เอเซอร์ครบรอบ 50 ปี ประกาศยุทธศาสตร์ “The Next Breaking Barriers” เดินหน้าสู่แบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์

  • เอเซอร์ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ The Next Breaking Barriers” พลิกบทบาทผู้นำพีซีสู่แบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์
  • ขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 3 แกนหลัก Commercial, Retail และ Home Appliance นำเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในทุกมิติของชีวิต
  • ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยนวัตกรรม ความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค และการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน

ในวาระครบรอบ 50 ปี เอเซอร์ (Acer) ประกาศก้าวสู่ทศวรรษใหม่ภายใต้แนวคิด “The Next Breaking Barriers” สะท้อนวิสัยทัศน์การ “ทลายขีดจำกัด” หนึ่งใน DNA สำคัญของแบรนด์ ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง จากความแข็งแกร่งในตลาดพีซี ไปสู่บทบาทของ แบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ที่เข้าใกล้ชีวิตผู้คนมากขึ้น ผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ตอบโจทย์การใช้งานจริง และขับเคลื่อนความเชื่อมั่นในระยะยาวผ่าน 3 แกนพอร์ตธุรกิจสำคัญ ทั้งในฝั่ง Commercial, Retail และ Home Appliance

นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวคิด “Breaking Barriers” ของเอเซอร์ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่หรือการก้าวข้ามข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ แต่หมายถึงการทำให้เทคโนโลยีสามารถเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างไร้รอยต่อมากขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัล

เอเซอร์จึงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในหลายมิติ โดยนำ AI มาทำหน้าที่เป็น “Trusted Companion” หรือคู่คิดที่ช่วยยกระดับคุณภาพการทำงานและการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมเสริมความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจผ่านการยกระดับการผลิตและการบริหารงานในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาดและรองรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับตอกย้ำความเชื่อมั่นผ่านระบบบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

“ในวาระครบรอบ 50 ปี เราไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกใช้ด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่ผู้คนรู้สึกผูกพันและเชื่อมโยงด้วย ผ่านเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกเจเนอเรชัน และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต” นายเจฟ ลี กล่าว

จากวิสัยทัศน์ สู่การลงมือทำจริง

ในปีนี้ เอเซอร์นำแนวคิด “Breaking Barriers” มาเป็นหัวใจหลักของการสื่อสารแบรนด์ เพื่อเล่าการเดินทางตลอด 5 ทศวรรษ ในฐานะแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี พร้อมต่อยอดความหมายของการ “ทลายขีดจำกัด” จากเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์ ไปสู่การสร้างความเข้าใจและมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการลดความกังวลเกี่ยวกับ AI หรือการทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

เอเซอร์จึงวางกลยุทธ์การสื่อสารแบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผ่านกิจกรรมสำคัญอย่างแคมเปญ Acer Day, การแข่งขัน Predator League Tournament และการ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ โดยต่อยอดจากความสำเร็จของโปรเจกต์ Acer x Butterbear ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี ผ่านการออกแบบคอลเลกชัน Notebook, Gadget และ Accessories สำหรับคอมมูนิตี้ไทย เพื่อทำให้เอเซอร์ไม่เพียงถูกจดจำในฐานะผู้นำธุรกิจ แต่เป็นแบรนด์ที่มอบทั้งคุณค่าการใช้งานและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว เอเซอร์จึงเดินหน้าขยายบทบาทของธุรกิจในแต่ละแกนอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในฝั่ง Commercial ที่มุ่งพัฒนาโซลูชันเพื่อองค์กรและการศึกษา ฝั่ง Retail ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้บริโภค และฝั่ง Home Appliance ที่สะท้อนการขยายตัวของแบรนด์เข้าสู่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในบ้านอย่างชัดเจน

จากเทคโนโลยี สู่แบรนด์ที่สร้างสรรค์โอกาส

ในฝั่ง Commercial เอเซอร์ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงประสิทธิภาพอุปกรณ์ แต่มุ่งขยายบทบาทให้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยลดข้อจำกัดเพื่อการเติบโตขององค์กร สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง

นางสาวณัฐฐนันท์ รัตนพรพิศ รองผู้อำนวยการฝ่าย Commercial Business Group บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฝั่ง Commercial เอเซอร์ได้ปรับบทบาทจากผู้จำหน่ายอุปกรณ์ไอที สู่การเป็นพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยีที่เข้าใจอินไซต์และความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่มอย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมตั้งแต่การเป็น Education Partner ที่ร่วมพัฒนาโซลูชันเพื่อยกระดับการเรียนรู้ เป็น Enterprise Partner ที่ช่วยองค์กรออกแบบและวางระบบเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ไปจนถึงการเป็น Business Partner สำหรับผู้ประกอบการ SME เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานยุคใหม่ ทุกโซลูชันถูกพัฒนาเพื่อทำให้เทคโนโลยีเป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่เป็นพลังสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ และทรัพยากร

ในขณะเดียวกัน เอเซอร์ยังนำแนวคิด Breaking Barriers” มาขับเคลื่อนกลยุทธ์ Commercial ผ่านแนวทางสำคัญ เพื่อผลักดันให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพองค์กรและขยายโอกาสทางดิจิทัล ได้แก่

  • Breaking the Performance Barrier: เอเซอร์ยกระดับศักยภาพการประมวลผลขององค์กรด้วย Altos BrainSphere™ GB10 F1 ภายใต้แนวคิด “A Grace Blackwell AI Supercomputer on Your Desk” นำพลังประมวลผล AI ระดับสูงมาไว้ในเครื่องขนาดกะทัดรัด ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา Local AI Model วิเคราะห์ข้อมูล และจัดการงาน AI ที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Breaking the Boundary of Work: เปิดตัว TravelMate และ Veriton เจเนอเรชันใหม่ รองรับการทำงานยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยความสามารถด้าน AI-Powered Productivity ระบบความปลอดภัยระดับองค์กร การจัดการพลังงาน และแนวคิดด้านความยั่งยืน
  • Breaking the Opportunity Gap: เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลผ่าน Digital Learning Support Program สนับสนุนอุปกรณ์ Chromebook ให้กับโรงเรียนไทย พร้อมพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้และเสริมศักยภาพทั้งผู้สอนและผู้เรียนให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม

แบรนด์ที่อยู่ในชีวิตจริงของคนยุคดิจิทัล

ในฝั่ง Retail เอเซอร์กำลังขยับจากแบรนด์ที่ผู้บริโภคเคยเลือกด้วยเหตุผลด้านเทคโนโลยี ไปสู่แบรนด์ที่สร้างความหมาย ความเชื่อมั่น และความผูกพันระยะยาว ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลในชีวิตจริง

นายสุพงศ์ ตั้งตรงเบญจศีล ผู้อำนวยการฝ่าย Retail Business บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอเซอร์ออกแบบทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของอุปกรณ์ไอที และทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของผู้ใช้งานได้จริง พอร์ตผลิตภัณฑ์ใหม่จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่กลุ่ม Hybrid Work ในซีรีส์ Swift AI และ Aspire AI, กลุ่ม Pro Creator ที่ต้องการประสิทธิภาพขั้นสูง ไปจนถึงกลุ่ม Immersive Gaming ภายใต้ Predator และ Nitro ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เอเซอร์ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ผสานประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความทนทาน และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ในระยะยาว โดยนำแนวคิด Breaking Barriers” มาขับเคลื่อนแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • Breaking the AI Barrier: ทำให้ AI PC เข้าถึงได้ในหลายเซ็กเมนต์ ผ่าน Swift Series ตั้งแต่ Swift Edge 14 AI / 16 AI, Swift Air 16, Swift Go 14 AI ไปถึง Aspire 16 AI ที่ยกระดับการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน
  • Breaking the Performance Barrier: เสริมความแข็งแกร่งกลุ่มเกมมิ่งด้วย Predator และ Nitro เจเนอเรชันใหม่ โดย Predator Helios Neo 16S AI โดดเด่นด้านดีไซน์และการปรับแต่งประสิทธิภาพ ขณะที่ Nitro V16 AI มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่รองรับการเล่นต่อเนื่องได้ดียิ่งขึ้น
  • Breaking the Ecosystem Barrier: ขยายพอร์ต Desktop, Monitor, Memory และ DIY ครอบคลุมตั้งแต่ All-in-One, Tower PC, Mini PC, Portable Display, ProDesigner Monitor, จอเกมมิ่งรีเฟรชเรตสูง ไปจนถึง SSD, RAM และอุปกรณ์เสริมเกมมิ่ง เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศของแบรนด์ให้ครบวงจร

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือโปรเจกต์ Predator x ADBIG ที่เอเซอร์ร่วมมือกับ ADBIG ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ประกอบ (Custom PC) เพื่อพัฒนา Custom DIY PC ภายใต้แบรนด์ Predator ที่คัดสรรและออกแบบสเปกของแต่ละรุ่นอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้สมดุลด้านประสิทธิภาพที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้ที่ต้องการพลังประมวลผลระดับสูง พร้อมวางจำหน่าย เฉพาะผ่าน Acer Online Store เท่านั้น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคอมมูนิตี้เกมเมอร์และผู้ใช้งานสาย DIY พร้อมขยายการเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

จากเทคโนโลยี สู่ทุกมิติของการใช้ชีวิต

อีกหนึ่งก้าวกลยุทธ์ของเอเซอร์ในวาระครบรอบ 50 ปี คือการรุกเข้าสู่ตลาด Home Appliance ภายใต้แบรนด์ Acerpure ซึ่งสะท้อนการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น โดย Acerpure ถูกวางให้เป็นหนึ่งในเสาหลักใหม่ของการเติบโต ภายใต้แนวคิด Live Pure” ซึ่งนำองค์ความรู้ด้าน IT, AI และ Connectivity มาสร้างสรรค์โซลูชันการอยู่อาศัยที่สะอาดและปลอดภัย ควบคู่กับดีไซน์ที่ทันสมัย ผ่านสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

นายบุญพัทธ ชูบรรเจิด รองผู้อำนวยการ Acerpure Business Group บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทิศทางต่อไปของเอเซอร์คือการลดช่องว่างเพื่อทำให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและอยู่ในทุกจังหวะของการใช้ชีวิต Acerpure จึงเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่าน ที่ทำให้เอเซอร์ขยายบทบาทจากโลกเทคโนโลยีสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย สะดวก และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขภาวะภายในบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเอเซอร์กำลังเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศไทย ได้แก่

  • Acerpure CHILL: ไฮไลต์สำคัญของพอร์ตผลิตภัณฑ์ Acerpure ในปีนี้ คือเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ ที่มาพร้อม PINOKI เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ Acerpure ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่สะอาด สบาย และดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น สะท้อนแนวคิดในการนำเทคโนโลยีมาเสริมคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในทุกมิติของการใช้ชีวิต
  • Large Appliances for Smart Living: ขยายสู่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการอยู่อาศัยอัจฉริยะ และทำให้ Acerpure เข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
  • Energy-Efficient Appliances: กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เน้นประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานด้วยระบบ Dual Inverter พร้อมการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน Acerpure LIFE รองรับการใช้งานในยุคสมาร์ทโฮม
  • Acerpure ASPIRE TV: การต่อยอดสู่หมวด Audio & Visual ผ่านทีวีดิจิทัลจอขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้าน ด้วยระบบภาพและเสียงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ในราคาที่เข้าถึงได้

จากความสำเร็จ สู่ทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืน

จากการเดินหน้าธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เอเซอร์สามารถสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้นได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมได้รับการยอมรับผ่านรางวัล Thailand’s Most Admired Brand และ Thailand’s Most Admired Company สะท้อนความเป็นผู้นำของเอเซอร์ในตลาดไอทีและพีซี ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และความไว้วางใจจากผู้บริโภค

อีกปัจจัยที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นของเอเซอร์ในตลาดไทย คือมาตรฐานด้านการบริการหลังการขายคุณภาพสูง ภายใต้แนวทาง Global Brand, Local Touch ของศูนย์บริการ HSNT ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยปัจจุบันศูนย์บริการของเอเซอร์ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 ครบทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ สะท้อนถึงคุณภาพและความสม่ำเสมอในการให้บริการที่เชื่อถือได้ พร้อมมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เพื่อเสริมรากฐานการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

อีกด้านหนึ่ง เอเซอร์ยังดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) โดยผสานหลักความยั่งยืนเข้ากับทุกกระบวนการสำคัญ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การดำเนินงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการซัพพลายเชน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหมุนเวียน เพื่อให้การเติบโตของเทคโนโลยีดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในวาระครบรอบ 50 ปีของเอเซอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายแห่งความสำเร็จในอดีต แต่คือการประกาศทิศทางใหม่ของแบรนด์อย่างชัดเจน ผ่านการต่อยอดจุดแข็งของธุรกิจพีซี สู่การพัฒนาโซลูชันสำหรับองค์กรและพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ภายใต้แนวคิด The Next Breaking Barriers” ซึ่งสะท้อนการก้าวจากผู้นำเทคโนโลยี สู่การเป็นแบรนด์เทคโนโลยีดิจิทัลไลฟ์สไตล์ที่พร้อมเติบโตอย่างมั่นคง

BDMS ผนึก FWD ประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “Smart Discharge”ดึง AI BURT ยกระดับเคลมสุขภาพไทย ครอบคลุมโรงพยาบาลเครือฯ 23 แห่ง

กรุงเทพฯ – บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ในฐานะเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนที่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค ภายใต้มาตรฐานระดับสากล โดย นางนฤมล น้อยอ่ำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน และ ทันตแพทย์หญิงจิณหธาน์ ปัญญาศร ผู้อำนวยการฝ่ายการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ และระบบงานประกัน ร่วมกับ บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ FWD ประกันชีวิต โดย นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทยและกัมพูชา และ นายจักรพันธ์ เหลืองนฤมิตชัย Chief Health Officer เปิดตัวโครงการ “Smart Discharge” ด้วยการนำนวัตกรรม AI “BURT” (BDMS Utilization Review Technology) ซึ่งพัฒนาโดย BDMS มาปฏิวัติระบบบริหารจัดการกระบวนการเคลมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยใน ตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติไปจนถึงการจ่ายค่าสินไหม ช่วยลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มความคล่องตัวในการออกจากโรงพยาบาล (Discharge) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เริ่มให้บริการแล้ววันนี้ ในโรงพยาบาลเครือ BDMS จำนวน 23 แห่งทั่วประเทศ

จากผลการสำรวจของ LocalCircles ในกลุ่มผู้เอาประกันสุขภาพในต่างประเทศ พบว่า กว่า 60% ต้องรอการอนุมัติเคลมเป็นเวลานานถึง 6–48 ชั่วโมง ก่อนจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ขณะที่มีเพียง 8% ที่ได้รับการอนุมัติทันที สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการเคลมยังสามารถยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ โดยเฉพาะช่วงหลังการรักษาที่ผู้ป่วยต้องการความรวดเร็วในการกลับไปพักฟื้น
BDMS และ FWD ประกันชีวิต เล็งเห็นถึงความสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในช่วงหลังการรักษา จึงร่วมพัฒนากระบวนการทำงานภายใต้โครงการ “Smart Discharge” ซึ่งออกแบบบนแนวคิด Customer-led เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลที่ครบถ้วนและรวดเร็วระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกัน ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่ขั้นตอนการกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้รวดเร็วขึ้น พร้อมลดขั้นตอนด้านเอกสารและการขออนุมัติในเคสมาตรฐาน และช่วยให้ทีมพิจารณาเคลมสามารถจัดสรรเวลาไปดูแลเคสที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เทคโนโลยี AI “BURT” พัฒนาโดย BDMS จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลบัญชีการแพทย์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้กระบวนการ Discharge ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้น พร้อมทั้งลดภาระด้านเอกสารและขั้นตอนการขออนุมัติสำหรับเคสมาตรฐาน เปิดโอกาสให้ทีมแพทย์และทีมพิจารณาเคลมมุ่งเน้นดูแลเคสที่ซับซ้อนได้อย่างเต็มที่
ในช่วงโครงการนำร่อง (Pilot Phase) พบว่า ระบบ AI “BURT” สามารถประเมินผลได้สอดคล้องกับการพิจารณาของทีมเคลมจาก FWD ประกันชีวิตอย่างครบถ้วน โดย 79% ของกรณีศึกษาเป็นเคสที่เหมาะสมสำหรับการรับเข้าเป็นผู้ป่วยใน ขณะที่อีก 21% เป็นเคสที่มีความซับซ้อน ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถวิเคราะห์และให้ผลตรงกับการพิจารณาของทีมเคลมในทุกกรณี
ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI “BURT” ในการจำแนกทั้งเคสมาตรฐานและเคสที่มีความซับซ้อนได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เสริมความเชื่อมั่นให้ BDMS และ FWD ประกันชีวิต ในการเดินหน้าโครงการ “Smart Discharge” สู่การใช้งานจริงในโรงพยาบาลเครือ BDMS ทั้ง 23 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการในวงกว้าง พร้อมยกระดับมาตรฐานระบบเคลมสุขภาพของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยในระยะยาว
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “Smart Discharge” ได้ทางเว็บไซต์ FWD ประกันชีวิต https://www.fwd.co.th/th/support/smart-discharge/ หรือสอบถามผ่านตัวแทนประกันชีวิตทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้า FWD โทร. 1351

เอปสันจัดแคมเปญ “ท้าพิสูจน์ตัวจริง” ชวนผู้ใช้ EcoTank โชว์สถิติการพิมพ์ ลุ้นรางวัล

เอปสัน ประเทศไทย ชวนผู้ใช้งานเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank รุ่นในกลุ่ม L-Series และ M-Series ร่วมกิจกรรมออนไลน์ “ท้าพิสูจน์ตัวจริง” เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้แชร์สถิติการใช้งานจริง ทั้งการใช้งานที่ยาวนานและปริมาณการพิมพ์ เพื่อสะท้อนความทนทานและประสิทธิภาพของเทคโนโลยี EcoTank ที่ออกแบบมาเพื่อการพิมพ์ต่อเนื่องอย่างคุ้มค่า พร้อมลุ้นรับรางวัลเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์จากเอปสัน

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ตัวจริงพิมพ์นาน” สำหรับผู้ใช้งานเครื่องพิมพ์รุ่นเก่าที่ใช้งานมาอย่างยาวนาน และ “ตัวจริงพิมพ์เยอะ” สำหรับผู้ที่มีปริมาณการพิมพ์สูง โดยผู้ร่วมกิจกรรมสามารถเขียนความคิดเห็นใต้โพสต์กิจกรรมบนเพจ Facebook: Epson Thailand พร้อมแชร์คลิปวิดีโอขณะพิมพ์ ใบทดสอบหัวพิมพ์ (Nozzle Check) เพื่อยืนยันข้อมูลการใช้งาน

สำหรับประเภท ตัวจริงพิมพ์นาน ผู้ร่วมกิจกรรมต้องแสดงรายละเอียด “First Time Printing” ในใบทดสอบหัวพิมพ์อย่างชัดเจน โดยผู้ที่ใช้เครื่องพิมพ์รุ่นเก่าที่สุดและใช้งานมาอย่างยาวนานที่สุด 3 อันดับแรก จะได้รับรางวัล ได้แก่ เครื่องพิมพ์ Epson EcoTank L6370, Epson EcoTank L4360 และ Epson EcoTank L3556 ขณะที่ประเภท
ตัวจริงพิมพ์เยอะ ผู้ร่วมกิจกรรมต้องแสดงข้อมูล “Total Pages” ในใบทดสอบหัวพิมพ์ โดยผู้ที่มีจำนวนหน้าการพิมพ์สูงสุด 3 อันดับแรก จะได้รับรางวัลหมึกพิมพ์ Epson พร้อมกระดาษพิมพ์ ทั้งนี้ หมึกพิมพ์ที่มอบให้แก่ผู้ชนะจะเป็นรุ่นที่สอดคล้องกับเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank ที่ใช้เข้าร่วมกิจกรรม

ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 23:59 น. และจะประกาศรายชื่อผู้ชนะภายในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ผ่านทางเพจ Facebook: Epson Thailand สามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติม และดูตัวอย่าง ใบทดสอบหัวพิมพ์ (Nozzle Check) ได้ที่ Facebook: Epson Thailand

“The Oath” เพลงรักที่ บอย โกสิยพงษ์ อยากให้เปิดในวันสุดท้ายของชีวิตบทเพลงจาก BOYdPOD ที่เกิดจากคำสาบานในวันแต่งงานและถูกถ่ายทอดอย่างลึกซึ้งผ่านเสียงร้องของ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน

“The Oath” เพลงล่าสุดจาก BOYdPOD เป็นมากกว่าเพลงรักทั่วไป เพราะไม่ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องความรักเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นคำสัญญาบางอย่าง — คำสัญญาที่ไม่ได้มีไว้ให้ทุกคนเชื่อ แต่มีไว้ให้ใครบางคนตั้งใจใช้ทั้งชีวิตพิสูจน์มัน

เพลงนี้เป็นบทเพลงที่ บอย โกสิยพงษ์ เขียนขึ้นโดยนึกถึงคำสาบานในพิธีแต่งงานที่เขาและ “ตุ้ย” ภรรยา ได้กล่าวต่อหน้ากันและกัน ว่าจะอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าจะเป็นวันที่ชีวิตง่าย หรือวันที่ชีวิตยาก

“The Oath” ถูกถ่ายทอดผ่านดนตรี ป็อปร็อกกลิ่นอายยุค ‘80s ที่ทรงพลังแต่อบอุ่น เต็มไปด้วยอารมณ์แบบเพลงรักคลาสสิกที่ชวนให้นึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์รักในยุคก่อน

และเสียงร้องของ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน คือหัวใจที่ทำให้ “The Oath” มีชีวิตขึ้นมา เขาถ่ายทอดอารมณ์ของคำสัญญา ความมั่นคง และความรักที่ยืนยาว ผ่านน้ำเสียงที่อบอุ่น ลึกซึ้ง และจริงใจ จนทำให้บทเพลงของบอยถูกส่งต่อไปถึงผู้ฟังได้อย่างทรงพลัง

“The Oath เป็นอีกหนึ่งเพลงสำหรับผมที่ถือว่าร้องยากมากเพลงนึง เนื่องจากมีคำค่อนข้างเยอะให้ผมเคี้ยวและงับให้ทัน แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้อย่างที่พวกเราตั้งใจ อยากให้ทุกท่านได้ลองฟังเพลงใหม่เพลงนี้ของบอยป๊อด และรับชมฉากชีวิตที่สะท้อนถึงรักแท้ไร้เงื่อนไขของสุนัขชื่อ ‘เจ้าโอ๊ต’ ที่พี่บอยรังสรรค์ขึ้นเพื่อเล่าเรื่องราวของมิวสิควิดีโอแอนิเมชัน ในบทเพลงที่ผมเชื่อว่า เราแต่ละคนจะมีใครคนนั้น… อยู่ลึก ๆ ในใจอย่างแน่นอน”

ทางด้าน บอย โกสิยพงษ์ เคยพูดเอาไว้ว่า วันหนึ่งเมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาอยากให้เพลงนี้ถูกเปิดในวันสุดท้ายของชีวิต เพื่อเป็นการยืนยันคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับภรรยาของเขาในวันแต่งงาน

“ตอนแต่งเพลงนี้ ผมอยากจะรวบรวมความรู้สึกที่ผมมีให้กับภรรยาและลูก ๆ ออกมา แล้วใส่ทุกอย่างที่ผมตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบนี้เพื่อพวกเขาลงไปในเพลงนี้ เผื่อว่าเมื่อไหร่ที่ผมต้องจากโลกนี้ไป พวกเขาจะได้ภูมิใจว่าผมรักพวกเขาแค่ไหน ตอนคุณป๊อดมาร้อง ผมรู้สึกว่าคุณป๊อดช่วยบรรยายความรู้สึกและคำสัญญาที่ผมอยากจะบอกกับครอบครัว และระเบิดความรู้สึกนั้นออกมาได้ลึกซึ้ง และเท่มากจริง ๆ ฮะ”

มิวสิควิดีโอเพลง “The Oath” ยังเป็นความร่วมมือพิเศษระหว่าง BOYdPOD และ คณะอาจารย์ ศิษย์เก่า และนักศึกษาปัจจุบัน จากคณะ Animation มหาวิทยาลัยศรีปทุม กว่า 40 ชีวิต ที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานตลอดระยะเวลา 6 เดือน

ตัวงานนำเสนอผ่าน แอนิเมชัน 2D โทนขาวดำที่จริงจังและทรงพลัง โดยภาพเกือบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วย การวาดด้วยมือ (hand-drawn animation) เพื่อถ่ายทอด ความงดงามของความรักที่มั่นคง และการยืนหยัดต่อคำสัญญานี้ และในครั้งนี้ BOYdPOD ก็ได้ถ่ายทอดคำสัญญานั้นออกมา ผ่านบทเพลงล่าสุดจากอัลบั้ม BoydPod OST Side B

“The Oath” พร้อมให้รับฟังและรับชมมิวสิควิดีโอได้แล้วทาง YouTube และทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง

#TheOath_BOYdPOD #TheOath #BOYdPOD

ติดตาม บอย โกสิยพงษ์ ที่

FACEBOOK: @boyd.kosiyabong

INSTAGRAM: @boydkosiyabong

X: @boydtui

YOUTUBE: @BOYdKOSIYABONGOfficial

ติดตาม Universal Music Thailand ที่

FACEBOOK: @universalmusicthailand

INSTAGRAM: @universalmusicth

X: @UMusicThai

TIKTOK: @universalmusicthailand

YOUTUBE: @universalmusicthailand

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สยามพารากอน ชวนสัมผัสเสน่ห์แห่งรสชาติจากยอดดอย พร้อมช้อปสินค้าคุณภาพ ราคาถูก ในงาน Royal Project Gastronomy Festival 2026 @ Siam Paragon  ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 มี.ค. 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สยามพารากอน, กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) ยกขบวนวัตถุดิบชั้นเลิศและผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์
จากยอดดอยมาจำหน่ายพร้อมมอบประสบการณ์พิเศษในงาน “Royal Project Gastronomy Festival 2026 @ Siam Paragon” ระหว่างวันที่ 18-29 มีนาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน
โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด  ร่วมจัดงาน

การจัดงาน “Royal Project Gastronomy Festival 2026 @ Siam Paragon” ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Taste of Longevity: From Farm to Table” ที่ถ่ายทอดปรัชญาการกินอยู่เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสคุณค่าของอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำพร้อมรังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพ จากวัตถุดิบโครงการหลวง
โดยพิธีเปิดงานวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ NEXTOPIA  ชั้น 5 สยามพารากอน ได้รับเกียรติจาก ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ กรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง, สาลวิท สุวิพร และ ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ ผู้บริหารสยามพารากอน, พิมพ์ทิพย์ เป้าศิลา ผู้บริหาร Thailand Gastronomy Network, น้ำฝน อังศุธรรังสี ผู้บริหารไทยเบฟเวอเรจ และ อุรชา บูรพาชลทิศน์ ผู้บริหารพิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม มาร่วมงาน พร้อมกันนี้ยังมีการสาธิตการนำวัตถุดิบโครงการหลวงมาสร้างสรรค์เป็นเมนูสุดพิเศษ “เห็ดพอร์โทเบลโล และปลาเทราต์ชาชิมิ แบล็คคาเวียร์” โดย ชารีย์ บุญญวินิจ FRIEND OF NEXTOPIA เจ้าของร้าน “OmakaHed” แห่งฟาร์มลุงรีย์

ภายในงานรวบรวมผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์จากยอดดอย ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกร
บนพื้นที่สูงเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงวัตถุดิบระดับพรีเมียมต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานสากล ก่อนส่งตรงสู่ผู้บริโภคใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อให้สัมผัสได้ถึงความสดใหม่แบบ From Farm to Table อย่างแท้จริง

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ “ปลาเทราท์โครงการหลวง” ปลาน้ำจืดคุณภาพสูงที่เลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติบนพื้นที่สูงที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 24 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อปลามีความนุ่ม ขาว รสชาติกลมกล่อม เด่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีให้เลือกทั้ง ปลาเทราท์สด และ ปลาเทราท์รมควัน และอีกนึ่งวัตถุดิบชั้นเลิศที่ห้ามพลาดคือผลิตภัณฑ์ไทยระดับโลกอย่าง “แบล็คคาเวียร์” ไข่ปลาคาเวียร์จากปลาสเตอร์เจียนสายพันธุ์ไซบีเรียน ที่เพาะเลี้ยงอย่างพิถีพิถันในระบบน้ำไหลเวียนจากน้ำตกสิริภูมิ ภายใต้สภาพอากาศหนาวเย็นบนดอยอินทนนท์

อีกทั้งยังมี ผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพจากยอดดอยของโครงการหลวง ที่สะท้อนเสน่ห์ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและภูมิปัญญาการปลูกชาบนพื้นที่สูง อาทิ ชากตัญญู–อายุยืน ชาเขียวอัสสัมคั่วหอมที่ผสานกลิ่นมะม่วงและสตรอว์เบอร์รีอย่างลงตัว ให้รสนุ่มละมุนชุ่มคอ, ชาอู่หลง 12 Oolong Tea Set ชุดชาพรีเมียมบรรจุในโถเซรามิคลวดลายพู่กันจีน เหมาะสำหรับเป็นของขวัญล้ำค่า, ชาขาวไวท์พีโอนี ที่คัดเฉพาะยอดอ่อนของชาป่าบนพื้นที่สูง ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสนุ่มละมุน, ชาแดงอัดแผ่น ที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างพิถีพิถันจนได้รสเข้มลึกและหวานปลายลิ้น, ชุดชาพิเศษชาแดง ที่ผลิตจากยอดชาเก็บมือแบบ 1 ยอด 2 ใบอ่อน ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของชาแดงชั้นดี, ชาอู่หลงกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงพร้อมชง ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยผ่านกลิ่นหอมของมะม่วงสุกและข้าวเหนียวมูน และ ชาเขียวป่าดอกเก็กฮวย จากแหล่งปลูกธรรมชาติบนดอยม่อนเงาะ ที่ให้รสเข้มและกลิ่นหอมเฉพาะตัว

สำหรับคอกาแฟพบกับ กาแฟอะราบิกาคุณภาพจากแหล่งปลูกบนพื้นที่สูงของโครงการหลวง ทั้ง กาแฟคั่วเมล็ด ดอยสามหมื่น เนทูร่า กาแฟออร์แกนิคจากชุมชนลีซู ให้โน้ตน้ำผึ้ง เบอร์กาม็อต ผลไม้แห้ง และดาร์กช็อกโกแลต, กาแฟคั่วเมล็ด เลอตอ มอนติส จากชุมชนปกาเกอะญอ ที่ให้กลิ่นหอมของเบอร์รี ส้ม คาราเมล และอบเชยอย่างซับซ้อน, กาแฟคั่วเมล็ด แม่ปูนหลวง ซิลว่า จากพื้นที่ปลูกของชุมชนอาข่า ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นดอกไม้ น้ำผึ้ง และผลไม้สดชื่น, กาแฟคั่วเมล็ดดอยสามหมื่น ที่ให้รสเข้มลึกแบบดาร์กโรสต์, กาแฟอะราบิกาโครงการหลวง ชนิดแคปซูล จากแหล่งปลูกศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดื่มง่ายและสมดุลในทุกแคปซูล ด้วยรสหอมหวานของวานิลลา คาราเมล และช็อกโกแลต ตัดด้วยความสดชื่นของเกรปฟรุต, กาแฟอะราบิกาโครงการหลวง ชนิดแคปซูล จากแหล่งปลูกสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ จากสายพันธุ์ Red Catimor ให้รสชาติกลมกล่อม มีโน้ตช็อกโกแลต ถั่ว และโทสต์ พร้อมกลิ่นส้มเพิ่มความสดชื่น และยังมีกาแฟแคปซูลคุณภาพชนิดต่างๆ อีกมากมายที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีให้เลือกลิ้มรสชาติ

ด้านผลิตผลสดใหม่จากยอดดอยก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งผักเมืองหนาวและผลไม้คุณภาพ อาทิ ฟักทองญี่ปุ่น มะเขือเทศโครงการหลวง ผักกาดหอมห่อ คอสสลัด แตงกวาญี่ปุ่น ผักกาดขาวปลี และ กะหล่ำปลี รวมถึงผลไม้อย่าง เคพกูสเบอร์รี เสาวรส และบ๊วยสด อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสุขภาพอย่าง ข้าวเกรียบทอดจากผักและเห็ดโครงการหลวง ที่มีให้เลือก 4 รสชาติ ฟักทอง แคร์รอต เห็ดหอม และสูตรใหม่ มันเทศสีม่วงผสมคีนัว ซึ่งเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และสารอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น ข้าวพันธุ์จาคูเนเน, น้ำแร่ธรรมชาติโครงการหลวง, น้ำดื่มโครงการหลวง ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องหอมจากธรรมชาติ อย่างน้ำหอมกระจายกลิ่นและบุหงาแฟนซี ในกลิ่น Tea Tree หอมสะอาดสดชื่น และกลิ่น Fern หอมสดชื่นเป็นธรรมชาติ ที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตอย่างสมดุล

ส่วนใครที่ชื่นชอบไม้ดอกไม้ประดับ เตรียมรื่นรมย์ไปกับดอกไม้นานาพรรณ อาทิ กุหลาบ สีแดง ชมพู โอลด์โรส เหลือง ขาว, กลอลิโอซ่า ไฮเดรนเยียร์, เบญจมาศ, ซิมบิเดียม และสมุนไพรกระถาง เช่น โรสแมรี่ เบซิล มิ้นท์ที่มาจำหน่ายภายในงาน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมต่างๆ จากชนเผ่า ผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ร้านดอยคำ ผลิตภัณฑ์สินค้างานฝีมือจากชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้ง เมนูพิเศษจากกูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่เคาน์เตอร์ YOU HUNT WE COOK โดยจะจำหน่าย ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สยามพารากอน

            และอีกหนึ่งความน่าสนใจที่พลาดไม่ได้ภายในงาน คือกิจกรรมฮีลกาย ฮีลใจ เสริมความปัง ที่เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เข้าถึงแนวคิด“Taste of Longevity” อย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่

  • 20 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. Forest Bathing: From Forest to Cup – ศิลปะแห่งการเชื่อมชีวิตกับธรรมชาติ โดย ภญ. ศุภาพิชญ์ เอี่ยมชีรางกูร ถ่ายทอดมุมมองการเชื่อมโยงธรรมชาติกับการใช้ชีวิต ผ่านชาอู่หลงและเซ็ตชาคุณภาพ จากนั้น 16.30 น. สาธิตการทำเมนูทาร์ตไข่กาแฟตีนตก โดย เชฟเบลล์-พิมพ์ทิพย์ เป้าศิลา  
  • 21 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. ร่วมค้นหาคาแรกเตอร์ของตัวเองผ่านกิจกรรม Find Your Own Coffee Persona โดย ไอซ์-รังสิมันตุ์ ตันติวุฒิ กรรมการสมาคมกาแฟพิเศษแห่งประเทศไทย ที่จะชวนผู้ร่วมงานทำความรู้จักเสน่ห์ของเมล็ดกาแฟแต่ละแบบ จากนั้น 16.30 น. เพลิดเพลินกับ Art of Kombucha โดย เชฟเบลล์-พิมพ์ทิพย์ เป้าศิลา ที่นำเสนอศาสตร์และศิลป์ของการหมักเครื่องดื่มคอมบูชาจากชาเขียวเก๊กฮวย
  • 22 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. พบกิจกรรม Forest Bathing: Why Nature Calms the Brain – วิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ โดย ภญ. ศุภาพิชญ์ เอี่ยมชีรางกูร ชวนทำความเข้าใจว่าธรรมชาติส่งผลต่อสมองและจิตใจอย่างไร ต่อด้วย 16.30 น. สาธิตการทำเมนูบูร์ริโต้จาคูเนเน โดย เชฟปอนด์-สหดล ตันตราพิมพ์ เซเลบริตี้เชฟ ที่หยิบวัตถุดิบอย่างข้าวจาคูเนเนและผักสดมาสร้างสรรค์เป็นเมนูสไตล์ร่วมสมัย
  • 24 มี.ค. 2569 เวลา 17.00 น. ร่วมสนุกกับกิจกรรม Cracker Pairing Party โดย เชฟเบลล์ พิมพ์ทิพย์ เป้าศิลา ที่จะชวนค้นหาความอร่อยของการจับคู่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มข้าวเกรียบ
  • 25 มี.ค. 2569 เวลา 14.30 น.พบกับเสวนา Longevity Begins Within: Food • Mind • Purpose โดย นพ. ภัทร วิริยะบัณฑิตกุล แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การป้องกัน ที่จะชวนมองเรื่องสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างสมดุล  จากนั้น 16.30 น. สาธิตการทำเมนู Pumpkin Tortellini with Tomato Essence, Green Oil and Caviar โดย เชฟเฟน-ภัทฐิชา เดชรุ่งเรือง ที่นำวัตถุดิบคุณภาพมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษอย่างมีระดับ
  • 26 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. ร่วมเปิดมุมมองใหม่กับกิจกรรม Eat Your Design: กินให้ปังตามวันเดือนปีเกิดฉบับ Human Design โดย ครูบิ้น-วศิน วรกาญจน์ Human Design Consultant ประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่จะชวนผู้ร่วมงานสำรวจแนวคิดการเลือกอาหารและไลฟ์สไตล์ในแบบเฉพาะตัว
    ปิดท้ายเวลา 17.00 น. ด้วยกิจกรรม Art of Cider Making โดย ชลวรรษ บูรณสิงห์ จากฝ่าย R&D, Craft Union Co., Ltd. ถ่ายทอดกระบวนการและเสน่ห์ของการทำไซเดอร์จากผลไม้อย่างบ๊วยสดและเสาวรส
  • 27 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. พบกับกิจกรรม Talking Session with โครงการหลวง: สินค้าดีต่อยอดธุรกิจกับโครงการหลวง ที่มุ่งเน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่โอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและช่องทางการขายใหม่ ๆ ต่อด้วย 16.30 น. สาธิตการทำเมนู Seared Rainbow Trout in Poke Bowl โดย
    เชฟหยา-ภญ. ภัทรวดี ชัยมงคล ที่จะนำปลาเทราต์สดและผักคุณภาพมาสร้างสรรค์เป็นเมนูสุขภาพสไตล์โมเดิร์น

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสรสชาติความสดใหม่ของวัตถุดิบชั้นเลิศคุณภาพระดับซูเปอร์มาสเตอร์จากยอดดอยของโครงการหลวง ผ่านเมนูอร่อยจากร้านอาหารชื่อดังภายในสยามพารากอน อาทิ  Another Hound Café (อนาเธอร์ ฮาวนด์ คาเฟ่), Bakehaus (เบคเฮ้าส์), Fikka (ฟิกก้า), Henryfry (เฮนรี่ ฟราย), Hopsy Story (ฮอบซี่
สตรอรี่),JUMBO Seafood (จัมโบ้ ซีฟู้ด), NICOLO (นิโคโล่), Shersanctuary Tea Bar (เชอร์แซงชูเออะรี
ทีบาร์),  Sri’s Room by Sri Trat (ศรีรูม บาย ศรีตราด), Suki Masa (สุกี้ มาสะ), Taling Pling (ตะลิงปลิง)และUncle Boss (อังเคิล บอส) เป็นต้น ที่นำวัตถุดิบจากโครงการหลวงมารังสรรค์เป็นอาหารคาว หวาน และเครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ จำหน่ายให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตผลและสินค้าภายในงาน ครบ 1,500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับถุงผ้าลดโลกร้อนดีไซน์พิเศษเฉพาะในงานนี้ (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัตถุดิบคุณภาพจากยอดดอย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติ วิถีชีวิตของเกษตรกรบนพื้นที่สูง และการพัฒนาของโครงการหลวง ผ่านประสบการณ์อาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนร่วมกิจกรรมต่างๆในงาน “Royal Project Gastronomy Festival 2026 @ Siam Paragon” ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง29 มีนาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 และ
กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-610-8000 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง FB: SIAM PARAGON
และ FB : NEXTOPIA      

#RoyalProjectGastronomyFestival2026 #TasteOfLongevity #SiamParagon #NEXTOPIA                

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนร่วมบริจาคโลหิต อวัยวะและดวงตา 24 มีนาคมนี้ ชั้น 7 SFTOWN“Give Blood Now ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ส่งต่อการให้ไม่สิ้นสุด

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้แนวคิด MBK Care ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและการช่วยเหลือกันอย่างยั่งยืน โดยร่วมกับ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม “Give Blood Now ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการมอบโอกาสแห่งชีวิตให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ ผ่านการบริจาคโลหิต อวัยวะ และดวงตา ในกิจกรรมบริจาคโลหิตครั้งที่ 21

ร่วมทำความดีไปด้วยกันในวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 19.00 น. (พักเวลา 15.00 – 16.00 น.) ณ SF Town ชั้น 7 โซน A ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

และเพื่อแทนคำขอบคุณ สำหรับผู้ร่วมบริจาคโลหิตจะได้รับของที่ระลึก ข้าวหอมจัสมิน ขนาด 1 กิโลกรัม จากข้าวมาบุญครอง

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

#

MBKCenter #สภากาชาดไทย #บริจาคโลหิต #MBKCare #GiveBloodNow #ให้เลือดให้ได้ให้เลย

สื่อสารองค์กร สคส. ชู AI ขับเคลื่อน GovTech ไทย สื่อสารเรื่อง PDPA ให้เข้าใจง่าย สร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลสังคมดิจิทัล

ท่ามกลางการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐ แนวคิด GovTech หรือการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานและการสื่อสารของภาครัฐกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐไทย โดยเฉพาะการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยทำให้เรื่องสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและนโยบายสาธารณะ สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

หนึ่งในหน่วยงานที่เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้คือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส) ที่นำ AI มาช่วยสร้างสรรค์สื่ออธิบายหลักการของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่คลิปวิดีโอสั้น มาสคอต ไปจนถึงบทเพลงที่ผลิตด้วย AI เพื่อเปลี่ยน “PDPA ที่เข้าถึงยาก” ให้กลายเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งสะท้อนทิศทางการสื่อสารของภาครัฐไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.วีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยว่า ทิศทางการสื่อสารของ สคส. ในระยะต่อไป จะมุ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับสื่อของประชาชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการทำให้เรื่องของ PDPA ซึ่งมักถูกมองว่าเข้าใจยาก สามารถอธิบายได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้างมากขึ้น

“ปัจจุบันการสื่อสารเรื่อง PDPA ผ่านเอกสารหรือภาษาทางราชการ อาจไม่เพียงพอสำหรับสังคมยุคดิจิทัล เราจึงพยายามปรับวิธีการสื่อสาร โดยนำ AI เข้ามาช่วยสร้างสื่อรูปแบบใหม่ เช่น คลิปวิดีโอสั้น แอนิเมชัน หรือคอนเทนต์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจหลักการของ PDPA ได้ง่าย และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น”  น.ส.วีรินทร์ กล่าว

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของฝ่ายสื่อสารองค์กร คือการใช้ สื่อสร้างสรรค์เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง PDPA กับประชาชน โดยที่ผ่านมา สคส. ได้นำ AI มาใช้ในการผลิตคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างคลิปวิดีโอสั้นเพื่ออธิบายสถานการณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนาตัวละครหรือมาสคอตเพื่อช่วยสร้างการจดจำ รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการแต่งเพลงรณรงค์ ซึ่งถือเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ง่ายต่อการเข้าใจ และสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราไม่ได้มองว่า AI เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้แนวคิดในการตระหนักรู้ ซึ่งมีความเป็นนามธรรม สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายและจับต้องได้มากขึ้น เช่น การนำสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน มาถ่ายทอดผ่านคลิปหรือบทเพลง เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่าการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคนอย่างไร” น.ส.วีรินทร์ กล่าว

สำหรับการใช้เพลงเป็นเครื่องมือสื่อสารนั้น น.ส.วีรินทร์ กล่าวว่า เพลงแรกของ สคส. ที่ชื่อว่า “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” ถูกสร้างขึ้นเพื่อสื่อสารแนวคิดสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและจดจำได้ โดยใช้จังหวะและทำนองที่เข้าถึงผู้ฟังทุกช่วงวัย ขณะที่เพลงที่สอง “Romance Scam” ซึ่งเปิดตัวในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก มีเป้าหมายเพื่อเตือนภัยเกี่ยวกับการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะรูปแบบการหลอกให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือโอนเงินผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์

“เพลงเป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร ไม่ใช่เป้าหมายของเรา เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตัวเอง และตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพราะเมื่อประชาชนเข้าใจและรู้เท่าทัน ก็จะสามารถป้องกันความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์หรือการถูกละเมิดข้อมูลได้ด้วยตัวเอง” น.ส.วีรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ สคส. ยังมีแผนพัฒนาเนื้อหาการสื่อสารผ่าน คลิป AI ที่อธิบายเรื่อง PDPA ในรูปแบบสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเรียนรู้เรื่องสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลได้จากสถานการณ์ที่ใกล้ตัว เช่น การให้ข้อมูลกับร้านค้าออนไลน์ การใช้แอปพลิเคชัน หรือการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“สิ่งที่เราพยายามทำคือทำให้ PDPA ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง การใช้ AI ช่วยสร้างสรรค์คอนเทนต์จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาการสื่อสารของภาครัฐ ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูลเข้าถึงง่าย โปร่งใส และสอดคล้องกับสังคมดิจิทัลในปัจจุบัน” น.ส.วีรินทร์ กล่าว

เอเซอร์คว้า 2 รางวัลจาก BrandAge ตอกย้ำผู้นำตลาดไอทีไทยเดินหน้าพอร์ตนวัตกรรมครบวงจร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ – บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งทั้งในระดับองค์กรและแบรนด์ ด้วยการคว้า 2 รางวัลสำคัญจาก BrandAge ได้แก่ รางวัล 2025–2026 Thailand’s Most Admired Company ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 และรางวัล 2026 Thailand’s Most Admired Brand หมวด IT และดิจิทัล กลุ่มคอมพิวเตอร์พกพา ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 16 จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคทั่วประเทศ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อเอเซอร์ในฐานะองค์กรที่น่าเชื่อถือ และแบรนด์ที่ครองใจตลาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง

การได้รับรางวัล “Most Admired Company” และ “Most Admired Brand” ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จทั้งในมิติของการดำเนินธุรกิจและการสร้างแบรนด์ ตอกย้ำถึงการบริหารจัดการที่โปร่งใส วิสัยทัศน์การเติบโตอย่างรับผิดชอบ และศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนสำคัญของการทำงาน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตประจำวัน

นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทั้งสองรางวัลนี้คือเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ไว้วางใจเอเซอร์ในฐานะผู้นำตลาด เรามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและประสบการณ์การใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้ใช้ พร้อมส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสังคมไทย”

เอเซอร์เดินหน้ากลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป นักเรียน นักศึกษา กลุ่มองค์กร ไปจนถึงเกมเมอร์และสายครีเอเตอร์ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์หลักอย่างต่อเนื่อง ทั้งซีรีส์ Predator, Nitro, Swift และ Aspire รวมถึงเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงและมินิพีซีสำหรับพื้นที่จำกัด ตลอดจนการขยายสู่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ Acerpure สะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่มุ่งผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง และออกแบบโซลูชันให้สอดคล้องกับบริบทการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ในด้านความยั่งยืน เอเซอร์ยังคงขับเคลื่อนแนวคิด “ไอทีหัวใจสีเขียว” ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ Vero ที่เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต และออกแบบเพื่อให้สามารถซ่อมแซมได้ง่าย ช่วยยืดอายุการใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีแห่งการครบรอบ 50 ปี เอเซอร์เดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ Breaking Barriers” มุ่งก้าวข้ามข้อจำกัดระหว่างผู้คนกับเทคโนโลยี ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคมากว่า 5 ทศวรรษ และพร้อมวางรากฐานสู่อนาคตอย่างมั่นคง

รางวัลครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนสถานะผู้นำตลาดไอทีไทยของเอเซอร์ แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมครบพอร์ต เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกพันธมิตรอุตสาหกรรมอัญมณี ดันงาน JGAB 2026สู่แพลตฟอร์มธุรกิจอัญมณีเครื่องประดับชั้นนำนานาชาติ

กรุงเทพฯ – 18 มีนาคม 2569 – ณ ห้อง Sarocha โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประกาศจับมือร่วมกับพันธมิตรแนวหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน และสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย เพื่อผลักดันงาน JGAB 2026 สู่ศูนย์กลางเวทีเจรจาธุรกิจการค้าชั้นนำสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เตรียมปักหมุดสู่หนึ่งในจุดหมายการค้าสำคัญระดับภูมิภาค

เวทีการค้าและการจัดงานระดับนานาชาติ

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) 2026 ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้เป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด The Ultimate Sourcing Hub” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยทั้งรายย่อยและขนาดกลางให้เข้าถึงแพลตฟอร์มธุรกิจนานาชาติ

“ในฐานะผู้จัดงาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการขยายกรอบความร่วมมือกับพันธมิตรที่สำคัญของเราในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยในระยะยาว”

ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการยกระดับพื้นที่จัดแสดงให้เป็นเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติโดยมี พาวิลเลียนผู้ออกแสดงสินค้าจากหลายประเทศ อาทิ ASEAN Pavilion ที่รวบรวมผู้ผลิตจากประเทศในอาเซียน, China Pavilion ที่โดดเด่นด้านบรรจุภัณฑ์เครื่องประดับและเพชรสังเคราะห์, Sri Lanka Pavilion นำเสนอไพลินคุณภาพระดับโลกภายใต้แนวคิด “Mine to Masterpiece” และ Japan Pavilion จัดแสดงไฟน์จิวเวลรี่ ไข่มุก รวมถึงเครื่องประดับคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐาน Made in Japan

สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า และคาดว่าจะมี ผู้เยี่ยมชมงาน นักธุรกิจ และจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 10,000 รายจาก 60 ประเทศ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ The Next Gem Awards 2026 เวทีการประกวดนักออกแบบรุ่นใหม่, The Goldsmith Craftsmanship Competition 2026 การแข่งขันช่างทองไทย, JGAB Runway แฟชั่นโชว์เครื่องประดับที่เน้นสร้างมูลค่าให้กับเครื่องประดับไทย และ Networking Night กิจกรรมส่งเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง Workshop และสัมมนาคุณภาพ ตลอด 4 วันของการจัดงาน

ความร่วมมืออาเซียนและตลาดโลก

นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล นายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือสู่หุ้นส่วนการจัดงาน ครั้งนี้ว่า “นี่คือครั้งแรกของทางสมาคมฯ ที่ยกระดับความร่วมมือ สู่รูปแบบของผู้ร่วมจัดงาน JGAB 2026 เรามองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในงาน โดยทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมในภาพรวม อาทิ การเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของเรา โดยเฉพาะจากอาเซียน เอเชีย และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ทั้งในฐานะผู้ออกงานแสดงสินค้าและผู้เยี่ยมชมงาน

นอกจากนี้ภายในงาน เรายังร่วมจัดงานประชุมและสัมมนา Jewellery & Gem ASEAN Summit โดยการประชุมจะเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องประดับจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกของ AGJA โดยมีจุดประสงค์ในการแสวงหาความร่วมมือในมิติต่างๆ ทั้งด้านการค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ และในด้านอื่นๆ ระหว่างชุมชนเป็นการย้ำถึงความสำคัญในเรื่องการแสวงหาความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรการค้าในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายของตลาดโลกในอนาคต เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยและอาเซียน กับชุมชนธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีงาน JGAB 2026 และประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง”

ศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย และอนาคตตลาดเครื่องประดับเงินไทยในเวทีโลก

นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาพรวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 26,821.26 ล้านเหรียญสหรัฐ (มกราคม–ธันวาคม 2568) นับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 3 ของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับเงิน ที่มีมูลค่าส่งออก 2,522.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 31.56% โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่ทักษะฝีมือช่างที่มีความประณีต การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และยังมีความพร้อมในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบการที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเจียระไน การผลิตเครื่องประดับ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ

สำหรับบทบาทของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อตอบรับกับความท้าทายใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบนอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังมีผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่ม SMEs ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ให้สามารถแข่งขันได้ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงร่วมมือกับทาง บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการออกงานแสดงสินค้า ด้วยโครงการสนับสนุนเงินอุดหนุน หรือ SME ปัง ตังได้คืน โดยได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบเป็นจำนวนมากที่สนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย นับเป็นจำนวนที่มากขึ้นกว่า 25% จากปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการช่วยผลักดันธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่ตลาดสากล    

นอกจากนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย ได้ร่วมจัดสัมมนาความรู้ ภายใต้หัวข้อ Silver Price Shock: Understanding the Market and Designing for the Future เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องเงิน และในส่วนโซนนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond Silver Price : The Future of Thai Jewelry Industry” เพื่อเป็นการต่อยอดและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องเงินไทยผ่านทางเรื่องราวและแนวคิดออกแบบที่หลากหลายอีกด้วย”

งาน JGAB 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเป็นเวทีการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายการค้าในระดับสากล

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้า (Visitor Pre-Registration) ได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

หรือดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง
Website: https://jewellerygemaseanbkk.com
Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand
IG: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok/
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk/
Line: https://lin.ee/cp9sd85

VEGA เร่งเครื่อง Global Branding ดัน OEM ไทยสู่ Strategic Global Partner ปักหมุด “Made in Thailand” บนเวทีโลก

กรุงเทพฯ – บริษัท VEGA NATURAL COMPANY LIMITED หรือ Vega ผู้ให้บริการรับจ้างผลิต (OEM) ด้านผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบครบวงจร เดินหน้าเร่งกลยุทธ์รุกตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง หลังวางรากฐานการผลิตยาวนานกว่า 20 ปี และพัฒนาองค์กรภายใต้แบรนด์ Vega มากกว่า 10 ปี ด้วยเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ “Made in Thailand” ให้เป็นมาตรฐานคุณภาพที่ตลาดโลกยอมรับ

คุณมนัชญา เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ เปิดเผยว่า Vega เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตอาหารเสริมและสกินแคร์ ก่อนพัฒนาโมเดลธุรกิจสู่การเป็น One-Stop Service อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับสตาร์ทอัพไปจนถึง Corporate Brand “วันนี้ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงโรงงานผลิต แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจการสร้างแบรนด์อย่างรอบด้าน เราจึงวางระบบดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ไอเดีย   วางคอนเซปต์สินค้า ออกแบบบรรจุภัณฑ์ พัฒนาสูตรเฉพาะ ไปจนถึงการเตรียมเอกสารรองรับการเคลมเชิงวิทยาศาสตร์”

ปัจจุบัน  Vega มีทีม Product Specialist ที่ช่วยกำหนด Positioning และภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก ทำหน้าที่คิดค้นสูตรเฉพาะ (Customized Formula) โดยคัดเลือกสารสกัดระดับโลกที่มีเครื่องหมายการค้า (Trademark) และงานวิจัยรองรับ พร้อมบรรจุในปริมาณ Effective Dosage ตามข้อมูล Claim Performance ที่ตรวจสอบได้จริง เพื่อให้เจ้าของแบรนด์สามารถสื่อสารคุณสมบัติสินค้าได้อย่างมั่นใจ และแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

คุณมนัชญา ให้ข้อมูลต่อว่า ปัจจุบัน Vega มีสัดส่วนการผลิตแบ่งเป็นกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 60% ครอบคลุม Skin Care, Color Cosmetic, Hair Care และ Oral Care และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 40% โดยกำหนดขั้นต่ำการผลิต (MOQ) เครื่องสำอางทั่วไปประมาณ 3,000 ชิ้น และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบซองประมาณ 10,000–12,000 ซอง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผลิตสินค้าให้แบรนด์มากกว่า 100,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% ครอบคลุมตลาดกัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ และกลุ่มธุรกิจสปาไทยในตะวันออกกลาง

ในด้านมาตรฐานการผลิต Vega ได้รับการรับรอง GMP, GHPs, HACCP, ISO 22000, ISO 22716, ISO 9001, SMETA, HALAL และ GREEN INDUSTRY รวมถึงดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการผลิต ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และระบบบริหารคุณภาพในระดับสากล พร้อมลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายศักยภาพองค์กร ทั้งคลังสินค้ามาตรฐานสูง ไลน์ผลิต Color Cosmetic โดยเฉพาะ และห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา (Microbiology Lab) ภายในโรงงาน ที่สามารถตรวจวิเคราะห์และออกใบรับรอง (Certificate) ได้เอง ช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความน่าเชื่อถือในกระบวนการควบคุมคุณภาพ

ด้าน คุณจีรานุช เตชะเวชเจริญ กรรมการบริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า การลงทุนดังกล่าวถือเป็นการยกระดับ Enterprise Value ขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ “เราไม่ได้มองเพียงกำลังการผลิต แต่เรามองถึงความยั่งยืนและความสามารถในการรองรับแบรนด์ระดับ Corporate ที่ต้องการมาตรฐานสูง การมี Micro Lab ภายในโรงงานและไลน์ผลิตเฉพาะทาง ทำให้เราควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล”

อีกก้าวสำคัญขององค์กรคือการเข้าร่วมงาน Cosmoprof CBE ASEAN อย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปี ซึ่งเป็นเวทีแสดงสินค้าความงามระดับโลก โดยคุณมนัชญา ระบุว่า การเข้าร่วมงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงการออกบูธ แต่เป็นกลยุทธ์ Global Branding ที่ชัดเจน

“การที่ Vega ได้ยืนบนเวทีเดียวกับผู้เล่นระดับโลก ช่วยสร้าง Perceived Value และทำให้ Corporate Brand ต่างชาติเห็นศักยภาพโรงงานไทยในระดับสากลโดยตรง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เราได้ลูกค้าต่างชาติเพิ่มมากกว่า 100 ราย และหลายรายยังคงทำธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนคุณภาพของ Lead และ Conversion ที่เกิดขึ้นจริง”

คุณมนัชญา ให้ข้อมูลเสริมว่า ความร่วมมือกับ Cosmoprof ยังส่งผลเชิงกลยุทธ์ต่อองค์กร “ภาพลักษณ์ที่ปรากฏบนเวทีสากลช่วยเพิ่มมูลค่าองค์กร ทำให้เกิด Strategic Alignment ระหว่าง Vega กับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งนำไปสู่ Supply Chain Synergy และ Mutual Growth อย่างเป็นรูปธรรม” พร้อมแผนขยายตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเตรียมเข้าร่วมงานที่ลาสเวกัสและไมอามี รวมถึงวางเป้าหมายบุกตลาดยุโรปในลำดับถัดไป ควบคู่กับการเจาะตลาดเวียดนาม ฮ่องกง ดูไบ และอินโดนีเซีย เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Hub ความงามของโลก”

ในปีนี้ องค์กรเตรียมเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “New Era of Vega” ผ่านการรีแบรนด์ (Image Transformation) และกลยุทธ์ Innovation-Driven โดยผู้บริหารยืนยันว่า การลงทุนด้าน Branding และ Booth Design เป็นส่วนสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาคู่ค้าระดับนานาชาติ

คุณมนัชญาและคุณจีรานุช กล่าวปิดท้ายว่า การสานต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งที่รุ่นก่อนสร้างไว้ แต่คือการต่อยอดให้แข็งแรงและทันโลกมากยิ่งขึ้น “เราภูมิใจในรากฐานที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ตลอดกว่า 20 ปี วันนี้หน้าที่ของคนรุ่นสองคือการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมุมมองสากลเข้ามาเสริม เพื่อพา Vega ก้าวสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม เราอยากเห็นคำว่า ‘ผลิตในประเทศไทย’ กลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือในระดับสากล พร้อมเติบโตไปกับพาร์ทเนอร์ของเราอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การลงทุนเชิงโครงสร้าง และกลยุทธ์ Global Branding ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง Vega จึงกำลังก้าวข้ามบทบาทโรงงาน OEM ไทย สู่การเป็น Strategic Global Partner ที่พร้อมผลักดัน T-Beauty ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเวทีโลกใน

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cosmoprofcbeasean.com  และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok