“ซูเลียน” ตอกย้ำพลังธุรกิจขายตรงไทย เปิดโรงงานใหญ่ปีนัง โชว์ศักยภาพการผลิตระดับโลกดันยอดขายครึ่งปีพุ่ง 18% พร้อมเดินหน้าดิจิทัล O2O ขยายตลาดอาเซียนยกระดับ CSR สะท้อนองค์กรแห่งโอกาสที่แท้จริง

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจขายตรงของไทยและอาเซียน เปิดโรงงาน Zhulian ณ เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของกลุ่มบริษัทในระดับภูมิภาค เผยศักยภาพสายการผลิตสุดเข้มข้น ภายใต้การควบคุมคุณภาพระดับสากลที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป พร้อมเดินหน้าแผนรุกตลาดอาเซียนเต็มสูบ และขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจแห่งโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 28 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ความสำเร็จของซูเลียนเกิดจากความจริงใจในการดำเนินงาน การมอบโอกาสทางอาชีพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “สร้างอาชีพ สร้างชีวิต” ปัจจุบัน ซูเลียนมีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันครบทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, ผลิตภัณฑ์เพื่อบ้านและที่อยู่อาศัย, ผลิตภัณฑ์เพื่อร่างกาย และผลิตภัณฑ์ประเภทเข็มขัด

จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ซูเลียนโดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการมีโรงงานผลิตของตนเอง ไม่พึ่งพา OEM โดยเฉพาะ โรงงาน Zhulian ที่เมืองปีนัง ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น โซนเครื่องดื่มผง 20,000 ตารางเมตร และโซนผลิตอาหารเสริมสุขภาพ 5,000 ตารางเมตร ในขณะเดียวกัน โรงงานโฮมแคร์ (AMAZING VESTRAX SDN BHD) มีพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร และโซนผลิตขนาด 2,500 ตารางเมตร มีกำลังการผลิตเฉลี่ย

  • อาหารและเครื่องดื่ม: 800,000 ซองต่อวัน เช่น CoffeePlus Pack 84 ซอง ผลิตได้ราว 10,000 แพ็คต่อวัน
  • ผลิตภัณฑ์โฮมแคร์: ผงซักฟอก 7,000 กิโลกรัมต่อวัน และน้ำยาซักผ้า 6,000 ลิตรต่อวัน

ทุกกระบวนการผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองทั้ง GMP, HACCP, ISO9001:2015, ISO22000 และ HALAL การันตีคุณภาพด้วยระบบตรวจสอบที่เข้มข้น ทั้งการคัดเลือกวัตถุดิบ, กระบวนการผลิตแบบ semi-automated, การควบคุมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี Bin Blenders, Auto Batching, ห้องแล็บตรวจสอบคุณภาพ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

Mr. Danny Teoh Chief Executive Director, ZHULIAN CORPORATION BERHAD (ZCB) กล่าวว่า ความสำเร็จของซูเลียนในไทยตลอด 28 ปี เกิดจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำอย่าง Mr. Teoh Beng Seng ผู้ก่อตั้ง และ Mr. Teoh Meng Keat Group CEO ประกอบกับความแข็งแกร่งด้านการผลิตและโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน อีกทั้งผลิตภัณฑ์คุณภาพ เช่น Zhulian CoffeePlus Ginseng Coffee, บียางค์ เครื่องดื่มธัญพืชผสมผักผลไม้ และ ยาสีฟัน Smile On ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาโดยตลอด

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซูเลียนได้ปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลด้วยกลยุทธ์ O2O (Offline to Online) ผสานช่องทางขายตรงแบบดั้งเดิมกับแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างครบวงจร ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และ Social Commerce ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Facebook, LINE Official พร้อมเสริมทัพด้วยอินฟลูเอนเซอร์ Virtual Engagement และการวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภคในทุกเจเนอเรชัน

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนขยายตลาดสู่ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จากเดิมที่ส่งออกไปไทยและกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในตลาดศักยภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้วยโปรโมชั่นรักษาฐานลูกค้า และโปรแกรมฝึกอบรมตัวแทนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังยกระดับการตลาดด้วยการเพิ่มอัตราการจ่ายผลตอบแทนให้แก่นักธุรกิจจาก 68% เป็น 81% ของมูลค่า BV ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของนักธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 20-30%

Mr. Danny Teoh เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยอดขายครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากพลังของนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ และการตอบรับที่ดีจากตลาดอาเซียนซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก ซูเลียนยังคงเดินหน้า CSR อย่างจริงจัง โดยยกระดับแนวคิด CSR ผ่านการเปิดตัวตำแหน่ง MRCD (Master Royal Crown Director) ซึ่งให้นักธุรกิจมีสิทธิ์บริจาคเงินสูงสุด 3,250,000 บาท ให้กับมูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศลที่เลือกเอง นับเป็นการแปรความสำเร็จทางธุรกิจสู่การสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังส่งเสริมให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้เป็นวัฒนธรรมองค์กร และมีโปรแกรมให้ผู้นำบริหารเงินบริจาคเพื่อกระตุ้นให้ตัวแทนลงมือช่วยเหลือสังคมจริง

ความสำเร็จและคุณภาพของซูเลียนยังได้รับการยืนยันจากรางวัลระดับสากลหลายสาขา ได้แก่

  • Asia Halal Brand Awards 2019 (Best Innovation)
  • Golden Bull Award 2020 (Outstanding SME)
  • The Brandlaureate World Halal Best Brands E-Branding 2021
  • Export Excellence Award 2022 (Most Promising)
  • Best Employer Award 2023 จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ EPF

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา ซูเลียนยึดมั่นในหลักการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทเรียนจากวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 และโควิด-19 สอนให้ซูเลียนจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมลงทุนในทรัพยากรบุคคล และขับเคลื่อนการตลาดด้วยดิจิทัลอย่างเต็มกำลัง

“ความยั่งยืนทางธุรกิจไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่ต้องมอบความหมายให้ชีวิตผู้คนได้จริง เราโปร่งใสทั้งสินค้า ระบบ และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเคียงข้างนักธุรกิจซูเลียนทุกคน เดินหน้าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสนับสนุนที่ทันสมัย เพื่อก้าวสู่ความมั่นคงและยั่งยืนร่วมกัน”

ไดกิ้น พลิกโฉมนวัตกรรมแอร์ “มอบความเย็นสบายพร้อมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ”เดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutral อย่างครบวงจร

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำนวัตกรรมระบบปรับอากาศระดับโลก เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความเย็นสบายควบคู่การประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดตัวแนวคิด “การสร้างความเย็นสบายควบคู่กับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” (Energy-Efficient Comfort) ในงานสัมมนา Eco Synergy Seminar 2025 หัวข้อRisks and Opportunities in ESGซึ่งจัดขึ้นโดย Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) สาขากรุงเทพฯ โดยงานนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำภาครัฐและเอกชน ร่วมเจาะลึกประเด็นโอกาสและความเสี่ยงของภาคธุรกิจในบริบท ESG และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดเวทีนำเสนอเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนจากทั้งบริษัทญี่ปุ่นและไทย รวมถึงกิจกรรม Business Matching และ Networking อย่างเข้มข้น

โดยในงาน “ไดกิ้น” ได้เผยแนวคิดและเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ ที่สามารถควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้นอย่างแม่นยำ ช่วยลดภาระการใช้พลังงานโดยไม่ลดทอนความเย็นสบาย พร้อมนำเสนอการเดินหน้าโครงการรีไซเคิลแบบครบวงจร (Horizontal Recycling) ที่เน้นการนำสารทำความเย็นและชิ้นส่วนจากเครื่องปรับอากาศเก่ากลับมาใช้ใหม่อย่างครบวงจร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการสร้างสังคมหมุนเวียนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นายคาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะโรงงานหลักของไดกิ้นในภูมิภาคอาเซียน เรามุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของประเทศไทยด้วยนวัตกรรมที่ผสานทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงานและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในภูมิอากาศร้อนชื้นของอาเซียน ซึ่งผู้ใช้งานมักตั้งอุณหภูมิแอร์ต่ำเกินไปเพื่อชดเชยความชื้นจากอากาศภายนอก ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานมากเกินความจำเป็นและค่าไฟฟ้าสูง”

เพื่อลดปัญหาดังกล่าว ไดกิ้นจึงพัฒนา Energy-Saving Ventilation System ที่สามารถลดความชื้นของอากาศก่อนนำเข้าสู่อาคาร พร้อมระบบแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศภายใน ช่วยให้สามารถตั้งอุณหภูมิสูงขึ้นที่ 26–27°C ได้โดยยังรู้สึกเย็นสบาย และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 35% เมื่อเทียบกับระบบเดิม และหากใช้งานร่วมกับแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์และระบบ Heat Recovery จะสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้สูงสุดถึง 60%

นายคาสุฮิสะ ให้ข้อมูลต่อว่า เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของระบบ ไดกิ้นได้ทดลองติดตั้งจริงที่อาคารสำนักงาน R&D ขนาด 200 ตารางเมตร ผลการใช้งานพบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 38% หรือคิดเป็นมูลค่าค่าไฟฟ้าราว 47,600 บาทต่อปี ขณะเดียวกันระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 61% เป็น 86% สะท้อนว่าความเย็นสบายไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานเกินจำเป็น

นอกจากนี้ นายคาสุฮิสะ ยังกล่าวถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเด็น “สารทำความเย็น” ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการควบคุมหรือกฎหมายรองรับ ส่งผลให้มีการปล่อยสารทำความเย็นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 2,000 ตันต่อปี ไดกิ้นจึงร่วมมือกับ Iwatani และ Toyota Tsusho Thailand พัฒนาระบบกู้คืนและรีไซเคิลสารทำความเย็นอย่างจริงจัง พร้อมริเริ่มทดลองระบบ Horizontal Recycling” ที่นำชิ้นส่วนจากเครื่องปรับอากาศเก่ากลับเข้าสู่สายการผลิตใหม่ เพื่อสร้างการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

“การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือหัวใจของความยั่งยืน เราจึงไม่เพียงพัฒนาเทคโนโลยีแอร์ให้เย็นสบายและประหยัดไฟเท่านั้น แต่ยังวางรากฐานการรีไซเคิลแบบครบวงจร เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutral อย่างเป็นรูปธรรม” นายคาสุฮิสะ กล่าวทิ้งท้ายบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านการติดตั้งหรืออัปเกรดระบบปรับอากาศที่ทันสมัย เย็นสบาย และประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วน

เอเซอร์ปิดฉาก “Acer Day 2025” อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำแบรนด์ไอทีเข้าใจคนรุ่นใหม่ ภายใต้ธีม #BreakALimit

กรุงเทพฯ, สิงหาคม 2568 – ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Acer Day 2025 กับยอดผู้เข้าร่วมงานทะลุเจ็ดพันคน ตลอดทั้งวันที่ 1-3 สิงหาคม ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ สะท้อนความสำเร็จของแบรนด์ไอทีที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ภายใต้ธีม #BreakALimit ที่จุดกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์และปลุกพลังสร้างสรรค์ในกลุ่มวัยรุ่นได้อย่างน่าจับตา

นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของงานว่า

Acer Day 2025 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงเทคโนโลยีหรือกิจกรรมการตลาด แต่คือเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด จุดประกายแรงบันดาลใจ และค้นพบศักยภาพใหม่ในตัวเอง เอเซอร์เชื่อว่าแบรนด์ไอทีที่แข็งแรง ไม่ได้มุ่งแค่ยอดขาย แต่ต้องเข้าใจผู้ใช้ และมีบทบาทในการส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีไปต่อยอด สร้างคุณค่าใหม่ในชีวิตและสังคมซึ่งนั่นคือหัวใจของการจัดงาน Acer Day และเป้าหมายที่เราจะเดินหน้าต่อไป

กิจกรรม Acer Day 2025 ได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และครีเอเตอร์รุ่นใหม่เป็นอย่างดี โดยหลายคนบอกว่านี่คือหนึ่งในอีเวนต์ที่ “สนุก แปลกใหม่ และได้แรงบันดาลใจ” มากที่สุดแห่งปี โดยเนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น “Playground แห่งแรงบันดาลใจ” ด้วยการจัดโซนกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทุกความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น

 Unlocked Game เกมปลดล็อกรหัสลับ ลุ้นรับโน้ตบุ๊กฟรีกลับบ้าน!

 Sport Challenge แข่งเกมสนุก ๆ รับของรางวัลมากมาย

 โซนทดลอง AI และนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจาก Acer และ Predator

 ส่วนลดและของแถมมายมายภายในงาน

โมเมนต์ไฮไลต์ ที่กลายเป็น Talk of the Town

ซึ่งในวันที่ 2 สิงหาคม: “น้องเนย Butterbear” ปรากฏตัวพร้อมชวนออกกะละมังกายลดพุงสุดคิ้วท์ ที่ทำให้เหล่ามัมหมี-พ่อหมีหลั่งไหลมาร่วมเต้นกันแน่นพื้นที่ สร้างความสดใสจนโลกโซเชียลแทบแตก

และวันที่ 3 สิงหาคม: มินิคอนเสิร์ตสุดพลังจากวง PROXIE ที่ขนเพลงฮิตมาระเบิดพลังเวที พร้อมส่งข้อความ “กล้าที่จะแตกต่าง และเปล่งประกายในแบบของตัวเอง”

แคมเปญฉลอง AcerDay 2025 ยังไม่จบ!

พบโปรโมชั่น โปรสุดปัง ทั้งลดทั้งแถม ตลอดเดือนสิงหาคม 2568

ลดสูงสุด 9,000 บาท
ผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือน
รับฟรี! Acer Wireless Earphone มูลค่า 990 บาท
เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Acer หรือ Predator มูลค่าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
(จำกัด 1 ชิ้นต่อเครื่องต่อใบเสร็จ สำหรับลูกค้า 300 ท่านแรก)

ระยะเวลาโปรโมชั่น: 1 – 31 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าของแถมจะหมด
ช่องทางจัดจำหน่าย: ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ทั่วประเทศ
ลงทะเบียนรับของแถมผ่าน LINE Official Account : @AcerThailand

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
🌐 www.acerthailand.com
📱 Facebook / Instagram / X: @AcerThailand

สองยักษ์ใหญ่ “gamescom asia x Thailand Game Show” ผนึกกำลังเพื่อสร้างงานเกมระดับโลก ใจกลางกรุงเทพฯ 16-19 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย,  4 สิงหาคม 2025 – เปิดหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เมื่อสองงานเกมยักษ์ใหญ่อย่าง gamescom asia สุดยอดแพลตฟอร์มธุรกิจเกม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับงานเกมระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Thailand Game Show ร่วมสร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่เพื่อมอบประสบการณ์เกมที่หลากหลายและทรงพลังที่สุดแห่งภูมิภาค ในงาน “gamescom asia x Thailand Game Show” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “World of Gaming”  ที่จะพาทุกคนพุ่งสู่โลกแห่งเกม  ปลดล็อกทุกประสบการณ์เกมแบบสุดขีด กับมหกรรมเกมระดับโลก!  ใจกลางกรุงเทพ! แบ่งออกเป็น โซน เพื่อตอบโจทย์ทุกมิติของอุตสาหกรรมเกม ประกอบด้วยโซนความบันเทิง -จัดแสดงเกมสุดมันสำหรับบุคคลทั่วไป ครอบคลุมทั้งเกม เทคโนโลยี อีสปอร์ต และป๊อปคัลเจอร์ ที่เต็มทุกรูปแบบ ในปีนี้โซนความบันเทิงพิเศษกว่าที่ผ่านมา

ครั้งแรก!  ของการยกโซนอินดี้เกมที่มีเกมให้ได้ทดลองเล่นกว่า 80 เกม และกองทัพเกมที่ทุกคนรอคอยพร้อมพาร์ทเนอร์จากค่ายเกมและแบรนด์ดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Synnex, CAPCOM, Hoyoverse, Bandai Namco Ent., UBISOFT,JCIA และครั้งแรกของค่ายเกมจากหลากหลายประเทศ อาทิ STAIKA, Epic Games Store,  CHUNGNAM CONTENT AGENCY,  4Divinity, Pokemon Company, MYTONA , MISTIL GAMES ,VNGGAMES & NCVGAMESxNC และ Adisoft เป็นต้น อุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์เปิดตัวสินค้าใหม่และจัดโปรโมชั่นจัดเต็มพร้อมของแถมมากมายเฉพาะในงานนี้กับ Nintendo Switch 2, GeForce Now │ by bro.game, AMD, Predator, SIGNO E-Sport, SteelSeries, XBOX, Intel และแบรนด์ดังชั้นนำอย่าง AEON, เถ้าแก่น้อย, โก๋แก่ , Maxbit , Xsolla และอีกมากมายที่รอให้ทุกคนได้สัมผัส  พร้อมด้วยการแข่งขันอีสปอร์ต, กิจกรรม Meet & Greet กับ  ครีเอเตอร์ชื่อดัง, การประกวด Cosplay เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 300,000  บาท, การประกาศรางวัล Thailand Game Awards 2025 และกิจกรรม Zone Zean Game  กับการขอท้าดวลเหล่าเซียนในเกม Street Fighter 6 ชิงเงินรางวัล 30,000 บาท  ตลอดจนกิจกรรมบนเวทีหลักตลอด 3 วันเต็มอิ่ม  สำหรับเพลงธีมในงานในปีนี้ คว้าโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง “ แอ้ม อัจฉริยา ”  ที่เคยสร้างความประทับใจจนเพลงฮิตติดหูให้กับงาน Thailand Game Show 2018 ก็กลับมาเสกเพลงให้ได้ติดหูกันอีกครั้งอย่างแน่นอน และได้ 
“ พลอยชมพู ”
 ร่วมถ่ายทอดความสนุกผ่านเพลงในปีนี้อีกด้วย  ความสนุกที่โซนความบันเทิง – จัดแสดงเกมนี้จะเปิดตั้งแต่วันที่ 17–19 ตุลาคม ควบคู่กับโซนธุรกิจเต็มรูปแบบและการประชุมระดับอุตสาหกรรม เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนและความร่วมมือระดับโลกในอุตสาหกรรมเกม โซนนี้ต้อนรับผู้จัดจำหน่ายเกม นักพัฒนา นักลงทุน และผู้ให้บริการจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและพันธมิตรทางธุรกิจและการติดตามเทรนด์ใหม่ๆ การแข่งขันพรีเซนต์ผลงาน (Pitch Competition) การแสดงผลงานจากนักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ในโครงการ Thailand Game Talent Showcase ซึ่งนำเสนอผลงานจากนักศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ไฮไลต์สำคัญคือเซสชันพิเศษโดย Glen Schofield นักออกแบบเกมมากประสบการณ์และผู้ก่อตั้ง Sledgehammer Games ผู้พัฒนา Dead Space, Call of Duty และ The Callisto Protocol ที่จะมาแบ่งปัน “10 Ways to Find Inspiration”  พร้อมเผยเบื้องหลังและเรื่องราวที่น่าสนใจจากแฟรนไชส์ระดับตำนานที่เขามีส่วนร่วมสร้างสรรค์ นอกจากนั้นยังได้พบกับวิทยากรมากกว่า 70 คนจาก 20 ประเทศ อาทิ Playstack จากประเทศอังกฤษ, Marvel Games และ Santa Monica Studio จากสหรัฐอเมริกา, Pocketpair จากประเทศญี่ปุ่น, Gearbox จากประเทศแคนาดา และ Jumbo Jumps จากประเทศไทย เป็นต้น  โซนธุรกิจนี้เปิดระหว่างวันที่ 16–17 ตุลาคมนี้ 

นายปรากาศ รามาจิลลู  ผู้จัดการทั่วไป เอเชียแปซิฟิก โคโลญเมสเซ่ กล่าว “งานในปีนี้ถือเป็นบทใหม่ที่กล้าท้าทาย ไม่เพียงแค่สำหรับ gamescom asia เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเศรษฐกิจเกมระดับโลกด้วย”

นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ ไร้ขีด จำกัด กล่าว gamescom asia x Thailand Game Show เป็นการร่วมมือครั้งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนวงการเกม ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอบคุณทาง gamescom asia ที่มาร่วมจัดมหกรรม  gamescom asia Thailand Game Show ทำให้งานในครั้งนี้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างเกมเมอร์ ผู้พัฒนาเกม และผู้ประกอบการเกมระดับนานาชาติเข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของวงการเกมไทย และขยายโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมในเวทีโลก

ด้านนายวินท์รดิศ กลศาสตร์เสนี ประธานฝ่ายดิจิทัลมีเดีย บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ออนไลน์  สเตชั่น ในเครือทรู เราเป็นหนึ่งในฐานะผู้จัดงาน gamescom asia x Thailand Game Show  ปีนี้เราภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอุตสาหกรรมเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอตัวงานนี้ให้คุณภาพหรือเทียบเท่างานเกมระดับโลกเพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้เกมเมอร์ชาวไทยกับทุกกิจกรรมภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Meet & Greet กับครีเอเตอร์ชื่อดัง กิจกรรม OS on Stage และปีนี้พิเศษจริงๆ เรามีโซนอินดี้เกม ที่เราไม่เคยมีมาก่อนก็ยกมาให้เหล่าเกมเมอร์ได้เข้ามารับประสบการณ์ใหม่ๆ กว่า 80 เกม และเรายังได้รับเสียงตอบรับที่ดีเช่นเคยจากหลายๆ ค่ายเกมที่ทุกคนเรียกร้องและแบรนด์กว่า 200 ราย โดยปีนี้เราคาดหวังที่จะดึงดูดผู้เข้าชมงานมากกว่า 200,000 คน เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของวงการเกมไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโลก และเพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของงานในการส่งเสริมในเรื่องของเกม ที่เป็น Soft Power ของไทย”

สำหรับบัตรเข้างาน gamescom asia x Thailand Game Show
โซนบันเทิงและจัดแสดงเกม ประเภทเข้างาน 1 วัน ราคา 200 บาท
เปิดขายบัตรพร้อมกัน 1 กันยายน 2568 ที่ https://www.zipeventapp.com และ
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.gamescom.asia/thailandgameshow และ https://www.facebook.com/thailandgameshow 
โซนธุรกิจ จำหน่ายบัตรได้ที่: https://gamescom.asia/tickets

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปท่องโลกแห่งเกมไปพร้อมกันได้ตั้งแต่ วันที่ 16-17 ตุลาคมนี้ ในโซนธุรกิจ ที่ Plenary Hall ชั้น 1  และ วันที่ 17-19 ตุลาคมนี้ ในโซนความบันเทิงและจัดแสดงเกม Exhibition Hall 2-4 ชั้น G ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“Regalos – รีกาลอส” ฉลองครบรอบ 7 ปี ทุ่มงบกว่า 50 ล้าน มอบของขวัญขอบคุณแก่ลูกค้าและสังคม พร้อมดึง “นนน กรภัทร์” เสริมทัพร่วมแคมเปญใหญ่ “ว้าว 7 ปี แฮปปี้ Regalos” นำรายได้ส่วนหนึ่งช่วยเหลือ “มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ”

Regalos – รีกาลอส แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพเกรดพรีเมียมในกลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) ผู้ผลิตเดียวกับแบรนด์ นอติลุส ฉลองครบรอบ 7 ปีแห่งความสำเร็จ ตอกย้ำการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ด้วยการเดินหน้าจัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “ว้าว 7 ปี แฮปปี้ Regalos” เพื่อถ่ายทอดความสุข ความผูกพัน และความตั้งใจส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีไปสู่ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้พันธกิจหลัก “ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้บริโภคแบบองค์รวม” ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศนำรายได้ส่วนหนึ่งจากแคมเปญไปช่วยเหลือ “มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ”

นายปริติ เกียรติศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอติลุสฟู้ด กล่าวว่าแบรนด์ Regalos – รีกาลอส เริ่มต้นธุรกิจจากแนวคิดหลัก “มอบอาหารเป็นของขวัญ เพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณ” โดยพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2562 ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ผลิตจากปลาทูน่า วัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพดี ปราศจากเกลือและวัตถุกันเสีย มีสารอาหารครบถ้วนถูกหลักโภชนาการ มีรสชาติอร่อยและหลากหลาย เพื่อให้น้องหมาและน้องแมวซึ่งเป็นเหมือนคนในครอบครัว ได้รับของขวัญที่ดีที่สุดจากมือเรา

ในช่วง 4 ปีแรก Regalos – รีกาลอส ได้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแมวอย่างหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่  เนื้อปลาทูน่าในเยลลี่ อาหารแมวในเกรวี่ ขนมครีมแมวเลีย และ ขนมปลาชิ้น เพื่อรองรับความต้องการของแมวทุกช่วงวัย ตั้งแต่ลูกแมว แมวโต จนถึงแมวสูงอายุ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2566 แบรนด์ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สู่ตลาดอาหารสุนัข โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐาน Human Grade – ใช้วัตถุดิบเดียวกับอาหารคน  มาพัฒนาเป็นอาหารสุนัขจากปลาทูน่าเนื้อขาว ที่อร่อยและอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ทั้งในแบบอาหารเปียกใน เยลลี่ และ ขนมสุนัขซูเปอร์ฟู้ด ช่วยบำรุงขนและผิวหนัง เหมาะสำหรับสุนัขที่มีอาการแพ้เนื้อสัตว์บางชนิด   จนสินค้าได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน Regalos – รีกาลอส ได้เดินหน้าวางแผนพัฒนาสินค้าควบคู่กับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมกว่า 500 จุดทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 Regalos – รีกาลอส ได้ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท ตอบแทนความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างยิ่งใหญ่จัดแคมเปญ “ว้าว 7 ปี แฮปปี้ Regalos” เพียงซื้อสินค้ารีกาลอสครบ 499 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับทันที 1 สิทธิ์ เพื่อลุ้นของรางวัลสุดพิเศษมากมาย อาทิ Samsung Galaxy S25 Ultra 256 GB, ทองคำ และสิทธิ์ในการร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ “นนน กรภัทร์” พรีเซนเตอร์ของแบรนด์อย่างใกล้ชิด จำนวน 50 ท่าน โดยกิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2568 นี้

นอกจากกิจกรรมส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าแล้ว “Regalos – รีกาลอส ยังเดินหน้าตอบแทนสังคม ด้วยการบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากแคมเปญ ให้แก่ “มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ” เพื่อช่วยเหลือสุนัข และ แมวที่ถูกทอดทิ้ง พร้อมมุ่งหวังให้แคมเปญ มีส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรักสัตว์เลี้ยงได้มองเห็น และ ตระหนักถึงปัญหาการเพิ่มจำนวนของสัตว์ไร้บ้าน เพื่อร่วมกันหันมาให้ความสนใจรับอุปการะสัตว์จากศูนย์พักพิงมากขึ้น

นายปริติ กล่าวต่อว่า Regalos – รีกาลอส ตั้งเป้าให้กิจกรรมทั้งหมดนี้ ไม่เพียงแค่เฉลิมฉลองการครบรอบ 7 ปีของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม และ ลดปัญหาขยะจากซองอาหารเหลือทิ้ง โดยวางแผนจัดกิจกรรม “รีกาลอส เปลี่ยนซองอาหารใช้แล้วสร้างของเล่นให้น้อง ๆ” ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรหลัก คือ เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผ่าน “GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์ม” ระบบการบริหารจัดการพลาสติกแบบครบวงจร  มีเป้าหมายรวบรวมซองอาหารใช้แล้ว จำนวน 150,000 ซอง เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง กลายเป็นเครื่องเล่นอัพไซเคิลใน Pet Playground ด้วยการออกแบบและผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัย เหมาะกับน้องหมา น้องแมว ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ แล้วยังสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมอีกด้วย  โดยได้เปิดรับบริจาคซองอาหารใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นี้ และจะส่งมอบของเล่นเพื่อตั้งในสนามเด็กเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Zone – พื้นที่กลางแจ้ง) ของโครงการที่พักอาศัยในกลุ่มเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เอสเตท ภายในไตรมาส 4 นี้”

 “จากความสำเร็จในการสร้างรากฐานที่มั่นคงของแบรนด์ Regalos – รีกาลอส ในประเทศไทย สำหรับแผนงานในอนาคต เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายในการเป็น Global Brand อย่างเต็มตัว จากนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับ Human Grade ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ ปัจจุบัน บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพระดับ Global Standard พร้อมวางแผนขยายตลาดไปยังประเทศจีน และ เวียดนาม รวมถึงการมองหาโอกาสสร้างการเติบโตไปยังประเทศอื่นๆ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้น้องหมาน้องแมวได้รับ ของขวัญที่ดีที่สุด พร้อมสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ Regalos – รีกาลอส ก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของพ่อแม่สัตว์เลี้ยงต่อไป” นายปริติ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นครอบครัวเดียวกับ Regalos – รีกาลอส สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Regalos Pet Food

พร้อมติดตามโฆษณา Regalos ได้ที่

YouTube: https://youtu.be/ixJpvBH1JiI

TIKTOK: https://www.tiktok.com/@regalospetfood

FACEBOOK: https://www.facebook.com/Regalospetfood

“ไวไว” เปิดตัว “ราเมนแป้งข้าวไม่มีกลูเตน” ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมจัดแคมเปญ Rice Ramen Festival เสิร์ฟ 3 เมนูใหม่สไตล์เอเชียที่ Quick Terrace ทุกสาขา

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “ไวไว” เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ราเมนแป้งข้าวไม่มีกลูเตน” ที่พัฒนาขึ้นจากแป้งข้าวคุณภาพสูงของไทย เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบท้องถิ่น และมองหาทางเลือกใหม่ในการรับประทานอาหารอย่างสร้างสรรค์

พร้อมกันนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เปิดตัวแคมเปญ “Rice Ramen Festival” นำเสนอ 3 เมนูใหม่จากเส้นราเมนแป้งข้าวในรูปแบบอาหารจานร้อนที่ร้าน Quick Terrace ทุกสาขา ระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2568 ได้แก่

  • ราเมนผัดผงกะหรี่ไก่ – เมนูรสจัดจ้านสไตล์ไทย หอมเครื่องเทศ กลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมเนื้อไก่นุ่ม
  • ราเมนหม่าล่าทั่ง – เผ็ดร้อนแบบต้นตำรับจีน มาพร้อมน้ำซุปร้อนเข้มข้น
  • ทงคตสึราเมน – น้ำซุปกระดูกหมูหอมละมุนสไตล์ญี่ปุ่น เส้นแป้งข้าวเหนียวนุ่ม เข้ากันอย่างลงตัว

โดยทั้ง 3 เมนู ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 80 – 85 บาท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการรับประทานราเมนจากวัตถุดิบที่คุ้นเคยอย่าง “ข้าว” ซึ่งถือเป็นหัวใจของวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทย

นายวิรกิตติ์ มิ่งโมฬี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และแนวความคิดผลิตภัณฑ์ เปิดเผยว่า    “การพัฒนาเส้นราเมนจากแป้งข้าวไม่ใช่เพียงแค่การตอบโจทย์ด้านสุขภาพหรือเทรนด์ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นให้มีคุณค่าและน่าสนใจยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการผสานรากวัฒนธรรมเข้ากับเมนูร่วมสมัยจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและแตกต่างให้กับทั้ง Quick Terrace และผลิตภัณฑ์ของไวไวในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ที่มองหาอาหารที่มีทั้งรสชาติ ความสะดวก และคุณค่าทางความคิด”

การเปิดตัวเมนูราเมนแป้งข้าวในครั้งนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายแนวคิด “บะหมี่เพื่อประสบการณ์” (Experience-Based Noodle) ที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความสร้างสรรค์ ความพิเศษในทุกคำที่รับประทาน และการเชื่อมโยงกับวิถีไทยในรูปแบบที่ทันสมัย เพื่อยกระดับแบรนด์จากธุรกิจในกลุ่ม FMCG สู่การเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทในตลาด Food Retail ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถทดลองเมนูพิเศษทั้ง 3 รายการได้แล้วที่ร้าน Quick Terrace ทุกสาขา
และสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ “ราเมนแป้งข้าวไม่มีกลูเตน” ได้ที่ Shopee: waiwai_officialshop
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Quick Terrace

“เมกาโฮม” รีเซ็ทเกมค้าปลีกสายช่าง ยกระดับประสบการณ์ช้อปเรื่องบ้าน-งานช่าง ผ่าน “Omni Channel” ไร้รอยต่อ สะดวกสบายทุกช่องทาง ตอบโจทย์ทุกงานช่าง สั่งของไว-ได้ของครบ-ถึงไซต์งานจริง ครบจบในคลิกเดียว

ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มช่างและผู้รับเหมา ที่ปกติคุ้นเคยกับการเดินเลือกซื้อสินค้าหน้าร้านเป็นหลัก ต่างหันมาพึ่งพาช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค้นหาสินค้าและบริการ เปรียบเทียบราคา ไปจนถึงสั่งซื้อและจัดส่งสินค้า “เมกาโฮม” จึงเดินหน้ายกระดับกลยุทธ์ Omni Channel เต็มรูปแบบ และเชื่อมประสบการณ์ช้อปแบบไร้รอยต่อ ทั้งหน้าร้าน ออนไลน์ หรือบริการแชท และจัดส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา ง่าย สะดวกสบายทุกช่องทาง รวดเร็ว ตอบโจทย์ทุกงานช่าง และตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

คุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ซึ่งบริหารกลุ่มธุรกิจของ “เมกาโฮม” กล่าวว่า ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มช่างและผู้รับเหมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายคนที่เคยเดินเลือกซื้อสินค้าที่หน้าร้าน ก็เปลี่ยนวิธีหันมาใช้แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ เพื่อเช็กสต๊อก เปรียบเทียบราคา และสั่งของล่วงหน้าก่อนมารับสินค้าที่หน้าร้าน เพื่อความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเรามองว่า นี่คือโอกาสสำคัญของเมกาโฮม ในการพัฒนากลยุทธ์ช่องทาง Omni Channel ให้ตอบโจทย์วิธีการทำงานของช่างและผู้รับเหมายุคใหม่ ไม่ใช่แค่เพิ่มช่องทางขาย แต่คือการออกแบบประสบการณ์ให้ทุกระบบทำงานร่วมกัน เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่หน้าร้าน แชท คอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าถึงหน้าไซต์งาน เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบาย ใช้งานง่าย และได้รับการบริการอย่างต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

เรามองว่า Omni Channel ที่ดี ไม่ใช่แค่การมีช่องทางที่เยอะขึ้น แต่ต้องเชื่อมโยงแต่ละช่องทางให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เมกาโฮมจึงมุ่งยกระดับ Omni Channel อย่างครบวงจร ตั้งแต่เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ พัฒนาทีมงานหน้าร้านให้สามารถดูแลลูกค้าได้ทั้งจากหน้าร้านสู่ออนไลน์ และจากออนไลน์กลับมาสู่หน้าร้าน ไปจนถึงการจัดการระบบหลังบ้านให้พร้อมบริการอย่าง Same-Day Delivery และดูแลหลังการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ที่สำคัญ สำหรับลูกค้ากลุ่มช่างและผู้รับเหมา เมกาโฮมยังออกแบบระบบช่องทางการใช้งานให้ตอบโจทย์การทำงานได้จริง ทั้งเรื่องความรวดเร็ว ที่ทันใช้หน้างาน ความยืดหยุ่นในการเลือกรับหรือจัดส่งสินค้าได้ในหลายจุด และระบบที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อมอบสิทธิประโยชน์หรือบริการที่ตรงตามความต้องการ ทำให้ทุกคำสั่งซื้อเป็นเรื่องง่าย ชัดเจน และครบจบในที่เดียว หรือจะพูดได้ว่า สะดวกสบายทุกช่องทาง ตอบโจทย์ทุกงานช่าง

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เป็นเพียงการยกระดับเฉพาะบริการสำหรับกลุ่มช่างหรือผู้รับเหมาเท่านั้น แต่ยังขยายทางเลือกใหม่ที่ไร้รอยต่อ สำหรับคนรักบ้าน เจ้าของโครงการ และผู้ประกอบการร้านค้า สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการเรื่องบ้านและงานช่างได้อย่างครบจบในที่เดียว ผ่านรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ไฮบริดสโตร์” กว่า 9 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่องทาง Omni Channel ที่เชื่อมต่อทุกการช้อปให้สะดวกสบายทุกช่องทาง ง่าย ได้ทุกที่ ทุกเวลา แค่ปลายนิ้ว ไม่ว่าจะเป็น

  • Chat Shop4You – ทักมาเราช้อปให้ เพียงเพิ่มเพื่อน LINE เมกาโฮม ก็สามารถพูดคุยกับผู้ช่วยช้อปส่วนตัวได้ทันที ทั้งแนะนำสินค้า ตรวจสอบสต็อก หรือสั่งซื้อได้ครบจบในแชทเดียว พร้อมดึงข้อมูลย้อนหลังได้ เพื่อความต่อเนื่องทุกคำสั่งซื้อ หรือผ่านเว็บไซต์ www.megahome.co.th ก็สะดวกไม่แพ้กัน
  • Click & Collect – ช้อปออนไลน์ รับได้ที่สาขา สั่งสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.megahome.co.th แล้วเลือกไปรับสินค้าที่สาขาใกล้บ้านได้ภายใน 1 ชั่วโมง ตอบโจทย์งานเร่งด่วน หรือหน้างานที่ต้องการใช้ทันที
  • Call Center 1347 – ช้อปง่าย แค่โทร มีบริการ 24 ชม. ไม่ว่าจะสั่งซื้อ สอบถามข้อมูล ติดตามสถานะคำสั่งซื้อ หรือเรียกใช้ช่างฉุกเฉิน เราพร้อมดูแลทุกเรื่องบ้านและงานช่าง แค่โทร…เมกาโฮมจัดให้
  • เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน – ช้อปที่เมกาโฮม และออนไลน์ ส่งได้ทุกที่ทั่วไทย รวบรวมสินค้าบ้านและงานช่างที่หลากหลายไว้อย่างครบครัน พร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เช่น สเปกสินค้า ราคาพิเศษ และข้อเสนอที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับช่างหรือผู้รับเหมา ที่ช่วยให้เลือกสินค้าได้เร็ว และคุ้มค่า
  • Same-Day Delivery – ซื้อวันนี้ ส่งวันนี้ สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ เช่น เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น หรือเครื่องซักผ้า หากชำระเงินก่อนเวลา 16.00 น. สามารถจัดส่งพร้อมติดตั้งภายในวันเดียวกันได้
  • Free Delivery – สินค้าพร้อมส่งฟรี เมื่อมียอดซื้อครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ให้บริการจัดส่งถึงที่ภายในรัศมี 40 กิโลเมตรจากสาขา สะดวก คุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

“เราตั้งใจมาตลอด ที่จะเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิดของช่างและคนรักบ้าน ที่สามารถพึ่งพาได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลือกสินค้า ไปจนถึงการใช้งานจริง เมกาโฮม มุ่งมั่นใส่ใจพัฒนา Omni Channel ให้ตอบโจทย์ลูกค้า ให้ทุกช่องทางใช้งานง่ายขึ้น เข้าถึงได้รวดเร็วขึ้น และเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเลือกซื้อผ่านช่องทางไหน ก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์เรื่องบ้านและงานช่างที่ครบถ้วน ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ” คุณวีรพันธ์ฯ เสริมทิ้งท้าย

#เมกาโฮมถูกจริง #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #เมกาโฮมศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #ครบเรื่องบ้านและงานช่าง #Homepropr

สื่อสารองค์กรมีไว้ทำไม? ในยุคที่ข่าวลวงคืออาวุธ

ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่ข้อมูลและข่าวลวงถูกใช้เป็นอาวุธทำลายความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ การดำรงอยู่ของหน่วยงาน “สื่อสารองค์กร” ของภาครัฐจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไป หากแต่เป็นแนวหน้าสำคัญในการปกป้องและนำพาประเทศชาติให้ก้าวผ่านความสับสนวุ่นวายไปได้อย่างมีทิศทาง

หลายคนอาจมองว่าหน่วยงานนี้มีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของภาครัฐ หรือเป็นเพียง “หน่วยงานสร้างภาพ” แต่ในความเป็นจริงแล้วบทบาทของหน่วยสื่อสารองค์กรนั้นลึกซึ้งและมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด เพราะเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับข่าวปลอม

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า ข่าวลวง (Fake News) และข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) กลายเป็นภัยคุกคาม เป็นบ่อนทำลายความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ หน่วยสื่อสารองค์กรของภาครัฐจึงทำหน้าที่เป็น “ป้อมปราการด่านแรก” ในการคัดกรอง ตรวจสอบ และชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงที เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของข่าวปลอม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

สะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน

การสื่อสารที่ดีเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงภาครัฐและประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน หน่วยสื่อสารองค์กรคือผู้ส่งสารที่ทำหน้าที่เปลี่ยนนโยบายที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ โครงการดีๆ และมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐอย่างทั่วถึง และยังเป็นผู้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขการทำงานของภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

สร้างความเชื่อมั่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ โรคระบาด หรือความขัดแย้งต่างๆ การสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และมีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หน่วยงานสื่อสารองค์กรทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ช่วยลดความตื่นตระหนก และประสานงานให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างเป็นหนึ่งเดียว

ในห้วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การสื่อสารองค์กรของภาครัฐจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นภารกิจสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความจริง ความเข้าใจ และความเชื่อมั่น เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและมีทิศทาง

เมื่อเวทีมีการตั้งคำถาม

ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ก็คงเป็นคำถามในมิติของ Hard Power ดังนั้นถ้ามิติของ Soft power เราก็ต้องลองตั้งคำถามคู่ขนานกันไปเหมือนกันว่า แล้ว “สื่อสารองค์กร มีไว้ทำไม?”

#############

บทความโดย

น.ส. วีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร กรรมการ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร

กรรมการ คณะทำงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

อนุกรรมการ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ และสื่อสารองค์กร สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

กรรมการ

หลักสูตรพัฒนาผู้ผลิตรายการสําหรับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)

พาณิชย์ – DITP จัดใหญ่ “BIDC 2025” ยกระดับเวทีไทยสู่ระดับโลก! ขยายสเกลงานใหญ่ที่สุดครั้งประวัติศาสตร์ ดึงยักษ์ใหญ่ดิจิทัลคอนเทนต์ร่วมเจรจาธุรกิจข้ามชาติ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ผลักดันงาน Bangkok International Digital Content Festival 2025 (BIDC 2025) ครั้งที่ 12 สู่เวทีการค้าระดับนานาชาติ
โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยแบบครบวงจร พร้อมตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล
คอนเทนต์ในภูมิภาคเอเชีย  โดยมุ่ง “ยกระดับ” จากงานเทศกาลสู่ “
Thailand: Asia’s Digital Content Destination” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเปิดเวทีเจรจาการค้ากับคู่ค้าทั่วโลก เดินหน้าผลักดันประเทศไทย
สู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ของเอเชีย สอดรับนโยบาย
Soft Power ของรัฐบาล ในปีนี้มีผู้ประกอบการ
ทั้งไทยและต่างประเทศตอบรับเข้าร่วมกว่า 1
50 บริษัท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัล
คอนเทนต์ไทยในระดับสากล

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “Bangkok International Digital Content Festival 2025 หรือ BIDC 2025 ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล
คอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชีย งานดังกล่าวมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมแอนิเมชัน เกม คาแรคเตอร์ และอีเลิร์นนิง ให้มีเวทีในการเจรจาการค้า สร้างเครือข่าย และขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก
ผ่านกิจกรรมหลัก คือ การเจรจาการค้า (Business Matching) และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Networking)

สำหรับปีนี้ BIDC 2025 กลับมายิ่งใหญ่กว่าทุกปีด้วยการปรับโฉมครั้งใหญ่ สู่การเป็น “Thailand: Asia’s Digital Content Destination” โดยขยายสเกลงานอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านพื้นที่จัดงาน กิจกรรม และจำนวนผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับรูปแบบงานให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “Connect – Create – Complete” ที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของภูมิภาคเอเชีย ผ่านการเชื่อมโยงตลาด สร้างสรรค์คอนเทนต์ และต่อยอดผลงานให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล โดยมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2025 ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน ชั้น 5

ปีนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผนึกกำลังกับ 5 สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย เชิญผู้ประกอบการจากต่างประเทศกว่า 60 บริษัท จาก 12 ตลาดเป้าหมายทั่วโลก ได่แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน ฝรั่งเศส ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลี เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และสหราชอาณาจักร เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยจำนวน 87 บริษัท โดยตั้งเป้าจับคู่เจรจาการค้ากว่า 550 คู่ คาดการณ์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 950 ล้านบาท งานนี้ยังได้รับความสนใจจากบริษัทระดับโลกมากมายที่ตอบรับเข้าร่วม อาทิ IMG Licensing (สิงคโปร์) Kenelephant (ญี่ปุ่น) Kotobuki Solution (ญี่ปุ่น) Light (ฝรั่งเศส) Marza Animation Planet (ญี่ปุ่น) OLM Digital (ญี่ปุ่น) Sacrebleu Productions (ฝรั่งเศส) The Pinkfong Company (เกาหลีใต้) Virtuos (สิงคโปร์) Warner Bros. Discovery (สิงคโปร์) Wildbrain CPLG (สหราชอาณาจักร) เป็นต้น   

DITP ได้รับความร่วมมือกับพันธมิตรหลักทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยหน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT), สมาคมอีเลิร์นนิ่งแห่งประเทศไทย (e-LAT), สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA), สมาคม Bangkok ACM SIGGRAPH (BASA) และสมาคมผู้ประกอบการ
แอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย (TACGA) ทำให้งาน BIDC 2025 เตรียมเปิดประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมที่ช่วยยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยอย่างรอบด้าน

นอกจากการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) และกิจกรรมสร้างเครือข่าย (Business Networking) ตลอด 2 วันเต็มแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ (Showcase) ซึ่งเปิดโอกาสให้สตูดิโอไทยได้นำเสนอผลงานและบริการต่อผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ สัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก งานประกาศรางวัล BIDC Awards ประจำปี 2025 เพื่อยกย่องผลงานสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทยที่มีความโดดเด่นตลอดปีที่ผ่านมา รวมถึง กิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching) และการฉายภาพยนตร์แอนิเมชัน (Screening) ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมได้อย่างใกล้ชิด
เพื่อสร้างประสบการณ์และเปิดมุมมองใหม่ในวงการดิจิทัลคอนเทนต์ไทย

ปีนี้ยังได้ขยายความร่วมมือสู่ระดับนานาชาติ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากต่างประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เข้าร่วม อาทิ TAICCA (Taiwan Creative Content Agency), MDEC (Malaysia Digital Economy Corporation), สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, สถาบันส่งเสริมวัฒนธรรมฝรั่งเศสประจำประเทศเวียดนาม (Institut Français du Vietnam) และสมาคม FranceVFX”

“BIDC 2025 ยังถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ที่มุ่งผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยใช้อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ของเอเชีย” อย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวสุนันทา กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดงานได้ที่

https://www.facebook.com/bidc.fest

สตาร์มาร์ค ยกขบวนโซลูชัน “แต่งบ้านทั้งหลังให้เป็นคุณ” นำเทรนด์ดีไซน์ใหม่ อวดโฉมในงาน “บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2025”

สตาร์มาร์ค ผู้นำด้านการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน เดินหน้าตอกย้ำแบรนด์หัวแถวที่ลูกค้าไว้วางใจจากแนวคิด PERSONALIZED INTERIOR SOLUTIONS แต่งบ้านทั้งหลังให้เป็นคุณ ร่วมงาน “บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2025” ปล่อยนวัตกรรมรุกตลาดพรีเมียมในไอเดียสร้างเทรนด์ Stylish Functional and Sustainable Furniture แต่งบ้านปลอดภัย ปราศจากสารพิษและสารก่อภูมิแพ้ คัดสรรวัสดุคุณภาพสูง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เปิดตัวดีไซน์ใหม่พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ตัวตนและไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบ ในระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม 2568 ณ ไบเทคบางนา

นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด กล่าวว่า สตาร์มาร์ค เป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์บิลท์อินมากว่า 43 ปี จนสร้างความไว้วางใจจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ บ้านเดี่ยว คอนโด และโรงแรมระดับไฮเอนด์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยการทำงานในคอนเซ็ปต์ “PERSONALIZED INTERIOR SOLUTIONS” หรือ “แต่งบ้านทั้งหลังให้เป็นคุณ” ที่มุ่งออกแบบพื้นที่ให้สะท้อนทั้งตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยอย่างลงตัว

โดยในปี 2568 นี้ สตาร์มาร์ค จะตอกย้ำความเป็นแบรนด์ชั้นนำ ด้วยการอวดโฉม Infinite Kitchen Design ชุดครัวสไตล์โมเดิร์น รุ่น ARLANDO (ออแลนโด้) ดีไซน์เหนือระดับและเรียบหรู สไตล์การออกแบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากทางสตาร์มาร์ค ผสานความเรียบง่ายและความล้ำสมัยเข้าด้วยกัน จุดเด่นคือ Island ครัวยาว 3 เมตร ปิดผิวลามิเนตลายไม้ Umber Oregon Teak ที่เซาะร่อง เผยให้เห็นแกนไม้สีดำ และตู้กระจกใสสีชาทองรอบตัวเพิ่มความโปร่งโล่ง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาทิ  Automatic Power Plug และ Wireless Charger ที่ฝังบนเคาน์เตอร์ท้อปหินควอทซ์ที่ดูแลรักษาง่าย ทนต่อรอยขีดข่วน หน้าบานผลิตด้วยกระจกซาตินพ่นทราย คลุมด้วยโทนสี Copper Gold และ Dark Beige ที่เพิ่มความหรูหราให้ครัวอย่างล้ำลึก

อีกทั้งยังมีไฮไลต์ที่ตอบโจทย์คนรักห้องแต่งตัว ด้วย Interior Closet System จากสตาร์มาร์ค ที่ออกแบบด้วยโทนสีครีมและน้ำตาล ใช้วัสดุพรีเมียม เช่น หน้าบานกระจกลายผ้าไหมเคลือบนิรภัย น้ำหนักเบา บาง แต่มีความแข็งแรงปลอดภัย พร้อมกรอบอลูมิเนียมลายไม้เทคโนโลยี Anodizing ทนทานสนิมและปลวก เสริมด้วยฟังก์ชัน Drawer Safe ลิ้นชักตู้เซฟที่กลมกลืนกับตู้เสื้อผ้า, ระบบไฟ LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ และ Closet Island ที่ตอบโจทย์การจัดเก็บเครื่องประดับอย่างเป็นระเบียบ

สตาร์มาร์ค ยังได้เสริมความครบครันที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเฟอร์นิเจอร์ ห้องทำงาน (Works Space) ออกแบบโดยคำนึงถึงบรรยากาศการทำงานที่สะดวกสบายและช่วยสร้างแรงบันดาลใจ โดยใช้ดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูมีระดับในโทนสีสุขุม ชั้นวางด้านหลังปิดผิวด้วยวัสดุ PET – Eco Surfaces สีครีม ที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้ โลหะหนัก และชุดโต๊ะทำงานผลิตจากไม้ MFC เกรด E0 ปราศจากฟอร์มัลดีไฮด์ กันชื้น แข็งแรง และปลอดภัยต่อสุขภาพ ควบคู่กับเก้าอี้ทำงาน Ergonomic ที่ช่วยรองรับสรีระและเพิ่มความสบายในทุกอิริยาบถ ตอบโจทย์การทำงานในบ้านและออฟฟิศอย่างสมบูรณ์

นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แล้ว สตาร์มาร์คคำนึงเรื่องของประโยชน์ใช้สอยที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่(Stylish Functional and Sustainable Furniture) ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียมสร้างเทรนด์แต่งบ้านปลอดภัย ปราศจากสารพิษและสารก่อภูมิแพ้ ในงาน “บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2025” ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มาใช้ควบคู่กับการออกแบบที่ดูดีมีสไตล์ เช่น ไม้ E1 ที่มีค่าฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำ ปลอดสารก่อมะเร็ง ไม่มีกลิ่นหรือสารระเหยตกค้าง และPET-ECO Surfaces วัสดุปิดผิวรีไซเคิลได้ ปราศจากโลหะหนักและฟอร์มัลดีไฮด์ พร้อมคุณสมบัติแอนตี้แบคทีเรีย ช่วยลดมลพิษในบ้านได้อย่างยั่งยืน

รวมถึงนวัตกรรม Interior Film ฟิล์มลามิเนตจากเกาหลีที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโรงพยาบาลและโรงเรียน เหมาะสำหรับรีโนเวทเฟอร์นิเจอร์และผนัง ใช้ได้กับพื้นผิวเรียบหรือโค้งเกือบทุกประเภท ติดตั้งง่าย รวดเร็ว ไร้กลิ่น ไร้ฝุ่น มีลวดลายหลากหลายให้เลือกทั้งสีพื้น ลายไม้ ลายหิน ลายผ้า และสีเมทัลลิค รวมถึงผนังสำเร็จรูปหลายแบบ พร้อมรองรับมาตรฐานด้วยสัญลักษณ์ Eco LABEL ยืนยันความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทีม Interior Consultant ให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบจนถึงการจัดวางพื้นที่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ทุกประเภท ทั้งชุดครัว ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ โถงต้อนรับ ตู้รองเท้า ตู้โชว์กระเป๋า ห้องทำงาน และเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เพื่อโซลูชันการตกแต่งบ้านที่ครบถ้วนและลงตัว

พบกับไอเดียแต่งบ้านทั้งหลังที่เป็นคุณ ด้วยหลากหลายนวัตกรรมจากสตาร์มาร์ค ที่งาน “บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2025” บูท STARMARK K78-82 และ K99-103 เสาที่ 11 ฮอลล์ 103 ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม 2568 ณ ไบเทคบางนา พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในงาน รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.starmark.co.th หรือ Facebook:starmarkinterior โทร. 02-102-2629