Acer x Intel เปิดเกมรุกตลาดอีสปอร์ตนักศึกษา! “U-Challenger 2025” ศึกมันส์ทะลุจอ ปั้นสตาร์เกมเมอร์ระดับมหาลัย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 แสนบาท

  • เอเซอร์ จับมืออินเทล ดันวงการอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย จัดแข่งขันรายการ “Acer Gaming  U-Challenger 2025” ชิงรางวัลรวมกว่า 220,000 บาท และสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ
  • 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ม.ศรีปทุม, ม.หอการค้าไทย และ ม.กรุงเทพ ตอบรับสนับสนุนนักศึกษาเข้าร่วมแข่งขัน พร้อมส่งเสริมกิจกรรมอีสปอร์ตในมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมอีสปอร์ตไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งคาดว่าภายในปี 2027 ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้เล่นอีสปอร์ตกว่า 18.7 ล้านคน โดยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 21 ปี

เอเซอร์จึงต้องการส่งเสริมวงการอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย ด้วยการร่วมมือกับ “อินเทล” สนับสนุนให้นักศึกษาที่สนใจในกีฬาอีสปอร์ตได้มีพื้นที่ในการพัฒนาทักษะการเล่นเกม การทำงานเป็นทีม และเปิดโอกาสสู่การแข่งขันในระดับมืออาชีพ ด้วยการจัดแข่งขันรายการ “Acer Gaming U-Challenger” ที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี โดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม ได้หมุนเวียนกันรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในรอบ Final Round

สำหรับรายการ Acer Gaming U-Challenger 2025” ครั้งนี้ เป็นการแข่งขันอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 220,000 บาท พร้อมสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ “Thailand Predator League 2026” ช่วงปลายปีนี้ โดยมีการนำเกม VALORANT หนึ่งในเกมแนว FPS ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มนักศึกษาและเกมเมอร์ชาวไทย มาใช้เป็นเกมหลักในการแข่งขัน ด้วยรูปแบบการเล่นที่เน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารในทีม และความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมทักษะสำคัญของผู้เล่น และตอบโจทย์อย่างยิ่งต่อการพัฒนานักกีฬาอีสปอร์ตรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพ

ในปีนี้มี 3 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งล้วนเป็นสถาบันการศึกษาที่สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมอีสปอร์ตภายในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีคอมมูนิตี้เกมเมอร์และอีสปอร์ตที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงการฝึกซ้อมและพัฒนาทักษะด้านอีสปอร์ตอย่าจริงจัง

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นรอบออนไลน์ในแต่ละมหาวิทยาลัย เพื่อคัดเลือกทีมตัวแทนมาแข่งขันกันในรอบ Final Round ซึ่งปีนี้ “มหาวิทยาลัยศรีปทุม” จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดอีเว้นต์การแข่งขันรอบสุดท้ายแบบออฟไลน์    ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน นี้ พร้อมด้วยกิจกรรมให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจร่วมสนุกมากมายในงาน

ผู้ที่สนใจรับชมการแข่งขัน “Acer Gaming U-Challenger 2025” สามารถรับชมผ่านสตรีมมิ่งช่องทาง FB: Acer Gaming Thailand และ Predator League TH ในระหว่างวันที่ 7-27 มิถุนายน 2568 นี้

เห็นจุดดำลอยวูบวาบ อย่านิ่งนอนใจ อาจไม่ใช่แค่สายตาพร่ามัวแพทย์เตือนระวัง “โรควุ้นตาเสื่อม” ภัยเงียบของคนวัย 50+ เสี่ยงจอตาฉีกขาดหลุดลอก

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายตามวัย หลายคนอาจนึกถึงอาการปวดเมื่อย หรือโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่อีกหนึ่งภาวะที่มักเกิดขึ้นเงียบ ๆ โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต ก็คือ “โรควุ้นตาเสื่อม” ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมากถึง 2 ใน 3 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต้องเผชิญกับภาวะนี้ โดยเฉพาะหากละเลยไม่ดูแล อาจนำไปสู่ปัญหาทางตาที่รุนแรงอย่าง “จอตาฉีกขาด” ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

พญ.รุ่งรวี สัจจานุกูล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า วุ้นตาเป็นสารลักษณะคล้ายเยลลี่อยู่ในลูกตาส่วนหลัง ทำหน้าที่ช่วยรักษารูปร่างลูกตา เป็นทางผ่านของแสงและเป็นแหล่งอาหารของตา แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น วุ้นตาจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ละลายเป็นน้ำและหดตัว ทำให้เกิดการดึงรั้งจอตา คล้ายกับการลอกสติ๊กเกอร์ออกจากกระดาษ ที่บางครั้งอาจมีเนื้อกระดาษติดออกมาด้วย ซึ่งหากแรงดึงนั้นมากเกินไป ก็อาจทำให้จอตาฉีกขาดได้

แม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่จากงานวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอาการวุ้นตาเสื่อม มีเพียง           6-14.5% เท่านั้นที่พัฒนาไปถึงขั้นจอตาถูกดึงจนเกิดรอยฉีก ภาวะวุ้นตาเสื่อมจะพบมากขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมากกว่า -6 ไดออปเตอร์ เคยผ่าตัดจอตาหรือต้อกระจก เคยได้รับอุบัติเหตุที่ดวงตา หรือผู้ที่มีโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี

สำหรับอาการของวุ้นตาเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ การเห็นจุดดำลอยไปมา หรือเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ    ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วขณะ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยขึ้นหรือมีจำนวนมากขึ้น จนรบกวนการมองเห็นในชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด บางรายอาจสังเกตอาการได้ชัดเจนเมื่อต้องมองพื้นเรียบ เช่น ผนังหรือท้องฟ้า โดยเฉลี่ยแล้วอาการเหล่านี้อาจคงอยู่นานราว 3 เดือน บางคนอาจค่อย ๆ ปรับตัวจนชินกับจุดดำที่ลอยไปมาได้โดยไม่จำเป็นต้องรักษาใด ๆ แต่หากมีอาการที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เห็นเงาดำคล้ายม่านน้ำบัง มองเห็นเงาดำครึ้มในมุมสายตา หรือภาพพร่ามัวในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของสายตา อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเกิดจอตาฉีกขาดหรือหลุดลอก ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจขยายม่านตา หากตรวจพบรอยรั่วเล็ก ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังสามารถรักษาได้ด้วยเลเซอร์ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

พญ.รุ่งรวี ให้ข้อมูลต่อว่า การรักษาวุ้นตาเสื่อมนั้น ปัจจุบันมีทั้งวิธีเลเซอร์ เพื่อลดขนาดของตะกอนที่ลอยอยู่ในวุ้นตาให้รบกวนน้อยลง และการผ่าตัดเอาวุ้นตาออก ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีทั้งข้อดีและความเสี่ยงร่วมกัน โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยลองปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับอาการก่อน หากยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกรณีที่ตะกอนมีขนาดเล็กมาก แพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีเลเซอร์และการผ่าตัด เพราะทุกการรักษาย่อมมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเมื่อตรวจวินิจฉัยแล้ว คนไข้ไม่ได้มีอาการที่รุนแรงที่มีความเสี่ยง หรือส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้คนไข้ปรับตัวและมองข้ามจุดเล็ก ๆ เหล่านั้นไป

นอกจาก “โรควุ้นตาเสื่อม” แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในยุคดิจิทัลคือ “โรคตาแห้ง” โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน อยู่ในห้องปรับอากาศเป็นประจำ เผชิญกับมลภาวะ ฝุ่น ควัน หรือใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจทำให้ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาฝ่ออย่างถาวร ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างน้ำมันเพื่อเคลือบดวงตาได้อีก ทำให้ตาแห้งเรื้อรัง มีอาการระคายเคือง พร่ามัว แพ้แสง และในบางรายอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

พญ.รุ่งรวี กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลสุขภาพตาให้แข็งแรงนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที ด้วยการมองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต หรือหลับตาชั่วครู่ รวมถึงการประคบอุ่นดวงตาเช้า-เย็น เพื่อช่วยให้ต่อมไขมันทำงานได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงแสงยูวีโดยสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดด และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ หากรู้สึกแห้งหรือระคายเคืองควรใช้น้ำตาเทียมแทน

สำหรับการตรวจสุขภาพตานั้น ควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อย โดยผู้ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ควรตรวจตาอย่างน้อยทุก 5 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40-64 ปี ควรตรวจตาทุก ๆ 1-3 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจปีละครั้ง และหากพบว่ามีภาวะเสื่อม หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้น เช่น ทุก 3-6 เดือน

โรงพยาบาลพระรามเก้า ตระหนักถึงความสำคัญของ “โรควุ้นตาเสื่อม” จึงผนึกกำลังกับ Plan B Media เปิดตัวบิลบอร์ดกลางเมืองให้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่เพียงแค่โฆษณา แต่ออกแบบมาให้คุณสามารถตรวจเช็กตัวเองง่าย ๆ ว่าคุณมีภาวะเสี่ยงวุ้นตาเสื่อมหรือไม่ ด้วย 3 เวอร์ชันที่จำลองอาการจริงของผู้ป่วย ทั้งการเห็นหยากไย่ จุดดำ และวุ้นน้ำขุ่นในสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สำรวจตัวเองเบื้องต้นว่ามีอาการคล้ายเป็น “โรควุ้นตาเสื่อม” หรือไม่

อย่ารอให้สายตาเป็นเพียงความทรงจำ สำหรับผู้ที่สนใจปรึกษาเรื่องภาวะวุ้นในตาเสื่อม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1270 หรือ Website: www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital และ Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก มาร่วม “โอบกอดสุขภาพดีไปด้วยกัน” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok จัดเวทีสัมมนาเจาะลึกเทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเคล็ดลับสร้างแบรนด์สู่สากล

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเวทีสัมมนาCOSMOPROF CBE ASEAN “Building Iconic Beauty Brands: Strategy, Story, Success” ดึงกูรูนักการตลาด ผู้บริหารและเจ้าของแบรนด์ เผยเคล็ดลับนำแบรนด์ไทยสู่ระดับสากล เจาะลึกเทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กับ 6 เทรนด์ความงามที่กำลังมาแรง นำโดย นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด, นายณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด, นางสาวขวัญฤทัย ดำรงค์วัฒนโภคิน กรรมการผู้จัดการ รมย์รวินท์ คลินิก, นายเอกลักญ กรรณศรณ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ BrandThink ร่วมงานด้วย ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ เมื่อวันก่อน

“COSMOPROF CBE ASEAN 2025 จุดประกายอนาคตความงาม“ลอรีอัล” นำทีมเจาะลึก 6 เทรนด์โลก สู่กลยุทธ์สร้างแบรนด์ไอคอนิกระดับสากล

เวทีเสวนา COSMOPROF CBE ASEAN “Building Iconic Beauty Brands: Strategy, Story, Success” ที่จัดโดย Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok  หรือ CCA2025 ดึงกูรูนักการตลาด ผู้บริหาร และเจ้าของ    แบรนด์ ร่วมเผยเคล็ดลับนำแบรนด์ไทยสู่ระดับสากล นำโดย “ลอรีอัล” เจาะลึกเทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต : จากเทคโนโลยีสุดล้ำ สู่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กับ 6 เทรนด์ความงามที่กำลังมาแรง​​

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมความงานในภูมิภาค เนื่องจากเป็นประตูสู่อาเซียนและศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทำให้บริษัทได้จัด งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีนำเสนอและแลกเปลี่ยนนวัตกรรม ความร่วมมือทางธุรกิจ พร้อมขยายเครือข่ายรองรับการเติบโตระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมความงาม โดยปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งมีการขยายพื้นที่เป็น 25,000 ตร.ม. สำหรับรองรับผู้ร่วมแสดงงานมากกว่า 2,000 แบรนด์ และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 17,000 คน

“เพราะประเทศไทยเป็นเกตเวย์เข้าสู่อาเซียน และฮับของภูมิภาค ภายในงานจึงได้รวบรวมเทรนด์ต่าง ๆ ด้านความงาม และเป็นงานเดียวที่รวบรวมผู้ผลิต ไม่ว่าจะกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และภายในงานยังสามารถสร้างเครือข่ายกับคนในอุตสาหกรรมได้​ด้วย โดยมีประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอิตาลีมาจัดแสดงในรูปแบบพาวิลเลียน นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกกว่า​ 20 ประเทศเข้าร่วมงานด้วย” นายสรรชาย กล่าวและว่า

สำหรับจุดเด่นหลัก Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ยังคงมุ่งเน้นไปที่เทรนด์ความงามที่สำคัญหลายด้าน อาทิ  อาหารเสริมความงาม (Beauty Supplement) ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 9% ภายในเวลาเพียงสองปี ความงามทางการแพทย์ (Medical Beauty) จากการวิจัยของธนาคารกรุงศรี อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มความงามทางการแพทย์ มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 คาดว่าทั้งตลาดภายในและต่างประเทศจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 5.5-7.0% และ 6.5-7.5% ตามลำดับ 

“ลอรีอัล” ชี้ 6 เทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต สู่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ควรกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอย่างไร

ภายในงานสัมมนา COSMOPROF CBE ASEAN “Building Iconic Beauty Brands: Strategy, Story, Success” ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เจาะลึกเทรนด์บิวตี้แห่งอนาคต : จากเทคโนโลยีสุดล้ำ สู่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอย่างไร” โดย นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

นายแพทริค กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดความงามโลกมีมูลค่ารวมราว 2.94 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 10.834 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 36.840 บาท) ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีสัดส่วน 39% เติบโต 2.7% ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมมีสัดส่วน 21% เติบโต 4.8% ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีสัดส่วน 17% เติบโต 4% ผลิตภัณฑ์น้ำหอมมีสัดส่วน 13% เติบโต 11% และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมีสัดส่วน 10% เติบโต 6.1% ส่วนตลาดความงามในแต่ละกลุ่มตลาด พบว่า กลุ่มตลาดเวชสำอางเติบโตมากที่สุด 8% รองลงมาเป็นกลุ่มตลาดมวลชน 6% กลุ่มตลาดผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ 3.5% และกลุ่มตลาดความงามชั้นสูง 2%

นอกจากนี้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 2573 จะมีจำนวนผู้สูงอายุ 1,000 ล้านคนทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีจำนวน 850 ล้านคน ซึ่งนับเป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญของตลาดความงาม เนื่องจากมีกำลังซื้อสูงและสนใจในการดูแลผิวพรรณ รูปร่าง และสุขภาพของตนเอง และยังมีกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพสำหรับการบริโภคผลิตภัณฑ์ความงามอีก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจนซี (Generation Z) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้านคนในปี 2573 กลุ่มเจนอัลฟา (Generation Alpha) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นในปี 2573 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 200 ล้านคน และกลุ่มผู้บริโภคผู้ชาย ที่ยังมีโอกาสเติบโตอยู่อีกมาก ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเพียง 1 ใน 4 ของผู้บริโภคทั้งหมด และผลิตภัณฑ์เฉพาะผู้ชายมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามแค่ 10% เท่านั้น   

นอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรแล้ว การเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ได้ส่งผลต่อตลาดความงามด้วยเช่นกัน โดยจากการสำรวจของ IPSOS Global Trends ปี 2567 ที่ผ่านพบเทรนด์หลักที่สะท้อนวิถีชีวิตและสังคมผู้คนหลายด้าน อาทิ

  1. รอยร้าวของโลกาภิวัตน์  (Globalization Fractures) : ผู้คนเริ่มหันกลับมารักและภูมิใจในความเป็นชาติพันธุ์ตัวเองมากขึ้น ส่งผลต่อการการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ การมีผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะวัฒนธรรม/ประเทศ เช่น แพ็กเกจจิงลายมังกรสำหรับชาวจีน แบรนด์โลคอล ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชาติพันธุ์อันหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่เหมาะกับผมหยักศกโดยเฉพาะ 
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Splintered Societies) : ความเหลื่อมล้ำทางสังคม จนกระจาย รวยกระจุก ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน และความขัดแย้งในแต่ละประเทศ ส่งผลการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ แบรนด์ที่เน้นผลิตภัณฑ์คุ้มค่า เป็นสินค้าคุณภาพดี คุ้มคุณภาพ ราคาย่อมเยา และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงสุด (Ultra-luxury) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงสุด
  • การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกรวน (Climate Convergence) : การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกรวน ผู้คนเริ่มหันมาปรับเปลี่ยนนิสัย เพราะต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งผลการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก แก้ปัญหาภาวะโลกรวน เช่น แชมพูสระผมในรูปแบบสบู่ก้อน และแพ็กเกจจิงเป็นกระดาษ เป้าหมายในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ผลิตภัณฑ์ที่มีจริยธรรมในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ไม่ทดลองผลิตภัณฑ์ในสัตว์ การสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาวัตถุดิบ เคารพสิทธิมนุษยชน
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Techno Wonder) : ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ Beauty tech เช่น นวัตกรรมเพื่อความงามที่ก้าวหน้าต่าง ๆ ตัวอย่าง ลอรีอัล คือ Cell BioPrint อุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ผิวแบบเฉพาะบุคคล ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการชะลอวัยและป้องกันปัญหาผิวในอนาคต
  • สุขภาพกายและใจมาเป็นที่หนึ่ง (Conscientious Health) : สุขภาพกายและใจมาเป็นที่หนึ่ง ส่งผลการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์คำว่า “สมบูรณ์แบบ” เช่น คลินิกความงาม  ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่โอบรับแนวคิดการดำรงชีวิตที่ยืนยาว เพื่ออายุที่เพิ่มขึ้นไปพร้อม ๆ กับการดูแลตัวเองและความงามไปอย่างยืนยาว
  • พลังแห่งความเชื่อมั่น (Power of Trust) : พลังแห่งความเชื่อมั่น โดยจะให้ความเชื่อถือในแบรนด์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแนะนำ ส่งผลการตอบรับของตลาดความงาม อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่การันตีโดยผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ที่แนะนำโดยแพทย์ผิวหนัง  และแบรนด์ที่มีความเป็นมายาวนาน เช่น คีลส์ ที่เคยเป็นร้านขายยาและสมุนไพรมาก่อน

จากเทรนด์ความงามโลกดังกล่าว ลอรีอัล กรุ๊ปจึงได้ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์เพื่อความงาม โดยมีผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ควบคู่ไปกับ Beauty Tech เพื่อมอบผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับเฉพาะบุคคล รวมถึงประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคขณะเดียวกันลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำการใช้ AI เข้ามาเพื่อพัฒนาในด้านต่าง ๆ ตลอดขั้นตอนการทำงาน อาทิ การเสริมพลังการวิจัย ผ่านการจับมือกับ IBM นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (GenAI) มาช่วยในการค้นหาข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ เกี่ยวกับสูตรส่วนผสมเครื่องสำอาง เป็นต้น

“ลอรีอัล กรุ๊ป ไม่เพียงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงเท่านั้น แต่ยังทำงานเพื่อกำหนดอนาคตของความงาม ยกระดับประสบการณ์ความงามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างเหนือระดับ ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก การคาดการณ์ที่แม่นยำ และกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม พร้อมนำเสนอนวัตกรรม Beauty Tech ล้ำสมัย ผสานพลัง AI เพื่อสร้างสรรค์ความงามเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง” นายแพทริค กล่าว

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จระดับสากล สร้างความได้เปรียบที่จะช่วยให้ธุรกิจ

ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล

นายณัฐพล ชูจิตารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออาร์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส จำกัด กล่าวว่า  การสร้างแบรนด์ความงามที่แข็งแกร่งไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับผลิตภัณฑ์ที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค และกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขยายตลาด ซึ่งแบรนด์ต้องให้ความสำคัญเรื่องความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และนวัตกรรม  โดยแบรนด์ควรสร้างความแตกต่างผ่านเอกลักษณ์ของตัวเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“หนึ่งในปัจจัยสำคัญของแบรนด์ความงามที่ประสบความสำเร็จ คือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ขณะที่งาน Cosmoprof CBE ASEAN เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมความงาม ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อสร้างแบรนด์ที่เป็นที่จดจำอย่างแท้จริง” นายณัฐพล กล่าว

ด้าน นางสาวขวัญฤทัย ดำรงค์วัฒนโภคิน กรรมการผู้จัดการ รมย์รวินท์ คลินิก กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้จัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN ที่มอบโอกาสให้ร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกแบรนด์ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งคุณค่าและความยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ของรมย์รวินท์คลินิก แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำธุรกิจความงามที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 22 ปี และจุดยืนของแบรนด์ไทยที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีระดับสากล ซึ่งตลาดความงามมีการแข่งขันสูงมาก แต่รมย์รวินท์ไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่ง เพราะเชื่อว่าแต่ละคลินิกมีจุดแข็งและแนวทางของตัวเอง

สำหรับสิ่งที่รมย์รวินท์ยึดถือมาตลอดในการดำเนินธุรกิจ คือ “ความจริงใจและความใส่ใจต่อลูกค้า” 
โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย พร้อมการวิเคราะห์สภาพผิวแบบรายบุคคล เพื่อมอบผลลัพธ์ที่ชัดเจนและตรงจุด นอกจากนี้ ยังมีระบบเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างละเอียด และให้คำปรึกษาอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างความเชื่อมั่นและ Brand Loyalty ในระยะยาว

นอกจากนนี้ รมย์รวินท์ยังต่อยอดธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์ความงามครบวงจร ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) กว่า 60 รายการ โดยใช้สารสกัดคุณภาพดี และออกแบบสูตรเฉพาะที่เหมาะกับผิวของคนไทย พร้อมควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนการผลิต ผลิตภัณฑ์ของรมย์รวินท์ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายสู่กลุ่มผู้ใช้ใหม่ผ่านการบอกต่อจากประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

“เรามองว่าการดูแลผิวไม่ควรจบแค่ในคลินิก การมีผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้ต่อเนื่องที่บ้านจะช่วยเสริมผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความมั่นใจในระยะยาว” นางสาวขวัญฤทัย กล่าว

ขณะที่ นายเอกลักญ กรรณศรณ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ BrandThink กล่าวว่า แบรนด์ที่แข็งแกร่งไม่ได้เกิดจากแค่ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ต้องมีเรื่องราวที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภค และสามารถส่งต่อคุณค่าได้อย่างชัดเจน พร้อมเน้นย้ำการสร้างแบรนด์ (Brand Building) ในยุคปัจจุบัน ต้องมากกว่าการทำตลาดแบบเดิม ๆ แต่ต้องเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ผ่าน Storytelling ที่จริงใจ การมีจุดยืนที่ชัดเจน (Brand Purpose) และการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง

“แบรนด์ไอคอนิกไม่ได้วัดกันที่ยอดขายในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่คือแบรนด์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคในระยะยาว” นาย    เอกลักญ กล่าว “สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องหาคุณค่าเฉพาะตัวของตัวเองให้เจอ และสื่อสารมันออกไปอย่างสม่ำเสมอ”

นอกจากนี้ แบรนด์ควรให้ความสำคัญกับการสร้าง Community ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ และ การเล่าเรื่องที่สามารถกระตุ้นอารมณ์และแรงบันดาลใจ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์นี้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่เป็น Lifestyle และ Identity ของพวกเขา ซึ่งงาน Cosmoprof CBE ASEAN ในปีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมความงาม เข้าใจถึงศิลปะของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนและสามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครักและจดจำได้อย่างแท้จริง

สำหรับธุรกิจ ผู้ประกอบการ โรงงาน และผู้ผลิตที่อยู่ในอุตสาหกรรมความงาม ที่สนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงาม อย่าพลาดงานสำคัญนี้ Cosmoprof CBE ASEAN 2025 รอคุณอยู่ ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนชมงานออนไลน์ได้ที่ www.cosmoprofcbeasean.com

“เมกาโฮม เมกาแฟร์” จุดนัดพบที่เดียวจบ! ที่ “ช่างได้งาน” และ “เจ้าของบ้านได้ช่าง” มาเจอกัน จัดเต็มของถูก-กิจกรรมครบ !! 9-18 พ.ค. 68 นี้ ที่เมกาโฮม รังสิต

ครั้งแรกในไทย !! เปิดจุดหมายใหม่ อีเว้นต์ที่รวมทุกเรื่องบ้านและงานช่างไว้ในที่เดียว อัดแน่นความคุ้มค่า ความสนุก และความยิ่งใหญ่เกินใคร “เมกาโฮม เมกาแฟร์” งานเดียวที่รวมช่างมืออาชีพ และเจ้าของบ้านมาเจอกัน พร้อมกิจกรรมพิเศษที่หาจากไหนไม่ได้! มางานนี้ #ช่างมาได้งาน #เจ้าของบ้านมาได้ช่าง เสิร์ฟหลากหลายสิทธิประโยชน์ตลอด 10 วันเต็ม! 9-18 พฤษภาคม 2568 นี้ ช้อปสินค้าราคาลดกระหน่ำทั้งเรื่องบ้านและงานช่าง สูงสุด 50% !! แจกไม่พักตลอดงาน รับฟรี! คูปองส่วนลด มูลค่าสูงสุดกว่า 1,200 บาท พิเศษ! สำหรับสมาชิกช่างใหม่ สมัครในงานรับทันทีส่วนลดเข้าวอลเล็ต 250 บาท! และอย่าพลาด! กับกิจกรรมเอาใจทีมช่าง ง่ายๆ เพียง ช้อป-แชะ-แชร์ พร้อมติดแฮชแท็ก #เมกาโฮมช้อปแชะแชร์ บนโซเชียล ก็ลุ้นรับของรางวัลสุดเท่ของช่างตัวจริงได้เลย !!

ปักหมุดไฮไลต์พิเศษที่พลาดไม่ได้ !! วันเดียวเท่านั้น 11 พฤษภาคม 2568 นี้ สัมมนา “คู่หู งานช่าง” จัดเต็มกิจกรรมเติมแรงบันดาลใจให้ช่างตลอดวัน

  • เวทีสัมมนา “อัปสกิลช่าง” เสริมครบเครื่องทั้งความรู้, ทักษะ และเทรนด์นวัตกรรมวัสดุและอุปกรณ์สำหรับช่างยุคใหม่
  • กิจกรรมเวิร์กชอปประลองฝีมือ ท้าทายช่างตัวจริงในโจทย์การแข่งขัน เรื่องสี, เคมีภัณฑ์ และเทคนิคใช้เครื่องมืออย่างมืออาชีพ ชิงของรางวัลจากแบรนด์ชั้นนำมากมาย
  • กิจกรรมพิเศษจากทีม Home Service ที่จัดมาเฉพาะให้ช่าง ทั้งบริการตัดผมฟรี, ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมเปิดรับสมัครช่างสร้างเครือข่ายมืออาชีพที่เดียวในงาน

อย่าพลาด! อีเว้นต์ครั้งใหญ่ของชาวช่าง “เมกาโฮม เมกาแฟร์” ที่เมกาโฮม รังสิต (เยื้อง ม.กรุงเทพ) ระหว่างวันที่ 9-18 พฤษภาคม 2568 นี้ พร้อมสัมมนา “คู่หู งานช่าง” พิเศษ! สำหรับช่างที่เข้าร่วมจนจบกิจกรรมตลอดวันที่ 11 พฤษภาคม รับฟรีทันที! สว่านไฟฟ้า มูลค่า 1,990 บาท (เฉพาะ 50 ท่านแรกเท่านั้น)

#เมกาโฮมถูกจริง #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr

เวทีระดับโลกเปิดแล้ว “Future Chef of the World 2025”ปลุกพลังเชฟคนไทย สู่การเปลี่ยนโลกด้วยอาหารอย่างยั่งยืน

The Food School Bangkok จับมือพันธมิตรชั้นนำอย่างน้ำตาลมิตรผล และ Go Wholesale เปิดเวทีระดับโลก “Future Chef of the World 2025” เชิญชวนผู้มีใจรักในการทำอาหารร่วมสร้างโอกาสในการชิงทุนเรียนทำอาหารรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมโอกาสก้าวสู่เส้นทางเชฟมืออาชีพระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Rethink Culinary Sustainability” ความยั่งยืนด้านอาหาร ที่เชื่อมโยงระหว่างการประยุกต์ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง

โครงการนี้มุ่งเฟ้นหาผู้ที่มีความหลงใหลในศาสตร์การทำอาหารหรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่จำกัดเพียงอาหารไทย แต่ยังรวมถึงอาหารญี่ปุ่น และของหวานอิตาเลียน (Italian Pastry) ที่มองหาโอกาสในการเรียนรู้แบบก้าวหน้าจากสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ วิทยาลัยดุสิตธานี (ประเทศไทย), TSUJI Culinary Institute (ญี่ปุ่น) และ ALMA – The School of Italian Culinary Arts (อิตาลี) ได้รับการฝึกฝนในหลักสูตรที่เข้มข้น ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้รับคำปรึกษาพิเศษจากเซลิบริตี้เชฟ เพื่อเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถ พร้อมโอกาสอันล้ำค่าในการร่วมงานกับพันธมิตรชั้นนำ

โอกาสพิเศษสำหรับผู้มีใจรักในการทำอาหารทุกคน! ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด หรือมีพื้นฐานการศึกษาเช่นไร หากคุณมีใจรัก ความคิดสร้างสรรค์ ขอเชิญร่วมถ่ายทอดแนวคิด ” Rethink Culinary Sustainability ” ในรูปแบบวิดีโอความยาว 3-5 นาที แบ่งปันแรงบันดาลใจ เมนูสุดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ “ความยั่งยืน” พร้อมแนบเอกสารแนะนำตัว ภาพถ่ายเมนู และหลักฐานการศึกษา เพื่อก้าวสู่โอกาสแห่งการเติบโตในโลกอาหารอย่างยั่งยืนไปกับเรา

📅 เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 เมษายน – 25 พฤษภาคม 2568
🌐 สมัครได้ที่: https://forms.office.com/r/b5LPb9nG64
📱 สอบถามเพิ่มเติม: โทร. 02-150-8786 | 093-578-3992
📲 ติดตามข่าวสารได้ทาง Social media ของ The Food School Bangkok

อย่าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป ถ้าคุณมีความหลงใหลในการทำอาหารและกล้าฝัน เวทีนี้รอคุณอยู่ !!

โรงพยาบาลพระรามเก้า ผนึกกำลังเครือข่ายภาคใต้ จัดสัมมนาวิชาชีพ “การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และการผ่าตัดเปลี่ยนไต” เสริมศักยภาพการรักษา-แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ จัดงานสัมมนาวิชาชีพ “การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และการผ่าตัดเปลี่ยนไต” เพื่อยกระดับองค์ความรู้ทางการแพทย์ และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคไตในระดับวิชาชีพ ระหว่างบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ชุมพร, ระนอง, กระบี่, นครศรีธรรมราช และพังงา รวมกว่า 120 คน โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม 2568 เวลา 12.00–16.30 น. ณ ห้องศรีวิชัย ซีดี ชั้น 2 โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ภายในงานพบกับการเสวนาเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านโรคไต อาทิ นพ.วิรุฬห์ มาวิจักขณ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคไต โรงพยาบาลพระรามเก้า, รศ.พญ.ชนิกานต์ ศมาวรรตกุล, พญ.สรัลชนา เจียมพจมาน และนายอาคม เดชประมวลพล จาก สปสช. เขต 11 สุราษฎร์ธานี ที่จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในหัวข้อสำคัญ ได้แก่ แนวทางการรักษาโรคไต, “ไตใหม่ ชีวิตใหม่” : การผ่าตัดปลูกถ่ายไต และสิทธิของผู้ป่วยโรคไต โดยมี นพ.บรรจบ มานะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทักษิณ เป็นประธานเปิดงาน

นอกจากเป็นเวทีเสริมสร้างความรู้และทักษะวิชาชีพแล้ว ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาบริการสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น

โฮมโปร เบอร์หนึ่งค้าปลีกด้านความยั่งยืน ด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน จับมือ “โตชิบา” เปิดตัวเครื่องซักผ้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน เปิดมิติใหม่ “เปลี่ยนทุกการซักผ้า ให้รักษ์โลก!”

โฮมโปร  จับมือ “โตชิบา” พันธมิตรผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เปิดตัว “เครื่องซักผ้ารักษ์โลก จากวัสดุหมุนเวียน” ด้วยเครื่องซักผ้าฝาบน รุ่น “AW-DUM1600LT(SG) PCR” ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมการผสานวัสดุรีไซเคิลรักษ์โลกและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นไว้ในหนึ่งเดียว มอบประสิทธิภาพการทำงานที่สะดวกสบาย ทนทานตามเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ประหยัดน้ำและพลังงาน สู่มิติใหม่ “เปลี่ยนทุกการซัก ให้รักษ์โลก” ตอบโจทย์ผู้บริโภค ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยลดการเกิดขยะอย่างยั่งยืน

นางสาวสมใจ มธุรพร  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดซื้อสินค้า Home Electric บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เปิดเผยว่า โฮมโปร ตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน พร้อมยกระดับธุรกิจในบทบาทด้านความยั่งยืน ด้วยการเป็น “ผู้นำค้าปลีกรายแรกของไทย ที่ดำเนินโครงการรีไซเคิลแบบครบวงจร หรือ First Retailer Closed-Loop Circular Appliances เริ่มตั้งแต่การเก็บรวบรวมสินค้าเก่าหรือสินค้าที่ไม่ใช้งานแล้วจากบ้านลูกค้า ผ่านโครงการ ‘แลกเก่าเพื่อโลกใหม่’ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล GRS (Global Recycled Standard) ผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน พร้อมนำไปต่อยอดสร้างสินค้ารักษ์โลก จากวัสดุหมุนเวียน หรือ Circular Products ร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดขยะ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ครั้งนี้ โฮมโปรได้ร่วมมือกับ ‘โตชิบา’ ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ในการพัฒนาเครื่องซักผ้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน ‘เครื่องซักผ้าฝาบนรุ่น AW-DUM1600LT(SG) PCR’ ที่มีการผสมผสานใช้วัสดุรีไซเคิล PP PCR (โพลิโพรฟิลีน) จำนวน 16.98% จากพลาสติกทั้งหมดของตัวเครื่อง ช่วยให้ผู้บริโภคร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก ด้วยการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพการทำงานได้มาตรฐานโตชิบา ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น กับดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยังรองรับกับการใช้ชีวิตในบ้านสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว”

ด้าน มร.อเล็กซ์ มา รองประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า โตชิบามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้งานและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดย เครื่องซักผ้าฝาบนรุ่น AW-DUM1600LT(SG) PCR นี้เป็นความภาคภูมิใจของเราที่ได้นำเทคโนโลยีของโตชิบามาผสานกับวัสดุรีไซเคิลจากลูกค้าโฮมโปร โดยยังรักษามาตรฐานคุณภาพและความทนทานแบบญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่ลูกค้าไว้วางใจ อีกทั้งเรายังตั้งใจให้ความร่วมมือในครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้า จากโตชิบาและโฮมโปร ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอีกหลายรุ่นในอนาคตด้วย

เครื่องซักผ้าฝาบนรุ่น AW-DUM1600LT(SG) PCR เป็นสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน (Circular Products) ที่เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่ ด้วยความจุถังซัก 15 กิโลกรัม พร้อมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน อาทิ The GreatWaves พลังน้ำที่ให้ประสิทธิภาพในการซักเทียบเท่าการซักด้วยมือ ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน, Ultra Fine Bubble การสร้างอณูฟองระดับนาโนที่ช่วยแทรกซึมเข้าลึกถึงเส้นใยผ้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรก, Direct Drive Inverter มอเตอร์ที่ช่วยเพิ่มความทนทานและยืดอายุการทำงานของเครื่องซักผ้า, I-Clean ฟังก์ชันทำความสะอาดถังซักอัตโนมัติ พร้อมการออกแบบที่ผสานพลาสติกรีไซเคิลในฝาปิดขอบถังซัก (Tub Cover Inside), ฐานรองเครื่องซักผ้า (Cabinet Base) และฝาปิดหลังเครื่องซักผ้า (Rear Cover) และยังมีฝาเครื่องแบบกระจกนิรภัยที่รับน้ำหนักได้สูงถึง 100 กิโลกรัม ตอบโจทย์ความสะดวกปลอดภัยสูงสุดในทุกการใช้งาน

“เปลี่ยนทุกการซัก ให้รักษ์โลก”

สัมผัสนวัตกรรมเครื่องซักผ้ารักษ์โลกจากเทคโนโลยีญี่ปุ่น ได้แล้ววันนี้!! ที่โฮมโปรทุกสาขาทั่วประเทศ และ โฮมโปรออนไลน์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.homepro.co.th หรือโทร Call Center หมายเลข 1284

#สินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน #CircularProducts #CircularEconomy #ร่วมรักษ์โลกไปกับโฮมโปร #HomeProCircularProducts #สินค้ารักษ์โลก #โฮมโปร #HomePro #BetterLiving #Homepropr ##Toshiba #ToshibaThailand #HomePro#Sustainability

REMY เปิดตัว เสิร์ฟ 2 นวัตกรรมใหม่! พร้อมดึง “ณฐ ณฐสิชณ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์คนแรก จุดพลุแคมเปญ REMY’s FRIENDs FIRST FANMEET X NAT เอาใจสายรักสัตว์รุ่นใหม่

กรุงเทพฯ – REMY (เรมี่) แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมจากความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เดินหน้ารุกตลาดเพทฟู้ดเต็มรูปแบบ ประกาศเปิดตัวแอมบาสเดอร์คนแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ “ณฐ ณฐสิชณ์ เอื้อเอกสิชฌ์” นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ขวัญใจคนรักสัตว์ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดแนวคิด Treat Them Like Family ผ่านแคมเปญใหญ่ “REMY’s FRIENDs FIRST FANMEET X NAT” พร้อมเปิดตัว 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ตอบโจทย์ผู้เลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเพื่อนรักสี่ขา

นางสาวสุดาทิพ เกียรติศรีชาติ กรรมการ กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด เปิดเผยว่าหลังจากเปิดตัวแบรนด์REMY (เรมี่) ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหารระดับโลกกว่า 46 ปี และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าจำนวนมาก เนื่องจากจุดเด่นของสินค้า REMY ทุกสูตรที่ช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการอย่างน้อย 2 ชนิด โดยคัดสรรวัตถุดิบในเกรดเดียวกับอาหารมนุษย์ (Human Grade) ไม่เติมเกลือ น้ำตาล หรือวัตถุกันเสีย มีประโยชน์ต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องโดยทีมงานนักโภชนาการ สัตว์เลี้ยง ด้วยคอนเซ็ปต์ Recipe for My Love – สุขภาพดี…ที่ให้ด้วยรัก” ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการเลือกวัตถุดิบและสูตรอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง

และเพื่อเป็นการขยายตลาด แบรนด์ REMY (เรมี่) จึงได้เปิดตัว 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยกลุ่มแรกคือ Healthy Booster Treat” คือขนมสำหรับสุนัขและแมว ที่เสริมวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณสูงสุดถึง 2 เท่า ตามเกณฑ์มาตรฐานโภชนาการสัตว์เลี้ยงจาก AAFCO (American Association of Feed Control Officials) โดยพัฒนาสูตรร่วมกับทีมสัตวแพทย์และนักโภชนาการสัตว์เลี้ยงจากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เพื่อให้ได้สูตรที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพเฉพาะด้าน อร่อย กินง่าย ป้อนสะดวก ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความอร่อย แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง

Healthy Booster Treat – ขนมสำหรับสุนัขและแมว มาในรูปแบบซองซาเช่ ขนาด 15 กรัม โดยใช้วัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหารคน โดยเฉพาะปลาทูน่าเนื้อขาวคุณภาพสูง อุดมด้วยโปรตีน โอเมก้า 3 และ 6 ในรูปแบบเนื้อมูส เนียนนุ่ม กลืนง่าย เหมาะกับสัตว์เลี้ยงทุกวัย โดยมีทั้งหมด 6 สูตร แบ่งออกเป็นกลุ่มสำหรับสุนัข 3 สูตร และสำหรับแมว 3 สูตร

สำหรับสุนัข ได้แก่ Dog Blood Booster ที่เสริมธาตุเหล็กและซีลีเนียม เพื่อบำรุงเลือด, Dog Energy Booster ที่ช่วยเพิ่มพลังงานด้วยแอลอาร์จีนีนและแอลกลูตามีน ซึ่งเทียบเท่าอาหารเปียก 1 ซองภายใน 2 ซอง, และ Dog Immune Booster ที่เสริมภูมิคุ้มกันจากเบต้ากลูแคนและวิตามินซีสำหรับแมวมีสูตร Cat Blood Booster ซึ่งเสริมธาตุเหล็กและซีลีเนียมในการบำรุงเลือด, Cat Energy Booster ที่ช่วยเพิ่มพลังงานและความอยากอาหารจากกรดอะมิโนและน้ำมันแซลมอน, และ Cat Immune Booster ที่เสริมภูมิคุ้มกันจากแอลไลซีนและวิตามินอี 

นางสาวสุดาทิพ กล่าวอีกว่านอกจากนี้ REMY (เรมี่) ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารแมวสูตรใหม่ Wet Cat Food Adult 7+” สำหรับแมวโตอายุ 7 ปีขึ้นไป ด้วยปลาทูน่าเนื้อขาวเกรดเดียวกับอาหารคน พร้อมเสริมวิตามินและแร่ธาตุ 2 สูตร ได้แก่ “Digestive Care” เพื่อช่วยระบบย่อย และ “Immune Booster” สำหรับเสริมภูมิคุ้มกันแมวที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงสูงวัยและต้องการการดูแลเฉพาะด้าน พร้อมการออกแบบสูตรที่เหมาะสมทั้งในแง่โภชนาการและพฤติกรรมการกินของแมวสูงวัย

REMY (เรมี่) ผลิตภัณฑ์ใหม่ สูตรสำหรับแมวโตอายุ 7 ปีขึ้นไป เป็นผลิตภัณฑ์ทำจากปลาทูน่าเนื้อขาวคุณภาพสูง โปรตีนสูง ชิ้นปลาถูกคัดสรรให้มีขนาดพอดีคำ ง่ายต่อการเคี้ยวและกลืน มีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ เนื้อเยลลี่ และ น้ำเกรวี่ ที่ช่วยเพิ่มการกินน้ำของแมว พร้อมเสริมวิตามินและแร่ธาตุ 2 ชนิดต่อสูตร เพื่อการบำรุงเฉพาะทางตามมาตรฐานโภชนาการ AAFCO จึงมั่นใจว่า REMY Wet Cat Food Adult 7+ เป็นอาหารแมวที่เหมาะสำหรับแมวโต 7 ปีขึ้นไป ที่เจ้าของสามารถมั่นใจได้ว่าแมวที่คุณรักจะได้รับโภชนาการที่ดีในทุกมื้ออาหาร พร้อมเสริมสุขภาพที่ดีตลอดช่วงวัย

ทั้ง 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ของ REMY จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ ดังนี้ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อทุกสาขา กลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ และ คลินิก รวมทั้งร้าน Pet Shop กว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ หรือสนใจสั่งผลิตภัณฑ์ติดต่อ 098-6194461

นางสาวสุดาทิพ ยังได้กล่าวอีกว่า และเพื่อสร้างสีสันทางการตลาดและความใกล้ชิดกับผู้บริโภค REMY ได้จัดแคมเปญ REMYs FRIENDs FIRST FANMEET X NATชวนแฟนคลับร่วมกิจกรรม Meet & Greet กับ “ณฐ ณฐสิชณ์” และ “น้องเดซี่” แมวแสนรัก ณ FOODWALK PLAZA MEGA BANGNA ในวันที่ 3 สิงหาคม 2568 โดยผู้ร่วมงาน 50 คน จะได้รับสิทธิ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากการสะสมพอยท์ผ่านการซื้อสินค้าผ่าน LINE Official Account ได้ที่ @REMYPETS “การดึง “ณฐ ณฐสิชณ์” ขึ้นแท่นแอมบาสเดอร์ครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างเข้าใจและใส่ใจเหมือนคนในครอบครัว แต่ยังสะท้อนเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ที่เจ้าของพร้อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ โภชนาการ และความสัมพันธ์ทางใจ” นางสาวสุดาทิพ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทาง TIKTOK: https://www.tiktok.com/@remypetfoods FACEBOOK: https://www.facebook.com/remypetfoodsLINE OA : https://lin.ee/5W8xCkI 

The Food School Bangkok ผนึก 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่เปิดตัว “Future Chef of the World 2025” ปั้นเชฟไทยรุ่นใหม่สู่แถวหน้าวงการอาหารโลกพร้อมมอบทุนการอบรมเชิงปฏิบัติการมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท

นายศิรเดช โทณวณิก กรรมการบริหาร บริษัท The Food School Bangkok พร้อมด้วย นายผรินทร์ อมาตยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการตลาด – มิตรผล และ นายริคาร์โด้  เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวโครงการ “Future Chef of the World 2025” เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถด้านอาหารได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นเชฟมืออาชีพระดับสากล พร้อมมอบทุนเรียนทำอาหารมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท ภายใต้แนวคิดRethink Culinary Sustainability โดยมี นางสาวปริม จิตจรุงพร, นายกวิน ว่องกุศลกิจ ร่วมงานด้วย ณ The Food School Bangkok อาคาร E โครงการ BLOCK 28 จุฬาฯ ซอย 9