย่างมั่นคง ด้วยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับกลยุทธ์ในเชิงรุกทั้งออฟไลน์และออนไลน์

“ไตรมาสนี้ถือเป็นบททดสอบที่สำคัญของธุรกิจค้าปลีก เราต้องรับมือทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และผลกระทบจากฤดูร้อนที่สั้นลงกว่าทุกปี ซึ่งส่งผลต่อยอดขายสินค้าทำความเย็นโดยตรง อย่างไรก็ตาม โฮมโปรยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและดำเนินแผนกลยุทธ์ในเชิงรุกได้อย่างต่อเนื่อง จึงยังคงรักษาผลกำไรในระดับที่น่าพอใจ และตอกย้ำความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจที่เรามี” นายวีรพันธ์กล่าว

รายได้รวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 17,456.81 ล้านบาท ลดลง 5.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 4.42% สะท้อนการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ รายได้จากค่าเช่ายังขยายตัว 3.72% จากการบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าและสาขาที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว

ในด้านกลยุทธ์ นายวีรพันธ์กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่ขายอย่างคุ้มค่าผ่านโมเดล Hybrid Store ควบคู่กับการยกระดับบริการ CHANG HomePro ให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เช่น HomePro Super Expo และ Double Day ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มความถี่ในการเข้าชมทั้งหน้าร้านและออนไลน์

“เรายังคงยึดหลักการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และที่สำคัญคือ เรายังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งผ่านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนเพียง 0.61 เท่า อีกทั้งยังมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 23.75% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม แม้ในสภาวะที่ท้าทาย

นายวีรพันธ์ ยังกล่าวเสริมว่า ในระยะสั้น บริษัทฯ ยอมรับว่ายังต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแรง อย่างไรก็ตาม จากโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคง ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ทำให้ HMPRO ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นค้าปลีกคุณภาพ ที่นักลงทุนสามารถพิจารณาเก็บเข้าพอร์ตได้ในจังหวะที่ราคายังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง

“เรามั่นใจว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โฮมโปรจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว เพราะเราได้วางรากฐานธุรกิจไว้อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านสินค้า บริการ พื้นที่ขาย และการดูแลลูกค้า” นายวีรพันธ์กล่าวสรุป

LOAN DD ครึ่งปีแรกโตสวนเศรษฐกิจ ยอดปล่อยกู้ทะลุ 500 ล้านบาทเตรียมเร่งสปีดครึ่งปีหลัง เจาะอสังหาฯราคาเข้าถึงง่าย พร้อมขยายเครือข่ายนักลงทุน-เอเจนท์ทั่วประเทศ

แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ LOAN DD ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ขายฝากจำนองอสังหาริมทรัพย์ กลับโชว์ฟอร์มแรงสวนกระแส ด้วยยอดปล่อยกู้สะสมทะลุ 500 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนของเจ้าของทรัพย์และการเข้าถึงบริการสินเชื่อทางเลือกที่ไม่ยุ่งยาก ส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2568 พร้อมตั้งเป้าปล่อยกู้ครึ่งปีหลังอีก 700 ล้านบาท

นายวรวุฒิ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โลนด์ ดีดี จำกัด (LOAN DD) เปิดเผยว่า “เพียงไตรมาสแรกของปีนี้ LOAN DD มียอดติดต่อสอบถามจากลูกค้ามากกว่า 200–300 รายต่อวัน และสามารถปล่อยสินเชื่อสะสมไปแล้วกว่า 300 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสสองยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ยอดรวมครึ่งปีแรกทะลุ 500 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ในช่วงเปิดตัวธุรกิจ”

สำหรับ เป้าหมายในครึ่งปีหลัง LOAN DD วางแผนปล่อยกู้รวมไม่ต่ำกว่า อีก 700 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าใหม่จากกลุ่มเจ้าของทรัพย์รายย่อย และนักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ตจากตลาดการเงิน มาสู่สินทรัพย์มีหลักประกันที่ให้ผลตอบแทนมั่นคง โดยมองว่าทรัพย์ประเภท “บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม” ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท  ยังคงมีดีมานด์สูงและเป็นตลาดที่เข้าถึงง่าย

“แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่เรามองเห็นโอกาสจากความต้องการใช้เงินสดในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME ที่ยังขาดแหล่งทุนด่วน เราจึงมั่นใจว่าครึ่งปีหลังจะสามารถเติบโตตามเป้าได้อย่างแน่นอน” นายวรวุฒิ กล่าว

ในช่วงครึ่งปีหลัง LOAN DD เตรียม งัดไม้เด็ด3 กลยุทธ์หลัก ในครึ่งปีหลัง ได้แก่

  1. ขยายเครือข่ายเอเจนท์ (Agent) ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงทรัพย์หลากหลายประเภท
  2. เฟ้นหาพันธมิตรทางการเงิน ที่พร้อมร่วมลงทุน สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียน
  3. จัดสัมมนานักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความเข้าใจและสร้างความมั่นใจในการลงทุนในสินทรัพย์แบบขายฝาก

นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับ Advance Appraisal บริษัทประเมินทรัพย์มืออาชีพที่ผ่านการรับรองจาก ก.ล.ต. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยยึดหลัก “ปลอดภัย ได้ผลตอบแทนจริง ไม่ติดมือ” ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของ LOAN DD ในตลาดนี้

นายวรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า จากฐานข้อมูลลูกค้าและรายการทรัพย์ที่เข้าระบบ พบว่า ทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเฉพาะบ้านในโครงการจัดสรรของบริษัทมหาชน ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง นักลงทุนจึงให้ความสนใจ และมักเป็นตัวเลือกแรกในการปล่อยกู้

เจ้าของทรัพย์หลายรายต้องการเงินด่วนไปใช้ทำธุรกิจ หรือมีภาระหนี้นอกระบบ ซึ่งไม่สามารถขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้อีกแล้ว LOAN DD จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้จริง โดยดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.75% ต่อเดือน หรือ 9% ต่อปี และสามารถอนุมัติและรับเงินภายใน 2–3 วันนายวรวุฒิ กล่าวย้ำ

แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจากในและต่างประเทศ ทั้งภาวะดอกเบี้ยสูง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้น และกำลังซื้อที่ชะลอลง แต่ LOAN DD มองว่าเป็นโอกาสมากกว่าปัญหา เพราะความต้องการเงินทุนหมุนเวียนมีมากขึ้น ขณะที่ระบบธนาคารเข้มงวดขึ้นในเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ

“เราไม่เช็กเครดิตบูโร ไม่ดูการเดินบัญชี ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีทางออกในยามจำเป็น ขณะเดียวกันนักลงทุนก็ได้ทรัพย์ที่มีความมั่นคงและผลตอบแทนดี เป็นโมเดลธุรกิจที่ Win-Win ทุกฝ่าย LOAN DD ย้ำจุดยืน ไม่ยึดทรัพย์ มุ่งเน้นทำธุรกิจบนความซื่อตรง โปร่งใส และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีแผนสร้างระบบติดตามลูกค้า และการต่อสัญญาหลังครบกำหนด เพื่อรักษาความสัมพันธ์และลดความเสี่ยงในระยะยาว” นายวรวุฒิ กล่าวปิดท้าย

สำหรับผู้ที่ต้องการคำปรึกษาด้านการเงิน ต้องการขายฝาก จำนองที่ดิน บ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ สามารถติดต่อ LOAN DD ได้ที่ โทร. 081-638-6966 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.loandd.co.th และ Line ID: @loan_dd

“ทุกหัวใจมีคุณค่า”  ซูเลียน ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคตใหม่ให้เยาวชนพิเศษ เติมพลังชีวิตให้น้อง ๆ ด้วยหัวใจ

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเดินหน้าทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด          จัดกิจกรรมเยี่ยมชมและสนับสนุน “ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร” ภายใต้มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมมอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท และกระเช้าผลิตภัณฑ์ซูเลียน     เพื่อสนับสนุนการฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ ให้สามารถเติบโตและดูแลตัวเองได้ในอนาคต

บรรยากาศภายในศูนย์ฯ เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ตั้งแต่ช่วงเช้าที่คณะผู้บริหารซูเลียนเดินทางถึงศูนย์ฯ โดยมี พ.ต.อ.หญิง รัชณีย์กร เทศมณี ผู้จัดการศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร, คุณกันยา ไชยเศรษฐ์ ประธานศูนย์ฝึกอาชีพฯ และ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิฯ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมพาเยี่ยมชมพื้นที่เรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งห้องฝึกอาชีพ ห้องเรียนทักษะชีวิต และพื้นที่สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่น้อง ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่น่าชื่นชม

ทีมงานซูเลียนได้ร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิดกับน้อง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน จับมือปั้นขนมไทยอย่างสนุกสนาน หรือช่วยสอนการจัดเรียงสินค้าในห้องฝึกวิชาชีพ ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากทั้งเด็ก ๆ และทีมผู้บริหาร กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแค่สร้างความสุขในวันนั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับน้อง ๆ ว่าตนเองก็มีคุณค่าและความสามารถไม่แพ้ใคร

หลังรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เด็ก ๆ ได้แสดงโชว์พิเศษต้อนรับแขกคนสำคัญอย่างน่าประทับใจ ตั้งแต่การเต้นประกอบเพลงไปจนถึงการรำไทยที่แสดงออกถึงความตั้งใจและความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ซึ่งสร้างรอยยิ้มและความซาบซึ้งใจให้กับทุกคนที่มาร่วมงานอย่างล้นหลาม

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซูเลียนให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีข้อจำกัดแบบใด เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ถ้าได้รับโอกาสที่เหมาะสม กิจกรรมครั้งนี้คือสิ่งที่เราภูมิใจมาก เพราะได้มีส่วนสนับสนุนให้น้อง ๆ มีทักษะชีวิต มีอาชีพ และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า”

“ซูเลียน” ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งในด้านการศึกษา สุขภาพ และการส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยให้แข็งแรง อบอุ่น และยั่งยืนต่อไป

Acer Day 2025: #BreakALimit – เชื่อมโลกเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์อย่างไร้ขีดจำกัด

  • Acer Day กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยมีสีสันมากมาย ตลอดเดือนสิงหาคมนี้
  • ภายใต้ธีมประจำปี “#BreakALimit” ที่เอเซอร์ต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดและเผชิญความท้าทายด้วยพลังของเทคโนโลยีล้ำสมัย
  • ในประเทศไทย เตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษ ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นสุดคุ้มตลอดเดือนสิงหาคม 2568

กรุงเทพฯ, กรกฎาคม 2568 – เอเซอร์เปิดฉาก Acer Day 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ธีม “#BreakALimit” จุดประกายให้ผู้คนทั่วเอเชียแปซิฟิกกล้าท้าทายขีดจำกัดของตนเองอีกครั้ง กับแคมเปญที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 อย่างภาคภูมิ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเอเซอร์ในการพัฒนานวัตกรรม ส่งต่อแรงบันดาลใจ และสร้างสายใยความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ธีม #BreakALimit คือคำเชิญชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาท้าทายขีดจำกัด พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคและความไม่แน่นอน ด้วยพลังของเทคโนโลยีที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพและเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ

นายแอนดรูว์ โฮว ประธานฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาค Pan Asia Pacific, บริษัท Acer Inc. เปิดเผยว่า“Acer Day 2025 ถือเป็นการเฉลิมฉลองของผู้ที่พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัด ภายใต้แนวคิด #BreakALimit ที่สะท้อนความเชื่อของเอเซอร์ในการสนับสนุนให้ทุกคนกล้าออกจากขอบเขตเดิม ๆ เพื่อแสวงหาโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัยของเรา โดยเรายังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และเสริมสร้างพลังสร้างสรรค์ในทุกมิติทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

สำหรับประเทศไทย เอเซอร์ยังคงยึดมั่นในพันธกิจในการขับเคลื่อนแนวคิด #BreakALimit อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชันเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างสมดุลและยั่งยืน

นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า แคมเปญ #BreakALimit ในปีนี้ ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอเซอร์ในการยกระดับศักยภาพของแบรนด์ เพื่อสนับสนุนทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงาน ผ่านโซลูชันและเทคโนโลยีที่ครอบคลุม ตั้งแต่โน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ไปจนถึงโซลูชันระดับองค์กรอย่างเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบเพื่อรองรับโลกการทำงานยุคใหม่ ผ่านการผสานพลังนวัตกรรม AI เข้ากับระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ครบวงจรของเอเซอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ปลดล็อกศักยภาพและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด

Acer Day 2025 พร้อมเปิดฉากและจะเฉลิมฉลองต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนสิงหาคมนี้ กับกิจกรรมและแคมเปญสุดพิเศษ

สำหรับ เอเซอร์ ประเทศไทย เตรียมจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวันที่ 1-3 สิงหาคมนี้ ที่ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น G เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสนวัตกรรมล่าสุด และพบกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากเอเซอร์ พร้อมสนุกไปกับกิจกรรม ความบันเทิง และสิทธิพิเศษมากมาย

ทั้งหมดนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด #BreakALimit ที่อยากเชิญชวนให้ทุกคนกล้าก้าวข้ามขีดจำกัด ค้นพบศักยภาพใหม่ ๆ และก้าวสู่อนาคตไปพร้อมกับเอเซอร์

กิจกรรมสุดพิเศษในงาน Acer Day 2025 ประเทศไทย
วันที่: 1 – 3 สิงหาคม 2568
สถานที่: ลานกิจกรรม ชั้น G, ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

โซนกิจกรรมไฮไลต์ ห้ามพลาด!

Promotion Zone
พบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษเฉพาะภายในงาน ลดจัดเต็ม รับ Cash Back สูงสุด 3,000 บาท หรือโปรผ่อนสบาย 0% กับสินค้าที่ร่วมรายการ พร้อมของแถมแบบจุใจ ที่หาไม่ได้จากที่อื่น! (มาก่อน มีสิทธิ์ก่อน

Product Demo Zone
สัมผัสนวัตกรรมจาก Acer ด้วยตัวคุณเอง ทดลองใช้งานจริงกับโน้ตบุ๊ก พีซี ที่มาพร้อม AI Technology และอุปกรณ์เสริมหลากหลายรุ่น ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Entertainment Zone
สนุกกับกิจกรรมความสนุกที่อัดแน่นทุกวัน ที่เอเซอร์ขนมาแบบจัดเต็ม อาทิ

  • Unlocked Game ปลดล็อกรหัสลับ รับโน้ตบุ๊กฟรี กลับบ้านไปเลย
  • ร่วมสนุก เล่นกิจกรรม Sport Challenge รับของรางวัลมากมาย
  • พบกับ 2 ไฮไลต์สุดพิเศษ ที่จะมาเรียกเสียงกรี๊ด พร้อมความสนุกแบบไม่มีขีดจำกัด

2 สิงหาคม 2568 – Meet & Greet with Butterbear
มัมหมี–พ่อหมี ห้ามพลาด! พบความน่ารักใจละลาย พร้อมมาออกสเต็ป ลดพุงเต่ง กับน้องเนย
และขอชวนมัมหมี พ่อหมี ใส่ชุดออกกะละมังกาย มาประชัน ชิงของรางวัลพิเศษสุดคิ้วท์ ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมหน้างานลุ้นเข้า Lucky Zone ใกล้ชิดกับน้องเนยแบบติดขอบเวที

3 สิงหาคม 2568 – มินิคอนเสิร์ตสุดมันส์จาก PROXIE! เหล่า USER ห้ามพลาด! เตรียมกรี๊ดให้สุดเสียง กับ Mini Concert สุดมันส์จาก 6 หนุ่ม PROXIE ที่จะขนความเท่มาทำให้ใจเต้นแรง!

ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมหน้างานลุ้นเข้า Lucky Zone ใกล้ชิดกับ 6 หนุ่ม PROXIE แบบติดขอบเวทีติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook AcerThailand

พร้อมกันนี้ เอเซอร์ยังมอบสิทธิพิเศษตลอดเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมเฉลิมฉลอง Acer Day 2025 อย่างเต็มที่ กับแคมเปญ “โปรสุดปัง ทั้งลดทั้งแถม” ให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยข้อเสนอสุดคุ้ม ดังนี้

ส่วนลดสูงสุด 9,000 บาท
ผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือน
รับฟรี! Acer Wireless Earphone มูลค่า 990 บาท* เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Acer หรือ Predator มูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป (*จำกัด 1 ชิ้นต่อเครื่องต่อใบเสร็จ เฉพาะลูกค้า 300 ท่านแรก)

ระยะเวลาโปรโมชั่น: 1 – 31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าของแถมจะหมด
ช่องทางจัดจำหน่าย: ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ทั่วประเทศ
ลงทะเบียนรับของแถมได้ทาง LINE Official Account: @AcerThailand

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://acerthailand.com/promotion/acer-day-2025/

ติดตามข้อมูลกิจกรรม ข่าวสาร และโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ทาง
เว็บไซต์: www.acerthailand.com  Facebook / Instagram / X: @AcerThailand

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

ในสังคมที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เด็กจำนวนไม่น้อยกำลังต่อสู้อย่างเงียบงันกับบาดแผลในใจที่ไม่มีใครมองเห็น หนึ่งในภัยร้ายที่กำลังกัดกินจิตใจของเด็กไทยโดยที่สังคมยังไม่ตระหนักเพียงพอ      คือ “การบูลลี่” หรือ “การกลั่นแกล้งกัน” ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน เสียดสี พูดจาดูถูก เพิกเฉย หรือประจานกันในโลกออนไลน์ การกระทำเหล่านี้ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะป่วยทางจิตใจ และอาจนำไปสู่โรคจิตเวชที่รุนแรงถึงขั้น “คิดฆ่าตัวตาย” ได้

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบเด็กวัยรุ่นป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น โดย “การบูลลี่” เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะ “เด็กที่ถูกบูลลี่ซ้ำ ๆ จะเริ่มหมดความมั่นใจในตัวเอง ไม่อยากไปโรงเรียน แยกตัวจากเพื่อนและครอบครัว เงียบ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เหม่อลอย ผลการเรียนลด การกินการนอนไม่ดี ไม่สนใจทำสิ่งที่เคยชอบ บางรายมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง และคิดฆ่าตัวตาย โดยที่คนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกต”

นอกจากเด็กที่ตกเป็นเหยื่อแล้ว เด็กที่เป็น “ผู้กระทำ” เองก็อาจมีปัญหาทางจิตเวชโดยไม่รู้ตัว เช่น    โรคสมาธิสั้น หรือภาวะซึมเศร้า โดยอาจใช้การกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นช่องทางระบายความรู้สึกด้อยค่าที่เก็บกดไว้ ขณะเดียวกัน เด็กที่เป็น “ผู้เห็นเหตุการณ์” หากไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดภาวะเครียดเรื้อรัง (PTSD) หรือกลายเป็นผู้กระทำในอนาคตได้เช่นกัน

วงจรอันตรายนี้ยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติดตั้งแต่วัยเรียน     ไม่ว่าจะเป็นกัญชา บุหรี่ไฟฟ้า หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งเด็กจำนวนมากยอมรับว่าใช้เพื่อหนีจากความเครียด หรือระบายความเจ็บปวดภายในใจ

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อัตราการพบโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5–10% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่เริ่มเปิดใจและเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“ผู้ปกครองหรือครูไม่ควรรอให้เด็กป่วยรุนแรง หากเห็นพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ซึมเศร้า แยกตัว ไม่อยากเข้าสังคม หรือไม่พูดกับใคร ทั้งที่เคยเป็นเด็กสดใสร่าเริง ควรรีบพูดคุยและพาไปพบจิตแพทย์ เพราะการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ผลดีที่สุด”

ทั้งนี้ การรักษาโรคทางจิตเวชในวัยรุ่นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัว โรงเรียน และทีมแพทย์ โดยบทบาทของครูและผู้ปกครองถือเป็น “ด่านหน้า” ในการสังเกตพฤติกรรมและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ผู้ใหญ่ในระบบการศึกษาไม่ควรมอง “การกลั่นแกล้ง” ว่าเป็นแค่เรื่องหยอกล้อธรรมดา เพราะหลายครั้ง “ความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่มือ แต่อยู่ในคำพูดและท่าทีที่ทำลายจิตใจของเด็ก”

พญ.ปรานี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้ปกครองและคุณครูควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการเงียบ ซึม ไม่สดใส แยกตัวออกจากเพื่อน อย่ามองว่าแค่ ‘นอยด์’ หรืออารมณ์แปรปรวนตามวัย เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าเล็ก อาจเป็นเรื่องใหญ่ในโลกของเด็ก จนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”   ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อลดอัตราผู้ป่วยจิตเวชในวัยรุ่น แต่เพื่อปกป้อง “หัวใจเล็ก ๆ” ที่กำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันมหาศาล

“สุขภาพจิตของเด็กก็เหมือนการสร้างตึก หากเราปล่อยให้รอยร้าวเล็ก ๆ เติบโตโดยไม่ดูแล วันหนึ่ง…ตึกทั้งหลังก็อาจพังทลายลง โดยที่เราไม่มีวันซ่อมกลับคืนได้อีก” และที่สำคัญ การ “บูลลี่” เพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็น “แผลลึก” ที่ไม่มีวันจางหายไปจากใจของเขาไปตลอดชีวิต

NORDE ยกระดับเวย์โปรตีนสู่ไลฟ์สไตล์รายวัน ชูจุดแข็ง “รสชาติหลากหลาย – คุณภาพสูง – ราคาคุ้มค่า”พร้อมบุกตลาดเต็มรูปแบบ หวังแตะยอดขาย 50 ล้านบาทในปี 68

NORDE (นอร์จ) แบรนด์โปรตีนคุณภาพ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท นอร์จ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกาศเดินหน้าบุกตลาดอาหารเสริมเพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มด้วยแนวคิด “สุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง” พร้อมเปิดตัวเวย์โปรตีนและโปรตีนทางเลือกหลากหลายรสชาติ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ชูจุดเด่นด้านรสชาติ ความหลากหลาย และคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ ตั้งเป้ายอดขายในปี 2568 ไว้ที่กว่า 50 ล้านบาท

นายณัฐชนน อนันตทวีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์จ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แบรนด์ NORDE ถือกำเนิดขึ้นจากความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหรือรักสุขภาพ ที่มักประสบปัญหากับเวย์โปรตีนรสชาติจำเจ จนทำให้รับประทานได้ไม่นานและไม่ต่อเนื่อง จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนที่ “สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ กินได้ทุกวัน และกินได้แบบไม่เบื่อ” ด้วยความหลากหลายของรสชาติและประเภทโปรตีนที่ครอบคลุมทุกความต้องการ

เมื่อมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ทีมงานได้ดำเนินการวิจัยตลาดอย่างเข้มข้น ทั้งแบบออฟไลน์จากกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากกว่า 1,000 คน และแบบออนไลน์ผ่านการทำ Social Monitoring เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและ Pain Point ของผู้บริโภค ข้อมูลที่ได้จึงถูกนำไปใช้พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ โดยแต่ละรสชาติผ่านการปรับแต่งมากกว่า 20–30 ครั้ง จนได้รสชาติที่ลงตัวในแบบที่ทานได้ทุกวัน

ปัจจุบัน NORDE มีผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่

  • เวย์โปรตีน (Whey Protein) 10 รสชาติ
  • ซอยโปรตีน (Soy Protein) 2 รสชาติ สำหรับผู้แพ้นมวัว ผู้สูงอายุ หรือผู้ทานมังสวิรัติ
  • มัลติแพลนต์โปรตีน (Multi-Plant Protein) 5 รสชาติ รวมโปรตีนจากพืชหลากหลายชนิด เช่น ข้าว ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ สำหรับผู้แพ้นมวัว หรือแพ้ถั่วเหลือง ผู้สูงอายุ หรือผู้ทานมังสวิรัติ

รวมทั้งหมดกว่า 17 สูตร ซึ่งถือว่ามีจำนวนรสชาติหลากหลายมากที่สุดในตลาดปัจจุบัน

นายณัฐชนน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนารสชาติอย่างมาก แต่ละสูตรต้องผ่านการทดสอบกับผู้บริโภคหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เคยและไม่เคยทานเวย์โปรตีน รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้สูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง โดยที่ลูกค้าทานแล้วไม่เบื่อ สามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้”

สำหรับจุดแข็งของ NORDE คือ ความกล้าที่จะลงทุนในสินค้าและสต๊อกถึง 17 สูตร พร้อมเลือกใช้วัตถุดิบโปรตีนคุณภาพสูงที่นำเข้าจากต่างประเทศ 100% ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เช่น GMP และ ISO ทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพ พร้อมตั้งราคาจำหน่ายที่คุ้มค่า เช่น ขนาด 2.5 ปอนด์ จำหน่ายเพียง 1,399 บาท เพื่อให้คนรักสุขภาพสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ด้านกลยุทธ์การตลาด NORDE เน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ทั้ง Shopee, Facebook, Instagram, TikTok และช่องทางพันธมิตรในฟิตเนสชื่อดัง รวมถึงการใช้ Influencer Marketing เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มเป้าหมาย พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีแผนจะเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade ในอนาคต โดยกลุ่มลูกค้าของ NORDE มีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งผู้ที่ออกกำลังกาย ผู้รักสุขภาพทั่วไป ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกอื่นที่ย่อยง่ายและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยปัจจุบันกลุ่มเวย์โปรตีนยังคงเป็นสัดส่วนหลัก (50–60%) รองลงมาคือกลุ่มโปรตีนพืช ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ให้ความสำคัญกับการดูแลกล้ามเนื้อ

แม้จะเพิ่งดำเนินธุรกิจได้เพียง 2 ปี แต่ NORDE ก็สามารถทำยอดขายแตะหลักสิบล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2568 สู่ยอดขาย 50 ล้านบาท โดยมีการออกผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ (2.5 ปอนด์) เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ทานต่อเนื่องและต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว

นายณัฐชนน กล่าวปิดท้ายว่า “เทรนด์สุขภาพยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุที่ให้ความสำคัญกับสารอาหารครบถ้วน เราจึงมีแผนต่อยอดไปยังสินค้ากลุ่ม Meal Replacement และผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมขยายตลาดสู่ต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งแบรนด์ของเราถูกออกแบบให้พร้อมรองรับตลาดโลกตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในด้านภาษา บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐาน”

แม้ตลาดโปรตีนจะมีการแข่งขันสูง แต่ NORDE เชื่อมั่นว่า ความเข้าใจในผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และคุณภาพที่เข้าถึงได้ จะทำให้แบรนด์สามารถเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว เพราะ“NORDE ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เวย์โปรตีน แต่เราต้องการเป็นโปรตีนที่คนสามารถทานได้ทุกวัน เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ทั้งอร่อย คุ้มค่า และดูแลสุขภาพได้อย่างยั่งยืน”

เตรียมพบกับงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026
ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยในปีนี้งานเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 เป็นครั้งแรกในภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “The Show within the Show” Cosmopack จะเป็นพื้นที่จัดแสดงที่ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจในสายการผลิตความงาม (Supply Chain) อย่างครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร การรับจ้างผลิต (OEM/ODM)
ไปจนถึงโซลูชันบริการต่าง ๆ สำหรับภาคการผลิต โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการระดับโลกที่พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดในอุตสาหกรรม

การกลับมาของ Cosmoprof CBE ASEAN ในปี 2569 จึงถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยและนานาชาติไม่ควรพลาด โดยเฉพาะแบรนด์ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถทางธุรกิจ เชื่อมต่อพันธมิตรใหม่
และอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมความงามระดับโลก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงจองพื้นที่เข้าร่วมแสดงสินค้า ได้ที่เว็บไซต์:
www.cosmoprofcbeasean.com

AEC Group พลิกเกมสู่ผู้นำโรงงาน OEM เครื่องสำอางไทย มาตรฐานโลกพร้อมปั้นยอดขายปี 2567 แตะ 360 ล้านบาท

บริษัท เออีซี รีซอร์สเซส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (AEC Resources Development Co., Ltd.) รุกตลาดความงามครบวงจร ยกระดับนวัตกรรมและคุณภาพการผลิต รับมือความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่บทบาทผู้นำด้านการผลิตเครื่องสำอางครบวงจร (OEM) มาตรฐานสากล พลิกเกมจากเจ้าของแบรนด์ สู่ธุรกิจ OEM พร้อมให้บริการแบบ One Stop Service ครอบคลุมตั้งแต่การคิดค้นสูตรเฉพาะ การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการผลิตและให้คำปรึกษาการตลาดแบบเจาะลึก เดินหน้าแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 3–5 ปี รองรับการเติบโตของตลาดทั้งในและต่างประเทศ หลังโกยรายได้ 183 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้ายอดขายรวมปี 2568 ที่ 360 ล้านบาท

คุณวิศวัศฉริยา โชติพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออีซี รีซอร์สเซส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากการเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ประสบปัญหาด้านคุณภาพและความล่าช้าในการจ้างผลิตจากภายนอก จึงตัดสินใจลงทุนกว่า 100 ล้านบาทในการสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางของตนเอง โดยมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการผลิตให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ทั้งในด้านความสะอาด ความปลอดภัย และการพัฒนาสูตรโดยนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางโดยเฉพาะ

โรงงานของ AEC ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล อาทิ ISO 9001, ISO 22716, GMP และ Halal โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางเฉพาะทางดูแลการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อพัฒนาสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเน้นนวัตกรรมและสารสกัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่มีผลการวิจัยรองรับ

คุณวิศวัศฉริยา กล่าวต่อว่า AEC ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์ การออกแบบแบรนด์ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดสำหรับลูกค้า OEM ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 300 แบรนด์ โดยลูกค้าไทยคิดเป็น 90% และต่างประเทศอีก 10% จากจีน กัมพูชา พม่า และตะวันออกกลาง ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสกินแคร์ แฮร์แคร์ และบอดี้แคร์ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้า OEM เพิ่มขึ้นอีก 30% ในปีนี้ ผ่านการออกงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ และจากลูกค้าพริกหลังกล่องดูผู้ผลิตของสินค้าที่ผลิตแล้วขายดีมีคุณภาพ ทำให้มีลูกค้าใหม่ติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากบทบาทผู้ผลิต OEM แล้ว AEC ยังมีแบรนด์ของตนเอง ได้แก่ PWP (Product with Powder) และ Bio Skin ภายใต้ บริษัท เออีซี  อินโนเวชั่น คอส จำกัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งเวชสำอางที่เน้นการแก้ปัญหาผิวอย่างเห็นผล โดย PWP เจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งให้ความนิยมในผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ด้วยจุดเด่นของสารสกัด HYALURONATE และ Collagen ที่ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้น และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

กลยุทธ์การตลาดของ PWP ใช้เครื่องมือหลากหลาย ทั้งการใช้ Influencer จีน การโฆษณาผ่านการ Wrap เครื่องบิน การวาง PWP ให้เน้นแลนด์มาร์คของไทยเป็นสินค้าไทยที่ต้องซื้อ  และการกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทยและจีน โดยมีร้านค้าชั้นนำเป็นช่องทางหลัก อาทิ King Power, Watsons, EVEANDBOY, Boots, Big C และร้านขายยา เช่น Save Drug ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ และสยามฟามาซีย่านเพลินจิต

ส่วน Bio Skin เน้นเจาะตลาดออนไลน์ในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและ First Jobber ที่มีปัญหาเรื่องสิว ผลิตภัณฑ์ของทั้งสองแบรนด์มีคุณสมบัติกึ่งเวชสำอาง ใช้แล้วเห็นผลจริง และสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยั่งยืน โดยสินค้าหลายรายการมีอายุในตลาดมากกว่า 8 ปี สวนทางกับเทรนด์ในอุตสาหกรรมความงามที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามกระแส

คุณวิศวัศฉริยา กล่าวปิดท้ายว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 183 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากแบรนด์ของบริษัท 52% และ OEM 48% ขณะที่ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 360 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบผสมผสาน ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ค่อนข้างสูง เนื่องจากนำแบรนด์ PWP ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท ขยายตลาดสู่ Modern Trade ทั่วประเทศ เพื่อกระจายสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนไทยให้มากขึ้น และขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และตะวันออกกลาง  หลังจากที่สามารถเจาะกลุ่มตลาดจีนได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว โดย AEC Group วางแผนขยายโรงงาน เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 2 เท่าภายในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า พร้อมเสริมศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากทั้งในประเทศและการส่งออก

“AEC Resources Development” ยืนยันจุดยืนในการเป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางของไทยที่ได้มาตรฐานระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ นวัตกรรม และบริการแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้อย่างมั่นคง และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

พบกันงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงานในปีนี้เตรียมเปิดตัวไฮไลต์สำคัญครั้งแรกกับ Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 พื้นที่แสดงสินค้า Supply Chain ภายใต้แนวคิด “The show within the show” ที่จะนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมล้ำสมัยจากห่วงโซ่อุปทานความงามทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร รับจ้างผลิต ฉลากสินค้า OEM/ODM ไปจนถึงโซลูชันบริการด้านการผลิตครบวงจร นับเป็นเวทีสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศไม่ควรพลาด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการยกระดับแบรนด์ เชื่อมต่อพันธมิตรใหม่ และอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมล่าสุดของอุตสาหกรรมความงามในระดับสากลสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือจองพื้นที่ออกแสดงสินค้าได้ที่เว็บไซต์: https://www.cosmoprofcbeasean.com/

“HomePro SUPER EXPO” ยืนหนึ่งเรื่องบ้าน คุ้มสุด-ลดใหญ่กลางปี !! สินค้าบ้านลดแรงส์ 50% เสิร์ฟลิสต์ดีลเด็ด คืนเงินสูงสุด 160,000 บาท! 24-28 ก.ค.68 นี้ ช้อปสนุก ช้อปคุ้ม ได้ทุกสาขาและออนไลน์

โฮมโปรตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เราจึงจัดแคมเปญ HomePro SUPER EXPO ขึ้นมา
เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพเกี่ยวกับบ้านมาลดราคาสูงสุดถึง 50% พร้อมจัดเต็มด้วยโปรโมชั่นพิเศษ ทั้งส่วนลดเพิ่มและเงินคืนรวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท ให้ทุกครอบครัวสามารถดูแลบ้านได้อย่างเต็มที่ในแบบที่ต้องการ พร้อมบริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สะดวกสบายเลือกช้อปได้ทั้งสาขาและออนไลน์ตลอด 5 วันเต็ม 24-28 ก.ค. 68 นี้


นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร
กล่าวว่า ในช่วงกลางปี ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “บ้าน” มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปรับปรุงหรือแต่งเติมบ้าน เพื่อรีเฟรชบรรยากาศให้พร้อมรับหน้าฝน, อัปเดตเทรนด์แต่งบ้านครึ่งปีหลัง หรือมองหาไอเดียใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตในระยะยาว โฮมโปรจึงได้จัดงาน ‘HomePro SUPER EXPO’ ขึ้นอีกครั้ง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรักบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘ยืนหนึ่ง’ ที่สะท้อนความครบไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา โปรโมชัน และบริการ ที่ออกแบบมาให้ตรงใจกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ แบบครบ คุ้มทุกเรื่องบ้าน อย่างแท้จริง

“HomePro SUPER EXPO ครั้งนี้ ถูกออกแบบให้เป็นอีเว้นต์ไฮไลต์กลางปีที่คนรักบ้านไม่ควรพลาด ไม่ว่าคุณจะอยากแต่งมุมโปรดในบ้านให้เป็น “มินิมอลสไตล์-สุดอบอุ่น” หรือ “โมเดิร์นสไตล์-ที่สะท้อนตัวตน” หรือ แม้แต่ “มีแพลนรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่” หรือ “มองหาของชิ้นใหญ่ในราคาที่ดีที่สุด” งานนี้คือคำตอบที่ใช่! เพราะโฮมโปรคัดสรรดีลพิเศษมาให้ พร้อมยกประสบการณ์ช้อปที่ครบครันและยืดหยุ่นได้ตามใจ จะช้อปหน้าร้านก็ได้ หรือจะคลิกช้อปออนไลน์ ก็สะดวกทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่าในแบบที่ตรงใจและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในบ้าน”

มหกรรม HomePro SUPER EXPO จัดเต็มความคุ้มซูเปอร์ช็อค! #ยืนหนึ่ง สินค้าและบริการเรื่องบ้าน ที่คุ้มสุด และลดอย่างยิ่งใหญ่กลางปี #แรงส์ห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น

  • SUPER PRICE สินค้าลดแรงสูงสุด 50% !!
  • ยืนหนึ่งความพิเศษ! เฉพาะสมาชิกโฮมการ์ดเท่านั้น สมัครสมาชิกใหม่โฮมการ์ดรับสิทธิ์ SUPER HOMECARD! รับคูปองส่วนลดทันที 300 บาท พร้อมลิสต์ซูเปอร์คุ้ม ยิ่งช้อป…ยิ่งปลดล็อกดีลเด็ด !!
  • SUPER COUPON รับคูปองส่วนลด 2 ต่อ รวมมูลค่า 1,500 บาท ผ่าน Line HomePro Connect (ช้อปครบ 10,000.-ขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที 500.- / ช้อปครบ 30,000.-ขึ้นไป/ใบเสร็จ ลดทันที 1,000.-)
  • SUPER PURCHASE รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ รวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท (เพียงช้อปครบตามเงื่อนไข รับทันทีส่วนลด 500.- ซื้อสินค้าบิลถัดไป ตั้งแต่ 1,000.- ที่โฮมโปรทุกสาขา /  ส่วนลด 300.- ซื้อสินค้าบิลถัดไป ตั้งแต่ 3,000.- ที่โฮมโปรทุกสาขา / รับส่วนลด 300.- ซื้อสินค้าบิลถัดไป ตั้งแต่ 3,000.- ที่โฮมโปรออนไลน์)
  • SUPER CASHBACK รับเงินคืนเข้าโฮมโปร วอลเล็ต ผ่านโฮมการ์ดแอปฯ สูงสุด 160,000 บาท (เมื่อมียอดช้อปครบตามเงื่อนไขต่อใบเสร็จ/ภายในวัน สมาชิกโฮมการ์ด รับเงินคืนสูงสุด 100,000.- และสมาชิกบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม รับเงินคืนสูงสุด 60,000.-)
  • SUPER DISCOUNT ลด+รับเพิ่มสูงสุด 18% !! สมาชิกโฮมการ์ด ลดทันที 5% เมื่อช้อปครบ 10,000.- ขึ้นไป (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ), ช้อปผ่านบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ลดเพิ่มทันที 3% และช้อปกับดีล SUPER BRAND รับส่วนลดเพิ่มอีกสูงสุด 10% เฉพาะแบรนด์และสินค้าที่ร่วมรายการ
  • SUPER POINT แลกคะแนนเท่ายอดซื้อ ได้ส่วนลด+รับเพิ่มสูงสุด 39% !! ลูกค้าโฮมการ์ด Regular ลด+รับเพิ่ม 15% ,ลูกค้า HomeCard Prestige ลด+รับเพิ่ม 18% และลูกค้าบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ลด+รับเพิ่มรวมสูงสุด 28% พิเศษ…แถมความคุ้มแรงส์! โอนคะแนนได้ (จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ)
  • SUPER ZERO ผ่อนน้อย…ผ่อนนาน จ่าย 0% ทั้งร้าน นานสูงสุด 10 เดือน! เริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน เฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

สัมผัสประสบการณ์ช้อปเรื่องบ้าน กับอีเว้นต์ที่สุดแห่งปี ยืนหนึ่งเรื่องความคุ้ม !! HomePro SUPER EXPO #แรงส์ห้ามพลาด ที่โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ และโฮมโปรออนไลน์ วันที่ 24-28 ก.ค.68 นี้ ห้ามพลาด…5 วันเท่านั้น !!

#HomeProSUPEREXPO #SUPEREXPO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr