SENA ก้าวสู่ New S-Curve ดัน “SENA Green Auto” ทรานส์ฟอร์มจาก Developer สู่ Green Lifestyle Platform เชื่อม บ้าน-รถ-พลังงาน ครบในที่เดียว

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เดินหน้าสู่ “New S-Curve” ทรานส์ฟอร์มจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่ “Green Lifestyle Platform” โดย “SENA Green Auto” เป็นกลไกในการขับเคลื่อน Ecosystem ขององค์กร ในฐานะทั้งดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้าและ EV Platform แบบ Multi-brand ที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง พร้อมเชื่อม 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ บ้าน (Home) โซลาร์ (Solar) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับ “บ้านในอนาคต” ให้เป็น Energy Hub ที่สามารถผลิต ใช้ และบริหารพลังงานได้เอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และรองรับการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน รวมถึงการเชื่อม “บ้าน การเดินทาง พลังงาน และการเงิน” เข้าไว้ในระบบเดียว ทำให้ Green Lifestyle เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้จริง

ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า “วันนี้พลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นต้นทุนหลักของการใช้ชีวิต ทั้งค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าน้ำมันที่ผันผวน ขณะที่หลายคนยังรู้สึกว่า EV เข้าถึงยาก และโซลาร์เป็นเรื่องยุ่งยาก จริง ๆ แล้วปัญหาไม่ใช่แค่เรื่อง ‘รถ’ หรือ ‘พลังงาน’ แต่คือ ‘ระบบชีวิตที่ยังไม่เชื่อมกัน’ SENA Green Auto จึงไม่ได้เป็นแค่ดีลเลอร์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อม ‘รถ พลังงาน และการเงิน’ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ไฟจาก Solar ชาร์จรถ EV ได้เอง ลดค่าไฟและค่าน้ำมันในระยะยาว”

            SENA พัฒนา Ecosystem ในรูปแบบ “The One Platform” สำหรับลูกบ้าน SENA ที่สามารถเชื่อม บ้าน รถ EV โซลาร์ และโซลูชันทางการเงินเข้าไว้ในระบบเดียว โดยมี “เงินสดใจดี” เป็นกลไกด้านการเงิน และ “SenX” เป็นจิ๊กซอสำคัญในการเชื่อมบริการ การอยู่อาศัย และการบริหารพลังงานเข้าด้วยกัน ทำให้ลูกบ้านสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือน และบริหารต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

            ขณะเดียวกัน SENA ยังขยายสู่ “The Open Platform” สำหรับลูกค้าทั่วไป ที่สามารถเข้าถึงโซลูชัน บ้านทั่วไป รถ EV โซลาร์ และการเงินได้ แม้ไม่ได้เป็นลูกบ้าน SENA โดยมี “เงินสดใจดี” เป็นตัวช่วยหลักในการออกแบบทางเลือกทางการเงินที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเริ่มต้น Green Lifestyle ได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงการบริหารพลังงานในชีวิตประจำวันได้จริง”

3 แกนธุรกิจ ขับเคลื่อน SENA Ecosystem เชื่อม “การอยู่อาศัย พลังงาน และการเดินทาง” เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ได้แก่

  1. ธุรกิจที่อยู่อาศัย ด้วยโซลูชันที่ครอบคลุมทุกความต้องการ

   SENA มุ่งพัฒนาโครงการในกลุ่ม Affordable ซึ่งเป็นความต้องการจริงของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และสินเชื่อ พร้อมออกแบบโซลูชันเพื่อลดอุปสรรคในการมีบ้าน ผ่านทางเลือกที่หลากหลาย ควบคู่กับ “เงินสดใจดี” ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank ที่ช่วยวางแผนทางการเงิน เพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านได้จริง และในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะเปิดตัว โซลูชัน “รถแลกบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำรถยนต์มาเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย ปรับโครงสร้างภาระทางการเงินให้เหมาะสมกับชีวิตมากขึ้น

  • ธุรกิจพลังงานโซลาร์ SENA Solar Energy” 

            SENA Solar Energy พัฒนาธุรกิจพลังงานต่อเนื่องมากว่า 15 ปี ให้บริการครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) และรายย่อย (B2C) ด้วยโซลูชัน Solar + Battery + EV-Ready ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมรองรับความผันผวนของต้นทุนพลังงานในอนาคต

            บริษัทให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระบบ (O&M) พร้อมการรับประกันคุณภาพ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 200,000 บาท โดยพลังงานจาก Solar ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับทั้ง “การอยู่อาศัย” และ “การเดินทาง” ได้อย่างเป็นระบบ

            ปัจจุบัน SENA มียอดติดตั้ง Solar Rooftop แล้วมากกว่า 1,500 หลังคาเรือน คิดเป็นกำลังการผลิตรวมกว่า 100 เมกะวัตต์ สะท้อนศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจพลังงานสู่การพัฒนา Ecosystem ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

  •  ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า “SENA Green Automotive”

            SENA Green Auto ทำหน้าที่เป็น EV Platform แบบ Multi-brand และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า โดยคัดสรรรุ่นที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มลูกค้าอย่างเหมาะสม ปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO, LEAPMOTOR และ DEEPAL พร้อมศูนย์บริการและบริการหลังการขายครบวงจร ครอบคลุมการตรวจเช็คและดูแลแบตเตอรี่ EV แบบครบระบบ ผ่านศูนย์บริการมาตรฐาน ที่ตั้งอยู่บนถนนอ่อนนุช–สุขุมวิท 75

            พร้อมนำเสนอ EV Total Solution ที่ลูกค้าสามารถซื้อรถ ติดตั้ง Solar และวางแผนการเงินได้ในที่เดียว รวมถึงสามารถใช้ไฟจาก Solar ชาร์จรถ EV ได้เอง ช่วยลดค่าไฟและค่าเชื้อเพลิง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว”   

รวมถึงโซลูชันทางการเงิน เช่น Trade-in รถเดิม หรือใช้ Home Financing เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน ทำให้การเริ่มต้นใช้ EV เป็นเรื่องง่ายขึ้น โดย SENA Green Auto สร้างความแตกต่างผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่

  • Easy – จบทุกเรื่องในที่เดียว ทั้งรถ Solar และการเงิน
  • Trusted – มาตรฐาน SENA พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร
  • Smart Finance – โซลูชันการเงินที่ช่วยให้เข้าถึง EV ได้ง่ายขึ้น

            สะท้อนแนวคิด “Infinite Clean Energy Loop” ที่ทำให้บ้านสามารถผลิตไฟ ใช้ในบ้าน และต่อยอดไปสู่การชาร์จรถ EV ได้จริง

            ทั้งนี้บริษัทฯ มองว่า “วิกฤตพลังงาน” ไม่ใช่เพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อค่าครองชีพในระยะยาว พลังงานไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือ ตัวกำหนดคุณภาพชีวิตในอนาคต ด้วยประสบการณ์ด้านพลังงานกว่า 15 ปี และการพัฒนา Ecosystem ที่เชื่อม บ้าน พลังงาน และการเดินทาง เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ SENA จึงก้าวสู่การเป็น Green Lifestyle Platform อย่างเต็มตัว พร้อมวางรากฐานสู่การเป็น “ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิต (Lifestyle Infrastructure)” ที่ช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมค่าใช้จ่าย และใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนได้จริงในระยะยาว ตามวิสัยทัศน์องค์กร  “Lifelong Trusted Partner”

“ลาลามูฟ” จับมือ “Whoscall” ฉลองวันแรงงาน 2569 มอบโค้ด Whoscall Premium Basic เสริมเกราะป้องกันมิจฉาชีพ ให้พาร์ทเนอร์คนขับ ยกระดับเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์

กรุงเทพฯ, 29 เมษายน 2569 — ลาลามูฟ แพลตฟอร์มให้บริการส่งด่วนและรับส่งผู้โดยสารแบบออนดีมานด์ ประกาศความร่วมมือกับ Whoscall ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) เพื่อยกระดับการป้องกันภัยมิจฉาชีพให้กับพาร์ทเนอร์คนขับในประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์สแกม ออนไลน์ที่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Whoscall ในปี 2568 ที่ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ทั่วโลกกว่า 6,000 ล้านครั้ง โดยในจำนวนนี้มีถึง 480 ล้านครั้ง หรือประมาณ 8% ที่ถูกระบุว่าเป็นการหลอกลวง แม้ภาพรวมของสายมิจฉาชีพ (Scam Calls) ทั่วโลกจะเริ่มลดลง แต่ประเทศไทยยังคงมี จำนวนสายมิจฉาชีพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยตรวจพบสายมิจฉาชีพสูงถึง 173 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลาลามูฟจะมีการ มอบโค้ด Whoscall Premium Basic ให้แก่พาร์ทเนอร์คนขับ เพื่อให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญในการป้องกันภัยจากโลกดิจิตอลครบวงจรมากขึ้น ทั้งการระบุสายเรียกเข้า ตรวจจับเบอร์อันตราย และแจ้งเตือนความเสี่ยงแบบเรียลไทม์

นายเบน ลิน กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับลาลามูฟ การสนับสนุนพาร์ทเนอร์คนขับไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางการสร้างรายได้เสริม หรือเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับงานเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในทุกการรับงานผ่านแพลตฟอร์มเรา ความร่วมมือกับ Whoscall ในครั้งนี้ ผ่านการแจกโค้ด Whoscall Premium Basic จึงเป็นการนำเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์มาใช้งานจริง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับพาร์ทเนอร์คนขับอย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการ Whoscall กล่าวว่า “แม้จำนวนสายมิจฉาชีพทั่วโลกจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ประเทศไทยยังคงมีจำนวนสายหลอกลวงสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเทศที่ Whoscall ให้บริการในภูมิภาคเอเชีย Whoscall เล็งเห็นว่ากลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับของลาลามูฟ มีความเสี่ยงสูงต่อการเผชิญกับมิจฉาชีพ เนื่องจากต้องพึ่งพาการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลักในชีวิตประจำวัน   ดังนั้นการมีแอปพลิเคชันป้องกันภัยทางดิจิทัลแบบเรียลไทม์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสี่ยง และเสริมความปลอดภัยในทุกการรับสาย”

เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2569 ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราว (Gig Economy) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแรงงานอิสระ (Gig worker) อย่างพาร์ทเนอร์คนขับควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านรายได้เสริม และตอกย้ำบทบาทของลาลามูฟในฐานะพาร์ทเนอร์ระยะยาวที่สนับสนุนพาร์ทเนอร์คนขับอย่างรอบด้าน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลาลามูฟ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน Lalamove Driver https://lalamove-driver.onelink.me/zfl4/y8vg1naq

*พาร์ทเนอร์คนขับ หมายถึง ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าหรือรับส่งผู้โดยสารอิสระที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มลาลามูฟ

ม.สวนดุสิต รวมพลังนักกอล์ฟ จัดแข่งขันการกุศล “Flagship Project Power of Giving” ส่งต่อโอกาส สนับสนุนการศึกษา สู่อนาคตที่ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ภายใต้โครงการ Flagship Project Power of Giving” เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569  ณ สนามกอล์ฟ อัลไพน์ กอล์ฟ คลับ (Alpine Golf Club) จังหวัดปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมด้านการศึกษา และการพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเครือข่าย ศิษย์เก่า ภาคธุรกิจและพันธมิตรทุกภาคส่วนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ และแสดงบทบาทของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

นายกิตติศักดิ์ มาพะเนาว์ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า “โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อจัดหาทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงสนับสนุนและเสริมสร้างกิจกรรมพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นเวทีในการประชาสัมพันธ์เป้าหมายและโครงการสำคัญต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยสู่สาธารณชน 

ทางมหาวิทยาลัยฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนให้การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน การประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนของรางวัลและของที่ระลึก ตลอดจนร่วมสมทบทุน คณะผู้จัดงานคาดหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้นักศึกษามีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรภายนอก เพื่อยกระดับบทบาทในสังคมอย่างต่อเนื่อง”

ด้านนางวาสนา ทิพย์สุวรรณ ประธานอนุกรรมการด้านการสนับสนุนการจัดกิจกรรมสร้างรายได้ของมหาวิทยาลัย กล่าวว่า “สำหรับแนวคิดในการจัดงานทางคณะกรรมการเล็งเห็นว่ากีฬากอล์ฟเป็นมิติใหม่ที่น่าสนใจสำหรับสถาบันการศึกษา เนื่องจากกอล์ฟไม่ใช่เพียงแค่เกมกีฬา แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกฝนสมาธิ สติ และปัญญา อีกทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมอง แบ่งปันองค์ความรู้ และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ สำหรับการตัดสินใจเลือกสนามกอล์ฟอัลไพน์ซึ่งเป็นสนามระดับ Top 5 เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและสร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มีเกียรติ และนักกอล์ฟทุกท่านผ่านการบริการที่พิถีพิถันและได้มาตรฐานสากล”

ทั้งนี้ นอกจากเป้าหมายด้านการระดมทุนเพื่อการศึกษาแล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษา ทั้งด้านทักษะทางสังคม การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน อันเป็นรากฐานสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของนักศึกษา และการพัฒนาสังคมในอนาคตต่อไป

เปิดฉากอย่างเป็นทางการ “สถาปนิก’69” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง พร้อมนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลและใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ขานรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน สมาคมสถาปนิกสยามฯ ร่วมกับ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” เน้นวางรากฐานภูมิปัญญาใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานและชีวิตที่ต้องปรับตัว ในขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษมากมาย อีกทั้งดึงผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการออกแบบ-ก่อสร้างครบวงจรบนพื้นที่รวม 75,000 ตร.ม. คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 3 แสนคน ตลอด 6 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานสถาปนิก’69 อย่างเป็นทางการว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการวิชาชีพต่างต้องเผชิญกับปัจจัยรบกวน (Disruptions) ทั้งสงคราม โรคระบาด และเศรษฐกิจที่ทำให้การจ้างงานยากขึ้น จนมาถึงการเข้ามาของ AI ที่สร้างความกังวลเรื่องการถูกแย่งงาน ซึ่งกระทบไปในหลากหลายสาขาอาชีพ จึงเกิดการปรับตัวต่อเนื่อง โดยสรุปคือ ตั้งสติรับมือ AI: ปรับตัวจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ความพร้อมในโลกยุคใหม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน การจัดงานสถาปนิก’69 ครั้งนี้จึงจะเป็นพื้นที่ให้คนในวิชาชีพมาช่วยกันค้นหาว่า จุดสมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีคืออะไร เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

สถาปนิก’69 ถือเป็นมหกรรมงานแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและแสดงนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” ซึ่งเน้นการวางรากฐานภูมิปัญญาใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานและชีวิตที่ต้องปรับตัว ในขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท และจะเป็นเวทียกระดับงานสถาปัตยกรรมไทยสู่สายตานานาชาติที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 75,000 ตร.ม. โดยแบ่ง 70,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งรวมผู้ผลิตผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำของไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 บริษัท

พื้นที่อีกราว 5,500 ตร.ม. เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมของสมาคมฯ โดยรวบรวมผลงานจาก 4 องค์กรวิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้แก่ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย, สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย, สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย รวมถึงบริษัทสถาปนิก สมาชิกสมาคมฯ กว่า 120 บริษัท และสถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง ร่วมจัดแสดงนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ คาดว่าจากความน่าสนใจของการจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และการนำเสนอสินค้าบริการเพื่องานก่อสร้างที่ครบวงจร งานสถาปนิก’69 จะได้ผลตอบรับที่ดีมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งไทยและต่างประเทศตลอด 6 วันของการจัดงานรวมกว่า 325,000 คน

นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมว่า สถาปนิก’69 จะไม่ใช่แค่การจัดแสดงนิทรรศการแล้วจบไป แต่คือการวางหมุดหมายสำคัญ (Milestone) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อองค์ความรู้ที่จะขับเคลื่อนวิชาชีพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว เพื่อพิสูจน์ให้เวทีโลกเห็นว่า สถาปัตยกรรมไทยมีศักยภาพในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่รวดเร็ว อีกทั้งมุ่งมั่นที่จะเป็นงานแสดงสินค้านวัตกรรมเพื่อการก่อสร้าง ออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจงานสถาปนิกประเทศไทยเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ต่อยอดผลักดันวงการวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับในสากลและก้าวสู่จุดหมายเป็น The Most Influential Architecture Exhibition in ASEAN หรืองานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน      

สำหรับนิทรรศการไฮไลต์และกิจกรรมภายในงานสถาปนิก’69 แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. THEME EXHIBITION ส่วนนิทรรศการหลัก 2. FORUM ส่วนของงานสัมมนา 3. THE FOUNDATION ส่วนนิทรรศการงานวิชาการ 4. INTELLIGENCE & COLLABORATION PLATFORM ส่วนนิทรรศการสุดยอดผลงานและความร่วมมือทางวิชาชีพ 5. ACTIVITIES AND SERVICES ส่วนงานพื้นที่กิจกรรมและบริการ ที่สำคัญและน่าสนใจมาก ๆ ยกตัวอย่าง THAI INTELLIGENCE จัดแสดงนิทรรศการที่แสดงถึงธีมการจัดงานเป็นหลัก ต่อมานิทรรศการ ASA ALL MEMBER – Thailand Only: สะท้อนสถาปัตยกรรมกับบริบทไทยไทย และ ASA EMERGING YOUNG ARCHITECTS IN THE AGE OF NEW DISRUPTIONS นิทรรศการแสดงผลงานของสถาปนิกคลื่นลูกใหม่ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมสัมมนา หรือ FORUM แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.สัมมนาระดับนานาชาติ ASA INTERNATIONAL FORUM งานสัมมนาทางสถาปัตยกรรมที่รวบรวม Keynote Speakers ระดับนานาชาติ มาร่วมนําเสนอและแลกเปลี่ยนแนวคิดที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “WISDOM” (ปัญญามนุษย์) และ “NEW INTELLIGENCE” (ปัญญาใหม่) ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของสถาปนิกผู้มีชื่อเสียง ในหลากหลายหัวข้อน่าสนใจ และการสัมมนากลุ่มวิชาชีพ ASA INSPIRATION LAB รวบรวมนักออกแบบ สถาปนิก นักคิด และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากทั้งประเทศไทยและนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด และการทดลองใหม่ ๆ ที่กําลังขับเคลื่อนอนาคตของงานออกแบบ

ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวอีกหนึ่งโซนน่าสนใจต้องยกให้นิทรรศการสมาคมวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย นิทรรศการสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย (TIDA)นิทรรศการสมาคมภูมิสถาปนิก ประเทศไทย (TALA) ที่มาในหัวข้อ “TALA : ภูมิปัญญาไทย และปัญญาประดิษฐ์” นิทรรศการสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย (TUDA) และนิทรรศการสมาคมสถาปนิกภูมิภาค และยังมีส่วนกิจกรรมบริการตัวอย่างเช่น ไตรภาคี (ASA / ACT/ CDAST)พื้นที่กลางนำเสนอรูปแบบสนับสนุนการร่วมมือกันระหว่างสามสถาบัน โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้รับการสนับสนุนจากสภาสถาปนิก และ สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังมีคลินิกเตรียมสถาปัตย์ โดยสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย(CDAST) ปิดท้ายด้วยกิจกรรมพิเศษ อาทิASA CLUB / ASA BOOK SHOP / ASA KIDS CLUB : KITBLOX & FAMILY CORNER KITBLOX / ASA NIGHT AWARDS CELEBRATION และ ASA DAY HEY พื้นที่ให้สมาชิกได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน

มาถึงกิจกรรมย่อย ๆ ในงานซึ่งน่าสนใจ ยกตัวอย่าง Exclusive Talk หัวข้อ ศิลปะ กับพื้นที่สถาปัตยกรรม และเมือง โดยคุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และคุณวุฒิกร คงคา วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 18:00 – 19:00 น. ที่ ASA CLUB ตามด้วย SPECAL EVENTS อย่าง HERBIE the Autonomous Plant Meet & Greet เตรียมพบกับ HERBIE ต้นไม้ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องการน้ำและแสง และครั้งนี้ HERBIE จะสื่อสารกับเราเป็นภาษาไทยด้วย มาทักทาย HERBIE และพูดคุยกับผู้สร้าง Cecilia MoSze Tham และ Mark Bünger จาก Futurity Systems ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 12:00 – 13:00 น. ณ เวทีกลางพื้นที่นิทรรศการหลักภายในอาคารชาเลนเจอร์ อีกหนึ่ง SPECAL EVENTS เชิญชม collaboration
สุดพิเศษจากคุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบสด ๆ ได้ที่ ASA SHOP ในวันที่
28 เมษายน 2569 เวลา 11:30 – 12:30 น. อย่างไรก็ตาม นิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจยังมีอีกมากมาย พร้อมกันนี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาชมงานสถาปนิก’69 และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รับความรู้และประสบการณ์ รวมถึงความประทับใจบนพื้นที่จัดงานจริง ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น. ตลอดทั้ง 6 วันของการจัดงานครั้งนี้

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จัดงานสถาปนิก’69 เปิดเผยว่า งานในปีนี้ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการ แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทาย โดยปีนี้มีผู้แสดงสินค้าตอบรับเข้าร่วมจำนวน 913 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 10% โดยทวีปหลักมาจากเอเชียถึง 99.5% และอีก 0.5% มาจากยุโรป อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน อิตาลี โรมาเนีย และโครเอเชีย สะท้อนถึงการขยายตัวของเครือข่ายธุรกิจและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลอด 6 วันจัดแสดงจะสามารถกระตุ้นยอดหมุนเวียนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมออกแบบ-ก่อสร้างได้ถึง 22,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลงทะเบียนชมงานล่วงหน้าสะท้อนศักยภาพของงานในฐานะแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าชมภายในประเทศคิดเป็น 95% และมีผู้เข้าชมจากต่างประเทศ 5% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าชมจากประเทศในทวีปเอเชียสูงถึง 78.34% ตามมาด้วยทวีปยุโรป 12.03% และทวีปอเมริกา 5.08% ตามลำดับ โดยคาดว่าตลอดระยะเวลา 6 วันของการจัดงาน จะมีผู้เข้าชมรวมกว่า 325,000 คน และกว่า 70% เป็นกลุ่ม Professional Visitors ได้แก่ สถาปนิก นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อในอุตสาหกรรม

นายศุภแมน กล่าวว่า “ด้วยจำนวนผู้แสดงสินค้าร่วม 1,000 ราย และสัดส่วนผู้เข้าชมที่เป็น Professional Visitors ถึง 70% สะท้อนว่างานสถาปนิก’69 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางธุรกิจที่คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาซื้อขายกว่า 22,000 ล้านบาท และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมออกแบบ-ก่อสร้างในภูมิภาค”

สำหรับไฮไลต์สำคัญของปีนี้ ได้แก่ Thematic Pavilion ซึ่งจัดขึ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8 พื้นที่ จากความร่วมมือระหว่างแบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบชั้นนำ ได้แก่ WATSADUNIYOM x HAA Studio, VANACHAI x Studio Tofu, TODA x Supermachine Studio, PANEL PLUS x ACa Architects, HAFELE x Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research, SCG x SaTa Na, BRT INTERTECH x Context Studio, ALUFRAME x Unknown Surface Studio พร้อมเปิดตัวรางวัล Thematic Pavilion Designer Choice Award เป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับมาตรฐานการออกแบบและการมีส่วนร่วมของวงการ ขณะเดียวกันยังมี Palette of Materials Pavilion พื้นที่ไฮไลต์ใหม่ที่นำเสนอวัสดุในรูปแบบ Mood Board เสมือน “แผนที่แรงบันดาลใจ” ที่รวบรวมวัสดุกว่า 800 ชิ้น จากผลงานของดีไซเนอร์กว่า 40 สตูดิโอ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและนักออกแบบเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีประกวดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากผู้แสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกจำนวนมาก อาทิ “Hafele Lighting Solution” ครั้งแรกกับนวัตกรรมแสงสว่างจาก Hafele กระเบื้องคอลเลกชันพิเศษจาก WDC, “Ds Milano” ลามิเนต ENF รายแรกในไทยจาก Decosource เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่างานสถาปนิกเป็นแพลทฟอร์มที่รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง

งานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00 – 20:00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3
อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินทางสะดวกด้วย MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) เชื่อมสู่ชาเลนเจอร์  ฮอลล์ ผ่านประตู Sky Entrance หรือใช้บริการ Minivan Service รับ-ส่งฟรีจาก BTS หมอชิต (ทางออก 2) / MRT สวนจตุจักร (ทางออก 4) และ MRT พระราม 9 (ทางออก 1) ตั้งแต่เวลา 09:30 – 20:30 น. ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ArchitectExpo.com และ Facebook Page : งานสถาปนิก : ASA Architect Expo

ทีทีบี ฟินทิป เผยเคล็ดลับเก็บ “เงินสำรองฉุกเฉิน” เตรียมพร้อมให้ชีวิตไม่สะดุดในทุกสถานการณ์

ในยุคที่ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจผันผวน การมีเงินสำรองไว้ใช้จ่าย ในเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือ “เงินสำรองฉุกเฉิน” จึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดแรงกระแทกเมื่อชีวิตสะดุด วันนี้ fintips by ttb #เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ ชวนทำความเข้าใจว่า เงินสำรองฉุกเฉินไม่ใช่แค่เงินออมทั่วไป แต่คือ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง” ที่ช่วยให้ยังใช้ชีวิตต่อได้ แม้ในวันที่รายได้ไม่เป็นไปตามแผน

แล้วจะเริ่มสร้างเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร ให้ทำได้จริงและไม่กระทบค่าใช้จ่ายปัจจุบัน มาดู 4 เคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้

  1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด กำหนดบทบาทของเงินฉุกเฉิน

เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ถ้าวันหนึ่งไม่มีรายได้ เราจะอยู่ได้กี่เดือน” เพราะเงินสำรองฉุกเฉินควรถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ชีวิตเดินหน้าต่อได้อย่างน้อย 3-6 เดือน สูตรคำนวณก็เข้าใจง่าย คือ

ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ต้องการสำรอง = เป้าหมายเงินฉุกเฉิน

เมื่อมีตัวเลขและเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยลดความกังวลและแรงกดดันเมื่อต้องเจอสถานการณ์เฉพาะหน้า

  • เก็บก่อนใช้ สร้างวินัยทันทีที่มีรายได้

เมื่อเงินเดือนเข้า ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินก่อนเสมอ อย่ารอให้เหลือแล้วค่อยเก็บ โดยอาจจะตั้งโอนเงินอัตโนมัติเข้าบัญชีออมเงินทันที พร้อมวางแผนรายจ่ายให้เหมาะกับตัวเอง หรือใช้สูตรแบ่งเงินแบบง่าย ๆ อย่าง 50-30–20  (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น / 30% ไลฟ์สไตล์ / 20% ออมและลงทุน) ทั้งนี้ สัดส่วนสามารถปรับได้ตามรายได้และเป้าหมายของแต่ละคน

  • แยกบัญชีให้ชัดเจน บริหารเงินได้ง่ายขึ้น

การแยกบัญชีตามเป้าหมาย เช่น บัญชีรายรับ–รายจ่าย บัญชีออมเงิน และบัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน จะช่วยลดโอกาสเผลอนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เมื่อแต่ละบัญชีมีบทบาทที่ชัดเจน ก็จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเงินสำรองฉุกเฉินควรอยู่ในบัญชีที่สามารถถอนใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น

  • ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนเป็นเงินเก็บสำรอง

เมื่อจดรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ จะเริ่มเห็นชัดว่าอะไร “จำเป็น” และอะไร “ตัดได้” เงินส่วนที่ลดลงมาได้ ไม่ควรถูกนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายใหม่ที่ไม่จำเป็น แต่ควรโอนเข้าบัญชีเงินสำรองฉุกเฉินทันที หากทำอย่างต่อเนื่อง เงินสำรองจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเริ่มต้นสร้างเงินสำรองฉุกเฉินตั้งแต่วันนี้ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้รับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ และเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่

https://www.ttbbank.com/th/fin-tips/detail/fintips-why-emergency-saving-important

หรือ ติดตามเคล็ดลับการเงินอื่น ๆ จาก “fintips by ttb” เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ

คลิก https://www.ttbbank.com/link/fintips-pr

#fintipsbytttb #ทีทีบีฟินทิป #เคล็ดลับการเงิน #การออม #เงินฉุกเฉิน

#ให้ชีวิตการเงินดีทั้งวันนี้และอนาคต

#เปลี่ยนเพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น #ttb #MakeREALChange

Oxe’cure เดินหน้าสร้าง Brand Love รุกตลาดสกินแคร์ปี 2026 ดึง “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์” ขยายฐานคนรุ่นใหม่ ย้ำตำแหน่งผู้นำ Acne Care Expert

อ๊อกซีเคียว (Oxe’cure) แบรนด์ผู้นำด้านการดูแลปัญหาสิวและผิวแพ้ง่าย เดินหน้ารุกตลาด สกินแคร์ปี 2026 ย้ำตำแหน่งผู้นำ Acne Care Expert ชูแนวคิด Clinical Driven& Brand Loveขับเคลื่อนธุรกิจ ด้วยจุดเด่นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาและทดสอบภายใต้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ พร้อมดึงนักแสดงหนุ่ม “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” เป็นพรีเซนเตอร์ เชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ Gen Z และ First Jobber ผ่านภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย สะท้อนอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสกินแคร์ “เห็นผลจริง ใช้ง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งด่วน”

สกินแคร์ไทยโตแรง ดันเซกเมนต์ Acne Care ขึ้นแท่น

นางสาวนันทวรรณ สุวรรณเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า แบรนด์ อ๊อกซีเคียว (OXE’CURE) ผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสิว กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสกินแคร์ในประเทศไทยยังคงมีสัญญาณบวกและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 100,418 ล้านบาท โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (Facial Care) ยังครองส่วนแบ่งทางการตลาด 82.5% ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลปัญหาสิว (Acne Treatments)  มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 50.4%** สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลผิวและมองหาโซลูชันที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

โดยเทรนด์สกินแคร์ในปี 2026 กำลังขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวในระยะยาวมากขึ้น โฟกัสไปที่ผลลัพธ์และความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่รวมถึงความมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ ขณะเดียวกัน เทรนด์ “Minimalist Skincare” ยังคงมาแรงเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุดในขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เพื่อลดโอกาสการระคายเคือง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน

Oxe’cure ยกระดับแบรนด์ด้วยแนวคิด Clinical Driven

จากปัจจัยทางการตลาดและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป Oxe’cure ได้เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ดูแลสิวที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Clinical Driven โดยผลิตภัณฑ์ของ Oxe’cure                                       ได้รับการพัฒนาและทดสอบภายใต้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในระดับ Clinical Test และ Dermatological Test เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้งานจริง ผ่านการคัดสรรส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิว และเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวและผิวแพ้ง่าย ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการมากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นในระยะยาว ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์

Brand Love อีกกลไกหลักขับเคลื่อน Oxe’cure

นอกจากนี้ Oxe’cure ยังได้ยึดแนวคิด Brand Love” ในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากกว่าการทำแคมเปญเพียงชั่วคราว ซึ่งเห็นได้ชัดจากความสำเร็จในการสื่อสารผ่านพรีเซนเตอร์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่และเกิดการสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงอย่างเป็นระบบ นำมาสู่การต่อยอดครั้งสำคัญกับการเปิดตัว                   พรีเซนเตอร์คนใหม่ “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์” ในปีนี้ เพื่อสร้าง Emotional Connection กับกลุ่ม Gen Z                                     และ First Jobber ซึ่งเป็นกำลังซื้อสำคัญของตลาด ให้มีความเข้มข้นมายิ่งขึ้น

โดย Oxe’cure ได้เตรียมวางแผนกลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร เพื่อสร้างประสบการณ์แบรนด์                     ที่ไร้รอยต่อ แบ่งออกเป็น On-ground Activity แบรนด์เตรียมสร้างประสบการณ์ร่วมเชิงลึกผ่านกิจกรรม Oxe’cure Acne Clear Campus Tour ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ผ่านการให้ความรู้ด้านการดูแลผิว การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ และการให้คำปรึกษาจากเภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมกว่า 30 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมไฮไลต์สำคัญอย่างกิจกรรม Exclusive Lucky Fan Event with FOURTH ที่มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์ พรีเซนเตอร์ และกลุ่มแฟนคลับอย่างใกล้ชิด และ Digital Activity แบรนด์ได้เตรียมรุกหนักบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok, X, Instagram และ Facebook มุ่งเน้นการทำคอนเทนต์ในรูปแบบ                  “Real Skin Story” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์การใช้จริงจากอินฟลูเอนเซอร์สายสกินแคร์และผู้ใช้งานทั่วไป                      เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของความจริงใจ

โฟร์ท–ณัฐวรรธน์ เชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่

การดึง “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์” มาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์ ถือเป็น Strategic Move สำคัญที่แบรนด์คาดหวังให้เป็นตัวแทนในการสื่อสารภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ซึ่ง โฟร์ท จะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนภาพจำจากสกินแคร์รักษาสิวทั่วไป ไปสู่แบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดและเลือกใช้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ด้วยผลิตภัณฑ์ของ Oxe’cure ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผิวเป็นสิวและผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ          ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์จริง

#OxecureThailand #OxecureAcneCareExpert #ตัวช่วยเคลียร์สิวของโฟร์ท #OxecureXFourth #Fourthnattawat

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok ลงพื้นที่เชียงใหม่ เปิดเวทีเสวนาพิเศษ “T-Beauty จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก” ชู “ล้านนา” สู่ Beauty & Wellnewss Hub แห่งใหม่ระดับอาเซียน

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าความงามระดับนานาชาติ เดินหน้าจัดเวทีเสวนาครั้งพิเศษ “Chiang Mai Roadshow” ภายใต้หัวข้อ “การสร้างแบรนด์ T-Beauty: จากอัตลักษณ์ไทยสู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก” พร้อมระดมวิทยากรชั้นนำจาก สมาคมสปาไทย, บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด และบริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด มุ่งจุดประกายผู้ประกอบการภาคเหนือก้าวสู่เวทีความงามระดับโลก

คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า T-Beauty ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วไป แต่เป็นตัวบ่งบอกว่าตลาดความงามทั่วโลกกำลังมองมาที่ประเทศไทย ในฐานะต้นกำเนิดของสมุนไพร ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ที่ตลาดอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ โดยเฉพาะในภาคเหนือที่เป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจ Beauty & Wellness ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ทำให้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมอุตสาหกรรมความงามไทยเข้ากับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทั่วโลก ตัดสินใจนำอีเว้นต์ Roadshow มาสู่เชียงใหม่ในช่วงเวลาที่กระแส T-Beauty กำลังได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการความงามและสุขภาพในภาคเหนือเข้าถึงเครือข่ายระดับอาเซียนได้โดยตรงจากในพื้นที่

ศักยภาพของธุรกิจความงามและสุขภาพในภาคเหนือ ประกอบขึ้นจากจุดแข็งหลากหลายด้าน ที่พร้อมสำหรับยกระดับสู่การเป็น Beauty & Wellness Hub ระดับโลก ทำให้กิจกรรม “Chiang Mai Roadshow” ครั้งนี้ ได้รวมผู้ร่วมเสวนาในอุตสาหกรรมความงามชั้นนำ มาร่วมถ่ายทอดทิศทางการสร้างแบรนด์ T-Beauty ในหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น สมาคมสปาไทย กับการยกระดับทั้งเรื่องสมุนไพร ภูมิปัญญาการนวด และบุคลากร ให้ได้รับรองมาตรฐานสปาสากลพร้อมรองรับลูกค้าจากทุกวัฒนธรรม, กรณีศึกษาการแปลงอัตลักษณ์ไทยเป็นธุรกิจระดับโลกของ บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด ที่สร้างคุณค่าให้มะพร้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่ตลาดโลกเชื่อถือในกว่า 20 ประเทศ และโมเดลธุรกิจในยุคดิจิทัลของ บริษัท โทฟู สกินแคร์ จำกัด ด้วยการเปลี่ยนสมุนไพรไทยให้เป็นสินค้าส่งออกในฐานะ Global Ingredient และเติบโตสู่ธุรกิจ T-Beauty ยอดขายระดับพันล้านบาท

เสวนา Chiang Mai Roadshow โดย Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok จัดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2569 ณ โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ โดยมีปาฐกถาพิเศษจาก คุณสุวลี เกียรติ์การัณย์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที แกลเลอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “โอกาสและศักยภาพของธุรกิจ Beauty & Wellness Entrepreneurs ภาคเหนือ” และดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ภญ.วันดี รังสีวิจิตรประภา คณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

สำหรับงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าความงามระดับอาเซียน จะจัดขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานครฯ ในวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 พร้อมรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 800 ราย แบรนด์สินค้ามากกว่า 2,500 แบรนด์ จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ภายในพื้นที่จัดแสดงกว่า 30,000 ตารางเมตร ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าในอุตสาหกรรมความงาม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจำหน่าย สินค้าความงามและเครื่องสำอางจากแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงความพิเศษครั้งแรกของการจัดงานขึ้นพร้อมกับ Cosmopack CBE ASEAN Bangkok งานแสดงสินค้าด้าน Supply Chain ของอุตสาหกรรมความงาม ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตวัตถุดิบ สารสกัด บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิตจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยเข้าถึงนวัตกรรมและพันธมิตรระดับสากลได้ในงานเดียว

ผู้เข้าร่วมเสวนาจะได้รับโอกาสพิเศษในการเตรียมความพร้อมสำหรับงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 และเป็นก้าวสำคัญที่เปิดรอผู้ประกอบการภาคเหนือ นำ “ความเป็นล้านนา” ออกสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ ติดตามรายละเอียดงานได้ที่เว็บไซต์ www.cosmoprofcbeasean.com

งานการกุศล “Cowboy…คอยน้ำใจให้น้อง”สุดอลังการด้วยแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าชุดวิคตอเรีย พร้อม เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์, โรงแรมอมารี กรุงเทพ, บริษัท เดอะ บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป จำกัด และน้อยอัมพวา วัตถุโบราณ จัดงานการกุศล “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียน และเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน โดยงานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.15-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนหลายในสไตล์ คาวบอย” โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ในงานมีการแสดงดนตรีจากวง Siren ประกอบด้วย น้องอาร์ติสท์-ศรีสิรินทร์ วิชยสุทธิ์ ร้องนำ ,น้องจุงเฟรา-ญารดา ขาวเมืองน้อย bass , น้องมินมิน-แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม piano ,น้องปันปัน-ปุญณิศา ศาลิคุปต guitar , น้องนาย-นาย สิงห์โต Guitar , น้องสิงห์-สิงห์ เหลืองสุนทร กลอง และ น้องริกะ-พรรฐนจ กนกกุลชัย ร้องนำ การขับร้องเพลงโดย ศิลปินแห่งชาติ คุณเม้า-สุดา ชื่นบาน ,คุณจี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์,คุณเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า และ คุณณัฐ-ณัฐภัทร จตุรทิศพาณิชย์ แชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 ,คุณโรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ควบคุมโดย คุณหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ,บริษัทเอกชัยไลท์ติ้ง สนับสนุนแสงสีเสียง ,ดล 365 (Dol 365) รับหน้าที่ ออแกไนเซอร์งาน,เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค (COVERMARK) แต่งหน้า แต่งผมโดย เกตุวดี โดยมี ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ,คุณอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร และ ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน

นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าในชุดวิคตอเรีย และแฟชั่นโชว์เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems ) โดยนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์จำนวน 12 ท่าน ได้แก่ คุณนภฤชา โพธิสุข,คุณพฤณ สิทรัพย์,คุณเฌอร์ลิญา อธิภัทรากุลพันธ์,คุณศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑมาส ,คุณโชติภาภัค รัตนสมฤกษ์ ,คุณนภษกร วัชระวิสิฐ ,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฎิมานนท์ ,ดร.เอกกฤต นารายณ์รักษา,คุณได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ,คุณลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ,คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง และคุณน้ำฝน-พัชรินทร์ วิทยาปัญญานนท์ ภายในงานยังมีการจำหน่าย กระเป๋าหนังจระเข้ และเข็มขัดหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สำหรับผู้จิตศรัทธาที่จะร่วมบริจาคเงินซื้อ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบเป็นค่าชุด นักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เผยว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา เดิมชื่อ โรงเรียนร่วมน้ำใจ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 โดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กหญิงกำพร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีละ ประมาณ 18 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น และทางโรงเรียนยังได้รับพระเมตตาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานความช่วยเหลือแก่ เด็กที่น่าสงสารเหล่านี้มาโดยตลอด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด เกือบ 300 คน”


คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ผู้บริหารจาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems) กล่าวถึงแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ว่า “มีธีมชื่อว่า GOTHIC GRACE มีทั้งหมด 9 เซ็ต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ชุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของการแสดงแฟชั่นโชว์นี้ในครั้งนี้ คือเซ็ตเครื่องประดับ สร้อยคอพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 148.13 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 20.67 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 81.67 กรัม ต่างหูพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 26.91 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 2.41 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 14.69 กรัม และแหวนพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 24.43 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 0.49 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 8.30 กรัม”
สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่อยากร่วมงาน หรือบริจาคเงิน สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณกวาง-ชนรรถพร รัตนมณี โทร.081-342-0744

สุดอลังการยิ่งใหญ่! ฉลอง 60 ปี “โรงเรียนดนตรียามาฮ่า” ย้ำหลักสูตรดนตรีศึกษา “ยามาฮ่า” หนึ่งเดียวในเมืองไทย…..ก้าวสู่ Ecosystem ฟอร์มวง Superband ดึง “บุรินทร์” และกลุ่ม Yamaha Artist ฟีเจอริ่งเพลง “เพื่อนที่แสนดี” สุดประทับใจ

60 ปี ความสำเร็จของโรงเรียนดนตรียามาฮ่า สร้างประวัติศาสตร์วงการดนตรีศึกษา ชูหลักสูตรดนตรีศึกษา  “ยามาฮ่า”    ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักเรียนทั่วโลก และนำเข้าเครื่องดนตรียามาฮ่าคุณภาพระดับโลก รองรับธุรกิจเติบโตขยายเครือข่ายโรงเรียนดนตรีครอบคลุมทั่วไทย 85 แห่ง จัดฉลองครบรอบ 60 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ขนทัพศิลปินนักร้องชื่อดังคับคั่ง ตอกย้ำผู้นำดนตรีศึกษาหนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยมายาวนาน ก้าวสู่ Ecosystem ทางดนตรีเต็มรูปแบบ และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางดนตรีระดับภูมิภาค

คุณประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ภายใต้การดำเนินงาน Siam Motor Group (SMG) เปิดเผยว่า “ความสำเร็จของโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา เราคือ ผู้นำหลักสูตรการเรียนดนตรีศึกษา “ยามาฮ่า” เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย และทั่วโลกนิยมมากที่สุด รับรองความเข้มแข็ง โดย Yamaha Music Foundation ประเทศญี่ปุ่น ควบคู่กับจุดประกายสานฝันเยาวชนไทย ได้พัฒนาทักษะ สร้างสรรค์ผลงาน โชว์ความสามารถ และยกระดับขับเคลื่อนดนตรีให้ทัดเทียมกับชาติอื่นๆ พร้อมสนับสนุนผลักดันธุรกิจดนตรีในไทยก้าวสู่เมืองแห่งดนตรีเฉกเช่น “เวียนนาตะวันออก”  หรือศูนย์กลางทางดนตรีของภูมิภาค ที่เต็มไปด้วยศักยภาพพลังแห่งดนตรีและความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยการวางรากฐานดนตรีที่ดีมีส่วนสำคัญมาก เพราะในอนาคต “ยามาฮ่า” อยากมีส่วนในการช่วยฟื้นฟูดนตรีบำบัดที่จะช่วยฟื้นฟูอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

ที่สำคัญ เราภูมิใจที่ได้คิดริเริ่มโปรเจคดนตรีใหม่ๆ โชว์ความสัมฤทธิ์ผลของหลักสูตร “ยามาฮ่า” และขยายเครือข่ายโรงเรียนดนตรี 85 แห่งทั่วไทย เปิดโอกาสเมล็ดพันธุ์ดนตรีสร้างชื่อเสียง ต่อยอดที่มากจากเวที อาทิ Yamaha Thailand Music Festival, Yamaha Marching Band Competition, Yamaha Looktung Contest, Asian Beat, Thai JOC ฯลฯ  โดยปัจจุบันยังมีเวทีดนตรีมากมาย อาทิ Yamaha Thailand International Music Competition, Bass Solo Competition Drum Solo Competition หรือ Piano Competition เป็นต้น และแตกไลน์สินค้าเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้น  เช่น เปียโน Bösendorfer จากประเทศออสเตรีย, โซลูชันด้านเสียงแบบอิมเมอร์ซีฟจากยามาฮ่า เป็นต้น  มีศูนย์บริการหลังการขาย มีทีมช่างที่มีความรู้ และประสบการณ์ชั้นสูง ไว้คอยให้คำแนะนำและบริการสร้างไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคปัจจุบันเทคโนโลยี และ Social Media เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และดนตรียังเชื่อมโยงผสมผสานกับนวัตกรรมต่างๆ แก่คนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนและดนตรีปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สอดคล้องกับ Lifestyle และมีอิทธิผลกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร้อง เล่น Live สด, Youtube, Tiktok ฯลฯ

60 ปี   “โรงเรียนดนตรียามาฮ่า”   สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญวงการดนตรีในเมืองไทย ได้รวมพลคนรักดนตรีไม่ว่าจะเป็น นักดนตรี และบุคคลดนตรีที่สำคัญมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ในช่วงที่ผ่านมา “โรงเรียนดนตรียามาฮ่า” ถือเป็นแรงของการขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของศิลปิน และนักดนตรีไทยทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล ผ่านการพัฒนาหลักสูตรดนตรี “ยามาฮ่า” สร้างองค์ความรู้ และเปิดเวทีแก่เด็กไทยกล้าแสดงออกทางทักษะทางดนตรีสานต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง” คุณประนัปดา กล่าว

ส่วนไฮไลท์ครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้ง  “โรงเรียนดนตรียามาฮ่า”   คือ การนำบทเพลง “เพื่อนที่แสนดี” มาถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบฟีเจอริ่งสุดพิเศษ โดยได้ศิลปินเจ้าของฉายาเจ้าพ่อดิสโก้เมืองไทย “บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์” มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงร่วมกับศิลปินและนักดนตรีจาก Yamaha Artist อาทิ แจ็ค ธรรมรัตน์, โซ่ ETC. ,ขวัญ INDIGO และ รัสต้า ถิร โอฐภิบาล สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก โดยศิลปิน บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์  ได้เผยถึงความรู้สึกของการร่วมงานในครั้งนี้ว่า  “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฉลอง 60 ปี  “โรงเรียนดนตรียามาฮ่า”  กับการร้องเพลง ‘เพื่อนที่แสนดี’  ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมาย และยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกเมื่อได้นำมาถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ ร่วมกับศิลปินหลากหลายรุ่น ทำให้เห็นชัดว่าดนตรีสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้จริง ๆ เลยยิ่งรู้สึกผูกพันและดีใจที่ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์สำคัญครั้งนี้”    

อนึ่ง บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ตั้งอยู่ที่อาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์ ที่นี่คือ ศูนย์กลางเทคโนโลยีทางดนตรีทันสมัยครบถ้วน ประกอบด้วย Yamaha Flagship Store, Bangkok โชว์รูมเครื่องดนตรีที่ทันสมัยชวนสัมผัส อาทิ เปียโน กีตาร์ เบส กลอง เครื่องเป่า และเครื่องสาย, Yamaha Music Hall คอนเสิร์ตฮอลล์ 120 ที่นั่ง เพิ่มประสบการณ์เสียงที่มีคุณภาพเท่าเทียมในทุกที่นั่ง, Yamaha Digital Audio Creative Center (Y-DACC) 80 ที่นั่ง ระบบเสียงแบบอิมเมอร์ซีฟ มีทีมงานมืออาชีพคอยให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงเพิ่มความมั่นใจ และ Yamaha Music School โรงเรียนดนตรีต้นแบบ ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะดนตรีของเยาวชนไทย

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสัมผัสเครื่องดนตรีที่ Yamaha Flagship Store, Bangkok เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 10:00 – 19:00 น. ณ อาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์ สี่แยกปทุมวัน และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ th.yamaha.com หรือ Facebook: Yamaha Music Thailand, Instagram กับ TikTok: @yamahamusicthailand, YouTube: Yamaha Music Thailand Official และ LINE  Official Account: @yamahamusicth

https://linktr.ee/yamahamusicthailand

“คุณประภาส ชลศรานนท์” รับพระราชทานรางวัล “พระธาตุนาดูนทองคำ” ประจำปี 2568

คุณประภาส ชลศรานนท์ รับพระราชทานรางวัล “พระธาตุนาดูนทองคำ” ประจำปี 2568 ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ/หรือประเทศชาติ จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ส่งเสริมและเชิดชูเกียรติบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยรางวัล “พระธาตุนาดูนทองคำ” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้แก่บุคคลผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า “คุณประภาส ชลศรานนท์” เป็นผู้มีคุณูปการต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

ภายหลังเข้ารับพระราชทานรางวัล “คุณประภาส ชลศรานนท์” ได้กล่าวถึงความรู้สึกด้วยความปลาบปลื้มใจถึงรางวัลนี้ว่า “รางวัลครั้งนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ได้เดินทางมายังจังหวัดมหาสารคามเป็นครั้งแรกในชีวิต พร้อมทั้งได้มีโอกาสไปกราบพระบรมธาตุนาดูน ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างมาก”

นอกจากนี้ยังได้สะท้อนมุมมองต่อ “วัฒนธรรม” ผ่านประสบการณ์ที่ได้ยินเสียงหมอลำและเห็นการแสดงของชาวบ้านในพื้นที่ โดยมองว่าวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่คือสิ่งที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง “ผมไม่ได้เป็นคนสร้างวัฒนธรรม เป็นแค่คนรับไม้ แล้วก็ส่งต่อ” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงบทบาทของ ผู้ทำงานด้านศิลปะและสื่อสารมวลชน ที่ทำหน้าที่สืบสานและต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ พร้อมเปรียบเทียบการได้รับรางวัลในครั้งนี้เสมือน “นักวิ่งผลัด” ที่ได้รับไม้ต่อ และพร้อมส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป นับเป็นอีกหนึ่งเกียรติยศสำคัญ และความภาคภูมิใจ ที่สะท้อนถึงแนวคิดและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง