ปังไม่หยุด! ซูเลียนคว้ารางวัลใหญ่ “TDSA AWARD 2025”

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจากเวทีระดับประเทศ ในฐานะผู้นำองค์กรที่ส่งเสริมจรรยาบรรณธุรกิจขายตรงไทย อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

 บรรยากาศงาน “TDSA AWARD 2025” ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ โดยสมาคมการขายตรงไทยจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจและผู้นำที่เป็นแบบอย่างของความโปร่งใส ยุติธรรม และมีคุณธรรมในโลกธุรกิจ ซึ่งปีนี้ ดร.ปิยะวัฒน์ ได้รับเลือกให้ขึ้นเวทีรับโล่เกียรติยศจากประธานในพิธี ท่ามกลางเสียงปรบมือและการชื่นชมจากทั้งวงการ

 ไม่เพียงแค่รางวัล… แต่คือ “หลักฐานแห่งแรงศรัทธา” ที่สื่อถึงการบริหารด้วยใจ การพาทีมงานเติบโตด้วยแนวทางที่ยั่งยืน และสร้างเครือข่ายนักธุรกิจที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ผมเชื่อในพลังของคน… เมื่อคนได้รับโอกาสที่ถูกต้อง มีระบบที่ดี และมีความหวัง ทุกคนสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงแค่ของผมคนเดียว แต่มันคือชัยชนะของทุกคนในครอบครัวซูเลียน ที่ไม่เคยยอมแพ้และเชื่อมั่นในความดีงามของธุรกิจขายตรง”

ตลอดเส้นทางกว่า 28 ปี ซูเลียนไม่เคยหยุดพัฒนา ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การสร้างอาชีพ และการทำธุรกิจด้วยจรรยาบรรณ โดยยึดหลัก “ความยั่งยืน” และ “การให้” เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจอิสระ และชุมชนทั่วประเทศ

 ความสำเร็จในวันนี้จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด… แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของ “ผู้นำที่มีหัวใจเพื่อผู้คน” และขององค์กรที่ไม่หยุดส่งต่อโอกาสให้สังคม

Finn School จับมือ University of Leicester มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักรการันตีโอกาสให้นักเรียนไทยเรียนต่อปริญญาตรีปีสุดท้าย ในระบบ Top-up Degree

นายกวิน พันธ์ประสิทธิเวช กรรมการผู้จัดการสถาบัน Finn (ฟินน์) พร้อมด้วย ดร. ปริญญ์ ศุกรีเขตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ร่วมลงนามความร่วมมือกับศาสตราจารย์นิชาน คานาการาชาห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ มหาวิทยาลัยเก่าแก่ชื่อดังและเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักศึกษาไทยที่ต้องการศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยที่ Finn คือทางลัดสู่การจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ภายในเวลาเพียง 3 ปี โดยใช้ระบบการเรียนแบบ 2+1 นักเรียนจะเรียน 2 ปีแรกในไทยกับหลักสูตรระดับสากล UK Level 4 & Level 5 Diploma และเลือกเรียนปริญญาตรีปีสุดท้าย (Top-up Degree) อีก 1 ปีกับมหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์ที่การันตีการเข้าเรียนต่อกว่า 27 แห่งในอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งจบแล้วได้รับวุฒิปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยนั้นโดยตรง ในการจับมือครั้งนี้มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยและพันธมิตรเข้าร่วมมากมาย อาทิ อธิการบดี University of Leicester, Deputy Head of the College of Business, Director of Public Affairs และตัวแทนจากสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่มีบทบาทร่วมผลักดันหลักสูตรร่วมกัน นอกจากนี้ สถาบัน Finn
ยังมีความร่วมมือกว่าอีก 26 มหาวิทยาลัย นำโดย Swansea University มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ Top 83 ของโลก และ Top 10 ของสหราชอาณาจักรในสาขาบริหารธุรกิจ, Bournemouth University, Coventry University, University of Portsmouth และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ อีกมากมาย ณ สถาบัน Finn เมื่อเร็วๆนี้

“หัวใจแตกสลาย… จากการสูญเสียหลังเหตุการณ์ความรุนแรง” สู่โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) บาดแผลใจที่ไม่อาจมองข้าม

บางครั้ง…สิ่งที่หลงเหลือจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์รุนแรงอาจไม่ใช่แค่ซากปรักหักพัง หรือรอยแผลภายนอก แต่คือรอยร้าวลึกในจิตใจของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ต้องพรากไปคือ “คนที่เรารักที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ คู่ชีวิต ลูก หรือเพื่อนสนิท การจากลาอย่างกะทันหันท่ามกลางเหตุการณ์อันสั่นสะเทือนจิตใจ อาจกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ไม่สามารถสมานได้ด้วยเวลา และทำให้ผู้ที่ยังอยู่ ตกอยู่ในภาวะ “โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ” หรือ PTSD โดยไม่รู้ตัว

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า PTSD โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนรุนแรงทั้งทางกายและใจ เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกคุกคาม หรือแม้แต่การได้เห็นเหตุการณ์อันโหดร้าย รวมถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเหตุการณ์เหล่านั้น อาการของโรคมักไม่แสดงทันที แต่อาจค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังเหตุการณ์ หรืออาจนานเป็นปี โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ (Flashbacks) ฝันร้าย หวาดกลัว ระแวง หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด ความสิ้นหวัง การนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรบกวนชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง กระทบทั้งความสัมพันธ์ การงาน และการเข้าสังคม

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้คือ อาการของ PTSD มีรากมาจากระบบประสาทของร่างกายที่ถูกรบกวน โดยเมื่อเผชิญเหตุรุนแรง สมองจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้ร่างกายตื่นตัวต่อภัยอันตราย และลดการทำงานของระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ที่มีหน้าที่ฟื้นฟูและผ่อนคลาย เมื่อระบบตื่นภัยทำงานหนักเกินไปต่อเนื่อง สมองและร่างกายจะอยู่ในสภาวะเครียดตลอดเวลา หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ กล้ามเนื้อเกร็ง สมองไม่สามารถกลับสู่ภาวะสมดุล ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตใจเรื้อรังตามมา

กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น สูญเสียคนใกล้ชิด ได้เห็นภาพความรุนแรงซ้ำ ๆ หรือมีความไวต่อความเครียดสูงเป็นทุนเดิม หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โรคนี้อาจลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้า หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติด หรือการเก็บตัวแยกจากสังคมอย่างรุนแรง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อมูลต่อว่า แม้โรคนี้จะดูซับซ้อน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการสามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ โดยเริ่มจากการดูแลตนเองในระดับเบื้องต้น เช่น การฝึกหายใจลึกและช้า (Breathing Exercise)      ที่ช่วยให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย การจดบันทึกความรู้สึกเพื่อเข้าใจและปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจ การฝึกสมาธิหรืออยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness) ที่ช่วยให้เราค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต รวมถึงการหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนที่กระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น กิจกรรมอย่างศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด ออกกำลังกายเบา ๆ หรือการได้ทำงานอาสาและใช้เวลาอยู่กับผู้คนที่ปลอดภัย ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ใจกลับมาแข็งแรงทีละน้อย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าปล่อยให้ตัวเองหรือคนที่คุณรักต้องเผชิญกับภาวะนี้ตามลำพัง” หากรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง หรือมีอาการที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพราะการได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อทิ้งท้ายว่า “สุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันตัวเอง หมั่นสังเกตอารมณ์ ยอมรับความรู้สึก และฝึกมีสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ การฝึกสติไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิด เปรียบเสมือนเรียนรู้วิธีว่ายน้ำก่อนจะตกน้ำ หากเราเตรียมใจให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่มีอะไรทำให้เราจมลงไปกับความเศร้าได้ง่าย ๆ อีกต่อไป”

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังอยู่ในภาวะยากลำบากจากการสูญเสีย หรือรู้สึกใจไม่ไหว อย่ารอให้สายไป สามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพจิต สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1270 หรือ Website: www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital และ Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก มาร่วม “โอบกอดสุขภาพดีไปด้วยกัน” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

สคส. เรียกสอบ “ร้านมือถือชื่อดัง” ปมพนักงานลักลอบแชร์ภาพลูกค้าใน Telegram

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เรียกผู้บริหารจากบริษัทมือถือชื่อดังเข้าชี้แจง หลังเกิดเหตุพนักงานแอบลักลอบนำภาพข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ส่งต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง พร้อมสั่งตรวจสอบมาตรการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมาย PDPA อย่างเข้มงวด

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เปิดเผยว่า ทาง สคส. ได้มีคำสั่งเรียกบริษัทมือถือชื่อดังเข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง และติดตามแนวทางการรับมือเหตุละเมิดข้อมูลในครั้งนี้ แม้ว่าบริษัทจะรายงานเหตุการละเมิดยัง สคส. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ยังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ ทำให้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอให้บริษัทจัดส่งเอกสารหลักฐานใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. รายงานการประเมินความเสี่ยงและมาตรการป้องกันซ้ำรอย – โดยเฉพาะการตรวจสอบภายในและมาตรการเชิงองค์กรในการกำกับดูแลพนักงาน
  2. ผลการสอบสวนพนักงานที่เกี่ยวข้อง – ซึ่งในเบื้องต้นพบว่ามีพนักงานเกี่ยวข้องในกลุ่ม Telegram อย่างน้อย 6 ราย
  3. แนวทางขยายผลทางกฎหมาย – โดยเฉพาะการดำเนินคดีตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) หากพบการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลในการทำผิดทางอาญา
  4. แนวทางการเยียวยาผู้เสียหาย – ทั้งในแง่จิตใจ ความเสียหายจากการรั่วไหล และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อแบรนด์

“ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การละเมิดโดยผู้มีหน้าที่เก็บรักษา ถือเป็นความผิดร้ายแรงต่อความมั่นคงของระบบดิจิทัลไทย”– พ.ต.อ. สุรพงศ์ กล่าว และกล่าวต่อไปว่า สคส. ขอย้ำว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปเพื่อ ยกระดับมาตรการเชิงรุก ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และเสริมความมั่นใจให้ประชาชนว่า ข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการปกป้องอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในมือของหน่วยงานรัฐหรือเอกชน

หากพบเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โทร. 02-111-8800 หรืออีเมล: saraban@pdpc.or.th

ซูเลียน จัดใหญ่ !! ต้อนรับสุดยอดนักธุรกิจแห่งปี “บินตรงสู่ซูเลียนด้วยเฮลิคอปเตอร์” พร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก “แนนซี่ ท็อปไลน์” สร้างความประทับใจเหนือความคาดหมาย

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยการจัดงานต้อนรับนักธุรกิจดีเด่นแห่งปี 2567 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 9–10 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่ซูเลียน ภายใต้แคมเปญ “บินตรงสู่ซูเลียน ด้วยเฮลิคอปเตอร์” เพื่อแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติ Distributor of the Year 2024 อย่างสมเกียรติ โดยได้จัดการต้อนรับระดับ VVIP ผ่านเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว บินตรงสู่ใจกลางซูเลียน ท่ามกลางบรรยากาศเปี่ยมพลัง และเสียงปรบมือต้อนรับจากทีมงานและนักธุรกิจจากทั่วประเทศอย่างอบอุ่นและน่าประทับใจ

ภายในงานยังอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจ หนึ่งในช่วงไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ได้แก่ การเสวนา Q&A ไขเคล็ดลับสุขภาพ โดย CDM ทันตแพทย์ยงเกียรติ พฤฒิวรกุลชัย ผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำไปปรับใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสำเร็จ ซูเลียนยังได้จัดมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “แนนซี่ ท็อปไลน์” มาร่วมสร้างสีสันบนเวที ด้วยการแสดงที่ทรงพลังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคักตลอดช่วงเวลา สะกดทุกสายตาและเรียกเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขอแสดงความยินดีกับนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นทางการ และยืนยันเจตนารมณ์ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และเดินหน้าเป็นผู้นำในธุรกิจสุขภาพและความงามทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค

สคส. สั่งเดินหน้า มอบสื่อสารองค์กรลุยจับมือพันธมิตรผ่านสื่อทั่วเมืองมุ่งเตือนสติประชาชนก่อนให้ข้อมูลเกินความจำเป็น

ปัจจุบัน อาชญากรรมออนไลน์มาในทุกรูปแบบ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรง และสร้างผลกระทบตลอดจนความเสียหายมาสู่พี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC  ขยายบทบาทป้องกันเชิงรุก เดินหน้าร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรหลายภาคส่วน รณรงค์ผ่านสื่อนอกบ้าน (Out of Home)  เพื่อเตือนสติให้ทุกคนระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น  มุ่งสู่การลดอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เผยว่า จากสถานการณ์อาชญากรรมทางออนไลน์ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน จึงผลักดันให้ ฝ่ายสื่อสารองค์กร เร่งเตือนสติประชาชนให้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง นอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ โดยการรณรงค์ผ่านสื่อนอกบ้าน (Out of Home)  ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางเชิงรุกที่ช่วยให้

ประชาชนสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้ทันเวลา ด้วยปัจจุบันสื่อดังกล่าว เป็นสื่อที่เดียวในบรรดาสื่อดั้งเดิมทั้งหมดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรก 2568 มีมูลค่าประมาณ 7,041 ล้านบาท  ซึ่งการเติบโตของสื่อ Out of Home ประเภท Outdoor มีจุดเด่นของจอดิจิทัลคือสามารถเปลี่ยนเนื้อหาได้หลากหลาย เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย และนำเสนอคอนเทนต์ตามช่วงเวลาได้

โดย สคส. ได้เดินหน้าขยายบทบาทการทำงานในเชิงรุก ผ่านความร่วมมือกับ กรุงเทพมหานครฯ สมาคมธนาคารไทย ไปรษณีย์ไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านสื่อ Out of Home ซึ่งเป็นช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัวในการป้องกันการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการถูกหลอกลวงจากอาชญากรรมทางออนไลน์

.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าวย้ำต่อไปว่า การจับมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนเป็นอย่างดี สามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้มากกว่า 43 ล้านบาทต่อปี  โดย สคส. ต้องการเตือนสติให้กับประชาชนได้ระมัดระวังในเรื่องการให้ข้อมูลส่วนบุคคล เน้นการรณรงค์ที่เข้าใจง่ายและสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ดีในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเตือนสติขณะทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM เพื่อให้ประชาชนมีสติก่อนการทำธุรกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการโอนเงิน หรือที่บริเวณตอม่อ รถไฟฟ้า และป้ายรถเมล์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนสามารถพบเห็นได้โดยง่าย รวมถึงการเร่งดำเนินการติดตั้งข้อความสำคัญในสื่อรูปแบบอื่น ๆ ทั้งป้ายประกาศ, จอภาพ LED เป็นต้น

สคส. ตั้งใจให้การสื่อสารเชิงรุกครั้งนี้เป็นมากกว่าการรณรงค์ทั่วไป แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการส่งสารเตือนสติสั้น ๆ ที่เพียงพอจะหยุดยั้งการสูญเสียด้านทรัพย์สินและการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างทันท่วงที  ขณะเดียวกันยังเชื่อมั่นว่าหากสังคมช่วยกันระมัดระวังและพูดเตือนกันอย่างต่อเนื่อง จะเป็นวิธีหนึ่งในการลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่หมุดหมายของการลดข้อมูลรั่วไหลเป็น “0” ได้ในที่สุด

หากพบเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โทร. 02-111-8800 หรืออีเมล: saraban@pdpc.or.th

Finn School Partners with Swansea University and University of LeicesterTwo Leading UK Universities Open Global Education Pathways for Thai Students

Finn School (Finn) has officially signed partnership agreements with Swansea University and the University of Leicester, two of the United Kingdom’s top-ranked institutions, to secure clear pathways for Thai students to complete their final undergraduate year through an internationally recognized Top-up Degree system. This initiative removes limitations of traditional education systems and reduces overall costs, empowering Thai students to confidently earn their degrees from world-class universities.

Mr. Kawin Panprasittiwech Managing Director and Founder of Finn School of Business and Tourism, stated that Finn offers a fast-track route for Thai students to obtain a bachelor’s degree from leading universities in the UK and Switzerland within just three years. Under its 2+1 system, students complete Years 1 and 2 in Thailand with UK Level 4 & Level 5 Diplomas, then progress to their final year at one of over 27 partner universities abroad. Graduates receive their bachelor’s degree directly from the partner university.

This system enables Thai students to overcome barriers in the local education framework and significantly reduce costs compared to completing a full degree overseas. Students simply need to complete their studies at Finn with a “Pass” grade and an IELTS Overall Band of 6.0 to be eligible to progress to leading international universities in fields such as Business Administration and Hospitality & Tourism Management.

Founded in 2014, Finn’s vision is to elevate Thai students onto the world stage by delivering education that meets global standards through Ofqual-accredited curricula, taught by experienced faculty members with strong industry backgrounds. Today, Finn serves about 130 active students and has produced over 500 alumni in more than 11 years of operation—making it Thailand’s largest UK 2+1 pathway provider, with two campuses located in Bangkok and Phuket.

Mr. Kawin further emphasized Finn’s student-first commitment: “At Finn, students choose their university, not the other way around. We guarantee final-year placement with 27 partner universities from the moment students enroll, because we understand how important their future is to their families. Every step is clear from day one—we walk alongside our students through to graduation, and many even stay with us for guidance through master’s and doctoral studies, including tailored career guidance and job application strategies—both in Thailand and abroad.

In its mission to expand global education opportunities for Thai youth, Finn continues to build new international networks. This year, Finn signed new Memoranda of Understanding (MOUs) with two more leading UK universities:

  • Swansea University – Swansea University appears in the world’s Top 83 and the UK’s Top 10 for Business and Management (QS World University Rankings 2025) — on par with King’s College London.

  • University of Leicester – a high-ranking university with a long-standing reputation that has long been a top destination for Thai students seeking postgraduate study. Through this newly signed MOU, Finn is now able to guarantee undergraduate entry into the University of Leicester — marking a significant milestone in expanding higher education opportunities for students from Thailand.

Dr. Prinn Sukriket Academic Director and Founder, Finn School of Business and Tourism, highlighted the challenge behind this achievement: “Leicester and Swansea are top-tier UK universities that have never run a Top-up Degree program with any Thai institution before. The negotiations were rigorous and lengthy. Both universities conducted comprehensive assessments of Finn’s curriculum, faculty quality, classroom standards, teaching systems, and alumni outcomes. The British Embassy in Thailand also collaborated in this vetting process to ensure Finn met international requirements.”

“We are proud to have passed this strict scrutiny and built this trust. It represents a vital step forward for Thai students to access global degrees without wasting extra time or money on redundant study. It is proof that Finn’s quality is real, tangible, and internationally credible,”  Dr. Prinn concluded.

The signing ceremony between Finn and the University of Leicester was attended by several key representatives, including Professor Nishan Canagarajah, President and Vice-Chancellor of the University of Leicester; Professor James Fitchett, Deputy Head of the College of Business; and    Mr. Paul Angrave, Director of Public Affairs — all from the University of Leicester. Also in attendance was Ms. Nantamas Chatraporn, Trade Manager for Education & Health at the British Embassy Bangkok, a key Thai education partner working closely with Finn to advance this collaborative program.

Many Finn students have confirmed that the program provides a strong foundation in English and academic skills, with dedicated support teams guiding them from enrollment through to university placement abroad. Students share that studying in a challenging yet engaging environment alongside diverse classmates broadens their business perspectives. “What impressed me most was the structured advice on choosing my final university, which boosted my confidence and set me up for future success.”

Finn School จับมือ Swansea University – University of Leicester สองมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเส้นทางใหม่นักเรียนไทยสู่การศึกษาระดับโลก

สถาบัน Finn (ฟินน์) ลงนามความร่วมมือกับ Swansea University และ University of Leicester สองมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร การันตีโอกาสให้นักเรียนไทยเรียนต่อปริญญาตรีปีสุดท้าย ในระบบ Top-up Degree ด้วยมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล ลดข้อจำกัดด้านระบบการศึกษาและต้นทุน พร้อมสนับสนุนนักเรียนไทยให้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับโลกได้อย่างมั่นใจ

            นายกวิน พันธ์ประสิทธิเวช กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งสถาบัน Finn เปิดเผยว่าสถาบัน Finn หรือ Finn School of Business and Tourism คือทางลัดสู่การจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ภายในเวลาเพียง 3 ปี โดยใช้ระบบการเรียนแบบ 2+1 นักเรียนจะเรียนปีที่ 1 และ 2 ที่ประเทศไทย กับหลักสูตรระดับสากล UK Level 4 & Level 5 Diploma และเลือกไปเรียนต่อปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์กว่า 27 แห่งในต่างประเทศ ซึ่งจบแล้วได้รับวุฒิปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยนั้นโดยตรง

ระบบนี้ช่วยให้นักเรียนไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบการศึกษาเดิมที่จบมา และช่วยลดภาระต้นทุนกว่าการเรียนเต็มหลักสูตรในต่างประเทศ เพียงแค่เรียนที่ Finn และได้ผลการเรียนระดับ “Pass” พร้อมคะแนน IELTS Overall 6.0 ก็สามารถต่อยอดสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกได้ทันทีครอบคลุมทุกสาขาในด้านบริหารธุกิจ และสาขาบริหารธุรกิจการโรงแรมและท่องเที่ยว

            Finn ก่อตั้งในปี 2557 ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะพาเด็กไทยก้าวสู่ระบบการศึกษาระดับโลก โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนที่เทียบเท่ามาตรฐานสากลผ่านหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก Ofqual หน่วยงานกำกับคุณวุฒิของรัฐบาลอังกฤษ สอนโดยอาจารย์ผู้มากประสบการณ์จากแวดวงธุรกิจจริง ปัจจุบัน Finn มีนักเรียนราว 130 คน และศิษย์เก่ากว่า 500 คนในรอบกว่า 11 ปีของการดำเนินงาน ถือเป็นสถาบันการศึกษาไทยที่มีนักเรียนมากที่สุดในระบบ UK 2+1 โดย Finn ได้เปิดการสอนทั้งหมด 2 แคมปัส ได้แก่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต

นายกวิน ยังเสริมถึงความมุ่งมั่นของสถาบันอีกว่า “ที่ Finn นักเรียนเป็นผู้เลือกมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยเลือกนักเรียน เราจึงการันตีการเข้าเรียนต่อปริญญาตรีปีสุดท้ายกับ 27 มหาวิทยาลัยให้นักเรียนตั้งแต่วันที่มาสมัครเรียน เพราะเรารู้ว่าอนาคตของนักเรียนคือสิ่งที่ทุกครอบครัวให้ความสำคัญ สถาบัน Finn จึงออกแบบทุกขั้นตอนให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่นักเรียนเริ่มเรียน ร่วมเดินไปกับนักเรียนจนถึงวันสำเร็จการศึกษา และมีหลายๆเคสที่นักเรียนยังให้ Finn ดูแลต่อจนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเทคนิคในการสมัครงาน ทั้งในไทยและต่างประเทศให้กับนักเรียนอีกด้วย

เพื่อต่อยอดความตั้งใจในการยกระดับโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย Finn ได้เดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ Finn ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับอีกสองมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร คือ

  • Swansea University – มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ Top 83 ของโลก และ Top 10 ของสหราชอาณาจักร ในสาขาบริหารธุรกิจ (จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2025) ซึ่งอยู่ในอันดับเดียวกับ King’s College London
  • University of Leicester – มหาวิทยาลัยเก่าแก่ชื่อดังและเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักศึกษาไทยหลายคนที่พยายามเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท แต่การทำ MOU ครั้งนี้ Finn สามารถการันตีการเข้าเรียนต่อใน University of Leicester ให้นักเรียนได้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาครั้งสำคัญของประเทศไทย

ด้าน ดร. ปริญญ์ ศุกรีเขตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Finn กล่าวถึงความท้าทายของความร่วมมือครั้งนี้ว่า Leicester และ Swansea ถือเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของสหราชอาณาจักร และไม่เคยร่วมทำโปรแกรม Top-up Degree กับสถาบันใดในไทยมาก่อน ทำให้ขั้นตอนการเจรจาใช้เวลานานและมีความเข้มงวดอย่างมาก โดยทั้งสองมหาวิทยาลัยได้ส่งทีมวิชาการมาประเมินหลักสูตรของ Finn อย่างละเอียด รวมไปถึงตรวจวัดคุณภาพคณาจารย์ คุณภาพในชั้นเรียนจริง ระบบการเรียนการสอน และผลงานศิษย์เก่า อีกทั้งยังมีการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จนได้ผลลัพธ์ที่มั่นใจว่าสถาบัน Finn มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดในระดับสากล

“เราภูมิใจที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดนี้และสร้างความเชื่อมั่นนี้ได้สำเร็จ เพราะนี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้นักเรียนไทยมีเส้นทางสู่การศึกษาระดับโลกที่ชัดเจน ได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำโดยไม่ต้องเสียเวลาหรือเงินในการเรียนซ้ำ และเป็นการยืนยันคุณภาพของ Finn ในฐานะสถาบันที่สามารถพิสูจน์คุณภาพได้จริงและจับต้องได้” ดร. ปริญญ์ กล่าวทิ้งท้าย

โดยในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง Finn และ University of Leicester ได้มีผู้แทนสำคัญจากมหาวิทยาลัยและพันธมิตรเข้าร่วมมากมาย อาทิ Professor Nishan Canagarajah – President and Vice-Chancellor อธิการบดี University of Leicester, Professor James Fitchett – Deputy Head of the College of Business, Mr. Paul Angrave – Director of Public Affairs รวมถึงตัวแทนจากสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย Ms. Nantamas Chatraporn – Trade Manager, Education and Health ที่มีบทบาทร่วมผลักดันหลักสูตรร่วมกัน

สำหรับนักเรียนที่เข้ามาเรียนในสถาบัน Finn หลายคนพิสูจน์ตรงกันแล้วว่าหลักสูตรนี้ช่วยปูพื้นฐานภาษาอังกฤษและวิชาการอย่างมั่นคง และมีทีมที่ดูแลเรื่องการเรียนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงเส้นทางการเรียนต่อ ซึ่งทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อต้องก้าวสู่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ “การได้เรียนในบรรยากาศที่เข้มข้น แต่สนุกร่วมกับเพื่อนที่หลากหลาย ทำให้มีมุมมองธุรกิจกว้างขึ้น” “สิ่งที่ประดับใจที่สุด คือคำแนะนำเรื่องเส้นทางเรียนต่อแบบเป็นระบบ ช่วยสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเป้าหมายในอนาคต”

สคส. เข้มเดินหน้าบังคับใช้ PDPA ลงโทษปรับหน่วยงานที่ปล่อยข้อมูลประชาชนรั่วไหล ไม่เว้นทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานแถลงข่าว “สคส. เข้มเดินหน้าบังคับใช้ PDPA ลงโทษปรับหน่วยงานที่ปล่อยข้อมูลประชาชนรั่วไหล ไม่เว้นทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน ซึ่งไม่จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม รวม 5 เรื่อง 8 คำสั่ง ตั้งแต่ประเทศไทยได้บังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยมีมูลค่ารวมของโทษปรับทั้งสิ้นกว่า 21.5 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนแนวทางป้องกันเชิงรุก เพื่อให้เป้าหมาย “ข้อมูลรั่วไหลต้องเป็นศูนย์” กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทุกองค์กรในสังคมไทย โดยมี พลเอก เดชา พลสุวรรณ, พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ, นายเขมทัตต์ พลเดช ร่วมแถลงข่าวด้วย ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน PDPA Center ถ.แจ้งวัฒนะ (วันนี้ 1/8/68)

CEA เตรียมเปิดตัว “Content Project Market” เวทีซื้อ-ขายโปรเจ็กต์และบทภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน พร้อมดันนักสร้างสรรค์ไทยจับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกว่า 70 บริษัท เดินหน้ายกระดับอุตสากรรมคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล 10 -12 กันยายน 2568 ณ True Digital Park

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่เวทีสากล ด้วยการจัดงาน Content Project Market หรือตลาดซื้อขายคอนเทนต์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ “Content Lab 2025 สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย ดันไกลสู่สากล” จุดประกายเวทีซื้อขายและจับคู่ธุรกิจคอนเทนต์แห่งใหม่ ที่จะกลายเป็นหัวใจของการผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ โดยงาน Content Project Market จะจัดขึ้นในวัน 10 – 12 กันยายน 2568 ณ True Digital Park (East) ชั้น 6 – 7

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “Content Project Market คือ “ตลาดซื้อขายคอนเทนต์” ที่เปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ไทย ทั้งกลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ได้นำเสนอผลงานของตนเอง รวมถึงไอเดีย เนื้อหา หรือคอนเซ็ปต์ ที่ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา กับค่ายผู้ผลิต นักลงทุนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ผู้จัดจำหน่าย และสตรีมมิงแพลตฟอร์ม ที่จะมาร่วมงานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 70 บริษัท โดยจะมีทั้งการนำเสนอผลงาน (Pitching) การเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว (B2B Matching) กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ และในปีนี้ยังเพิ่มกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งผู้ผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์และผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้อีกด้วย”

“ทั้งนี้ CEA เล็งเห็นว่านอกจาก Content Project Market จะเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจรและครอบคลุมให้แก่นักสร้างสรรค์ของไทย และพัฒนาศักยภาพของผู้สร้างคอนเทนต์แล้ว ยังสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานของนักสร้างสรรค์สู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้ทัดเทียมระดับสากล รวมถึงสร้างการรับรู้ด้านศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในระดับนานาชาติในอนาคต งานนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความหวังและแรงบันดาลใจให้แก่นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ตลอดจนผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยสามารถเติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

“คอนเทนต์ไทยมีพลังมากกว่าแค่ความบันเทิง เพราะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างการจดจำที่ผู้ชมมีต่อ “ความเป็นไทย” ในระดับนานาชาติได้ ภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่องของไทยมีพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนประเทศไทย ช่วยส่งเสริมให้สินค้าและบริการของไทยกลายเป็นที่ต้องการ เพราะปรากฏอยู่ในฉากของภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ฉายและได้รับความนิยมในต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้งาน Content Project Market ที่จัดขึ้น จึงไม่เพียงช่วยยกระดับผลงานของนักสร้างสรรค์ให้มีพื้นที่ในตลาดสากลมากยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร. ชาคริต กล่าวสรุปทิ้งท้าย

งาน Content Project Market จะจัดขึ้นในวัน 10 – 12 กันยายน 2568 ณ True Digital Park (East) ชั้น 6 – 7 โดย CEA มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรม “คอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์” (Creative Content & Media) ให้ตอบโจทย์ตลาดโลก งานนี้จะมีผู้ร่วมนำเสนอโครงการทั้งกลุ่มที่ผ่านการอบรมบ่มเพาะด้านภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน จากโปรแกรม Mid-Career: Project, Mid-Career: Story และ Mid-Career: Animation ภายใต้โครงการ “Content Lab 2025” ของ CEA จำนวน 34 ทีม รวมทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์มืออาชีพที่ผ่านการคัดเลือก (Open Call) จำนวน 20 ทีม รวมทั้งสิ้น 54 ทีม

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Content Lab 2025 และงาน Content Project Market ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Content Lab