Meat Avatar เปิดตัว “หมูสับจำแลง” จับมือ Foodland วางจำหน่ายทั่วประเทศ ต้อนรับเทศกาลกินเจ

มีท อวตาร (Meat Avatar) ผู้นำด้านเนื้อจำแลงหรือ Plant-Based Meat ในไทยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เอาใจคนรักสุขภาพ และต้อนรับเทศกาลกินเจด้วย “ผลิตภัณฑ์หมูกรอบและหมูสับจากพืช” โดยผลิตภัณฑ์เนื้อจำแลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ และตอบสนองเทรนด์ “อาหารแห่งอนาคต” อีกด้วย โดย Meat Avatar ได้ผนึกกำลังกับ Foodland วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อจำแลงแล้วทุกสาขา

Meat Avatar ผู้นำเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ผลักดันนวัตกรรมอาหาร “เนื้อจำแลง” ส่งเนื้อจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์หรือ Plant-Based Meat ซึ่งผ่านกรรมวิธีการแปรรูปที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการแรกจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์หมูสับที่ทำมาจากพืช 100% โดยรสชาติและสัมผัสคล้ายหมูจริงจนแยกไม่ออก หวังเจาะตลาดกลามคนรักสุขภาพที่ต้องการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยลดภาวะโลกร้อนและการฆ่าสัตว์จากการทำปศุสัตว์

คุณวิภู เลิศสุระพิบูลและ คุณวรุฒม์ จันทร์โพธิ์ ผู้ก่อตั้ง Meat Avatar กล่าวว่า “เนื้อจำแลงหรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วโลกอย่าง Plant-Based Meat เป็นเนื้อที่แปรรูปมาจากพืช ทำให้มีรสชาติ คล้ายเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่ทำมาจากถั่วและพืชต่างๆ เช่น เห็ด ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา แครอท บีทรูท เป็นต้น โดยคอนเซ็ปต์ของเรา คือ วัตถุดิบต้องมาจากธรรมชาติโดยส่วนผสมหลักมาจากถั่วเหลืองและถั่วลันเตาเป็นสำคัญ ผสมผสานกับขั้นตอนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์มีรสชาติอร่อยและมีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ซึ่งอยากให้คนไทยได้บริโภคในราคาที่ถูกลงด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับกลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีแค่คนที่รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติเท่านั้น เรายังคาดหวังว่าคนที่รับประทานเนื้อสัตว์จะหันมารับประทาน Meat Avatarด้วย ซึ่งยังคงให้ความอร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆและอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือกระบวนการการผลิต Plant-Based Meat ยังช่วยลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่น้อยลง Meat Avatar เกิดขึ้นภายใต้การวิจัย และพัฒนาโดยใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยส่งผลิตภัณฑ์หมูสับจำแลงและหมูกรอบจำแลงสู่ตลาดเป็นชุดแรก และจะทยอยเปิดตัวอีกหลายผลิตภัณฑ์  เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ในอนาคต Meat Avatar ยังเตรียมจะขยายไปยังตลาดต่างประเทศ และหวังที่จะได้เป็นผู้นำตลาดเนื้อทดแทนเนื้อสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย”

สำหรับ Foodland ถือเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรทางธุรกิจกับ Meat Avatar โดยเทศกาลกินเจปีนี้ Meat Avatar ชวนทุกท่านมาอิ่มบุญ พร้อมจัดเต็มเนื้อจำแลงที่ Foodland ทุกสาขา พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษ ตอบโจทย์ทั้งเจ และมังสวิรัติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เจนี้ไม่จำเจด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อจำแลงจาก Meat Avatar”

แม็คโคร ขยายทักษะวิชาชีพธุรกิจอาหารสู่รั้วมหาวิทยาลัย บูรณาการร่วม ม.เกษตรฯ ผุดหลักสูตรปั้นมืออาชีพ เพิ่มทางเลือกทำเงิน รับวิกฤตคนว่างงานพุ่ง

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี หรือ MHA ขยายทักษะวิชาชีพธุรกิจอาหารสู่รั้วมหาวิทยาลัย ล่าสุด จับมือ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรฯ เชื่อมโยงหลักสูตรออนไลน์เรียนรู้ธุรกิจอาหารครบวงจรให้นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ปี 2-4 ในชั่วโมงกิจกรรม พร้อมออกวุฒิบัตรการันตีมีวิชาชีพติดตัว เพิ่มทางเลือกหางานหาเงินรับวิกฤตตกงานพุ่ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของแม็คโคร นอกจากจะเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัยแล้ว แม็คโครยังมุ่งมั่นที่จะนำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจอาหาร เผยแพร่สู่ลูกค้าสมาชิกเพื่อพัฒนาทักษะการประกอบการให้รอบด้าน ครอบคลุมความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการมืออาชีพเท่านั้น แม็คโคร โดย แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี หรือ MHA ยังขยายการเผยแพร่ทักษะความรู้ไปยังกลุ่มนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปี 2-4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจบริการอาหารระดับอุดมศึกษา ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 

“แม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี ได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ มาอย่างต่อเนื่อง และนำมาถ่ายทอดผ่านช่องทาง www.makrohorecaacademy.com รวมถึง  Facebook และ YouTube ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้นิสิตนักศึกษาได้รับความรู้และการบริหารจัดการธุรกิจอาหารในเชิงวิชาชีพ หรือเป็นทักษะติดตัวที่นำไปปรับใช้ในการสร้างงานสร้างอาชีพในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่มีตัวเลขคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.กิติมา อินทรัมพรรย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของเรา คือ การพัฒนานิสิตให้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและความสามารถรอบด้าน (Expert Generalist) มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตชั้นปีที่ 2-4  ทุกสาขาวิชาเข้ารับการอบรมเชิงวิชาชีพก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะเชิงวิชาชีพและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพนอกจากเหนือจากความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เรียนตามหลักสูตร

“การพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจบริการอาหารร่วมกัน  ข้อตกลงกำหนดไว้ในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะให้นิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปี 2-4 เลือกเรียนในชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านหลักสูตรออนไลน์ที่กำหนดและรับรองผลการอบรมโดยการวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐาน พร้อมมอบวุฒิบัตร ซึ่งจะเป็นทักษะที่นำไปประยุกต์ใช้สร้างงานสร้างอาชีพได้”

สำหรับหลักสูตรออนไลน์ดังกล่าวประกอบด้วย 17 องค์ความรู้ แบ่งเป็นหมวดการตลาด 3 คอร์ส หมวดการบริหารการเงินและต้นทุน 6 คอร์ส  หมวดการพัฒนาเมนู 4 คอร์ส  หมวดการจัดการภายในร้าน 4 คอร์ส  สอนโดยผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร และผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมเชฟประเทศไทย อาทิ เชฟวิลแมน ลีออง ประธานไทยแลนด์ คัลลินารี อคาเดมีและสมาคมเชฟโลก, อาจารย์ต่าย – พรชัย นิตย์เมธาวงศ์ จากเพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร, เชฟบุญธรรม ภาคโพธิ์ เชฟกะทะเหล็กแห่งประเทศไทย และอ.โบว์-มธุรส วงศ์ประดู่ เป็นต้น

นางศิริพร กล่าวทิ้งท้ายว่า “โครงการนี้เป็นโครงการเพื่อสร้างทางเลือก และเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตนักศึกษา ที่จะจบการศึกษาออกไปให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพในยุค New Normal  นอกจากนี้เรายังได้วางแผนความร่วมมือให้เกิดความต่อเนื่องไปถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากร และการขยายขอบเขตการศึกษาทักษะความรู้เชิงวิชาชีพนี้ไปยังกลุ่มเรียนที่เป็นบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง”

อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก เผยรายได้รวม 26 พันล้านบาท ห้างค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดนมียอดขายออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตเกินสองเท่า ในปีที่ต้องรับมือวิกฤติใหญ่จากภัยโควิด

อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก ประกาศรายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษของ การเติบโตและขยายตัวทางธุรกิจ ปิดปีงบประมาณที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ด้วยรายได้รวม 26 พันล้านบาท ในขณะเดียวกัน วิกฤติโควิดได้เร่งให้บริษัทเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกธุรกิจแบบดิจิทัลเร็วขึ้น ผลจากความนิยมในการแต่งบ้านที่พุ่งขึ้นอย่างล้นหลามช่วงล็อกดาวน์

“วิกฤติโควิดเปลี่ยนความคิดและค่านิยมที่หลายคนมีต่อการใช้ชีวิตในบ้าน” คริสเตียน รอยเคียร์ กรรมการผู้จัดการอิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก กล่าว “เมื่อต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันอย่างกะทันหัน หลายคนมาที่อิเกียเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ไปแต่งโฮมออฟฟิศ มุมอ่านหนังสือ พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้ง และครัวที่ตอบโจทย์การใช้งานในบ้านของตนเอง หลายคนตระหนักว่า บ้านมีความหมายและสำคัญต่อพวกเขามากแค่ไหน และเห็นว่ามันคุ้มที่จะลงทุนเพื่อทำให้บ้านที่เราใช้ชีวิตอยู่ในทุกๆ วัน เป็นที่ที่เราจะอยู่อาศัยได้อย่างสบาย ตอบโจทย์การใช้งาน และมีรูปลักษณ์สวยงาม”

สโตร์อิเกียทั้ง 9 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท มียอดขายรวม 22.4 พันล้านบาท ในช่วงเดือนกันยายน 2562 – สิงหาคม 2563 ลดลงจากยอดขายในปีงบประมาณที่ผ่านมา 7.4 เปอร์เซ็นต์ เนื่องด้วยสโตร์หลายแห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว โดยบางแห่งปิดให้บริการไปนานถึงสองเดือนครึ่ง ทั้งยังต้องเผชิญความท้าท้ายในเรื่อง การจัดหาสินค้า และการจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการภายในสโตร์เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย เมื่อรวมกับรายได้จากศูนย์การค้า ในเครือที่เชื่อมต่อกับสโตร์อิเกียอีก 5 ศูนย์ (ทั้งหมดบริหารงานโดยอิคาโน่ เซ็นเตอร์ส ซึ่งมีการเยียวยาค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าจำนวนหลายร้อยรายที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติที่เกิดขึ้น) ทำให้บริษัทมีรายได้รวม 26 พันล้านบาท น้อยกว่าปีก่อน 2 พันล้านบาท

อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก เป็นหนึ่งใน 12 แฟรนไชส์อิเกียที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีสโตร์เปิดให้บริการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ควบคู่ไปกับศูนย์การค้าในเครืออิคาโน่ เซ็นเตอร์ส ซึ่งปัจจุบันมีผู้เช่าประมาณ 1,500 ราย ภายใต้พื้นที่ให้เช่า 4 ล้านตารางฟุต บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าถึงคนทั่วไปอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยการให้บริการเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าตกแต่งบ้าน รวมถึงมีทบอลต้นตำรับสวีเดนในสโตร์ที่จะเปิดให้บริการในประเทศเม็กซิโกและฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองแห่งจะเปิดให้ลูกค้าช้อปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ได้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่จะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปเต็มรูปแบบในสโตร์

หลังให้บริการอีคอมเมิร์ซในสามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม สโตร์อิเกียในทั้งสามประเทศยังสามารถจำหน่ายสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานแก่ลูกค้าได้แม้ในช่วงที่ต้องปิดหน้าร้านไปเป็นเวลานาน โดยได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ พนักงานร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งระบบปฏิบัติงานด้านการหยิบ แพ็ก และจัดส่งสินค้าเพื่อรองรับยอดสั่งซื้อจำนวนมากในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน แผนกที่เกี่ยวข้องต้องจัดหาผู้ให้บริการด้านการขนส่งสินค้าเพิ่มเติม เพิ่มรอบจัดส่งสินค้า ปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ให้รองรับยอดสั่งซื้อออนไลน์ที่หลั่งไหลเข้ามาในแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ มียอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เข้ามาทั้งหมดกว่า 525,000 ออเดอร์ คิดเป็นยอดขายออนไลน์กว่า 3.1 พันล้านบาท ซึ่งเกินสองเท่าของรายได้รวมจากอีคอมเมิร์ซของบริษัทในปีก่อนหน้า

สโตร์ในประเทศไทยได้เริ่มให้บริการ Click & Collect ช้อปออนไลน์และรับสินค้าได้ที่สโตร์ ขณะที่แผนกอาหารและเครื่องดื่ม ในสโตร์อิเกียทั้งในไทยและมาเลเซียหันหน้าจับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายการให้บริการจัดส่งอาหารหลากหลายเมนู รวมถึง

มีทบอลต้นตำรับสวีเดนให้ลูกค้าอิ่มอร่อยได้ถึงที่บ้าน และหลายส่วนยังทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาคเพื่อให้ความช่วยเหลือในการจัดส่งสินค้าและบริการให้แก่โรงพยาบาล หอพักแรงงานอพยพ ศูนย์พักพิง และองค์กรอื่นๆ ที่เป็นแนวหน้าในการรับมือวิกฤติโควิดในแต่ละประเทศ รวมมูลค่ากว่า 11.5 ล้านบาท

“วิกฤติครั้งนี้ดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของเราออกมา ปลุกจิตวิญญาณนักธุรกิจที่มีอยู่ในตัวพนักงานทุกคน ผลักดันให้ธุรกิจของเราพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว” คริสเตียน รอยเคียร์ กล่าว “เราทำงานกันภายใต้แรงกดดันมหาศาล อาจมีบ้างที่ไม่สามารถตอบความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างที่ตั้งใจ แต่ลูกค้าหลายคนก็เข้าใจกันเป็นอย่างดี เราแข็งแกร่งขึ้น และนี่เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในองค์กรของเรา รวมถึงความพยายามของทุกๆ คนที่จะทำเพื่อชุมชนและสังคมโดยรอบ”

ในแปดสัปดาห์ที่มีผู้มาใช้บริการสโตร์อิเกียและเว็บไซต์สูงที่สุดในแต่ละประเทศ ลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซื้อโต๊ะอิเกียไปกว่า 212,000 ตัว เก้าอี้สำนักงาน 64,000 ตัว ยอดขายประจำปีของแผนกห้องทำงานพุ่งสูงขึ้นในทั้งสามประเทศ ในช่วงล็อกดาวน์ ศูนย์การค้าทุกแห่งในเครือจำกัดการให้บริการเหลือเพียงส่วนที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และได้เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลับมาทยอยเปิดให้บริการ ทั้งยังได้รับเสียงชื่นชมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการรักษาระยะห่างทางสังคม การเข้มงวดกวดขันในการทำความสะอาด จุดให้บริการวัดอุณหภูมิร่างกาย และมาตรการความปลอดภัยอื่นๆ ที่นำมาใช้ในพื้นที่

บริษัทไม่มีนโยบายให้พนักงานแม้แต่เพียงคนเดียวต้องออกจากงานในช่วงล็อกดาวน์ และยังมีแผนที่จะจัดหาพนักงานใหม่อีกกว่า 200 คนในประเทศสิงคโปร์ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดให้บริการสโตร์อิเกีย Jurung ในปี 2564 ส่วนที่เม็กซิโกซิตี มีแผนจะเปิดให้บริการอีคอมเมิร์ซทันทีที่เปิดสโตร์อิเกีย Oceania ในช่วงปีใหม่ และสโตร์อิเกียที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มะนิลา ก็มีกำหนด จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2564 โดยออกแบบให้มีพื้นที่พร้อมรองรับการปฏิบัติงานด้านการหยิบ แพ็ก และจัดส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซ รวมถึงศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า และในเวลาเดียวกันนี้ ก็มีทีมในประเทศเวียดนามที่กำลังเดินหน้าวางแผน
เปิดสโตร์ในอนาคตอันใกล้

“เรื่องที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้ คือการดูแลพนักงานและลูกค้าของเราให้ปลอดภัย และเดินหน้าทำธุรกิจของเราต่อไป เพราะไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่วิสัยทัศน์ของเราซึ่งต้องการจะสรรค์สร้างชีวิตที่ดีกว่าให้คนทั่วไปในทุกๆ วัน จะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วไปได้มากเท่ากับในช่วงเวลานี้” คริสเตียน รอยเคียร์ กล่าวและเสริมว่า “อิเกียได้ปรับลดราคาสินค้าหลายร้อยรายการในแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ เพื่อให้สินค้าของเรามีราคาที่ย่อมเยายิ่งขึ้นอย่างที่คนทั่วไปจำนวนมากจะเลือกซื้อไปสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านได้ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในทุกๆ วันอย่างแท้จริง”

เหล็กสยามยามาโตะ ได้รางวัล “Eco Factory”

นายดำรงค์ศักดิ์ จัตุรงค์พัฒนา (ซ้าย) ผู้จัดการโครงการขยายการลงทุน บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟรงค์ มานานมากกว่า 25 ปี เป็นผู้แทนเข้ารับมอบโล่รางวัล “Eco Factory – อีโค่ แฟคทอรี่” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2563 “Eco Innovation Forum 2020” จาก นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี (ขวา) รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อไม่นานมานี้

เนสกาแฟชวนคนไทย “ชงเพื่อความยั่งยืน” กับเนสกาแฟในบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก

นายวิคเตอร์ เซียห์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดงาน “เนสกาแฟ เดย์ 2020” เชิญชวนคนไทย “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน” ฉลองวันกาแฟสากล กับเนสกาแฟในบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ทั้งซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู แบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกันและนำไปรีไซเคิลได้ 100% ครั้งแรกของโลก รวมทั้งเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มที่เปลี่ยนไปใช้กระป๋องอะลูมิเนียม สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ตอบโจทย์พันธกิจด้านความยั่งยืนในการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% โดยมี นายโจโจ้ เดลา ครูซ (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข (กลาง) ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นายธนวรรธน์ วรรธนะภูติ (ซ้ายสุด) นายจิรายุ ตั้งศรีสุข (ขวาสุด) สองพรีเซนเตอร์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูร่วมงานซึ่งจัดขึ้นที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้

พรีเซนเตอร์เนสกาแฟ นำทีม โป๊ป-ธนวรธน์ วรรธนะภูติ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ต่อ– ธนภพ ลีรัตนขจร ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์  ไอซ์-พาริส อินทร โกมาลย์สุต   เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม ชวนคนไทยชงเพื่อความยั่งยืน ดื่มเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู แบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกันและนำไปรีไซเคิลได้ 100% ครั้งแรกของโลก

เจมส์ ต่อ ใบเฟิร์น ไอซ์ เจเจ โชว์โต๊ะอาหารที่อัพไซเคิลจากซองกาแฟเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ที่ใช้แล้ว ซึ่งจะนำไปมอบให้น้องๆ ใน 100 โรงเรียนทั่วประเทศไทย

HAPPY VENTURES ผนึก HUAWEI CLOUD Thailand และ SUNMI Thailand พัฒนา NextGen FinTech สร้าง HAPPY PAY นวัตกรรมทางการเงินแนวใหม่

3 ผู้นำธุรกิจระหว่าง HAPPY VENTURES พร้อมด้วย HUAWEI CLOUD Thailand และ SUNMI Thailand ผนึกกำลังร่วมมือกันเปิดตัวธุรกรรมการเงินออนไลน์ใหม่ HAPPY PAY : Your Happy Wallet for Your happy lifestyle นวัตกรรมทางการเงิน ตอบโจทย์ NextGen FinTech รองรับโอกาส และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ยุคสังคมไร้เงินสด โดย HAPPY PAY เป็น Complete Financial Service บริการทางการเงินแบบครบวงจร ทั้ง Offline และ Online ในรูปแบบของการเชื่อมต่อระบบการชำระเงิน การซื้อขายบน Platform ได้เลยทันทีรองรับผู้ประกอบการ E Commerce ที่มีเว็บไซต์ รวมถึงความโดดเด่น คือ Happy Pay Merchant Solution Platformที่สร้างโอกาสให้กับผู้ที่มีความต้องการจะเปิดร้านขายของแบบครบวงจร แต่ไม่มีเว็บไซต์ HAPPY PAY พร้อมมี Solution รองรับผู้ประกอบการเหล่านี้ง่ายๆ พร้อมโกยรายได้จากโลกออนไลน์ได้ทันที

นายวรกร วีราพัชร์ ประธานกรรมการบริหาร HAPPY VENTURES Co., Ltd. เปิดเผยว่าHAPPY VENTURES เติบโตมาจาก Software consultant , Software Integrator ด้วยความที่เราเป็นสายเทคโนโลยีด้วย และหลงใหลในคำว่า “นวัตกรรม” ระหว่างทางเราจึงมีโอกาสในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ Prop Tech,  Agri Tech, Satellite and Drone Image Processing and AI, Media + Live Commerce Chat Bot Solution,  New Retail Technology และจนมาถึง Fin Tech คือ HAPPY PAY ธุรกรรมการเงินออนไลน์ใหม่

ซึ่ง HAPPY PAY เกิดจากการรวมตัวของ 3 ค่ายธุรกิจผู้นำของตลาด โดยใช้ความโดดเด่นในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแต่ละค่ายมาสร้างทางเลือกและตอบโจทย์ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ Touchless Economy ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การให้บริการระบบ Cloud and AI ของ HUAWEI TECHNOLOGIES (Thailand) Co., Ltd.  ที่มีเสถียรภาพ และมีมาตรฐานในระดับสากล หรือ HAPPY VENTURES เองที่มี Platform และ Software ที่รองรับผู้ใช้บริการได้อย่างครบวงจร พร้อม ครบ จบ ในที่เดียว อีกทั้งเรายังได้การเสริมทัพจาก SUNMI Thailand  ที่มีฮาร์ดแวร์ที่พร้อมตอบโจทย์ผู้ประกอบการเพื่อความสะดวกในการรับเงิน รวมถึงสร้างความสมบูรณ์ให้กลไกการซื้อขายมากขึ้น

จุดเด่นของ HAPPY PAY คือ เป็น Complete Financial Service บริการทางการเงินแบบครบวงจร รองรับทั้ง Offline และ Online ในรูปแบบของการเชื่อมต่อระบบการชำระเงิน การซื้อขายบน Platform ได้เลยทันที รองรับผู้ประกอบการ E Commerce ที่มีเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์และเก็บข้อมูลของสินค้า สามารถทำการซื้อขายได้เลยทันทีกับ  HAPPY PAY โดยไม่ต้องออกแอพนั้นมาโอนแอพนี้สลับไปมาอย่างที่เราคุ้นเคย

นายวรกร กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งความโดดเด่น คือ HAPPY PAY Merchant Solution Platform หมายถึงเราสร้างโอกาส ให้กับผู้ที่มีความต้องการจะเปิดร้านขายของแบบครบวงจร แต่ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เรามี Solution รองรับผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่กรอกข้อมูลของสินค้า เลือกประเภท ของสินค้า ตั้งราคาพร้อมคำอธิบายสินค้า เมื่อลงทะเบียนครบถ้วนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเป็นผู้ประกอบการบนโลกออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์

ซึ่งบริการของ  HAPPY PAY ในเฟสแรก จะรองรับผู้ประกอบการที่มี Platform เป็นของตัวท่านเองแล้ว เช่น มี Website แล้ว แต่ยังต้องพึ่งพาขั้นตอนการโอนจ่าย แล้วแจ้งสลิปอยู่ ในวันนี้ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขด้วย  HAPPY PAY เพราะเราสามารถเชื่อมต่อระบบการชำระเงินหลังการสั่งซื้อสินค้าไว้บน Platform ของท่านได้แล้ว และด้วยความเสถียรของ Ai ยังมีความสามารถในการเก็บสถิติการใช้จ่ายและแนวทางพฤติกรรมของผู้บริโภคพร้อมรายงานสรุปให้ผู้ประกอบการได้อีกด้วย

และในเฟสต่อๆ ไป HAPPY PAY จะมาพร้อมรูปแบบของการบริการ Mobile Application
ที่สามารถ Create & Develop ได้อัจฉริยะเพิ่มขึ้น เช่น ระบบการชำระผ่าน QR Code ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง และกำหนดอายุในการใช้งานได้ รวมถึงระบบการผ่อนชำระ หรือ Installment ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าผ่อนชำระกี่งวด กี่เดือน จบครบในเพียงแอพเดียว

นายวรกร กล่าวอีกต่อไปว่า ตอนนี้สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Touchless Economy หรือ สังคมไร้การสัมผัส ซึ่ง Cashless Economy เป็นหนึ่งในสมการของ Touchless Economy อยู่แล้วตามโครงสร้าง การจ่ายเงินหรือการทำธุรกรรมการเงินก็เติบโตขึ้นตามลำดับ เราเล็งเห็นว่า  Market Cap ในตอนนี้ยังไม่เติบโตมาก และมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างมหาศาลในอนาคต HAPPY VENTURES จึงเข้ามาเป็นผู้เล่นรายหนึ่งในจุดนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนา Product ให้เติบโตไปพร้อมกับการเติบโตของตลาดต่อไป

 ทางด้าน คุณปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ ธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การประกาศถึงความร่วมมือเชิงนวัตกรรมครั้งใหม่ ในการพัฒนาธุรกรรมการเงินออนไลน์ใหม่ HAPPY PAY ในครั้งนี้ จะมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมด้านธุรกรรมทางการเงินในประเทศไทย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลยุคสังคมไร้เงินสดไปอีกขั้น

ซึ่ง หัวเว่ย ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารชั้นนำ ได้ร่วมกับ 2 บริษัทไอทีชั้นนำสัญชาติไทย ที่เชี่ยวชาญด้านธุรกรรมทางการเงิน ได้แก่ HAPPY VENTURES และ SUNMI สรรค์สร้างนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจในประเทศไทย จะมารองรับการมาถึงของสังคมไร้เงินสด 100% ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ยกระดับมาตรฐานความสะดวกสบาย รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยด้านการทำธุรกรรมทางการเงินให้แก่ผู้ใช้งานชาวไทยทั่วประเทศพร้อมกันไปด้วย

ประเทศไทยถือว่ามีอัตราการเติบโตด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชนต่างมีส่วนช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานเชิงดิจิทัลในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้จากแผนแม่บทด้านไอซีทีหลากหลายโครงการจากภาครัฐในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และจากการเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมโครงข่ายหรือการให้บริการทางอิเล็คทรอนิกส์รูปแบบใหม่แก่ผู้ใช้งานชาวไทยจากภาคธุรกิจด้านไอซีที ภาคการเงินการธนาคาร หรือแม้แต่ภาคธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง

คุณปิยะธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางหัวเว่ย ประเทศไทย มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยไปพร้อมกับทุกภาคส่วน ในฐานะที่เป็นทั้งเจ้าของเทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมทั้งบริการด้าน ICT และ Cloud ในระดับโลก เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งภายใต้เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ที่ตอบรับวิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการ ‘นำเทคโนโลยีดิจิทัลสู่ทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อขับเคลื่อนโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ’

ด้านMr. Phakhin Peng General Manager SUNMI Thailand กล่าวว่า SUNMI เป็น บริษัท IoT ที่เป็นผู้นำระดับโลกในด้านนวัตกรรมฮาร์ดแวร์อัจฉริยะสำหรับธุรกิจ ปัจจุบัน SUNMI กลายเป็น App store เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแอพเชิงพาณิชย์มากกว่า 11,000 แอพ ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่แบ่งย่อยมากกว่า 100 อุตสาหกรรม ในกว่า 203 ประเทศ โดยให้บริการผู้ค้ามากกว่า 1.5 ล้านราย และสำหรับ HAPPY PAY SUNMI จะให้บริการฮาร์ดแวร์การสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้ประกอบการ รวมถึงศูนย์บริการในประเทศไทย แต่มีการปรับแต่งในเชิงลึกด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ และการปรับปรุงมากกว่า 200 รายการ จึงใช้งาน  HAPPY PAY ง่าย มีความเสถียร และปลอดภัยสูง ซึ่งขณะนี้มีอุปกรณ์ของ SUNMI ที่ให้บริการแล้ว มากกว่า 100,000 เครื่องในประเทศไทย เพื่อรองรับตลาดกลับมาเปิดอย่างเต็มตัวอีกครั้ง

แสงชัยกรุ๊ป เดินหน้าขยายความยิ่งใหญ่ครั้งใหม่ ผนึกพันธมิตรแกร่งแดนลุงแซม ท้าทายตลาด HEAVY DUTY

แม้จะยืนหยัดในแวดวงวิศวกรรมมาเกือบ 4 ทศวรรษ แต่ดูเหมือน “แสงชัยกรุ๊ป” จะยังคงไม่ยอมหยุดความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรลงง่ายๆ เมื่อล่าสุด “”สิทธิพัฒน์ และอรรถวัฒน์  อัศวนิเวศน์” 2 พี่น้องผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงของบริษัทฯ เตรียมเดินหน้าขยายเขตแดนระลอกใหม่อีกครั้ง ด้วยการผนึกพันธมิตรสุดแกร่งจากสหรัฐอเมริกา ผู้มากประสบการณ์กว่า 90 ปีอย่าง Milwaukee (มิลวอกี้) ผู้ผลิตชั้นนำ ในอุตสาหกรรมเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานหนัก อุปกรณ์เสริม และเครื่องมือทั่วไปสำหรับผู้ใช้มืออาชีพทั่วโลก พร้อมเปิดตัว SHOWROOM & RED ZONE ศูนย์เซอร์วิสเซ็นเตอร์ รวมนวัตกรรมเครื่องมือช่างไร้สาย ประสิทธิภาพแห่งโซลูชั่นระดับโลก ไว้ครบครัน ในฐานะ “Master Dealer” ตัวแทน Noting but HEAVY DUTY หนึ่งเดียวในประเทศไทย

SHANE น้องใหม่สกินแคร์ รุกหนักตลาดความงาม ชู 4 จุดแข็งทิ้งห่างคู่แข่ง ไต่สู่แบรนด์ TOP 10 ของประเทศไทย

SHANE ผลิตภัณฑ์ Organic & Natural Skincare เตรียมสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ตลาดความงาม ฉีกกรอบครีมสารเคมีเกลื่อนตลาด ก้าวนำหน้าสู่ยุคใหม่ชูจุดเด่น Advanced Nano Neck Cream, Shower Gel Body Lotion จากนวัตกรรมนาโนออร์แกนิค พร้อมส่วนผสม Organic&Natural เข้มข้นกว่า 90%, แพ็คเกจจิ้ง, สตอรี่ และจุดแข็งด้าน “กลิ่นบำบัด” เปิดตัวในงาน CCA 2020 หวังโตพ้นวิกฤตโควิด ไต่สู่ TOP 10 แบรนด์ Organic Natural Skincare ของประเทศไทย

นางสาวกุลธิดา อัศวมินาติ เจ้าของ และ ประธานบริหาร บริษัท เชน จำกัด  ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ SHANE ที่มีสารสกัดอันทรงคุณค่าจากธรรมชาติ หรือ ออร์แกนิค รายแรกของไทยที่นำนวัตกรรมเทคโนโลยี นาโนออร์แกนิค (Nano Organic) มาช่วยในกระบวนการคิดค้น พัฒนา และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ภายใต้ระบบการผลิต ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ มาตรฐานสากล และผ่านการทดสอบHypo-allergenic จาก Dermscan Asia แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังจึงมันใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของSHANE นั้นมีความอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว เล่าย้อนถึงที่มาของการก่อตั้ง SHANE ว่า เธอเล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจความงามและศักยภาพของ Organic & Natural Ingredient ที่มีอยู่ในประเทศไทย ที่ล้วนแล้วแต่พิเศษ และมีลู่ทางเติบโตได้สูงมาก เธอจึงเลือกจ่ายเงินลงทุนกว่า 10 ล้านบาท กับการสร้างแบรนด์สกินแคร์ที่มีชื่อว่า “SHANE” ขึ้นในประเทศไทย โดยคาดหวังที่จะผลักดันให้บริษัทก้าวนำคู่แข่งในการทิ้งสารเคมีไว้ข้างหลัง ใช้เรื่องราวจากธรรมชาติมาเป็นจุดแข็ง แล้ววางโพสิชันของบริษัท ไปสู่ตำแหน่ง TOP 10 แบรนด์ Organic Natural Skincare ของประเทศไทยในอนาคต

 “SHANE มีจุดเด่นที่นำตัว Active Nanoสารสกัดจากธรรมชาติ พร้อมกระบวนการผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีนาโนอิมัลชันสูตรเฉพาะของทางเชน ที่คงความเป็นธรรมชาติอยู่ ที่เราเรียกกันว่า นาโนออร์แกนิค เพื่อการบำรุงล้ำลึก ซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการกักเก็บคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์

หลังจากเริ่มก่อตั้งแบรนด์มาได้ปีเศษ SHANE ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์จากการวิจัยของบริษัท รวมแล้วกว่า 15 SKU แบ่งออกเป็นFacial Care, Body Care, Aromatherapy-Essential oil  และยังรวมถึงการคิดค้นผลิตภัณฑ์ไอคอนของแบรนด์ อย่าง “Shane Advanced Nano Neck Cream” ครีมบำรุงผิวคอที่สร้างมาเพื่อปิด Pain point ที่ละเลยการบำรุงผิวคอ และลดเลือนริ้วรอยจากการเสียดสีบริเวณผิวคอของคนทั่วไป

 “เรามีคำถามกับตัวเองว่าทำไมทุกคนต้องเน้นบำรุงแต่ผิวหน้า ในเมื่อผิวคอก็สำคัญไม่แพ้กัน” นางสาวกุลธิดา กล่าว “ในตอนที่เราปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง เมีผลวิจัยแล้วว่าคอเป็นอะไรที่มีบอบบางยิ่งกว่าใบหน้า เกิดริ้วรอยได้ง่าย และพฤติกรรมส่วนใหญ่อย่างการทำงาน เล่นสมาร์ทโฟน หรือการก้มหน้าเป็นเวลานานยังทำให้เกิดการเสียดสีเพิ่มจำนวนริ้วรอยด้วย ทั้งครีมบำรุงหน้าก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากพอที่จะไปบำรุงผิวที่คอได้ ในทางกลับกันครีมคอที่มีความเข้มข้น ก็อาจจะเหนียวเหนอะหนะไม่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยอีก เราจึงควรหาผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้น แต่มีความเบาบางและสามารถบำรุงตรงจุดอย่างผลิตภัณฑ์ของเชน แอ๊ดวานซ์ นาโน เน็ค ครีม”

SHANE Advanced Nano Neck Cream เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี Base on เป็น Organic&Natural เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของแบรนด์ อาทิ White Orchid, Aloe vera, Cucumber ,Rose Wood ,Dill   ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย อุดมไปด้วยสารAnti-oxidant วิตามินหลากหลายชนิดทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น เนียนนุ่มตลอดทั้งวัน มาพร้อมกับกลิ่นบำบัด organic essential oil สูตรเฉพาะของทางเชน ปราศจากพาราเบน สเตียรอยด์ และแอลกอฮอล์ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของSHANE นั้นอ่อนโยน เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

และจุดเด่นอีกอย่างของครีมบำรุงคอนี้ คือแพคเกจจิ้งรูป All-in-One ตัวบรรจุภัณฑ์ออกแบบให้มีลูกกลิ้งหัวนวดสำหรับเกลี่ยให้เนื้อครีมซึมลงไปในชั้นผิวได้ง่าย พร้อมทั้งเป็นการนวดต้นคอช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตไปในตัว ที่สำคัญ ครีมบำรุงคอยังมีความโดดเด่นในเรื่องกลิ่น จาก Essential oil ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายให้ผู้ใช้ บนไอเดียด้าน “กลิ่นบำบัด”

“แนวคิดเรื่องกลิ่นบำบัดมีข้อดีข้อใหญ่เรื่องการผ่อนคลายอาการเหนื่อยล้า ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ของ SHANE จึงมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และแต่ละกลิ่นล้วนมีสตอรี่เฉพาะที่ฉีกออกจากคู่แข่งชัดเจน ยกตัวอย่างกับผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำที่เป็นNano Body Skincare กลิ่น ANDAMAN (อันดามัน) ซึ่งเราใช้อำพันทะเลสกัดกลิ่นออกมา สร้างสตอรี่ชวนให้นึกถึงความลุ่มลึกของทะเลอันดามัน หรือจะเป็นกลิ่น TAKHAI (ตะไคร้) ความสดชื่นจากตะไคร้สายพันธุ์บริสุทธิ์ และกลิ่น EDEN (เอเดน) ความลับในสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ที่ล้วนแต่บำบัดให้กลิ่นของความรู้สึก Balance Refresh & Romance ไปพร้อมๆ กัน” นางสาวกุลธิดา กล่าว

แม้ SHANE จะมีสตอรี่เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ แต่การเติบโตของ SHANE ก็หยุดชะงักจากไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ เป้าหมายเดิมในการรุกกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ก็เบนเข็มเปลี่ยนทิศทางเริ่มต้นด้วยการ Offer สินค้าด้วยวิธี Joint venture กับลูกค้าที่ประเทศจีน, เปิดตลาดบนช่องทางออนไลน์, Website, Instagram, Lazada ไปจนถึงการออกสู่สายตาผู้ใช้ชาวไทยและต่างประเทศ ในงาน “Cosmoprof CBE ASEAN 2020” หรือ CCA 2020 งานจัดแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ด้วยความที่ CCA 2020 เป็นเวทีระดับ International ในประเทศไทย นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ SHANE จะมาเปิดตัวสร้างพอร์ตให้กับแบรนด์” นางสาวกุลธิดา กล่าว “แม้ในวันแรกที่เราออนไลน์จะชนกับการล็อกดาวน์ในต่างประเทศพอดี แต่เราก็ได้คู่เจรจาจากต่างประเทศติดต่อเข้ามามากมายเช่นกัน ทั้งจากจีนที่เซ็นสัญญากันไปแล้ว และจากดูไบ รัสเซีย อินเดีย-มุมไบ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ 5 ประเทศ ที่อยู่ในระหว่างเจรจา ซึ่งการเข้าถึงงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ที่เราจะได้พบปะกับ distributor โดยตรง และผลักดันให้การเซ็นสัญญาพา SHANE ออกสู่ตลาด global เกิดขึ้นในที่สุด”

 

“เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโควิด-19 ทิ้งผลกระทบไว้กับเราอย่างมาก แต่ SHANE ก็ไม่ได้ทิ้งความตั้งใจจะเป็นแบรนด์ Organic&Natural Skincare ระดับ TOP 10 ของประเทศ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง SHANE จะเริ่มเปิดจำหน่ายในสถานที่ท่องเที่ยวอย่างบนDuty Free ตามมาด้วยการเปิด Stand alone ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในไทย อีกทั้งเราเองก็ไม่ได้มองแต่กลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียว ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะตีกรอบราคาไม่ให้สูงจนเกินเอื้อม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยในฐานะทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างความผ่อนคลายให้กับทุกคน และให้สมกับที่ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมความงามและวัตถุดิบที่เป็น Organic ที่เป็นเบอร์ 1 ตั้งอยู่ในดินแดนของตัวเอง” นางสาวกุลธิดา กล่าวทิ้งท้าย

พบกับผลิตภัณฑ์ Organic Natural Skincare จากเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยความลับจากธรรมชาติ ของ SHANE ได้ที่งาน “Cosmoprof CBE ASEAN 2020” งานจัดแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก ระหว่างวันที่ 14 – 16 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท ได้ที่ 02—036-0500 หรือ www.cosmoprofcbeasean.com

“บัตรแรบบิท” ย้ำความเป็นผู้นำสมาร์ทการ์ดตอบรับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) “One for All” ช้อป กิน เที่ยว บัตรเดียวครบ

“บัตรแรบบิท” ตอกย้ำความเป็นผู้นำ “สมาร์ทการ์ด” สำหรับคนเมือง พร้อมก้าวสู่ปีที่ 9 ด้วยการเดินหน้าพัฒนาสู่เป้าหมายเพื่อการเป็น “One for All” หรือ บัตรหนึ่งเดียว ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุค New Normal ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มการเดินทาง การบริการ และอื่นๆ อีกมากมาย

คุณไอรินทร์ อริยพงศ์สถิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางของบัตรแรบบิทในปีที่ผ่านมา ว่า “เราได้เปิดตัวบัตรแรบบิทในฐานะสมาร์ทการ์ด ที่ให้ความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และร้านค้าพันธมิตรต่างๆ ไปแล้ว และวันนี้บัตรแรบบิทได้กลายเป็นบัตรที่ใช้สำหรับการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในระบบขนส่งมวลชน ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจบริการ ในหลายๆ รูปแบบ โดยมุ่งมั่นที่จะวางบทบาทของบัตรใบนี้ ให้ตอบสนองกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด”

“8 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกบัตรแรบบิทไปแล้วกว่า 14 ล้านใบ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด เราเองก็เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรให้ได้มากที่สุด ให้บัตรแรบบิทเป็นบัตรเดียวที่สามารถใช้ได้ทั้งช้อป กิน และเที่ยว ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเงินสด โดยเราได้ขยายการชำระเงินไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ นอกเหนือจากรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่ว่าจะเป็น ไมโครบัส Y70E (หมอชิต – ศาลายา) รถโดยสารประจำทางในหัวเมืองต่าง ๆ ทั้ง ภูเก็ตสมาร์ทบัส โพธิ์ทองบัส (สงขลา – หาดใหญ่) และ RTC เชียงใหม่ รถประจำทางสาย 51 (ปากเกร็ด – มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สาย 52 (ปากเกร็ด – บางซื่อ) สาย 104 (ปากเกร็ด – หมอชิต 2) สาย 147 (วงกลมเคหะธนบุรี) สาย 150 (ปากเกร็ด – บางกะปิ) และสาย 167 (เคหะธนบุรี – สวนลุมพินี) รวมไปถึงเรือโดยสาร ได้แก่ เรือคลองภาษีเจริญ เรือข้ามฟาก (ท่าพระจันทร์ – ท่ามหาราช) เรือเจ้าพระยาทัวริสท์โบ๊ท (ธงฟ้า) และเรือด่วนปรับอากาศ (ธงแดง) ดังนั้น เราจึงต้องการชี้จุดยืนให้ชัดเจนว่า บัตรแรบบิท เป็นบัตรใบเดียวที่ใช้จ่ายค่าโดยสารขนส่งสาธารณะได้หลากหลายที่สุด”

“ในส่วนของร้านค้าและบริการ ผู้ถือบัตรสามารถใช้แทนเงินสดเพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิง บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายพันธมิตรร้านค้า จนปัจจุบันมีร้านค้าพันธมิตรมากถึง 550 แบรนด์ พร้อมจุดให้บริการกว่า 15,000 จุด ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ร้านชา กาแฟ ศูนย์อาหาร รวมถึงร้านอาหารประเภท Quick Service Restaurant (QSR) เกือบทุกแบรนด์ทั่วประเทศ อาทิ สตาร์บัคส์, เคเอฟซี, อินทนิล, ทิม ฮอร์ตันส์, บาร์บีคิวพลาซ่า, วัตสัน, บู้ทส์, ซูรูฮะ, เอสเอฟ, เอช แอนด์ เอ็ม ฯลฯ ร้านในเครือไมเนอร์ฟู้ด (Minor Food) เช่น บอนชอน, เบอร์เกอร์ คิง, แดรี่ควีน, เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, ซิซซ์เล่อร์, สเวนเซ่น, เดอะ คอฟฟี คลับ, เบซิล ฯลฯ  ร้านในเครือซีอาร์จี (CRG) เช่น อานตี้ แอนส์, ชาบูตง, โคล์ดสโตน, คัตสึยะ, เคเอฟซี, มิสเตอร์ โดนัท, เปปเปอร์ ลันช์, เทนยะ, เทอร์เรซ, โยชิโนยะ ฯลฯ ร้านในเครือมัดแมน (Mudman) เช่น โอบองแปง, บาสกิน ร็อบบิน และ ดันกิน โดยผู้ถือบัตรแรบบิททุกใบ จะได้รับส่วนลดพิเศษ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ มากมาย ทำให้บัตรแรบบิทตอบโจทย์ความเป็น “One for All” โดยแท้จริง”

“นอกจากนี้ บัตรแรบบิทยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสนองความต้องการของภาคธุรกิจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ห้างร้าน หรือองค์กรต่างๆ โดยบัตรแรบบิทสามารถที่จะเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อเป็นบัตรเข้า – ออกอาคาร (Access Control) ใช้ชำระค่าอาหารเครื่องดื่มภายในโรงเรียน หรือองค์กร (Canteen Solution) เป็นบัตรประจำตัวพนักงาน (Employee ID card) หรือเป็นบัตรประจำตัวนักเรียน (Student ID card) โดยมีบริษัทและองค์กรชั้นนำต่างๆ ที่ใช้บัตรแรบบิท เช่น บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท สิงห์ เอสเตท จํากัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ และคอนโดมิเนียมชั้นนำต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยบัตรแรบบิทใบเดียวกันนี้ ยังสามารถจ่ายค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ และจ่ายค่าสินค้า บริการต่าง ๆ ได้อีกด้วย เพียงเติมเงินเข้าบัตรแรบบิทก็สามารถใช้งานได้ทันที”

“ในด้านการเติมเงิน บริษัทฯ ได้เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ถือบัตรมากขึ้น ด้วยการขยายจุดเติมเงิน จากเดิมที่เติมเงินได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที วันนี้ ผู้ถือบัตรแรบบิทสามารถเติมเงินกับพนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถโดยสารสมาร์ทบัส สาย 51, 52, 104, 147, 150, 167 และร้านค้าพันธมิตรอย่าง แมคโดนัลด์ 219 สาขาทั่วประเทศ เคอรี่ เอ็กซ์เพรส 423 สาขาในกรุงเทพฯ และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ เช่น เทสโก้โลตัส เอ็กเพลส มินิบิ๊กซี ลอว์สัน108 รวมไปถึงศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์อาหารในเครือเดอะมอลล์ เครือซีพีเอ็น และอื่น ๆ อีกมากมาย และยังมีตู้เติมสบายพลัส ที่อำนวยความสะดวกในบริเวณเส้นทางเดินรถสมาร์ทบัสสาย 104 และ 150 อีกด้วย และเพื่อให้การเติมเงินนั้นเป็นเรื่องง่าย บริษัทฯ กำลังพัฒนา โมบายแอพลิเคชั่น ให้กับผู้ถือบัตรแรบบิทได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยจะสามารถใช้งานกันได้ภายในต้นปีหน้านี้” คุณไอรินทร์ กล่าวปิดท้าย

ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า บัตรแรบบิทเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นจะทำให้บัตรแรบบิทเป็นบัตรใบเดียว “One for All” ที่ครอบคลุมการชำระเงินในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ  สินค้า และบริการต่างๆ ที่มาพร้อมความสะดวก สบาย รวดเร็ว ง่าย ประหยัดทั้งเงินและเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.rabbit.co.th หรือ https://www.facebook.com/RabbitCard

อิเกีย ยกเลิกการจำหน่ายแบตเตอรีอัลคาไลน์แบบชาร์จไฟไม่ได้ ภายในเดือนตุลาคม ปี 2564 สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนได้ในทุกๆ วันที่บ้าน

อิเกีย ก้าวต่อไปอีกขั้นในการมุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและยั่งยืนยิ่งขึ้นในทุกๆ วันที่บ้าน ด้วยการยกเลิกการจำหน่ายแบตเตอรีอัลคาไลน์แบบชาร์จไฟไม่ได้ในสโตร์อิเกียทั่วโลกภายในเดือนตุลาคม ปี 2564 มุ่งหวังให้ลูกค้าที่ใช้ แบตเตอรีอัลคาไลน์แบบชาร์จไฟไม่ได้อยู่เป็นประจำ หันมาใช้แบตเตอรีแบบชาร์จไฟได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและยังช่วยลดปริมาณขยะให้กับโลกอีกด้วย

“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งกับการยกเลิกการจำหน่ายแบตเตอรีอัลคาไลน์แบบชาร์จไฟไม่ได้ รุ่น ALKALISK/อัลกาลิสค์ ที่จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในสโตร์อิเกียทั่วโลก พร้อมๆ กับการหันมาส่งเสริมการใช้แบตเตอรีแบบชาร์จไฟได้ให้มากขึ้น” ลาร์ช สเวนสัน ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน อิเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเม็กซิโก กล่าว “เราหวังว่า นี่จะเป็นก้าวที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนมาเลือกใช้แบตเตอรีแบบชาร์จไฟได้ ซึ่งมีราคาสบายกระเป๋า ใช้งานง่าย สามารถยืดอายุการใช้งานทั้งผลิตภัณฑ์และวัสดุ และยังช่วยลดปริมาณขยะ รวมถึงประหยัดกว่าแทน”

แบตเตอรีแบบชาร์จไฟได้ รุ่น LADDA/ลัดด้า ของอิเกีย สามารถชาร์จไฟได้สูงสุดถึง 500 ครั้ง และเป็นแบตเตอรี NiMH จากการวิจัยเชิงเปรียบเทียบเพื่อประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ แสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี NiMH แบบชาร์จไฟได้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเทียบกับแบตเตอรี อัลคาไลน์ เมื่อใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไปซึ่งใช้พลังงานสูงและต้องชาร์จไฟอย่างสม่ำเสมอ เช่น ของเล่น ไฟฉาย ลำโพงหรือกล้องถ่ายรูปแบบพกพา เป็นต้น1 

แบตเตอรี NiHM แบบชาร์จไฟได้ อย่างรุ่น LADDA/ลัดด้า ที่จำหน่ายในสโตร์อิเกียนั้น พบว่าเมื่อชาร์จไฟไปแล้ว 10 ครั้ง จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาน้อยกว่าแบตเตอรีอัลคาไลน์เมื่อใช้พลังงานเท่ากัน และหลังจากที่ชาร์จไป 50 ครั้ง จึงได้ข้อสรุปว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม2  ของแบตเตอรีชนิด NiMH มีน้อยกว่าหรือเท่ากับผลกระทบที่เกิดจากการใช้แบตเตอรีอัลคาไลน์3 

“นี่จะเป็นทางเลือกที่ประหยัดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าในระยะยาว เมื่อเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและหันมาใช้แบตเตอรีแบบชาร์จไฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยความคุ้มค่าสูงสุด” ลาร์ช สเวนสัน กล่าว ก่อนเสริมต่อว่า “ทั้งยังช่วยลดการสร้างขยะด้วย”

ปีที่แล้ว อิเกีย จำหน่ายแบตเตอรีอัลคาไลน์ไปทั้งหมด 300 ล้านชิ้นทั่วโลก เฉพาะสโตร์อิเกียทั้ง 9 แห่งที่เปิดให้บริการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ลูกค้าซื้อแบตเตอรีแบบชาร์จไฟไม่ได้ รุ่น ALKALISK/อัลกาลิสค์ ไปกว่า 3.4 ล้านห่อ หากลูกค้าอิเกียทุกคนเปลี่ยนจากแบตเตอรีแบบชาร์จไฟไม่ได้ รุ่น ALKALISK/อัลกาลิสค์ มาใช้แบตเตอรีชาร์จไฟได้ รุ่น LADDA/ลัดด้า สำหรับอุปกรณ์กินไฟสูง (และชาร์จไฟใช้ประมาณ 50 ครั้ง) การร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนคนละเล็กน้อยเพียงแค่นี้ จะสามารถลดขยะโลกไปได้กว่า 5,000 ตันต่อปี4 

ในที่สุด ผู้คนจะค่อยๆ ลด ละ และเลิกใช้แบตเตอรี รุ่น ALKALISK/อัลกาลิสค์ ซึ่งจะส่งผลให้ แบตเตอรีรุ่นดังกล่าวค่อยๆ หายไปจากสโตร์เช่นกัน ซัพพลายเออร์จะอาศัยช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ปรับตัวรับพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน สโตร์อิเกียแต่ละแห่งก็จะมีเวลาเพียงพอให้จำหน่ายสินค้าคงคลังที่มีอยู่ กระบวนการยกเลิกการจำหน่ายแบตเตอรี รุ่น ALKALISK/อัลกาลิสค์ จะจบสมบูรณ์พร้อมกันทั่วโลกภายในเดือนตุลาคม ปี 2564 ส่วนแบตเตอรีลิเธียมไอออน รุ่น PLATTBOJ/พลัทบอย จะยังคงอยู่ในรายการสินค้าของอิเกียต่อไป เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชิ้นยังต้องใช้แบตเตอรีชนิดนี้เพื่อการใช้งาน

——————————————————————————————————————–

1 Comparative Life cycle analysis of alkaline batteries against rechargeable NiMH batteries. Dolci et al., 2016; Mahmud, 2019; Parsons, 2007, and Menet and Gruescu, 2013.

2 Climate change, acidification, eutrophication (terrestrial, freshwater, and marine), freshwater ecotoxicity, human toxicity (cancer effects and noncancer effects), particulate matter, water resource depletion, and mineral and fossil resource depletion).

3 Comparative Life cycle analysis of alkaline batteries against rechargeable NiMH batteries. Dolci et al., 2016; Mahmud, 2019; Parsons, 2007, and and Gruescu, 2013.

4 Calculations are based on the comparative LCA studies listed in footnote 1, extrapolated to LADDA and ALKALISK batteries, based on FY19 sales figures of LADDA and assuming all LADDA batteries are charged 50 times according to IEC 61951-2 Ed.3 (2011) standards and in high-drain devices.