“สตาร์มาร์ค” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Green Partners ใส่ใจคุณภาพชีวิตสร้างบ้านที่ตอบสนองอนาคตอย่างแท้จริงเพื่อโลกที่ดีกว่าเดิมกับ “แสนสิริ” บ้านที่ให้คำตอบของความยั่งยืน “Sansiri Sustainable Home Prototype 1” โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-สาย1

นายอรรถพล รัตนชินกร (ที่ 1 ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอร์ริ่ง เข้าร่วมเปิดตัวบ้านต้นแบบที่มีนวัตกรรมยั่งยืนเพื่ออนาคต เลือกสรรวัสดุเพื่อสุขภาพที่ดีกว่ากับโครงการของแสนสิริ  “Sansiri Sustainable Home Prototype 1” ณ โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-สาย 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

บ้านต้นแบบนี้โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การออกแบบเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health and Well-being) ช่วยให้บ้านปลอดฝุ่นและสารพิษ, การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) ด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ, นวัตกรรมบ้านเย็น (Cooliving Design) ออกแบบตามหลักธรรมชาติ และการใช้วัสดุรักษ์โลก (Green Materials) กว่า 70%

นวัตกรรมทั้งหมดนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35% เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 14,300 ต้นต่อบ้าน 1 หลัง พร้อมช่วยผู้อยู่อาศัยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 83% สะท้อนความมุ่งมั่นของแสนสิริในฐานะบริษัทอสังหาฯ รายแรกของไทยที่ประกาศเป้าหมาย Net-Zero

สตาร์มาร์คจับมือร่วมกับแสนสิริใส่ใจคุณภาพชีวิต ยกระดับเฟอร์นิเจอร์ชุดครัว เลือกใช้วัสดุ Zero VOC ที่ไม่ปล่อยสารระเหยอันตราย ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจ ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เฟอร์นิเจอร์ชุดครัวที่มีโครงสร้างและหน้าบานไม้ E1  คือไม้ที่มีสารฟอร์มัลดีไฮต์เจือปนไม่เกิน 0.1 ppm ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นไม้ที่กลุ่มสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น กำหนดให้ใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ปิดผิวหน้าบานด้วยวัสดุชนิดฟู้ดเกรด อย่าง PET – Eco Surfaces วัสดุปิดผิวที่ไร้สารโลหะหนัก รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญของวัสดุตกแต่งที่ดีนั่นคือความทนทาน ทำความสะอาดง่าย แอนตี้แบคทีเรียและรอยนิ้วมือ ทำให้บ้านจะไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นบ้านที่จัดเต็มในแนวคิดเรื่องความยั่งยืน

ท่านสามารถติดตามข่าวสารต่าง ๆ ของสตาร์มาร์ค คิทเช่น ได้ที่ www.starmark.co.th / Facebook: Starmarkkitchen/ Instagram :Starmarkkitchen หรือ Line@: @starmarkkitchen

ถิรไทย เดินเกมรับมือความท้าทาย Q1/2568 ด้วยแผนปรับพอร์ตลูกค้า บริหารต้นทุนต่อเนื่อง มั่นใจพื้นฐานแกร่ง-สภาพคล่องแข็งแรง

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้นำตลาดหม้อแปลงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมด้านพลังงานรายใหญ่ของประเทศ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 (มกราคม – มีนาคม) ด้วยรายได้จากการขายรวม 579.19 ล้านบาท โดยแม้จะเผชิญกับภาวะตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีความผันผวน รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้นในธุรกิจบริการ แต่บริษัทฯ ยังคงรักษากำไรสุทธิไว้ที่ระดับ 46.57 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2568 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อในตลาดหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งยังคงเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 98% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายไว้ได้ในระดับ 23.50% ซึ่งถือว่าสะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง

ขณะที่รายได้จากการบริการอยู่ที่ 31.79 ล้านบาท ลดลง 32.25% โดยเป็นผลจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรม แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์เจาะตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดี และมีแนวโน้มปรับอัตรากำไรขั้นต้นจากงานบริการให้เพิ่มขึ้นในระยะถัดไป

อีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสนี้ มาจากรายการผลขาดทุนจากการด้อยค่างานในโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) ของ บมจ.ไทยออยล์ จำนวน 24.21 ล้านบาท หลังจากคู่สัญญาโครงการต่างประเทศของไทยออยล์ยกเลิกสัญญาเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ยืนยันว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการติดตามข้อเรียกร้องตามสัญญาอย่างถึงที่สุด

ในด้านต้นทุนทางการเงิน บริษัทสามารถลดภาระดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงกว่า 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเพียง 13.49 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่องได้อย่างแข็งแกร่ง

“เรายังเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในยุคที่ภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานกลับมาคึกคัก อีกทั้งเรายังมีแผนรุกตลาดใหม่ๆ และเพิ่มสัดส่วนงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางรายได้และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับผู้ถือหุ้น” นายสัมพันธ์ กล่าว

บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าภาครัฐและเอกชนในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มบทบาทในโครงการพลังงานทางเลือกในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมโครงสร้างรายได้ให้หลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต

JGAB 2025 ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! ผู้ชมทะลุหมื่นจาก 84 ประเทศ ยกระดับเวทีอัญมณีอาเซียนสู่สายตาโลก

งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2025 (JGAB 2025) เพิ่งปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปีนี้สามารถดึงดูดผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 10,663 คน จาก 84 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการไทยถึง 52% พร้อมกับผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำกว่า 350 ราย จาก 15 ประเทศทั่วโลก นับเป็นความสำเร็จที่ต่อยอดจากปีก่อนหน้า ตอกย้ำบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ JGAB ได้สร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับวงการอัญมณีอาเซียน ด้วยกิจกรรมและโซนจัดแสดงสุดพิเศษ โดยหนึ่งในจุดเด่นของงานคือ “The ASEAN’s Masterpieces Gallery” ที่รวบรวมผลงานเครื่องประดับอันทรงคุณค่าจากประเทศสมาชิกอาเซียน สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน “The Gallery of Thai Silver” ได้โชว์เทรนด์เครื่องประดับเงินไทยแห่งอนาคต ผ่าน 5 คอนเซ็ปต์เด่น ได้แก่ Futuristic, Preservation, Dystopian Beauty, Toys Story และ H-Generation ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการประกวด “The Next Gem Contest 2025” ที่เปิดเวทีให้นักออกแบบรุ่นใหม่จากไทยได้โชว์ศักยภาพภายใต้ธีม “Boundless Creativity” โดยผลงานที่เข้าประกวดสะท้อนถึงจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด และการผสมผสานเอกลักษณ์ไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ด้านกิจกรรมสัมมนาและเวิร์กชอปภายในงานได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการประชุมระดับภูมิภาค “ASEAN Jewellery and Gem Summit 2025” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจข้ามพรมแดน และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากหลากหลายประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมองค์ความรู้ในหลากหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ตลาดโลก กลยุทธ์การขยายธุรกิจ และเทคนิคการตรวจสอบคุณภาพอัญมณี ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

และงาน JGAB 2025 ปีนี้สามารถดึงดูดผู้ร่วมงานรวม 10,663 คน จาก 15 ประเทศทั่วโลก พร้อมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำ 350 ราย จาก 15 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการไทยถึง 52% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องประดับอาเซียน และจากการวิเคราะห์ผู้เข้าร่วมงาน พบว่ากว่า 52%  เป็นผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการ ขณะที่อีก 35% เป็นผู้จัดจำหน่าย นักออกแบบเครื่องประดับและ นักอัญมณี โดยผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เดินทางมาร่วมงานมากที่สุด ได้แก่ จีน อินเดีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้เล่นในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกต่อศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน

นายสรรชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของ JGAB 2025 สะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของงานในฐานะแพลตฟอร์มการค้าและเครือข่ายระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ผลิตจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ปีนี้ งานไม่ได้เป็นเพียงแค่งานแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็น ‘มหกรรมแห่งโอกาส’ ที่เปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเจรจาธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างคึกคัก”

“การตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนในฐานะศูนย์กลางตลาดเครื่องประดับระดับโลกที่น่าจับตามอง”

ความสำเร็จในปีนี้ยังเน้นย้ำถึง ศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจเครื่องประดับ ที่สามารถผสมผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งผ่านผลงานใน The Gallery of Thai Silver และความสร้างสรรค์ของนักออกแบบรุ่นใหม่ใน The Next Gem Contest 2025 ที่สำคัญ คลังความรู้จากเวิร์ก  ชอปและสัมมนาต่างๆ ได้ปูทางให้ผู้ประกอบการเห็น เทรนด์อนาคตและช่องทางขยายธุรกิจ โดยเฉพาะโอกาสจากตลาดจีนและเมืองรอง ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปีต่อๆ ไป

ด้วยความสำเร็จนี้ JGAB 2026 จึงน่าจับตามองยิ่งขึ้น เพราะไม่เพียงต่อยอดจากปีก่อน แต่ยังอาจเป็นเวทีที่เปิดศักราชใหม่ให้วงการอัญมณีอาเซียนก้าวขึ้นสู่การเป็น “ตลาดระดับท็อปของโลก” อย่างเต็มตัว

สำหรับผู้ที่พลาดงานปีนี้ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย เพราะ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.jewellerygemaseanbkk.com

“เส้นหมี่ไวไว” ร่วมบ่มเพาะต้นกล้าธรรมะ สนับสนุนโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 11” ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี”

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “เส้นหมี่อบแห้งไวไว” เหนียวนุ่มไม่ขาดตอน นำโดย คุณณิชรัตน์ ชำนาญกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน ร่วมสนับสนุน “โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 11” อย่างต่อเนื่อง ด้วยความศรัทธาในพลังของธรรมะที่สามารถหล่อหลอมจิตใจเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างงดงามจากภายใน คุณณิชรัตน์ ชำนาญกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด เผยว่า เส้นหมี่ไวไวรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการแห่งคุณค่านี้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ซึ่งมุ่งเน้นปลูกฝังความสำนึกในพระคุณ และการดำรงตนอยู่บนเส้นทางแห่งความดีงาม เป็นการปูพื้นฐานที่มั่นคงให้กับเยาวชนทั้ง 12 รูป ที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาเมื่อวันที่ 20 เมษายน ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม ไร่แสงงาม จ.นครราชสีมา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. พระพรหมบัณฑิต เมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์

โดย “เส้นหมี่ไวไว” ร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่นตลอดช่วงเวลา 4 สัปดาห์ของโครงการ ด้วยการตั้งบูธกิจกรรมและจัดเมนู “เส้นหมี่อบแห้งไฟเบอร์คลุกไก่ฉีก” พร้อมแจกกิ๊ฟเซ็ตเส้นหมี่ไฟเบอร์สูงในงานแถลงข่าวเปิดตัวสามเณรทั้ง 12 รูป รวมถึงร่วมกิจกรรมตักบาตรด้วยการมอบชุดใส่บาตร และในวันลาสิกขา 18 พฤษภาคม ณ ศาลาธรรม จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้เส้นหมี่ไวไวยังคงเคียงข้างโครงการด้วยการตั้งบูธแจกเส้นหมี่ไวไวคัพรสปรุงสำเร็จ ให้กับผู้ร่วมงานเป็นของที่ระลึกส่งท้าย

สำหรับในพิธีลาสิกขาได้รับเกียรติจากพระอาจารย์ใหญ่ พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. พร้อมแขกผู้มีเกียรติระดับประเทศ อาทิ คุณธนินท์ เจียรวนนท์, คุณศุภชัย เจียรวนนท์ และ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ร่วมแสดงความชื่นชมเยาวชนผู้ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนธรรมะตลอดหนึ่งเดือนอย่างเต็มภาคภูมิ

คุณณิชรัตน์ กล่าวปิดท้ายว่า เส้นหมี่ไวไวเชื่อว่า ธรรมะไม่เพียงเป็นที่พึ่งทางใจ หากยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา “คน” ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีเมตตา มีสติ และมีจิตสาธารณะ พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน “เราเชื่อในพลังของการให้…และศรัทธาในคุณค่าของธรรมะ เส้นหมี่ไวไวขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเคียงข้างกิจกรรมดีๆ เพื่อจุดประกายแสงแห่งปัญญาให้สังคมไทยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”

โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อเยาวชนและพุทธศาสนิกชนไทย เส้นหมี่ไวไวในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ธรรมะผ่านกิจกรรมดี ๆ เพื่อสร้างรากฐานจิตใจที่มั่นคงให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินหน้าเคียงข้างโครงการดีๆ ของสังคมไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อจุดประกายแสงแห่งปัญญาและคุณค่าทางใจให้คงอยู่ต่อไป

“Burapa Prosper” พลิกเกมแป้งไทยสู่เวทีโลก สร้างจุดขายใหม่ ‘Next-Level Texture’ ปูพรมบุกอินเดีย-ตะวันออกกลาง พร้อมปั้นแบรนด์ “หมีคู่ดาว-หมีกินเล่น” ครองใจทุกเจเนอเรชันในไทย

“Burapa Prosper” พลิกเกมแป้งไทยสู่เวทีโลก สร้างจุดขายใหม่ ‘Next-Level Texture’

ปูพรมบุกอินเดีย-ตะวันออกกลาง  พร้อมปั้นแบรนด์ “หมีคู่ดาว-หมีกินเล่น” ครองใจทุกเจเนอเรชันในไทย

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ทั่วโลก ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการที่สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์เกี่ยวกับอาหารได้จากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งมีประสบการณ์ตรงในการลิ้มรสอาหารและขนมที่หลากหลายจากการเดินทางไปต่างประเทศ จึงมองหาความแปลกใหม่ในการบริโภคอาหารมากเป็นพิเศษ บริษัท บูรพา พรอสเพอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งข้าวภายใต้แบรนด์ “Burapa Prosper” (บูรพา พรอสเพอร์) และ “หมีคู่ดาว” พลิกเกมแป้งไทยสู่เวทีโลก ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ ‘Next-Level Texture’ เป็นผู้นำด้านการส่งมอบ “เนื้อสัมผัส” ที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์  พร้อมปั้นแบรนด์ “หมีคู่ดาว”แป้งผสมสำเร็จรูป และ “หมีกินเล่น” อาหารทานเล่นแช่แข็งที่มีเอกลักษณ์ด้านเนื้อสัมผัส เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ที่ไม่เพียงแค่อร่อยแต่ยังสัมผัสสนุกให้ครองใจทุกเจเนอเรชัน ตั้งเป้ารายได้แตะ 900 ล้านบาทในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักในการต่อยอดจากแป้งพื้นฐาน สู่แป้งผสมสำเร็จรูป พร้อมยกระดับความยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจภายใน 3-5 ปี

นางสาวสถาพร ไพศาลบูรพา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูรพา พรอสเพอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท บูรพา พรอสเพอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งข้าวชั้นนำของประเทศไทย ผู้สร้างสรรค์ แบรนด์ Burapa Prosper” (บูรพา พรอสเพอร์) และ หมีคู่ดาว” ที่อยู่คู่ครัวไทยมากกว่า 49 ปี และส่งออกสู่ตลาดโลกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาเอง เช่น แป้งข้าวคุณภาพสูง แป้งชุบทอด เกล็ดขนมปังสูตรพิเศษ แป้งผสมสตรีทฟู้ด แป้งโมจิ และเม็ดสาคูเกรดส่งออก และ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาตามสูตรเฉพาะของลูกค้า เช่น แป้งฟิชแอนด์ชิป แป้งลอดช่อง แป้งทองม้วน และแป้งเบเกอรี่กลูเตนฟรี ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งตลาด B2B และ B2C อย่างครอบคลุม

โดยแบรนด์ Burapa Prosper” ถูกวางตำแหน่งเป็นทั้ง Corporate และ Product Brand ที่เน้นคุณภาพและนวัตกรรม เจาะตลาด B2B เป็นหลัก ขณะที่แบรนด์ “หมีคู่ดาว” พัฒนาเพื่อกลุ่ม B2C ที่เน้นความคุ้มค่าและรสสัมผัสที่โดนใจผู้บริโภค โดยทั้งสองแบรนด์ทำงานประสานกัน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

จุดแข็งของ Burapa Prosper คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านข้าวและแป้งมายาวนานกว่า 49 ปี ผนวกกับระบบการผลิตและควบคุมคุณภาพระดับสากล และทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปิดกว้างต่อเทรนด์อาหารจากทั่วโลก เช่น แป้งชุบทอดที่มีทั้งสูตรกรอบเบา กรอบฟู กรอบนาน หรือแป้งโมจิที่มีหลากหลายสัมผัส ทั้งนุ่มหนึบ นุ่มนิ่ม         ไปจนถึงนุ่มยืด สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเบเกอรี่ ไอศกรีม หรือของว่างได้อย่างลงตัว

นางสาวสถาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจุดเด่นด้านเนื้อสัมผัสแล้ว Burapa Prosper ยังจับเทรนด์ Urbanization ที่ส่งผลให้ตลาดอาหารพร้อมปรุงเติบโตต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “หมีกินเล่น” ที่มีคอนเซ็ปต์ “ทำกินเองง่าย ทำขายกำไรดี” เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคครัวเรือนและกลุ่ม Horeca อีกทั้งยังลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์จากน้ำซาวข้าว เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวิตามินบีธรรมชาติ ภายใต้ธีม Next-Level Texture” ซึ่งถูกนำเสนอในงาน THAIFEX – Anuga Asia ปีนี้

บริษัทได้โชว์นวัตกรรมอย่าง Mochi Pillow Nugget หรือไก่ทอดทรงหมอนที่ด้านนอกกรอบพองเบา ภายในมีไส้โมจิรสชีสยืดหนึบ เป็นการรวมสัมผัสกรอบและหนึบไว้ในคำเดียว สะท้อนการยกระดับประสบการณ์การบริโภคได้อย่างลงตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์เด่นอื่น ๆ ได้แก่

  • “Mochi Solution” ที่ออกแบบสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการสร้างความพรีเมียม เช่น โมจิไอศกรีมหรือทาร์ตมัทฉะใส่โมจิ
  • “Fried Food Coating” ที่ให้ความกรอบยาวนาน เหมาะกับผู้ประกอบการ QSR และฟู้ด         เดลิเวอรี่รวมถึงแป้งสูตรไมโครเวฟที่ยังคงความกรอบแม้ผ่านการอุ่น

ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจุบัน Burapa Prosper ครอบคลุมทั้งค้าส่ง โมเดิร์นเทรด Horeca และออนไลน์ โดยช่องทาง Horeca เติบโตเร็วที่สุดจากการมีทีมขายเฉพาะ ในปีนี้บริษัทจะเร่งเพิ่มยอดขายผ่าน     อีคอมเมิร์ซ ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านดิจิทัลคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์ โดยเฉพาะวิดีโอรีวิวการใช้งานจริงซึ่งให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

นางสาวสถาพร กล่าวปิดท้ายว่า ในปี 2025 บริษัทมีแผนเปิดตัวมาสคอต “จันจัน” และ “นั่วนั่ว” จากแบรนด์หมีคู่ดาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ Modern Thai Identity ให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมขับเคลื่อนแบรนด์ Burapa Prosper ในฐานะผู้นำด้าน “Next-Level Texture” ที่ส่งมอบโซลูชันเนื้อสัมผัสใหม่ ๆ แก่อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

สำหรับผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้ยังคงเป็นแป้งข้าวคุณภาพสูงและเม็ดสาคูเกรดส่งออกที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งอย่างแป้งชุบทอดหมีคู่ดาว ซึ่งกรอบนานถึง 4 ชั่วโมง และลดการอมน้ำมันได้ถึง 40% ก็ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยม รายได้ของบริษัทมาจากตลาดในประเทศและต่างประเทศในสัดส่วน 50:50 ซึ่งตั้งใจจะรักษาสมดุลนี้ไว้ พร้อมผลักดันรายได้รวม 900 ล้านบาทภายในปีนี้  โดยส่วนสำคัญหนึ่งจะมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มแป้งผสมและอาหารแช่แข็งที่เป็นไฮไลต์ของปีนี้ 100 ล้านบาท

Burapa Prosper ปัจจุบันส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมวางแผนรุกตลาดใหม่ ได้แก่ อินเดียและตะวันออกกลาง โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตแป้งผสม จับมือกับพันธมิตรผู้ผลิตอาหารแช่แข็งที่ได้มาตรฐาน และติดตามกฎระเบียบการส่งออกอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน พร้อมพิสูจน์ว่า “แป้ง” ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบอาหารธรรมดา แต่คือศิลปะแห่ง “เนื้อสัมผัส”       ที่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และยกระดับแบรนด์อาหารไทยสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ “หมีคู่ดาว” ได้ที่

เว็บไซต์ :  https://burapaprosper.com

Face Book : facebook.com/DoubleBearBrand

Tel : +66-38 391 503

โฮมโปร จับมือ “โตชิบา” เปิดตัวเครื่องซักผ้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน

นางสาวสมใจ มธุรพร  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดซื้อสินค้า Home Electric บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร พร้อมด้วย มร.อเล็กซ์ มา รองประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด  เปิดตัว “เครื่องซักผ้ารักษ์โลก จากวัสดุหมุนเวียน” ด้วยเครื่องซักผ้าฝาบน รุ่น “AW-DUM1600LT(SG) PCR” ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมการผสานวัสดุรีไซเคิลรักษ์โลกและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นไว้ในหนึ่งเดียว มอบประสิทธิภาพการทำงานที่สะดวกสบาย ทนทานตามเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ประหยัดน้ำและพลังงาน สู่มิติใหม่ “เปลี่ยนทุกการซัก ให้รักษ์โลก” ตอบโจทย์ผู้บริโภค ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยลดการเกิดขยะอย่างยั่งยืน

REMY เปิดตัว 2 นวัตกรรมใหม่! พร้อมดึง “ณฐ ณฐสิชณ์” นั่งแท่นแอมบาสเดอร์คนแรก เอาใจสายรักสัตว์รุ่นใหม่

นางสาวสุดาทิพ เกียรติศรีชาติ กรรมการ กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด เปิดตัว REMY (เรมี่) แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมจากความร่วมมือระหว่าง กลุ่มบริษัท พัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ พร้อมเปิดตัวแอมบาสเดอร์คนแรกของแบรนด์ “ณฐ ณฐสิชณ์ เอื้อเอกสิชฌ์” นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ ขวัญใจคนรักสัตว์ และเปิดตัว 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ตอบโจทย์ผู้เลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเพื่อนรักสี่ขา โดยมี น.สพ.กรธัช สมบุญธรรม,จนนี่ ปาหนัน ร่วมงานด้วย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันก่อน

Acer เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วย AI และระบบนิเวศการเรียนรู้ยุคใหม่ ในงาน Edu Summit 2025

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – การประชุมสุดยอด Acer Edu Summit Asia Pacific 2025 ธีมของงานคือ “Shape Tomorrow: AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษา” ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้นำด้านเทคโนโลยีจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาร่วมกันเรียนรู้และพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญา ประดิษฐ์ (AI) และการดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษา การประชุมจัดขึ้นในวันที่ 7-8 พฤษภาคม ที่กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจากประเทศออสเตรเลีย, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย และเวียดนาม ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่เทคโนโลยีใหม่ ๆและเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

“การประชุมสุดยอด Acer Edu Summit Asia Pacific 2025 ยืนยันความตั้งใจของ Acer ที่จะช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนมีเครื่องมือที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จในโลกดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน” แอนดรูว์ โฮประธานฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัท เอเซอร์ อิงค์ (Acer Inc.) (Andrew Hou, President of Pan Asia Pacific Regional Operations  Acer) กล่าวว่า “เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือและนวัตกรรมกับพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อช่วยสร้างอนาคตที่เทคโนโลยีจะทำให้การเรียนรู้ดีขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น”

เนื่องจาก AI กำลังเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษา การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางที่ดีที่สุดในการส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลและนวัตกรรมในห้องเรียนผ่านการใช้เครื่องมือ EdTech. Acer ได้นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ช่วยปรับปรุงวิธีการสอน, ลดภาระงานบริหาร, และเพิ่มความมีส่วนร่วมของผู้เรียน

Altos Computing บริษัทในเครือ Acer เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่พร้อมแพลตฟอร์ม Altos aiWorks ฟีเจอร์เด่นของ Altos aiWorks คือการจัดสรรทรัพยากร ด้วย GPU ที่ยืดหยุ่น ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถแชร์ข้อมูลกันได้ ซึ่งเหมาะกับการศึกษา ช่วยให้สถาบันและนักเรียนหลายคนทำงานและเรียนรู้พร้อมกัน เพิ่มการร่วมมือและการโต้ตอบในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบดิจิทัล

ในงานนี้ Altos Computing ได้เน้นโชว์แพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูง อย่าง Altos BrainSphere™️ R680 F7 Server ซึ่งเป็นระบบที่ทรงพลังและหลากหลาย รองรับ GPU ถึงแปดตัว เช่น NVIDIA H200 Tensor Core หรือ RTX Pro™️ 6000 Blackwell Server Edition สำหรับงานที่ต้องการการคำนวณสูง, กราฟิกที่ซับซ้อน และงาน AI  ในอนาคต Altos Computing เตรียมขยายไลน์เซิร์ฟเวอร์ AI ระดับสูงในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ด้วยการเปิดตัวสองระบบใหม่ ได้แก่ Altos BrainSphere™️ R880 F6 เซิร์ฟเวอร์ AI แบบ HGX ที่ใช้ NVIDIA B200 และ Altos BrainSphere™️ R780 F7 เซิร์ฟเวอร์ AI แบบ MGX 4U/8GPU ทั้งสองระบบนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Altos ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ในด้านการศึกษา, ธุรกิจ และการวิจัย

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีบูธอินเทอร์แอคทีฟจากพันธมิตรทางเทคโนโลยี เช่น Intel, Microsoft และ Google ขณะที่ AOPEN บริษัทในเครือของ Acer พร้อมโซลูชันจากสายผลิตภัณฑ์ SpatialLabs และแบรนด์เกมมิ่ง Predator แสดงให้เห็นว่าอีสปอร์ตและการเรียนรู้ในรูปแบบเสมือนจริงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างไร

เอเซอร์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมยกระดับการศึกษาอีสปอร์ตในไทย

ในงาน Acer Edu Summit Asia Pacific 2025, คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ประกาศความร่วมมือกับ เอเซอร์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษาด้านอีสปอร์ตและโปรแกรมฝึกงานที่พร้อมรับโลกดิจิทัลในอนาคต โดยนักศึกษาจะได้ใช้ อุปกรณ์ระดับมืออาชีพ เช่น Acer Predator และเรียนรู้ใน ห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อฝึกฝนทักษะในหลายด้าน เช่น การจัดการแข่งขัน, การสตรีมมิ่ง, การบริหารจัดการอีเวนต์ และการพัฒนาด้านเกม

ผศ.ดร.กมล จิราพงษ์ คณบดีคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม  กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมให้ความสำคัญ และการร่วมมือกับเอเซอร์จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับนักศึกษาในการพัฒนาอาชีพในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเยาวชนไทย”

พลังแห่งความมุ่งมั่น Zhulian Day of Honour 2025 ปรากฏการณ์เฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

ปังไม่ไหวแล้วแม่!! บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการผู้ทรงพลังแห่งบริษัท พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับแถวหน้า จัดงานเฉลิมฉลองแห่งปี “Zhulian Day of Honour 2025” อย่างยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้าง แบบที่ใครพลาดต้องเสียดายหนักมาก งานนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับเหล่าผู้พิชิตตำแหน่งแห่งเกียรติยศ ผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งความตั้งใจ ความพยายาม และความมุ่งมั่นสุดหัวใจ จนก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นขององค์กร

สำหรับบรรยากาศภายในงานก็ร้อนแรงทะลุปรอท! เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุขและความภาคภูมิใจที่เปล่งประกายไปทั่วฮอลล์ และช่วงที่เรียกเสียงฮือฮาดังกระหึ่มที่สุด ต้องยกให้กับการประกาศรางวัล “ผู้จัดจำหน่ายยอดเยี่ยมแห่งปี 2024” ที่ทุกคนตั้งตารอ ได้แก่

  • RCM San Naing
  • CDM Yong Sophon
  • RCM ธนกร แสงฟ้า
  • RCM ศลินดา หนูคาบแก้ว
  • RCM Naly Phongsavath

ทั้งห้าท่านขึ้นรับรางวัลอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาชื่นชมและปรบมือดังกึกก้องและช่วงที่ทำเอาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ คือการกล่าวย้ำถึงหัวใจของความสำเร็จ ที่ทุกถ้อยคำสะท้อนพลังใจของผู้ร่วมงานทุกคนว่า
“รางวัลแห่งความสำเร็จ รางวัลแห่งความเพียรพยายาม วันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร เพียงแค่เราตั้งใจให้มากพอ มุ่งมั่น และลงมือทำอย่างเต็มที่”

แน่นอนว่างานของซูเลียน ไม่มีคำว่าเงียบเหงา! ปิดท้ายงานแบบสุดเหวี่ยงด้วยคอนเสิร์ตจาก ราชินีเพลงแดนซ์ตลอดกาล คริสติน่า อากีล่าร์ ที่ขนเพลงฮิตติดลมบนระดับตำนานมาระเบิดความมันส์แบบจัดเต็ม! เรียกเสียงกรี๊ดจากทุกทิศ ลุกขึ้นเต้นกันยับแบบไม่กลัวรองเท้าพัง บอกเลยว่า… สนุก มันส์ ซาบซึ้ง และทรงพลัง ครบรสในงานเดียว

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปิดท้ายอย่างภาคภูมิใจว่า“ซูเลียนขอแสดงความยินดีอย่างที่สุดกับผู้พิชิตตำแหน่งอันทรงคุณค่าทุกท่าน โดยเฉพาะกับผู้ที่คว้ารางวัลผู้จัดจำหน่ายยอดเยี่ยมแห่งปี 2024 ทุกความพยายามของคุณคือแสงสว่างของทีมงานซูเลียนทุกคน บริษัทฯ ภูมิใจในทุกก้าวของคุณ และเชื่อมั่นว่าพวกคุณจะยังคงเป็นพลังสำคัญที่นำพาซูเลียนก้าวต่อไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว”

รีเฟรชทุกประสบการณ์เรื่องบ้าน กับ “โฮมโปร” ช้อปเรื่องบ้านของลูกค้า..ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยบริการครบจบ “ชีวิตง่าย ได้ที่โฮมโปร” ผ่าน Omni-channel และ โซลูชันทันสมัย ตอบทุกไลฟ์สไตล์

ในยุคใหม่ที่ผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงบริการที่หลากหลายได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว โฮมโปร ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร เดินหน้าพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Better Living เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปรอบด้าน ด้วยช่องทางการให้บริการที่ครบครัน สะดวกสบาย และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า จากเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความยืดหยุ่น ความคุ้มค่า ความมั่นใจในบริการ และความสะดวกสบายในการเข้าถึง โฮมโปรจึงปรับตัวอยู่เสมอ ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี การบริการ และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อให้รองรับทุกความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะช้อปที่หน้าร้าน หรือโฮมโปรออนไลน์ ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า จะได้รับบริการด้วยคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน ที่สำคัญเรายังใส่ใจทุกๆ ขั้นตอนตลอดเส้นทางการใช้สินค้าและบริการของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด

หนึ่งในจุดแข็งของโฮมโปร คือความสามารถในการเชื่อมโยงทุกๆ การช้อปของลูกค้า ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (Omni-channel Experience) ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านกว่า 90 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ

Click & Collect – ช้อปออนไลน์ รับได้ที่สาขา อีกหนึ่งบริการที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ที่ช่วยให้ทุกการช้อปปิ้งสะดวก รวดเร็ว เพียงสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน แล้วเลือกรับสินค้าสาขาใกล้บ้านได้ภายใน 1 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอจัดส่งถึงบ้าน

Chat Shop 4 You – ทักมา เราช้อปให้! คือ บริการ “ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว” ผ่านช่องทางแชท ไม่ว่าจะเป็น LINE Official : @homepro หรือ Facebook Page : HomePro Thailand ให้ลูกค้าสามารถพูดคุย สอบถาม ขอคำแนะนำ รวมถึงสั่งซื้อสินค้าและบริการได้แบบเรียลไทม์ โดยมีทีมเจ้าหน้าที่โฮมโปรให้บริการอย่างมืออาชีพ พร้อมดูแลเสมือนมีผู้ช่วยช้อปที่รู้ใจอยู่ใกล้ตัวเสมอ

Sameday Delivery – ซื้อวันนี้ ส่งวันนี้ พร้อมติดตั้งภายในวัน อีกหนึ่งจุดเด่นที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบหลังบ้านและทีมช่างโฮมโปร ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ หรือทีวี เพียงสั่งซื้อและชำระเงิน ก่อนเวลา 16.00 น. ลูกค้าจะได้รับสินค้าและบริการติดตั้งภายในวันเดียวกัน ซึ่งนับเป็นการยกระดับมาตรฐานบริการด้าน Home Solutions ในประเทศไทย

HomePro Online – ช้อปสินค้าหลากหลาย ส่งได้ทุกที่ทั่วไทย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ก็ช้อปสินค้าและบริการเรื่องบ้านได้ครบจบในที่เดียว ผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th และแอปพลิเคชัน HomePro Online ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง และบริการหลังการขายต่างๆ พร้อมระบบค้นหาและสั่งซื้อที่ง่ายดาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ไม่เสียเวลาเดินทาง

Free Delivery – ส่งฟรีได้ทุกที่ทั่วไทย เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข เติมเต็มประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ให้สมบูรณ์แบบ ด้วยบริการจัดส่งฟรี เมื่อช้อปครบ 500 บาทขึ้นไป (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) หรือเลือกรับบริการจัดส่งฟรี ในระยะทาง 40 กม. เมื่อช้อปครบ 6,000 บาทขึ้นไป ที่สาขาใกล้บ้าน* ครอบคลุมทั่วประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าที่แข็งแกร่งในทุกภูมิภาค

HomePro Call Center – ช้อปง่าย โทร.1284 บริการ ครบ จบ ทุกเรื่องบ้าน ตลอด 24 ชม. ให้การดูแลบ้านเป็นเรื่องง่ายแค่โทรหาเรา ลูกค้าสามารถช้อปสินค้า ติดตามสถานะจัดส่ง นัดหมายช่าง หรือติดต่อรับบริการฉุกเฉินได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมเจ้าหน้าที่มืออาชีพที่พร้อมดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า โฮมโปรไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้า แต่เรายังเดินหน้าพัฒนา “ระบบนิเวศของบริการด้านบ้าน” (Home Service Ecosystem) อย่างครบวงจร โดยเน้นการออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การเลือกสินค้า บริการติดตั้ง บริการซ่อมแซม ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย

โดยมุ่งเน้นให้ทุกการบริการเป็นเรื่อง “ง่าย” สำหรับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในบ้าน โฮมโปรพร้อมเป็นคำตอบในทุกช่วงเวลาของชีวิต

“โฮมโปร พร้อมเคียงข้างทุกเรื่องบ้าน ด้วยความเชื่อมั่นในแนวคิด Better Living เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โฮมโปรพร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีกและบริการด้านบ้านในประเทศไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืนเพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หรือบ้านจะมีความต้องการแบบใด โฮมโปรพร้อมอยู่เคียงข้างคุณ…ทุกวัน” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

#ชีวิตง่ายได้ที่โฮมโปร #HomeProOmnichannel #SeamlessExperiences

#โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr

#ChatShop4You #HomeProOnline #FreeDelivery #HomeProCallCenter #ClickAndCollect #SamedayDelivery