สคส. ยกระดับมาตรการความปลอดภัยข้อมูลขั้นสูงรับมือ Work From Home ชู 6 มาตรการเข้ม 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เดินหน้ายกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด รองรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศของหน่วยงาน และข้อมูลสำคัญของประชาชน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมาย “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนและทุกภาคส่วน

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การทำงานนอกสถานที่ไม่ใช่อุปสรรคด้านความปลอดภัย หากองค์กรมีระบบที่รัดกุมและบุคลากรมีวินัยที่เข้มแข็ง สคส. จึงกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองในทุกสถานการณ์”

 “ความปลอดภัยของข้อมูลไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในองค์กร เรามุ่งสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ควบคู่กับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ”

ดังนั้น สคส. จึงได้กำหนดมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย 6 ด้านสำคัญอย่างละเอียดและชัดเจน ดังนี้

  1. เข้าใช้งานผ่านระบบที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์หรือระบบเฉพาะของหน่วยงานเท่านั้น ห้ามใช้ระบบภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication: 2FA) ผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD ทุกครั้งที่เข้าสู่ระบบ รหัสผ่านถือเป็นข้อมูลความลับ ห้ามเปิดเผย ห้ามบันทึกไว้ในที่เปิดเผย และห้ามใช้บัญชีร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการแอบอ้างตัวตนและการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ
  • อุปกรณ์ต้องได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานต้องเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตและได้มาตรฐานของหน่วยงาน มีการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) และระบบป้องกันภัยคุกคามอื่น ๆ พร้อมอัปเดตระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ ห้ามใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะ หรืออุปกรณ์ที่ไม่มีระบบป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมัลแวร์ สปายแวร์ หรือการถูกดักจับข้อมูล
  • เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้และปลอดภัย หลีกเลี่ยงการใช้เครือข่าย Wi-Fi สาธารณะ เช่น ร้านกาแฟ พื้นที่สาธารณะ หรือเครือข่ายที่ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล หากมีความจำเป็นให้ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตส่วนตัว (Hotspot) จากโทรศัพท์มือถือแทน และตั้งรหัสผ่าน Wi-Fi ภายในบ้านให้มีความซับซ้อน คาดเดาได้ยาก รวมถึงเปิดใช้ระบบเข้ารหัสข้อมูลของเครือข่าย เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลของสำนักงาน
  • ดูแลและจัดการข้อมูลอย่างรัดกุม การปฏิบัติงานต้องดำเนินการผ่านระบบกลางของสำนักงานเป็นหลัก เน้นการแก้ไขและจัดเก็บเอกสารผ่านระบบออนไลน์ หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลสำคัญมาเก็บไว้ในเครื่องส่วนตัวโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องจัดเก็บ ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ลุกจากโต๊ะทำงานต้องล็อกหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที (Windows + L) เพื่อป้องกันบุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ประชุมออนไลน์อย่างปลอดภัย การประชุมผ่านระบบออนไลน์ต้องใช้แพลตฟอร์มที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย มีระบบคัดกรองผู้เข้าร่วมประชุม เช่น ระบบห้องรอ (Waiting Room) หรือการอนุมัติผู้เข้าร่วมก่อนเริ่มประชุมทุกครั้ง ห้ามเผยแพร่ลิงก์ประชุมในที่สาธารณะ และหากมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอ ต้องแจ้งให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน พร้อมจัดเก็บไฟล์บันทึกไว้ในระบบที่ปลอดภัยของสำนักงานเท่านั้น
  • ย้ำมาตรการกำกับดูแลและความรับผิดชอบ สคส. มีการตรวจสอบบันทึกการเข้าใช้งานระบบ (Log) อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อติดตาม วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงจากการใช้งานระบบสารสนเทศจากทุกสถานที่ทำงาน หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนแนวปฏิบัติ จะมีมาตรการรับผิดชอบและดำเนินการทางวินัยตามระเบียบที่กำหนด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน

มาตรการครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของ สคส. ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล พร้อมยืนหยัดปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้านในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล – สคส

เว็บไซต์: https://www.pdpc.or.th/ หรือ โทร. 0 2111 8800

“วิน SQWEEZ ANIMAL” ปิดฮอลล์ปาร์ตี้เปิดอัลบั้ม SQ3 Secretive บรรยากาศสุดอบอุ่น แฟนเพลงตัวยงร่วมสร้างค่ำคืนแห่งความทรงจำสุดประทับใจ

ฉลองเปิดตัวอัลบั้มใหม่ได้อย่างอบอุ่นฟีลกู๊ดสุด ๆ สำหรับงาน SQ 3 Secretive Album Launch Experience ของ SQWEEZ ANIMAL ที่เนรมิต Lido Hall 3 ให้กลายเป็น “The Secret Room” คอนเซปต์           ที่พร้อมเปิดเผยความลับให้คนพิเศษได้ฟังก่อนใคร จัดขึ้นเมื่อวัน เสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา                 บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยเหล่าแฟนเพลง SQWEEZ ANIMAL ตัวจริง และยิ่งไปกว่านั้น ความพิเศษในค่ำคืนนี้แฟนๆ จะได้รู้ที่มาที่ไปของแต่ละเพลง พร้อมชมการแสดงของวงอย่างใกล้ชิด และยังมีกิมมิกให้เหล่าผู้โชคดี        50 ท่านจากการสุ่มจับฉลากได้ถ่ายภาพคู่กับ วิน ในรูปภาพโพลารอยด์กลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อเสียงพิธีกรมากฝีมืออย่าง ต้นหยาง (Moving and Cut) ขึ้นกล่าวทักทาย   แฟน ๆ ที่มาวันนี้ พร้อมกับเปิดตัวทีม SQ Crew จนเสียงปรบมือเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ก็พบกับการปรากฏตัวของ       วิน SQWEEZ ANIMAL ก่อนจะเข้าสู่ช่วงแรกของงาน เริ่มต้นด้วยการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง พาทุกคนย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางดนตรีตั้งแต่ฟอร์มวงจนมี 2 อัลบั้มและตอบคำถามจากแฟน ๆ สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนจะพาทุกคนเข้าสู่โชว์แรกด้วยเพลง ‘ไม่มีความหมาย’ ที่เป็นเพลงแรกของวินในการร้องเพลงให้ทุกคนได้รู้จักเสียงนี้ ก่อนเข้าสู่ช่วงพูดคุยถึงอัลบั้มล่าสุด ‘Secretive’ วินได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานของวินและสิงห์ในอัลบั้มนี้ในทุก ๆโมเมนต์ ก่อนเข้าสู่โชว์ ด้วยเพลงชื่อเดียวกัน ผ่านเสียงกีต้าร์ตั้งแต่อินโทรที่สิงห์ได้สร้างขึ้นมา ทำให้เพลงนี้กลายเป็นที่จดจำอยู่เสมอ จากนั้นพูดคุยกันต่อ พร้อมโชว์ในแต่ละเพลง ทั้ง ‘Motorcycle’ และ ‘ขอบคุณทุกช่วงเวลา (Glad To Have You)’ ถัดมาวินได้เปิดแผ่นไวนิล SQWEEZ ANIMAL ให้แฟน ๆ ได้สะสม ก่อนส่งต่อด้วยโชว์เพลง ‘Grow old’ ของสิงห์ในอัลบั้มนี้ ขึ้นมาพร้อมภาพกราฟฟิกวิดิโอฉายบนจอชวนให้ทุกคนได้คิดถึง ตามมาด้วย ‘Love is Blind’ เข้าสู่ช่วงจับหมายเลขผู้โชคดีที่จะมาถ่ายรูป1:1และโชว์เพลง ‘ดอกไม้’ , ‘ห้ามใจ’ , ‘อยากหลับตา (In My Dreams)’ , ‘รอยต่อ’ , ‘แสงสว่าง’ ต่อด้วยเพลง ‘let’s cry’ ที่ได้ชวนศิลปินในงานอย่าง แจ็ค นักร้องนำจากวง SHERRY ขึ้นมาร้องเพลงโปรดและ ฟุ้ง จากวง  BETTER WEATHER มาแจมกีต้าร์โปร่ง ต่อด้วยเพลง ‘ฉันไม่เหงา’ ที่มี ดิว วง BETTER WEATHER อีกหนึ่งศิลปินที่มาร่วมงานขึ้นมาร้องด้วยกันในบรรยากาศสุดอบอุ่น  หลังจากนั้นก็เข้าสู่พาร์ทที่วินเปิดโอกาสให้แฟนๆ ช่วยกันบอกชื่อเพลงที่อยากฟังในค่ำคืนนี้ได้มาเป็นเพลง ‘พรุ่งนี้ที่ดีกว่า Better Day’ ทำเอาคนในฮอลล์ร้องตามจนดังลั่นสุด ๆ จากนั้น วิน ขอขยับลงมาใกล้ชิดกับแฟน ๆ อีกครั้งด้วยเพลง ‘รักลอยลม’ , ‘ไม่เคยจะห่างกัน’ มาถึงช่วงท้ายของโชว์ในวันนี้ด้วยเพลง ‘Materialistic’, ‘คำบางคำ’ , ‘อาจยังไม่สาย’ และปิดท้ายด้วย ‘จนวันสุดท้าย’ ที่แฟนเพลงอยากฟังและขอขึ้นมาเยอะที่สุด จนเป็นค่ำคืนที่เต็มอิ่มไปด้วยทั้งความสนุกสุดอบอุ่นและความสุขอย่างใกล้ชิดของฮาร์ดแฟนเพลง “SQWEEZ ANIMAL” ฟังสดครบทุกเพลงในอัลบั้มนี้จริง ๆ 

เรียกได้ว่างานนี้ได้สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนเพลงที่พิเศษขั้นสุดจริง ๆ สำหรับใครที่พลาดงานครั้งนี้สามารถตามไปฟังอัลบั้มเต็มชุด 3 “Secretive” ได้แล้ววันนี้ทุก Music Streaming  รวมถึงสั่งซื้ออัลบั้มได้แล้วที่ www.spicydiscshop.com และเข้าไปรับชมภาพบรรกาศในงานพร้อมกับติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของทาง  ค่ายสไปร์ซซี่ดิสก์ ทางhttps://www.facebook.com/spicyevent.official และ www.facebook.com/Spicydiscrecord

“ไวไว” ฉลองครบรอบ 54 ปี “ทุกวัยมีไวไว” เปิดวิสัยทัศน์แบรนด์ พร้อมส่ง “WaiWai WOW” 3รสชาติใหม่เดินเกมท้าชนคู่แข่ง เขย่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ ไวไว ฉลองเส้นทางกว่า 54 ปี ภายใต้แนวคิดทุกวัยมีไวไว ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเติบโต
ของแบรนด์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนกลายเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับทุกครอบครัวมาอย่างยาวนาน พร้อมพัฒนาแบบไม่หยุดยั้งสู่บทใหม่ของการพัฒนาอาหารในอนาคต โดยภายในงานมีการเปิดตัว “WaiWai WOW” 3 รสชาติใหม่ ได้แก่ กระดูกหมูพริกไทยดำ, หมูผัดยี่หร่า และไก่กรอบซอสเผ็ด เดินเกมการแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขยายพอร์ตสินค้าเจาะตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมตั้งเป้าดันสัดส่วนยอดขายแตะ 25% ของตลาดพรีเมียมภายใน 3 ปี

งานฉลองครบรอบ 54 ปี “ทุกวัยมีไวไว” จัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม 2569 ณ Gaysorn Urban Resort โดยเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ของแบรนด์ไวไว ที่เชื่อมโยงผู้คนทุกวัยเข้าด้วยกัน ผ่านโซนกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “Wall of WaiWai” พื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ของไวไวตลอดเส้นทางกว่า 54 ปี ตั้งแต่ ไวไว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, เส้นหมี่อบแห้ง, นู๊ดดี้, บะหมี่ก้อนกึ่งสำเร็จรูป, ควิกแสบ แสบเข้าเส้น, รสเด็ด, ซือดะ และไวไวว้าว ที่สะท้อนพัฒนาการของแบรนด์ในแต่ละยุคสมัย

ในส่วนของ “WaiWai WOW Zone” ได้นำกำแพง Interactive ที่รวบรวมทุกรสชาติของ WaiWai WOW ผ่าน Cube Display นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอเรื่องราวของไวไวผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบ “Chapter” ที่จะพาผู้ร่วมงานย้อนรอยจากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ สู่บทบาทในปัจจุบัน และก้าวต่อไปในอนาคต พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา TVC ของWaiWai WOW 3 รสชาติใหม่ เป็นครั้งแรก

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด กล่าวว่า ไวไว ในฐานะแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยมาตลอดกว่า 5 ทศวรรษ และยังคงเดินหน้ารับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหาอาหารที่ให้ทั้งรสชาติ ความสะดวก และประสบการณ์ที่แตกต่าง การเปิดตัว “WaiWai WOW” 3 รสชาติใหม่ จึงเป็นอีกก้าวของการต่อยอดพอร์ตผลิตภัณฑ์สินค้ากลุ่มพรีเมียม เพื่อสร้างมิติรสชาติที่ชัดเจนและโดดเด่นมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับ WaiWai WOW ถูกวางตำแหน่งทางการตลาดในฐานะ Sub-brand กลุ่มพรีเมียม ที่สะท้อน DNA รสชาติใหม่ของไวไว โดยเน้นการพัฒนารสชาติที่มีคาแรกเตอร์ชัด และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบเดิม โดยทั้ง 3 รสชาติที่เปิดตัวในครั้งนี้ต่างมีจุดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น รสกระดูกหมูพริกไทยดำ ที่ให้ซุปเข้มข้นหอมพริกไทยดำแท้ๆ รสหมูผัดยี่หร่า รสจัดจ้านสไตล์ไทยเครื่องเทศหอมเป็นเอกลักษณ์ และ รสไก่กรอบซอสเผ็ด ที่มอบความเผ็ดซี๊ดในสไตล์ของ WaiWai WOW แม้เป็นรสที่มีในตลาดแต่แตกต่างด้วยพริก Ghost Pepper ที่ให้ความเผ็ดแบบไล่ระดับ

ในเชิงกลยุทธ์การตลาด “ไวไว” มุ่งขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์กลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมี่ยม ให้ครอบคลุมความต้องการผู้บริโภคหลายเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน ไปจนถึงกลุ่มสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดย WaiWai WOW จะเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มของรสชาติและนวัตกรรมใหม่ของแบรนด์ เพื่อสร้างความคึกคักให้ตลาดและเปิดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความกล้าและแตกต่างมากขึ้นในอนาคต

โดยที่ผ่านมา “ไวไว” ได้เปิดตัว WaiWai WOW 2 รสชาติสไตล์เกาหลี-ญี่ปุ่น “รสโคเรี่ยน สไปซี่ซีฟู้ด และรสแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชีส” ไปก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในราคา 11 บาท และมียอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยภายในระยะ 3-5 ปี “ไวไว” ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 25% ของมูลค่าตลาดพรีเมียม

“ตลอด 54 ปีของไวไว คือการเดินทางของแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับคนไทย เราไม่หยุดพัฒนา มุ่งเน้นรักษาคุณภาพและรับฟังเสียงของลูกค้ามาตลอด จากมื้อเล็กๆ ในครัวเรือน สู่รสชาติที่อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคจากรุ่นสู่รุ่น และจากวันนี้ เราต้องการให้ไวไวเป็นมากกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เป็นแบรนด์อาหารที่สร้างสรรค์รสชาติใหม่ๆ และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานครัวไทย และก้าวไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างมั่นคง”นายยศสรัล กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ :

Facebook: https://www.facebook.com/waiwaithaipreservefood

Youtube : www.youtube.com/@WAIWAITHAI
Line: https://linevoom.line.me/user/_dfboT6q1cnjjJ5wCl9UrWuadcNEQmNnqWL32G8g
Tiktok : https://www.tiktok.com/@waiwainooddle

เซอร์ไพรส์วันเกิด “จุง อาเชน-กระทิง ขุนณรงค์” ประเดิมเปิดกล้องซีรีส์ “วันทองไร้ใจ” Live Action

ได้ฤกษ์เปิดกล้องเดินหน้าถ่ายทำแล้ว สำหรับโปรเจคซีรีส์ฟอร์มยักษ์ “วันทองไร้ใจ” Live Action นิยายชื่อดังจาก WEBTOON Webcomics ผลิตโดยบริษัท จูเวไนล์ จํากัด (JUVE9) ซึ่ง 2 ผู้กำกับ เท็ด-ฐิติ สุทธิกุลพานิช และเก้า-วิรดา คูหาวันต์ ร่วมกับนางเอกคนเก่ง เฌอปราง อารีย์กุล และทีมงาน แอบทำเซอร์ไพรส์ยกเค้กมาฉลองวันเกิดย้อนหลังให้กับพระเอก2หนุ่มสุดหล่อ กระทิง ขุนณรงค์ (4 มี.ค.) และ จุง อาเชน (10 มี.ค.) กลางกองถ่ายพร้อมอวยพรให้อย่างอบอุ่น ทำเอาเจ้าตัวยิ้มปลื้มกันสุดๆ

กระทิง ขุนณรงค์ เล่าว่า “ผมขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยครับที่ตอนรับกันได้น่ารักขนาดนี้ ดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ เพราะมาถึงกองเจอบรรยากาศต่างๆ ได้เห็นฉากและรายละเอียดงานทุกส่วนที่ทุกฝ่ายตั้งใจทำรู้เลยว่าต้องออกมาดีแน่ๆ ส่วนผมในบทขุนแผน ก็จะทำให้เต็มที่ไม่ให้ทุกคนที่รอติดตามผิดหวังแน่นอนครับ”
ด้าน จุง อาเชน กล่าวว่า “ตอนแรกตกใจมากเพราะออกกองวันแรกกำลังซ้อมฉากที่กำลังแสดงอยู่ แล้วพี่เท็ด พี่เก้าผู้กำกับถือเค้กมา ตามมาด้วยเสียง พี่เฌอปราง และพี่กระทิง ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ผมขอบคุณทุกคนมากๆครับ ทุกคนน่ารักกับผมมาก ซึ่งบทเปลวคำ เป็นบทที่ยากมาก ยากที่สุดตั้งแต่เคยทำงานมา ยากแบบเครียด แต่ก็หวังว่าจะผ่านไปได้อย่างราบรื่นในทุกๆซีน ฝากติดตามเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ” เตรียมติดตามรับชมได้ทาง แอปพลิเคชัน TrueVisions NOW อีกไม่นานเกินรอ

รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทยทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ของไทย    ทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสากลที่เข้มงวดขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เดินเกมรุกครั้งสำคัญ ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น “Strategic OEM Partner” อย่างเต็มรูปแบบ ประกาศรายได้ปี 2568 แตะ 470 ล้านบาท พร้อมปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY ของบริษัทให้แตะ 100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี

นายปิติพงศ์ รอยเรืองพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยเน้นการจัดหาวัตถุดิบและแบ่งบรรจุส่งต่อให้ร้านค้าและโรงงานขนาดเล็ก ก่อนจะมองเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างของตลาด OEM ไทยในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดปริมาณการสั่งผลิตขั้นต่ำค่อนข้างสูงในระดับร้อยตันหรือหลายพันชิ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของแบรนด์เกิดใหม่ไม่สามารถเข้าถึงกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานในต้นทุนที่เหมาะสม

“เราจึงตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจ OEM เมื่อกว่า 15 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานการเติบโตของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน โดยตั้งเป้าชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่เป็นเพียง ‘ผู้รับจ้างผลิต’ แต่ต้องเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์” เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่โรงงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคิดสูตร วางตำแหน่งสินค้า คำนวณโครงสร้างต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาด หากลูกค้าเติบโตได้อย่างมั่นคง เราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”

ปัจจุบัน รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ พัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ผลิต OEM แบบครบวงจร (One-Stop Service) ดูแลลูกค้ากว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนและกำหนดโครงสร้างราคา การควบคุมคุณภาพ การขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, E-commerce และการส่งออก

นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 470 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจ OEM ประมาณ 450 ล้านบาท และรายได้จากแบรนด์ของบริษัทเองประมาณ 20 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 70% ซึ่งเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 15% และธุรกิจเทรดดิ้งวัตถุดิบเคมีภัณฑ์อีก 15% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและสมดุล

อีกปัจจัยความสำเร็จที่สร้างความแตกต่างคือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” (Operational Flexibility) โดยเฉพาะการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “ออเดอร์กระชาก” ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของแบรนด์ยุคดิจิทัลที่ยอดขายสามารถพุ่งขึ้นภายในข้ามคืนจากกระแสโซเชียล “โรงงานต้องปรับตัวได้เร็วกว่าเดิม เราลงทุนในระบบการวางแผนการผลิต ทีมงาน และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันทีโดยไม่กระทบคุณภาพ เพราะความตรงต่อเวลาคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์”

ในด้านนวัตกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดล่วงหน้า โดยทีม Business Development ทำงานร่วมกับทีม R&D อย่างใกล้ชิด แบ่งแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรอบครึ่งปี เพื่อเตรียมสูตรมาตรฐานรองรับเทรนด์สำคัญ อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Organic และ Clean Beauty ผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะ (Niche & Formula-Driven) รวมถึงอิทธิพลเทรนด์ความงามจากจีนที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชีย“ธุรกิจ OEM ยุคใหม่ต้องคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าว เราพัฒนาสูตรต้นแบบเตรียมไว้ก่อนตลาดจะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งและเปิดตัวสินค้าได้ทันจังหวะโอกาสทางธุรกิจ”

นายปิติพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากรับจ้างผลิตสินค้าแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาแบรนด์ของตนเองภายใต้ชื่อ “CHILLY” โดยกำหนดกลยุทธ์ชัดเจนไม่ให้ทับซ้อนกับลูกค้า OEM ในกลุ่มความงาม จึงเลือกโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) เป็นหลัก หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เจลบอล” (Gel Ball / Laundry Pods) ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรก ๆ ในประเทศไทยที่มีไลน์การผลิตภายในโรงงานของตนเอง นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมน้ำยาทำความสะอาดกึ่งสำเร็จรูปภายใต้แนวคิด “เติมน้ำแล้วใช้ได้เลย” เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์

บริษัทตั้งเป้ายอดขายแบรนด์ CHILLY แตะ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา อินเดีย บังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และจีน โดยอาศัยจุดแข็งด้านภาพลักษณ์ “Made in Thailand” ซึ่งยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลผิว

“เราเชื่อว่าผู้ผลิตไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ หากมีทั้งมาตรฐานสากล ความรวดเร็วในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาวไปด้วยกัน”

จากธุรกิจเทรดดิ้งขนาดเล็ก สู่ผู้ผลิต OEM รายได้เกือบ 500 ล้านบาท และการวางยุทธศาสตร์รุกตลาดโลกอย่างเป็นระบบ รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ กำลังสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจตลาด และความสามารถในการเติบโตเคียงข้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมความงามและสินค้าอุปโภคบริโภคของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ cosmoprof.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok

 “The 2nd BT Awards: The Impact Makers” ประกาศความสำเร็จตอกย้ำบทบาทเวทีรางวัลนวัตกรรมไทยที่ขับเคลื่อนอนาคตประเทศ

บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด ผู้ผลิตสื่อเทคโนโลยีชั้นนำของไทยอย่าง BT Beartai จัดงาน “The 2nd BT Awards: The Impact Makers” เวทีประกาศรางวัลนวัตกรรมระดับประเทศที่มุ่งยกย่ององค์กร บุคคล และโครงการที่ใช้เทคโนโลยีสร้าง “ผลกระทบเชิงบวก” ที่วัดผลได้ต่อผู้คนและสังคม ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ท่ามกลางผู้นำองค์กร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ สตาร์ตอัป และผู้พัฒนานวัตกรรมของไทยที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งการยกย่องพลังของเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอนาคตประเทศ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ BT Beartai ในฐานะสื่อเทคโนโลยีไทยที่ยืนหยัดในวงการมากกว่า 25 ปี โดยมุ่งผลักดันแนวคิด Responsible Innovation สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทย

หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด เปิดเผยว่า “การจัดงาน “The 2nd BT Awards: The Impact Makers” ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่กลางเพื่อยกย่องและขยายเสียงให้กับองค์กร บุคคล และนวัตกรรมที่ไม่เพียงพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ยังสามารถสร้าง “ผลกระทบเชิงบวก” ต่อผู้คนและสังคมได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้พัฒนานวัตกรรม เพื่อร่วมกันยกระดับระบบนิเวศเทคโนโลยีของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษจากแวดวงดิจิทัลมีเดีย เทคโนโลยี และครีเอทีฟของประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งนวัตกรรมและร่วมมอบรางวัลในปีนี้ ได้แก่ ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม, ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน, ซีเค เจิง, และ มะปราง-อลิสา ขุนแขวง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังของผู้นำความคิดจากหลากหลายวงการที่ร่วมกันผลักดันนวัตกรรมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

The 2nd BT Awards: The Impact Makers ในปีนี้ ยึดกรอบ Sustainable Development Goals (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบเชิงระบบ” (Systemic Impact) พร้อมศักยภาพในการขยายผลสู่ระดับประเทศและระดับโลก โดยมีการมอบรางวัลรวม 18 รางวัล แบ่งเป็น 15 รางวัล SDGs Awards และ 3 รางวัลพิเศษ ซึ่งผลการประกาศรางวัล SDGs Awards มีดังนี้

  • รางวัล Tech for Poverty Breakthrough Award ตกเป็นของ โครงการ สดชื่นสถาน & รถซักผ้าเคลื่อนที่ Laundry move โดยบริษัท ชูมณี จำกัด ในเครือของ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Otteri wash & dry)
  • รางวัล AgriTech & Food Innovation Award ยกย่อง องค์กรที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรสู่เกษตรกร โดยบริษัท เจียไต๋ จำกัด
  • รางวัล HealthTech Impact Award ได้แก่ แอปพลิเคชัน BeDee โดยบริษัท เฮลท์ พลาซ่า จำกัด ในเครือ BDMS แพลตฟอร์ม BeDee by BDMS
  • รางวัล EdTech for All Award มอบให้แก่ Thailand Zero Dropout ช่วยเหลือเด็กไทยที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์กรพันธมิตร
  • รางวัล WaterTech & Sanitation Innovation Award ยกย่อง โครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน โดยบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)
  • รางวัล Clean Energy Tech Pioneer Award เพื่อเชิดชู องค์กรที่ผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด โดยสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) และ Solis Inverter Thailand
  • รางวัล Digital Economy & Future Work Award ตกเป็นของ FASTWORK แพลตฟอร์มศูนย์รวมฟรีแลนซ์และผู้ว่า โดยบริษัท เช้นจ์ซี จำกัด
  • รางวัล Smart Industry & Innovation Award ได้แก่ METTRIQ แพลตฟอร์มบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะ โดยบริษัท เมทเธียร์ จำกัด
  • รางวัล Inclusive Tech & Equality Award ในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 รางวัล ได้แก่
  • รางวัล The Most Influential Retailer for Social Equality ยกย่อง ศูนย์การค้า ICON SIAM นโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคมในพื้นใกล้เคียง โดยบริษัท ไอคอนสยาม จำกัด
  • รางวัล Community Empowerment Impact Award มอบให้แก่ ONE CHICHAN เขาชีจรรย์ พัทยา สร้างผลกระทบเชิงบวกสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนโดยโดยรอบผ่านการจ้างงาน โดยบริษัท ไอ แอม เขา ชีจรรย์ จำกัด
  • รางวัล Smart City Innovator Award ได้แก่ โครงการ THE NEXT PATTAYA โดยเมืองพัทยา และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด
  • รางวัล Circular Tech & Sustainable Consumption Award ตกเป็นของ โครงการขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน (From Waste to Wealth) โดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
  • รางวัล ClimateTech Action Hero Award ยกย่อง Thai Smile Bus และ Thai Smile Boat โดย บริษัท ไทยสมายล์ บัส จำกัด
  • รางวัล BlueTech Ocean Innovation Award มอบให้แก่ เรือดักจับขยะพลังงานแสงอาทิตย์ โดยโครงการ Interceptor 019
  • รางวัล EcoTech & Land Protection Award ได้แก่ The Forestias by MQDC โดย บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
  • รางวัล Global Tech Partnership Award ยกย่อง องค์กรที่มีความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสากล โดยบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

และภายในงานยังมีการมอบรางวัลพิเศษ 3 รางวัล เพื่อยกย่องผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อสังคมและวงการนวัตกรรมไทย ได้แก่

  • Person of the Year Award ให้กับ รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • Honorary Award ให้กับ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย 
  • BT Popular Vote ให้กับ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จากคอนเทนต์ “ไก่ไทยไปอวกาศแล้วคนไทยได้อะไร?”

หนุ่ย-พงศ์สุข กล่าวเสริม  “เวที BT Awards ไม่ได้เป็นเพียงการมอบรางวัล แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยขยายเสียงให้กับองค์กรและบุคคลที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม ผ่านพลังของเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และนักพัฒนา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมของประเทศไทย “ในโลกที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เราทำอะไรได้ แต่คือเราจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างอนาคตแบบใดให้กับสังคม” และ BT Beartai จะยังคงเดินหน้าต่อยอดเวทีนี้ต่อไป เพื่อสนับสนุนผู้สร้าง Impact รุ่นใหม่ในระบบนิเวศนวัตกรรมไทย พบกันอีกครั้งใน “The 3rd BT Awards” 

ดูรายละเอียดและติดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง

Facebook : https://www.facebook.com/beartai

TikTok : https://www.tiktok.com/@btbeartai

Instagram : https://url.in.th/rOGUK

YouTube : https://www.youtube.com/@beartai

ซูเลียน (ประเทศไทย) รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่คณะผู้บริหาร นักธุรกิจ และพนักงานของบริษัท สร้างความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในการนี้ ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำคณะผู้บริหาร นักธุรกิจ และพนักงาน เข้าร่วมในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมถวายสักการะหน้าพระบรมโกศ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา กล่าวว่า “การได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพร่วมในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่บริษัทและครอบครัวซูเลียนทุกคน พวกเราขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด และจะยึดมั่นดำเนินธุรกิจบนหลักคุณธรรม ควบคู่กับการตอบแทนคุณแผ่นดิน พร้อมสืบสานพระราชปณิธานในการสร้างประโยชน์สุขแก่สังคมไทยสืบไป”

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ คณะผู้บริหาร นักธุรกิจ และพนักงาน บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อร่วมสืบสานคุณงามความดีให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป

“1 นาที สูญเสีย 1 ล้านเซลล์สมอง” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัย ‘สโตรก’โรคร้ายที่ต้องแข่งกับเวลา เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้สุขภาพแข็งแรง วัยทำงานเสี่ยงพุ่ง

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ     ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

หัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก “ทุก ๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%”

พญ.ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า   ให้ข้อมูลว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

สำหรับการสังเกตอาการ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย

B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใด ๆ

E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา

F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน

A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง

T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรกบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ในด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ                   (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

พญ.ณิชนันทน์ กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

“อย่ารอให้มีสัญญาณเตือนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะสโตรกไม่เลือกอายุ ไม่เลือกเพศ และไม่เลือกว่าคุณดูแข็งแรงเพียงใด เพราะในทุก ๆ 1 นาทีที่ปล่อยให้สมองขาดเลือด เท่ากับสูญเสียเซลล์สมองไปประมาณ 1 ล้านเซลล์ เวลาเพียงเสี้ยวนาที อาจหมายถึงคุณภาพชีวิตทั้งชีวิต” สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: @praram9hospital

TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงาน ทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ระบบไฟฟ้ากำลังของไทย เดินหน้าขยายธุรกิจรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หลังคว้างานจัดหาหม้อแปลงไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งของงานในมือ (Backlog) เพิ่มเป็น 2,230 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายกำลังการผลิตกว่า 126 ล้านบาท รองรับดีมานด์หม้อแปลงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทคาดว่ารายได้ปี 2569 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายชนิด Completely Self-Protected Type (CSP) แรงดัน 24 กิโลโวลต์ แบบ 3 เฟส 4 สาย ขนาด 150 กิโลโวลต์แอมแปร์ จากการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 750 ชุด มูลค่า 565.36 ล้านบาท กำหนดส่งมอบภายในไตรมาส 2 ปี 2569

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมสำหรับหม้อแปลงชนิดเดียวกันอีก 259 ชุด มูลค่า 195.24 ล้านบาท ส่งผลให้ TRT ได้รับงานจาก กฟน. รวม 1,009 ชุด มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

การได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเมืองและปริมณฑล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่าขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้าเสริมศักยภาพธุรกิจในระยะยาว โดยเข้าซื้อ ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่กว่า 9 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 126.49 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ผลิตและระบบจัดเก็บฉนวนหม้อแปลงไฟฟ้า

ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้ระยะยาวจากธนาคารกรุงเทพจำนวน 90 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทสำหรับส่วนที่เหลือ โดยการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสายการผลิต โลจิสติกส์ และรองรับคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

“บริษัทมองว่า การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ TRT เพื่อรองรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง” นายสัมพันธ์ กล่าว และกล่าวอีกว่า

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท TRT มี Backlog ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีมูลค่างานในมือรวมประมาณ 2,230 ล้านบาท แบ่งเป็น โดยแบ่งเป็นธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) มูลค่า 2,021 ล้านบาท ซึ่งจะส่งมอบในปี 2569 จำนวน 2,008 ล้านบาท ส่งมอบในปี 2570 จำนวน 13 ล้านบาท ขณะที่ กลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่หม้อแปลง (Non-Transformer) เช่น งานโครงสร้างเหล็ก รถกระเช้า และงานบริการบำรุงรักษา มี Backlog ประมาณ 209 ล้านบาท

“โดยโครงสร้างรายได้ของ TRT ยังคงมาจากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหลัก โดยคาดว่าในปี 2569 สัดส่วนรายได้จะมาจากหม้อแปลงไฟฟ้าประมาณ 91% และธุรกิจอื่น ๆ อีก 9%”

ในด้านโอกาสทางธุรกิจ บริษัทมีมูลค่างานที่อยู่ระหว่างเสนอราคา (Bids & Quotations in Process) ณ สิ้นปี 2568 รวมกว่า 13,363 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มหม้อแปลงไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 10,765 ล้านบาท จากลูกค้าหลัก เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), ลูกค้าเอกชนในประเทศ และตลาดส่งออก และกลุ่มธุรกิจ Non-Transformer มูลค่าประมาณ 2,598 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าอัตราการได้งาน (Success Rate) จะอยู่ในระดับ 20–25%


 “สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทคาดว่ารายได้จากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าจะเติบโตประมาณ 72% จากปี 2568 จากการรับรู้รายได้ของงานในมือที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดในต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจ Non-Transformer คาดว่ารายได้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับโครงสร้างบางธุรกิจ แต่ยังคงมีบทบาทสนับสนุนรายได้ของกลุ่มบริษัท” นายสัมพันธ์ กล่าว

และบริษัทตั้งเป้ารักษา อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 18–20% ผ่านการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

สำหรับแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Grid, การขยายระบบพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และการเติบโตของ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“TRT มุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและนวัตกรรม เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต” นายสัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

“ป๊อปเป้อ ชิไฮนิน BNK48” โพสต์เตือน! ชาวเน็ตหยุดแชร์ภาพ ข้อมูลอันเป็นเท็จทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เข้าใจผิดว่าเป็นศิลปินในสังกัด

ทางต้นสังกัด Independent Artist Management (อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์) หรือ ค่าย iAM บริษัทผู้ดูแลศิลปินไอดอล BNK48&CGM48 เดือด! แจ้งความเอาผิดผู้ตัดต่อภาพลามกอนาจาร หรือแชร์ข้อความเผยแพร่สังคมบนสื่อออนไลน์ที่ทำเกิดความเสียหายกระทบต่อศิลปิน กล่าวอ้างข้อมูลที่เป็นเท็จทำให้เกิดความเสื่อมเสียและทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นศิลปินในสังกัด พร้อมเอาผิดผู้คุกคามพื้นที่ส่วนตัว รวมถึงการนำข้อมูลส่วนตัวศิลปินมาเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ โดยมิได้รับการยินยอมจากตัวศิลปินและทางค่าย โดย “ป๊อปเป้อ-พิณญาดา จึงกาญจนา” ชิไฮนิน BNK48 (ผู้จัดการวง) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

“สวัสดีค่ะ ป๊อปเป้อ พิณญาดา จึงกาญจนา ชิไฮนินวง BNK48 นะคะ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทฯ ได้รับทราบข้อมูลและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยพวกเราได้พูดคุย และดูแลเมมเบอร์ผู้เสียหายอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดตั้งแต่ที่ได้รับทราบเรื่อง พวกเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และสภาพจิตใจของเมมเบอร์เป็นสำคัญค่ะ

ขณะนี้เรื่องทั้งหมด ‘อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย’ โดยบริษัทฯ มีจุดยืนที่ชัดเจนในการดำเนินคดีขั้นสูงสุด ต่อผู้ที่คุกคาม (Harassment) และผู้ที่ใส่ความให้ร้ายเมมเบอร์จนเกิดความเสียหาย รวมถึง การดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่กล่าวหาบริษัทฯ ในทางที่เสื่อมเสียและไม่เป็นความจริง พวกเราเข้าใจในความห่วงใยของแฟนคลับทุกท่าน และขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เมมเบอร์ ทั้งนี้เราจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องน้องๆเมมเบอร์อย่างดีที่สุดค่ะ”

ทั้งนี้ในส่วนของเพจBNK48 ได้โพสต์ข้อความแถลงเตือนออกมาพร้อมกับดำเนินคดีตามกฎหมาย