สายแซ่บเตรียมซี๊ด! Delicasia x Chester’s เสิร์ฟไก่ย่างสูตรเผ็ด ความแซ่บแบบซิกเนเจอร์ อร่อยเต็มคำ ฟินได้ที่ 7-Eleven ทุกสาขา ตั้งแต่ 30 เมษายนนี้

กรุงเทพฯ 28 เมษายน 2569 – บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จับมือกับ “เชสเตอร์” (Chester’s) แบรนด์ไก่ย่างระดับตำนานที่ครองใจคนไทย เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหม่ที่สายแซ่บต้องไม่พลาดกับ “Delicasia x Chester’s ไก่ย่างสูตรเผ็ด” ย่างแบบพิเศษ สไตล์เฉพาะ “เดลิกาเซีย” คงรสชาติต้นตำรับเชสเตอร์มาไว้ในผลิตภัณฑ์ ได้ฟีลเหมือนย่างใหม่ทุกคำ อร่อยจัดจ้านได้ทุกที่ ทุกวัน ที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเพียงแพ็กละ 42 บาท วางจำหน่ายวันที่ 30 เมษายนนี้เป็นต้นไป

Delicasia x Chester’s ไก่ย่างสูตรเผ็ด ยกระดับประสบการณ์อาหารในร้านสะดวกซื้อ เพื่อส่งมอบความอร่อยระดับตำนานสู่ผู้บริโภคในราคาสบายกระเป๋า คัดสรรปีกไก่บนคัดพิเศษ บรรจุแพ็กละ 3 ชิ้น นำมาหมักเครื่องเทศและย่างแบบพิเศษ สไตล์เฉพาะ “เดลิกาเซีย” เพื่อเพิ่มรสชาติความแซ่บนัวถึงใจ จนได้เนื้อไก่นุ่ม ชุ่มฉ่ำ หอมกรุ่นเครื่องเทศ พร้อมรสชาติที่เผ็ดร้อน กลมกล่อมซึมลึกถึงเนื้อใน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก-เร็ว-ง่าย ไม่ว่าจะเป็นกับข้าวมื้อหลักแบบง่าย ๆ อาหารเรียกน้ำย่อย หรือยามค่ำคืน แค่ฉีกซอง นำเข้าไมโครเวฟอุ่นร้อนเพียงไม่กี่อึดใจ ก็ได้ฟีลไก่ย่างเชสเตอร์เสิร์ฟใหม่เหมือนไปกินที่ร้านเป๊ะๆ

ท่ามกลางกระแส “ปีกไก่เผ็ด” ที่กำลังมาแรงทั่วโลก ทั้งสไตล์เกาหลีรสจัดจ้านและอเมริกันฮอตวิงส์ บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการบริโภคอาหารรสเผ็ด ซีพีแรมมองเห็นโอกาสในการตอบโจทย์ตลาดด้วย “รสชาติที่คุ้นเคย” จึงหยิบเอา “ข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์” ซึ่งเป็นรสในความทรงจำ ทั้งคนรุ่น Gen X, Gen Y และ Gen Z ที่อยู่คู่คนไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ มาต่อยอดอย่างพิถีพิถัน ทั้งการคงความฉ่ำของเนื้อไก่หลังอุ่นร้อน และการคุมระดับความเผ็ดหอมของเครื่องเทศให้ซึมลึกถึงเนื้อใน ผสานเสน่ห์แห่งความผูกพันเข้ากับนวัตกรรมอาหารพร้อมรับประทานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ที่สะดวก-เร็ว-ง่าย ในทุกช่วงเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง

จัดหนักโปรโมชันพิเศษสำหรับการเปิดตัวถึง 2 ต่อ ต่อแรก – สุดคุ้มกับราคาพิเศษช่วงแนะนำ เมื่อซื้อไก่ย่างเผ็ด Delicasia x Chester’s ตั้งแต่ 30 เมษายน – 23 พฤษภาคม 2569 จากปกติ 42 บาท เหลือเพียง 39 บาท และต่อที่ 2 เอ็กซ์คลูซีฟดีลสำหรับสายช้อปผ่านแอป 7-Eleven ระหว่าง 4 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569 พรีออเดอร์ 4 แพ็ก จากปกติ 168 บาท เหลือเพียง 159 บาท พร้อมรับฟรีทันที! แก้วน้ำเชสตี้ (Chestie) ลิมิเต็ดอิดิชันสุดคิวต์ จำนวนจำกัดเพียง 500 ใบเท่านั้น

ซีพีแรม ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานอีกหลากหลายเมนูจากแบรนด์ต่างๆ ยอดนิยม ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรได้ตามต้องการ ทั้งใน 7-Eleven แม็คโคร โลตัส และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ กว่า 20,000 แห่ง รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน Fudidiworld แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสที่รวบรวมเมนูพรีเมียมให้ทุกคนเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง

“โฮมโปร-HMPRO” รายงานกำไร Q1/69 กว่า 1.4 พันล้าน เดินเกมมาร์จิ้น-ไฮบริดสโตร์ ดันศักยภาพโตระยะยาว

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร – HMPRO เปิดผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากกำลังซื้อและปัจจัยเศรษฐกิจ โดยบริษัทมีรายได้รวมที่ 17,149.05 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,403.97 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ ของ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 17,149.05 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,403.97 ล้านบาท ซึ่งมีรายได้หลักของบริษัทฯ มาจากการจำหน่ายสินค้า และการบริการลูกค้า (ช่างโฮมโปร) อยู่ที่ 16,041.90 ล้านบาท ขณะที่รายได้ค่าเช่ายังคงเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 472.09 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในทำเลท่องเที่ยว

แม้ภาพรวมรายได้จะได้รับผลกระทบจากฐานสูงในปีก่อน และการขาดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่โฮมโปรสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบริหาร Product Mix และ Margin Optimization อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 26.60% จาก 26.18% ในปีก่อนหน้า สะท้อนการขยายตัวของอัตรากำไรจากโครงสร้างสินค้าและการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัย

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มมาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะสินค้า Private Brand ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงสร้างกำไรของบริษัทมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานและภาวะเศรษฐกิจ

นายวีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าบริษัทฯ เดินหน้ากลยุทธ์ Seasonal Agile Strategy” เพื่อบริหารจังหวะดีมานด์ในแต่ละช่วงเวลา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าคลายร้อน เช่น เครื่องปรับอากาศและพัดลม ที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาส ช่วยสนับสนุนยอดขายและสร้างโมเมนตัมเชิงบวกเข้าสู่ไตรมาสถัดไป

ในมิติของการเติบโตระยะยาว โฮมโปรเร่งพัฒนาโมเดล Hybrid Store” ที่ผสานจุดแข็งของโฮมโปรและเมกาโฮมเข้าด้วยกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั้งกลุ่ม B2C และ B2B พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและ

ต้นทุน รวมถึงสร้าง Synergy ทางธุรกิจในระยะยาว ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, ไฮบริดสโตร์ (Hybrid Store) 14 สาขา และโฮมโปรในประเทศมาเลเซีย 7 สาขา

นอกจากนี้ บริษัทฯ เดินหน้าสร้าง Engagement กับลูกค้าต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ อาทิ แคมเปญ Double Day, บริการจากทีม “ช่างโฮมโปร” (CHANG HomePro) และโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)” ซึ่งไม่เพียงช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังตอบโจทย์เทรนด์ Circular Economy และการบริโภคอย่างยั่งยืน

ด้านฐานะทางการเงิน โฮมโปรยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 20.98% และสามารถลดภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

“ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้รายได้ในระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่โฮมโปรยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไร พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ ทั้งการเพิ่มมาร์จิ้น ปรับพอร์ตสินค้า และพัฒนาโมเดลค้าปลีกใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

#ผลประกอบการโฮมโปร #HMPRO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

ซัมเมอร์นี้ สายอาร์ตไม่พลาด งาน Art & Craft ชวนปลดปล่อยไอเดียกิจกรรมดับร้อนสุดสร้างสรรค์ ที่ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ชวนสายอาร์ต และสายครีเอทีฟ มาปลดล็อกไอเดียดับร้อนต้อนรับซัมเมอร์ สร้างงานฝีมือผ่านศิลปะร่วมสมัยที่แปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร ในงาน Art & Craft พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรักงานคราฟต์ มาปลดปล่อยความคิดและจินตนาการ ไปกับชิ้นงานสุดสร้างสรรค์ ฟรี! โดยผู้ฝึกสอนที่มีความเชี่ยวชาญ แนะเทคนิคและดีไซน์หลากหลาย ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปงานฝีมือจซัมเมอร์นี้ สายอาร์ตไม่พลาด งาน Art & Craft ชวนปลดปล่อยไอเดียกิจกรรมดับร้อนสุดสร้างสรรค์ ที่ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือ เอ็ม บี เค ชวนสายอาร์ต และสายครีเอทีฟ มาปลดล็อกไอเดียดับร้อนต้อนรับซัมเมอร์ สร้างงานฝีมือผ่านศิลปะร่วมสมัยที่แปลกใหม่และไม่ซ้ำใคร ในงาน Art & Craft พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรักงานคราฟต์ มาปลดปล่อยความคิดและจินตนาการ ไปกับชิ้นงานสุดสร้างสรรค์ ฟรี! โดยผู้ฝึกสอนที่มีความเชี่ยวชาญ แนะเทคนิคและดีไซน์หลากหลาย ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปงานฝีมือจากผ้าย้อมธรรมชาติทุกขั้นตอน

ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน – วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569
บริเวณ ข้างร้านStarbucks ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

มาร่วมกิจกรรมเวิร์กช้อปได้ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 17.00 น. เพียงแสดงใบเสร็จมูลค่า 300 บาทขึ้นไป + 1 MBK POINT รับสิทธิ์เวิร์กชอป ฟรี!! (จำกัด 50 สิทธิ์/วัน ,จำกัด 2 สิทธิ์ / หมายเลขสมาชิก) โดยมีกิจกรรม ดังนี้

  • วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 เย็บหมอนรองคอแมวเหมี๊ยวสุดนุ่ม
  • วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศิลปะกระเป่าผ้า สไตล์ Eco Print
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285
  • ติดตามกิจกรรม และ โปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้า ได้ที่ www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  Instagram:  thenine_rama 9 TheNineCenterRama9
  • #เดอะไนน์พระราม9 #Art&Craft #ผ้ามัดย้อม #เวิร์กชอป #ผ้าย้อมคราม #งานฝีมือ #งานคราฟต์

หนึ่งเดียวรีเทลไทย! เซ็นทรัลพัฒนา ผนึก China Mobile International ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจีน พลิกโฉมการท่องเที่ยวไทย-จีน ยกระดับ Smart Tourism เชื่อมโลกดิจิทัลสู่ไลฟ์สไตล์

  • เข้าถึงฐานผู้ใช้กว่า 1,000 ล้านราย ผ่าน China Mobile International ยกระดับ Smart Tourism สู่มาตรฐานระดับโลก
  • เปิดตัวแคมเปญผ่าน JegoTrip เชื่อมดิจิทัลสู่ไลฟ์สไตล์ สร้าง Seamless Travel Experience ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
  • มอบ Exclusive Privileges ส่วนลดสูงสุด 25% ดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (High-Value FIT) เพิ่ม Footfall & Spending ครอบคลุม 14 Tourist Malls ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ไทยและผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ สร้างปรากฏการณ์ความร่วมมือระดับภูมิภาค พันธมิตรรีเทลไทย “หนึ่งเดียว” ผนึกกำลังกับ China Mobile International ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายใหญ่ที่สุดในโลกที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 1,000 ล้านราย เปิดตัวแคมเปญมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ใช้งาน JegoTrip ซูเปอร์แอปด้านการท่องเที่ยวของจีน ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย ด้วยส่วนลดและข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากร้านค้าชั้นนำ ตลอดปี 2569 ครอบคลุมศูนย์การค้า Tourist Malls 14 สาขาทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล ภูเก็ต, พัทยา และเชียงใหม่ เป็นต้น พลิกโฉมการท่องเที่ยวจีนสู่ไทย ผ่านการเชื่อมต่อ Digital Ecosystem สู่ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบไร้รอยต่อ (Seamless Smart Tourism) พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่ม Short-haul Market ที่มีศักยภาพสูงและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการท่องเที่ยวไทย ในมุมของพฤติกรรม นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้เปลี่ยนผ่านสู่กลุ่ม Quality FIT ที่มีกำลังซื้อสูง และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เชื่อมโยง ไลฟ์สไตล์และดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน Footfall และ Spending ในศูนย์การค้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ความร่วมมือกับ China Mobile International และ JegoTrip ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับ Smart Tourism Experience และตอกย้ำประเทศไทยในฐานะ Global Tourism & Lifestyle Destination ที่นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางและใช้ชีวิตตลอดทริปในระยะยาว

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าตั้งแต่ม.ค.- กลางเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจีนยังคงครองอันดับ 1 ที่จำนวน 1. 77 ล้านคน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 10.4 ล้านคน สะท้อนการฟื้นตัวของดีมานด์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนทั้งปีสู่ระดับ 6.7 ล้านคน เติบโตกว่า 40% จากปีก่อนหน้า

3 กลยุทธ์ทรงพลัง พลิกโฉมประสบการณ์ท่องเที่ยวสู่ระดับโลก

  1. DIGITAL-FIRST MARKET ACCESS: เข้าถึงนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมต่อโดยตรงกับ Ecosystem ของ China Mobile International ที่มีฐานผู้ใช้งานระดับพันล้านราย ผ่าน JegoTrip ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักที่นักท่องเที่ยวใช้วางแผนการเดินทาง ทำให้แบรนด์สามารถเข้าไปอยู่ใน Customer Journey ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ทั้งการค้นหา การตัดสินใจ และการรับสิทธิพิเศษ สร้างการรับรู้และกระตุ้นดีมานด์ได้ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมออกแบบประสบการณ์ Seamless Travel Experience อย่างไร้รอยต่อ
  2. NATIONWIDE DESTINATION PLATFORM: ยกระดับ Tourist Malls ทั้ง 14 สาขา ให้เป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแบบครบวงจร ครอบคลุมทุก Top Destination ของไทย ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล พาร์ค, เซ็นทรัล วิลเลจ, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล พัทยา, มารีนา เอาต์เล็ต, เซ็นทรัล อุดร, เซ็นทรัล เชียงใหม่, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล เชียงราย, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล สมุย, เซ็นทรัล กระบี่ และ เซ็นทรัล หาดใหญ่ ครอบคลุมทุก Top Destination ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยม ผู้ใช้งาน JegoTrip สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำผ่าน e-Voucher ในแอปเดียว ครอบคลุมทั้งช้อป กิน และไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์ One-Platform, Multi-Destination ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่
  3. HIGH-VALUE TOURISM ENGINE: ขับเคลื่อนทราฟฟิกคุณภาพ สู่การเติบโตยั่งยืน ต่อยอดจากศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่เติบโตต่อเนื่อง การเชื่อมต่อ Digital Ecosystem ระดับโลกเข้ากับเครือข่ายศูนย์การค้าทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มทั้ง Footfall และ Spending อย่างมีคุณภาพ พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองท่องเที่ยวหลักและรอง สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้ สมาชิก JegoTrip จะได้รับ Exclusive Privileges ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2570 ครอบคลุมแบรนด์ชั้นนำในเครือ อาทิ Central Department Store, Tops, Power Buy, ร้านค้าในเครือ Central Marketing Group (CMG) เช่น Polo Ralph Lauren, Paul Smith รวมถึงแบรนด์ไฮไลต์อย่าง Good Goods, Hugcraft, Comma &nd และร้านอาหารอย่าง Nara Thai Cuisine, The Cheesecake Factory เป็นต้น พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 25% มอบประสบการณ์ช้อป กิน และไลฟ์สไตล์แบบครบจบในที่เดียว พร้อมตอกย้ำการเป็น Top-of-Mind Destination สำหรับนักท่องเที่ยวจีน

การเป็น Exclusive Partner หนึ่งเดียวของ China Mobile Internationalในครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพของเซ็นทรัลพัฒนาในการเชื่อมโลกดิจิทัลสู่ประสบการณ์จริงอย่างไร้รอยต่อ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ Global Elite Destination ที่ขับเคลื่อนด้วยนักท่องเที่ยวคุณภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนา คลิก https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities  

#CentralPattana #ChinaMobileInternational #JegoTrip #เซ็นทรัลพัฒนา

สจล. ชูความสำเร็จ “KMITL Open House 2026: From Lab to Life” ตอกย้ำการเรียนรู้สู่โลกจริง

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ชูความสำเร็จงาน “KMITL Open House 2026” ภายใต้แนวคิด From Lab to Life ภายในงาน Dek-D’s TCAS Fair 2026 ระหว่างวันที่ 25 – 26 เมษายน พ.ศ.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมทั้งสิ้น 61,752 คน ตลอดระยะเวลา 2 วันของการจัดงาน “KMITL Open House 2026: From Lab to Life” สจล. ได้รวมคณาจารย์ นักศึกษา จากทุกคณะ วิทยาลัย และวิทยาเขต รวมถึงพันธมิตร ร่วมให้ข้อมูลหลักสูตร แนะแนวการศึกษาต่อ และถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้จริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง โดยไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม KMITL Mini Workshop ที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ทดลองเรียนผ่านเวิร์กช็อปจากหลากหลายคณะ อาทิ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมอาหาร และคณะศิลปศาสตร์ เปรียบเสมือนการยกห้องเรียนและห้องปฏิบัติการมาไว้ในงาน เพื่อให้น้อง ๆ ได้ค้นหาความสนใจและเข้าใจเส้นทางการเรียนของตนเองได้อย่างชัดเจน

โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม KMITL Mini Workshop จำนวน 505 คน และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปกว่า 3,000 คน ชี้ให้เห็นถึงความสนใจในการเรียนรู้เชิงลึกและการเตรียมความพร้อมสู่อนาคตของเยาวชนไทย

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความสำเร็จของงาน ‘KMITL Open House 2026: From Lab to Life’ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สจล. ในการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง เราต้องการให้น้อง ๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงจากคณาจารย์และรุ่นพี่ในหลากหลายสาขา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ และ สจล. จะยังคงพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศต่อไป”

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่าง ๆ ของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจเข้าร่วมงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” รวมถึงกิจกรรม Workshop ภายในงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://expo.kmitl.ac.th/th ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficia และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

REVO Group รุกตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ส่งแคมเปญ “REVO ใจดีเปย์ให้” มอบสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 1ปี มูลค่ากว่า 100,000 บาท กระตุ้นกำลังซื้อบ้าน 3 ทำเลทอง

กลุ่มบริษัทรีโว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ประกาศรุกตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “REVO ใจดีเปย์ให้”  เติมความสุขให้ชีวิต…แบบไม่ต้องเติมเงิน! มุ่งเน้นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ลูกค้า มอบสิทธิพิเศษรับบัตรเติมน้ำมันฟรี! เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม มูลค่าสูงสุดกว่า 100,000 บาท* สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านใน 3 โครงการคุณภาพ

นางสาวสุทธิสินี อยู่สวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท รีโว (บริษัท รีโว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท รีโว พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด, ฯลฯ)  เปิดเผยว่า รีโว กรุ๊ป เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการ ซึ่งสินค้าหลักเป็นสินค้าแนวราบ เช่น ทาวน์โฮม 2-3 ชั้น, โฮม ออฟฟิศ  โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ในท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง และการดำเนินชีวิต เราจึงได้ออกแบบโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ Insight ของลูกค้าโดยตรง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก้ผู้บริโภคโดยตรง โดยแคมเปญนี้ครอบคลุมโครงการทาวน์โฮมคุณภาพ บนทำเลศักยภาพ 3 แห่ง ได้แก่:

โครงการ ไอเจ้นท์ พรีเมี่ยม ทาวน์โฮม พระราม 9 (EIGEN Rama 9)  พรีเมี่ยมทาวน์โฮมที่เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญ 2 ยูนิตสุดท้ายเหมาะสำหรับคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง ราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท

โครงการ ไอเจ้นท์ พรีเมี่ยม ทาวน์โฮม พระราม 2 (EIGEN Rama 2) โดดเด่นด้วยดีไซน์และฟังก์ชันที่เหนือกว่า ใกล้ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางด่วน ราคาเริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท

โครงการ เรซิโอ โฮม เพชรเกษม 110 (Reseo Home) ทาวน์โฮมสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความโปร่งสบาย พื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า ตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคุณภาพจาก REVO สามารถรับข้อเสนอสุดพิเศษนี้ได้ เพียงจองและทำสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2569  โดยสิทธิประโยชน์ “เติมน้ำมันฟรี 1 ปี” มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท* (*เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด) เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจในมาตรฐานการก่อสร้างและการบริการของทางโครงการ

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและการเดินทาง สามารถนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการจริงได้ทุกวันในเวลาทำการ ที่ Contact Center : 1517 / Official Website: https://revo.estate/  หรือ Line Official: @revoestate

แผนที่โครงการ เรซิโอ โฮม เพชรเกษม 110: https://maps.app.goo.gl/DpaefC3AW3HAN1xJ7

แผนที่โครงการ ไอเจนท์ พระราม2: https://maps.app.goo.gl/fafHzw6Z3pjWDC6Q7

แผนที่โครงการ ไอเจนท์ พระราม9: https://goo.gl/maps/eA8aoCKTZZcNFThY7

#EIGEN #ไอเจ้นท์ทาวน์โฮม #revo #RevoEstate #ทาวน์โฮมพระราม2 #ทาวน์โฮมใกล้เซ็นทรัล #โครงการใหม่ #พรีเมี่ยมทาวน์โฮม #ไอเจ้นท์พระราม9 #ทาวน์โฮมพระราม9 #ReseoHome #เรซิโอโฮมเพชรเกษม #ทาวน์โฮมเพชรเกษม #ทาวน์โฮมหน้ากว้าง #ทาวน์โฮมพร้อมอยู่ #ทาวน์โฮมเพชรเกษม #บ้านแต่งครบเข้าอยู่ได้เลย

ผู้ว่า ททท. เร่งทุกตลาด พุ่งเป้ากลุ่มคุณภาพ พร้อมผลักดันประเทศไทย สู่ Wellness Hub ตอบโจทย์ Life Economy

ททท.โซลรุกตลาดเกาหลี พา Buyer รายใหญ่สำรวจไทย ดันกระบี่สู่ Healing Destination ใหม่ ผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Health and Wellness Korea Agent FAM Trip 2026 ระหว่าง 22–27 เม.ย. 2568 นำผู้แทนบริษัทนำเที่ยวและ OTA ชั้นนำของเกาหลี ได้แก่ Tidesquare, Yellow Balloon, Hotel Pass, Traveloka และ Lotte Tour สำรวจสินค้า Health & Wellness ของไทย ณ กรุงเทพฯ และกระบี่ ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury

ตลาดเกาหลีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่มองหาการพักผ่อน ฟื้นฟูสุขภาพ และประสบการณ์ระดับพรีเมียม ทั้ง Group Tour และ FIT

สำนักงานโซล ได้ใช้โอกาสนี้ผลักดัน จังหวัดกระบี่ เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของตลาดเกาหลี ด้วยจุดเด่นด้านธรรมชาติ โรงแรมคุณภาพสูง กิจกรรมหลากหลาย และตอบโจทย์กระแส Healing Travel อย่างชัดเจน

คณะฯ ได้พบผู้ประกอบการกระบี่กว่า 20 ราย พร้อมสำรวจสินค้าจริง โดย ผอ. ททท. กระบี่ ให้การต้อนรับ ร่วมกับผู้แทนจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ พร้อมนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ อาทิ Wellness Resort, Hot Spring, Sound Healing, Luxury Hotels, เกาะห้อง เกาะปอดะ หาดไร่เลย์ และกิจกรรมคายัคคลองหรูด ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ คือการหารือกับ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ ให้การต้อนรับอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันความพร้อมรองรับตลาดเกาหลีในอนาคต โดย Agent เห็นตรงกันว่า กระบี่มีศักยภาพสูง เหลือเพียงการเชื่อมต่อเที่ยวบินตรงจากเกาหลี ซึ่งหากมีมาตรการจูงใจสายการบิน จะช่วยเร่งตลาดได้ทันที

ภายหลังจบทริป Agent ทุกฝ่ายชื่นชมว่ากระบี่ “เหนือความคาดหมาย” และมีศักยภาพสูงที่จะเติบโตเป็น Destination ใหม่ยอดนิยมของตลาดเกาหลีต่อไป

#AmazingThailand #HealingistheNewLuxury #AmazingThailandHealthandWellnessTrademeet2026 #LifeEconomy

“MOSHI” อัปเลเวล Payout Ratio พุ่ง 60% เคาะจ่ายปันผลปี 68 ในอัตรา 1.22 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำ Cash Flow แข็งแกร่ง เตรียมขึ้น XD 29 เม.ย.69 รับเงินเข้าพอร์ต 22 พ.ค. นี้

นาทีนี้ต้องยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นขวัญใจมหาชนที่เสิร์ฟข่าวดีแบบไม่หยุดหย่อน สำหรับ บมจ. โมชิ โมชิ
รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ MOSHI
ล่าสุด ผู้ถือหุ้นไฟเขียวอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 1.22 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่ากว่า 402.59 ล้านบาท แต่ไฮไลต์ที่นักลงทุนต้องรับรู้! คือการประกาศปรับเพิ่มสัดส่วนการจ่ายปันผล (Payout Ratio) จากเดิม 50% กระโดดขึ้นมาเป็น 60% ของกำไรสุทธิ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพการทำกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า MOSHI มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง จนกล้าควักกระเป๋าคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น โดยเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 29 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

ฟากแม่ทัพใหญ่ MOSHI “สง่า บุญสงเคราะห์” ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะนอกจากจะจ่ายหนักแล้ว ยังกางแผนปี 2569 ปักธงรายได้โตต่ออีก 15-20% พร้อมทุ่มงบลงทุน 420 ล้านบาท สร้างคลังสินค้าและขยายสาขาใหม่อีก 35 แห่งทั่วประเทศ งานนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นพื้นฐานแกร่งที่มี Growth Story ชัดเจน จังหวะนี้ต้องรีบเก็บหุ้น MOSHI เข้าพอร์ต เพราะ Dividend Yield รอบนี้ช่างน่าจูงใจอย่างยิ่ง..

สั่งสมความสุขและความผูกพัน สู่พลังของการเชื่อมต่อแบรนด์ MK ตลอด 40 ปี

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา MK Restaurants ไม่เพียงแค่สร้างเมนูสุกี้คุณภาพ แต่ยังสร้างความผูกพันที่ยาวนานระหว่างแบรนด์และลูกค้า ผ่านการเชื่อมโยงที่สอดคล้องกับทุกช่วงชีวิตของคนไทย โดยทุกการเปลี่ยนแปลงที่ MK ทำล้วนเกิดจากความตั้งใจที่จะตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ทำให้แบรนด์ไม่เพียงแค่ให้บริการอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของคนไทยทุกครอบครัว สะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ที่ยังคงอยู่เฉกเช่นเดิม

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลลัพธ์ที่สะท้อนความสำเร็จของแคมเปญครบรอบ 40 ปี ยิ่งยืนยันถึงการเป็นผู้นำในตลาดสุกี้ที่ MK รักษาไว้ได้อย่างมั่นคง ซึ่งสะท้อนถึงการเชื่อมต่ออย่างลึกซึ้งระหว่างแบรนด์และลูกค้าที่ไม่สามารถถูกลอกเลียนแบบได้ และทุกการสื่อสารในแคมเปญได้รับการคิดอย่างรอบคอบจากมุมมองของลูกค้า จากอินไซต์สู่การสร้างอิมแพคที่วัดผลได้จริง”

พลังของการสื่อสารจากอินไซต์จริงของลูกค้า

  • กรอบรูป MK ที่ลูกค้าคุ้นเคย มีอยู่ในแทบทุกบ้าน ถูกนำมาจัดแสดงบน Billboard ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการรับรู้และส่งต่อความรู้สึกอบอุ่นให้ทุกคนได้สัมผัส
  • ภาพยนตร์โฆษณา โดย เต๋อ นวพล ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่อง แต่เป็นการสะท้อนถึงการเชื่อมต่อระหว่างคนในครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรัก ผ่านเรื่องราวที่เข้าถึงใจคนทุกวัย โดยใช้ประสบการณ์จริงของลูกค้าตัวจริงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความอบอุ่น ความคิดถึง และความรักที่แบ่งปันกันในทุกช่วงชีวิต
  • รีโนเวทสาขาแรก MK Original ที่ลูกค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่แหละ! ประสบการณ์ที่คุ้นเคยและบรรยากาศอบอุ่นที่พวกเขาต้องการ ทุกครั้งที่เข้ามาที่สาขานี้
  • กรอบรูปยักษ์หน้าร้าน เชิญชวนครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และบันทึกช่วงเวลาร่วมกันอีกครั้ง
  • เมนูครอบครัวดั้งเดิม ที่นำเสนอ สุกี้ในรสชาติที่ทุกคนรัก เพื่อให้คนไทยทุกครอบครัวได้มารวมตัวกันอีกครั้งในการสร้างประสบการณ์ที่อบอุ่นเช่นเคย
  • Exclusive Merchandise “หม้อแดงเอ็มเค” ของสะสมที่ลูกค้าสามารถนำกลับบ้านได้แล้ว เป็นเครื่องหมายแห่งความผูกพันที่ลูกค้ามีร่วมกับแบรนด์

คุณธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ลูกค้ากลับมาหาเรา ไม่ใช่แค่เพราะเราขายสุกี้ แต่เพราะเราขายความสุขและความอบอุ่นที่มีค่ามากกว่าเวลา ในทุกความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดลูกค้าและพนักงานทุกคน ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับเรา และขอบคุณความตั้งใจของพนักงานทุกคน ซึ่งเราจะไม่หยุดพัฒนา ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า การบริการ และประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะสร้างความประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าให้กับลูกค้าทุกคนในอนาคตต่อไป”

ต่อยอดสู่การสร้างอิมแพค ด้วยผลลัพธ์ที่พิสูจน์ความสำเร็จได้จริง

  • ยอดขายรวมเติบโตขึ้น 7.3% และมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้านทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้น 9% (ในช่วงเดือนเมษายนที่เปิดตัวแคมเปญ)
  • สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว (MK Original) ยอดขายเติบโตถึง 60% จากการที่ลูกค้าให้ความสนใจอย่างล้นหลาม เข้ามาใช้บริการมากกว่าเดิม 50%
  • แบรนด์ได้รับ Social Engagement กว่า 550,000 Engagement
  • ภาพยนตร์โฆษณาฉลอง 40 ปี มียอดเข้าชมทะลุ 3 ล้านครั้งใน 1 สัปดาห์ จากทุกช่องทาง

“40 ปีของ MK คือการเดินทางที่ลูกค้าและแบรนด์ได้ร่วมเดินเคียงข้างกันในทุกช่วงเวลา ทุกความสัมพันธ์ ทุกความสุขที่เกิดขึ้น จะยังคงอบอุ่นและยาวนานไปตลอด” คุณทานตะวัน กล่าวทิ้งท้าย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก “ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ” คือสัญญาณอันตราย

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก       ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ.สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน        40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่            “ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

นพ.สุเรส กล่าวต่อว่า หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน”      อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้นการทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นพ.สุเรส กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้น ๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ

การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital