Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok Isan Roadshow จัดสัมมนากลยุทธ์ธุรกิจสุขภาพ และความงามเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมพลังอุตสาหกรรมความงามภาคอีสาน สู่เวทีระดับอาเซียน

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเวทีสัมมนา “กลยุทธ์ธุรกิจสุขภาพและความงาม” ภายใต้โครงการ Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok Isan Roadshow เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เตรียมความพร้อมสู่ตลาดความงามระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย  เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงความตั้งใจของการจัดกิจกรรม Roadshow ครั้งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นศักยภาพผู้ประกอบการไทยในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร. ทวีสันต์ วิชัยวงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสและการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพในภาคอีสาน”

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมนวัตกรรมความงามและสุขภาพกับการปรับตัวของผู้ประกอบการในภาคอีสาน” โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่

  • คุณภัทรเมธี พรหมพิทักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท คลาสคลินิก เวชกรรม คลินิก จำกัด
  • ดร.วาสนา อินทะแสง
  • ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด
  • คุณทิพวัลย์ เกตุบรรจง ประธานชมรมสปาและนวดเพื่อสุขภาพ จังหวัดขอนแก่น
    ดำเนินรายการโดย ดร.จินณพัษ โดมินิค รองผู้อำนวยการ ศูนย์การท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ทั้งนี้ ดร.ทวีสันต์ วิชัยวงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวปาฐกถาพิเศษชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในระดับประเทศ โดยข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ระบุว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอาหารเสริม ยา สมุนไพร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์
และเทคโนโลยีชีวภาพ มีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของ GDP ประเทศไทย

ดร.ทวีสันต์ ยังเน้นถึง นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการยกระดับการผลิต การวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดตั้ง “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ และส่งเสริมให้เกิด ระบบนิเวศธุรกิจสุขภาพที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับโลก

ภาคอีสาน: ตลาดใหม่แห่งโอกาสของอุตสาหกรรมความงามไทย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ
โดยข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เศรษฐกิจของภาคอีสานในปี 2566 เติบโต 3.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ โดยจังหวัดขอนแก่นมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแปรรูปสุขภาพ

ตลาดความงามในภาคอีสานเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ
ความงาม และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก โดยเฉพาะในกลุ่มคลินิกเวชกรรมความงาม สปา ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร
และเครื่องสำอาง Clean Beauty ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ข้าวหอมมะลิไทย มะขาม สารสกัดสมุนไพร ซึ่งตอบโจทย์ตลาดสุขภาพยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม

นายธัชพล วงษ์รักษา รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 เป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิภาค เตรียมกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4 ด้วยพื้นที่จัดแสดงกว่า 25,000 ตารางเมตร และผู้แสดงสินค้ากว่า 2,000 แบรนด์ จากทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าแบรนด์สำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อาหารเสริมความงาม
ไปจนถึงโซลูชัน OEM/ODM บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิต ในปีนี้ เราเน้นการออกแบบประสบการณ์การเข้าชมที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการจัดโซนแสดงสินค้าที่ครอบคลุมทุกมิติของอุตสาหกรรมความงาม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการเจรจาธุรกิจ และการแบ่งปันองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดและการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน”

ไฮไลต์ของงานปี 2025 ได้แก่:

  • Branded Finished Products Zone: รวมสุดยอดแบรนด์เครื่องสำอาง สกินแคร์ น้ำหอม สปา และอาหารเสริมจากทั้งไทยและต่างประเทศ
  • Supply Chain Zone: ครอบคลุมผู้ผลิต OEM/ODM บรรจุภัณฑ์ ส่วนผสม และเครื่องจักรจากทั่วโลก โดยมีบูธเด่นจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อิตาลี และไทย
  • CosmoTalks: เวทีสัมมนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เจาะลึกเทรนด์ เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด ตลอด 3 วันการจัดงาน
  • Buyer Program: โปรแกรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อรายใหญ่จากอาเซียน ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก กับแบรนด์ความงามที่มีศักยภาพ
  • การเติบโตต่อเนื่อง: งาน Cosmoprof CBE ASEAN มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 62% ต่อปี ทั้งในด้านพื้นที่จัดแสดง จำนวนผู้เข้าร่วมงาน และประเทศที่เข้าร่วม

อย่าพลาด! ร่วมค้นหาโอกาสครั้งใหม่ของธุรกิจคุณ และเตรียมพร้อมสู่การต่อยอดธุรกิจในเวทีระดับภูมิภาคที่ งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2568
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร จุดนัดพบแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมความงามอาเซียน ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีที่:
www.cosmoprofcbeasean.com

“ไวไว” คว้ารางวัล WINNER จากเวที THAIFEX 2025เปิดตัว “Rice Ramen Shoyu Som Jeed”นวัตกรรมราเมนเส้นข้าว รสโชยุส้มจี๊ด ผสานเอกลักษณ์ไทย-ญี่ปุ่นอย่างลงตัว

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวและเส้นหมี่อบแห้งไวไว ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมอาหาร ด้วยการคว้ารางวัล WINNER จากเวที THAIFEX – ANUGA TASTE INNOVATION SHOW 2025 สำหรับผลิตภัณฑ์ “Rice Ramen Shoyu Som Jeed” หรือ “ราเมนโชยุส้มจี๊ด” ราเมนเส้นข้าว ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารยอดเยี่ยมจากกว่า 800 แบรนด์

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ราเมนโชยุส้มจี๊ด” เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความตั้งใจจริง เราอยากถ่ายทอดรสชาติของวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านมุมมองของคนไทย โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างส้มจี๊ดมาผสมผสานเข้ากับโชยุสูตรต้นตำรับ พร้อมด้วยเส้นข้าวที่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย ซึ่งไม่เพียงแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ”

การได้รับรางวัล WINNER จาก THAIFEX – ANUGA TASTE INNOVATION SHOW 2025 ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จของผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของไวไวในการมุ่งมั่นพัฒนาอาหารไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ ผ่านการเลือกใช้วัตถุดิบไทยคุณภาพ และการสร้างสรรค์รสชาติที่แปลกใหม่ พร้อมคำนึงถึงทั้งสุขภาพและความยั่งยืน

นายยศสรัล ให้ข้อมูลต่อว่า “Rice Ramen Shoyu Som Jeed” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของไวไวในการพัฒนาอาหารแห่งอนาคต โดยมีความโดดเด่นทั้งในด้านวัตถุดิบ แนวคิด และรสชาติ ตัวผลิตภัณฑ์ผสมผสานความเข้มข้นลุ่มลึกของโชยุญี่ปุ่นกับความเปรี้ยวสดชื่นของ “ส้มจี๊ด” ผลไม้ท้องถิ่นหายากของไทย ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสชาติจัดจ้านอย่างเป็นธรรมชาติ ส้มจี๊ดไม่เพียงเพิ่มมิติให้กับน้ำซุปโชยุเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความสดใสและความกลมกล่อมในทุกคำที่ลิ้มลอง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของราเมนชามนี้ คือการใช้ “เส้นราเมนที่ทำจากข้าว ซึ่งแตกต่างจากเส้นราเมนทั่วไปที่ผลิตจากแป้งสาลี เส้นข้าวดังกล่าวให้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่ม เด้ง และเคี้ยวเพลินไม่แพ้ราเมนแบบดั้งเดิม แต่มีความพิเศษตรงที่ปราศจากกลูเตน ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่มีสารแต่งสี หรือส่วนผสมสังเคราะห์ที่ไม่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงผู้แพ้แป้งสาลี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไวไวในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน

“Rice Ramen Shoyu Som Jeed” จึงไม่ใช่เพียงแค่ราเมนหนึ่งชาม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขอบเขตวัฒนธรรม ผสานความเป็นไทยและญี่ปุ่นไว้ในรสชาติเดียวอย่างสง่างาม พร้อมนำเสนอสู่อาหารแห่งอนาคตอย่างแท้จริง

แรงไม่พัก! โฮมโปร-เมกาโฮม เสิร์ฟโปร BIG BANK BIG BONUS !! จ่ายผ่านบัตร รับโบนัสจัดเต็ม ลดแรงคุ้ม 3 ต่อ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้

เอาใจสายแต่งบ้าน จ่ายชิลตลอดเดือนมิถุนานี้ #โฮมโปร ชวน #เมกาโฮม จับมือพาร์ตเนอร์บัตรเครดิตชั้นนำ จัดโปร “BIG BANK BIG BONUS” ชอปด้วยบัตรเครดิต ลดแรงสุดคุ้ม! ครบ! เรื่องบ้านและงานช่าง ชอปสะดวก จ่ายเบา ได้โบนัสเต็ม ๆ ให้ทั้งส่วนลด+รับเพิ่ม รวมสูงสุด 13,600 บาท !! พร้อมอัดความคุ้มแรง
3 ต่อ ไม่ว่าจะเป็น…

  • ต่อที่ 1 รับคูปองสุดคุ้มพร้อมรับเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม, ธนาคารกรุงเทพ, กรุงศรี, CardX, SCB, KBank, KTC, UOB,บัตรโฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ และแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมรายการรวมสูงสุด 13,600 บาท
  • ต่อที่ 2 ลด + รับเพิ่มรวมสูงสุด 28% เมื่อใช้คะแนน 2 เท่าของยอดชำระ กับบัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม หรือใช้คะแนนเท่ายอดชำระ รับส่วนลด/เครดิตเงินคืนสูงสุด 15% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
  • ต่อที่ 3 ชอปสบายกับสถาบันการเงินชั้นนำ เพียงจ่ายผ่านบัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม,
    ธนาคารกรุงเทพ, กรุงศรี, CardX, SCB, KBank, ttb, UOB และบัตรโฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ รับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุดถึง 10 เดือน*

คุ้มค่ารับกลางปี ชอปง่ายไม่มีสะดุดทั้งเรื่องบ้านและงานช่าง พกบัตรเครดิตให้พร้อม…เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568 นี้ ที่โฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ

*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี / กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, อัตราดอกเบี้ยปกติ 25% ต่อปี

#BIGBANKBIGBONUS #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #ครบเรื่องบ้านและงานช่าง #Homepropr

ซูเลียน อุบล เนตเวิร์ค (UBL) เปิดตัวยิ่งใหญ่ใจกลางอุบลฯตอกย้ำความแข็งแกร่ง สู่ศูนย์กลางการเติบโตธุรกิจเครือข่ายในภาคอีสาน

เสียงปรบมือดังกึกก้อง เมื่อจังหวัดอุบลราชธานีได้กลายเป็นศูนย์รวมพลังของนักธุรกิจเครือข่ายทั่วภาคอีสาน กับพิธีเปิดตัว “ซูเลียน อุบล เนตเวิร์ค จำกัด (UBL)” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก อบอวลไปด้วยความยินดีและแรงบันดาลใจครั้งใหญ่แห่งปี

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง สมาชิก และแขกผู้มีเกียรติที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น โดยมีผู้นำทีม UBL อย่าง RCD วีระศักดิ์ ราชเดิม และ DSM ประทุม ราชเดิม บริหารงานอย่างแข็งแกร่ง นำพาธุรกิจซูเลียนเดินหน้าสร้างโอกาสครั้งใหม่ให้ชาวอีสาน

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ได้กล่าวแสดงความยินดีและแสดงวิสัยทัศน์ไว้ว่า “การเปิดตัว UBL ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของซูเลียนที่มุ่งมั่นในการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้คนในพื้นที่มีโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งในด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต เราเชื่อมั่นในศักยภาพของภาคอีสาน และซูเลียนพร้อมจะเป็นแรงสนับสนุนให้ทุกคนก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในแบบของตัวเอง”

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์สุดพิเศษกับการรวมตัวของสุดยอดวิทยากรแนวหน้าจากซูเลียน ที่มามอบแนวคิด       กลยุทธ์ และประสบการณ์อันล้ำค่าแก่ผู้ร่วมงาน ได้แก่

  • RCD ประชุมพร ศรีสัจจัง
  • RCD ดร.ชาญชัย เจ้ยชุม
  • RCD วิมุกดา ภูทับทิม

ทุกท่านต่างเน้นย้ำถึงพลังของการเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยธุรกิจเครือข่าย และการเสริมสร้างศักยภาพของสมาชิกให้พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ปิดท้ายงานอย่างประทับใจด้วยกิจกรรมจับแจกรางวัล “อั่งเปาเงินสด” สุดตื่นเต้น ที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุขให้แก่สมาชิกทุกคน ถือเป็นการส่งต่อพลังบวกและกำลังใจก่อนเดินทางกลับ ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ

การเปิดตัว ซูเลียน อุบล เนตเวิร์คครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นอีกก้าวสำคัญของซูเลียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังเป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาในการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง พร้อมสร้างเครือข่ายแห่งความสำเร็จให้ขยายวงกว้างไปทั่วภูมิภาคอย่างมั่นคง

สคส. ผนึก สธ. ขับเคลื่อน PDPA ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพคนไทยสู่ระบบสาธารณสุขดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) จับมือกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้านสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมกลไกและมาตรการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของประชาชนให้ปลอดภัย และเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. กล่าวว่า ข้อมูลด้านสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว การจัดเก็บ การใช้ หรือการเปิดเผยโดยปราศจากมาตรการป้องกันที่รัดกุม อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้ ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญ

ในการขับเคลื่อนมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลในระบบสาธารณสุขไทย โดย สคส. จะทำหน้าที่สนับสนุน ให้คำแนะนำ และกำกับดูแลให้การดำเนินการของหน่วยงานด้านสาธารณสุขเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่บุคลากรในทุกระดับ

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจหลักในการดูแลสุขภาพประชาชนทั้งประเทศ จึงมีการเก็บข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน ความร่วมมือกับ สคส. ในครั้งนี้จะช่วยให้บุคลากรในสังกัดมีความรู้ความเข้าใจในหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น พร้อมพัฒนากลไกและมาตรการด้านความปลอดภัยในข้อมูลสุขภาพให้มีความรัดกุม สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะในระบบบริการ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งประชาชนสามารถใช้บริการด้วยบัตรประชาชนเพียงใบเดียวได้อย่างปลอดภัย

นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา Digital Health โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในระบบสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน เช่น โครงการ Big Data ด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิด นวัตกรรม และความร่วมมือ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมายที่คุ้มครองประชาชนอย่างรอบด้าน
หากประชาชนพบเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โทร. 02-111-8800 หรืออีเมล: saraban@pdpc.or.th

JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) เตรียมส่งมอบล็อตแรกในไทย พ.ค. 68 มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ที่ครบครัน

OMODA & JAECOO (โอโมด้า แอนด์ เจคู่) แบรนด์ยานยนต์ภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก เตรียมส่งมอบ JAECOO 7 SHS (Super Hybrid System) สู่ท้องถนนในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้านบริการหลังการขาย ด้วยคลังอะไหล่ที่ครบครัน JAECOO 7 SHS รถ SUV พลังงานทางเลือก ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามตั้งแต่เปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ล่าสุด รถล็อตแรกได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากลและถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้

JAECOO 7 SHS หลังจากสร้างกระแสแรงตอบรับอย่างดี ตั้งแต่เปิดตัว ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ผ่านมา ล่าสุด JAECOO 7 SHS ล็อตแรกได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล  โดยพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคม 2568 

คุณบิล จาง ผู้อำนวยการ แบรนด์ โอโมด้า แอนด์ เจคู่ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “วันนี้เราสามารถยืนยันได้อย่างเต็มที่ว่า JAECOO 7 SHS พร้อมแล้วสำหรับเมืองไทย รถล็อตแรกได้มาถึงไทยและผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดทุกคัน เตรียมส่งมอบให้ลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ตามแผนที่วางไว้”

เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า และยกระดับมาตรฐานด้านบริการหลังการขาย OMODA & JAECOO เน้นย้ำความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการวางแผนผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และการจัดการด้านบริการหลังการขาย ด้วยการสำรองอะไหล่อย่างครอบคลุม ตั้งแต่การซ่อมบำรุงเบื้องต้น ไปจนถึงการดูแลรักษารถในระยะยาว สะท้อนความตั้งใจในการมอบประสบการณ์ที่มั่นใจ และไร้กังวลให้กับลูกค้าชาวไทยทุกคนโดยระบบกระจายอะไหล่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มีความพร้อมในการจัดส่งอะไหล่ถึงศูนย์บริการตามเคสความเสียหาย โดยปกติใช้เวลาเพียง 1-2 วันทำการในกรุงเทพฯ และ 3-5 วันในต่างจังหวัด ซึ่งถือว่าอยู่ในมาตรฐานระดับสากล

ปัจจุบัน บริษัทฯ ยืนยันว่ามีสต็อกอะไหล่ครบครัน ที่จำเป็นสำหรับการให้บริการ ทั้งในกลุ่มอะไหล่ซ่อมแซมทั่วไปและอะไหล่สำหรับการบำรุงรักษาในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของยอดส่งมอบและจำนวนผู้ใช้ JAECOO 7 SHS ที่จะเพิ่มมากขึ้น

JAECOO 7 SHS รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด SUV ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) สุดล้ำและดีไซน์สุดคลาสสิค สามารถขับขี่รวมได้ไกลถึง 1,300 กิโลเมตร* (ตามมาตรฐาน NEDC) ทั้งนี้ในประเทศไทย JAECOO 7 SHS สามารถทำสถิติ ขับได้ไกล 1,433 กม. ต่อน้ำมัน 1 ถัง และการชาร์จ 1 ครั้ง ครองตำแหน่ง Longest Driving Range และติด Top 5 ของโลก ใช้น้ำมันเพียง 3.1 ลิตร/ 100 กม. (32.3 กม./ลิตร)*

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับ JAECOO 7 SHS สามารถลงทะเบียนทดลองขับกับทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ กับงาน OJ DRIVING EXPERIENCE วันที่ 24-25 พฤษภาคม 2568 ที่ สนามดริฟท์ Wonder World ได้ที่ https://bit.ly/TestDriveJ7  หรือนัดทดลองขับที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ มากไปกว่านั้น JAECOO 7 SHS มากับข้อเสนอพิเศษ ECO BONUS รับส่วนลด On Top 10,000 บาท เพียงคุณเป็นเจ้าของรถ เครื่องยนต์สันดาป (ICE) หรือ ไฮบริด (Hybrid), ฟรี! ค่าบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 2 ปี, ฟรี! Home Charger พร้อมติดตั้ง, ฟรี! สายชาร์จ V-2-L, สายชาร์จเคลื่อนที่ และข้อเสนออื่นๆอีกมากมาย เมื่อจองและออกรถตั้งแต่ 15 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น

#JAECOO7SHS  #SuperHybridSystem #OMODAANDJAECOOTHAILAND #OMODAJAECOOTH

#OMODA #JAECOO #JAECOOTHAILAND 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ WWW.OMODAJAECOO.CO.TH 

หรือสอบถามรายละเอียดได้ โทร. 02-020-8888 หรือที่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

ไวไว ร่วมสืบสานพลังศรัทธาแห่งอีสานสนับสนุน “ประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้านกุดหว้า” จังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2568

ยังคงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” ที่ปีนี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน ร่วมสนับสนุนงาน “ประเพณีวัฒนธรรมผู้ไทบุญบั้งไฟตะไลล้าน” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–18 พฤษภาคม 2568 ณ เทศบาลตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ งานใหญ่แห่งปีที่ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างตั้งตารอคอย

งานนี้ไม่ได้มีดีแค่ความอลังการของขบวนแห่วัฒนธรรมผู้ไทเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยสีสันจากไฮไลต์สุดตื่นตาอย่าง “บั้งไฟตะไลล้าน” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของกุดหว้า บั้งไฟทรงกลมคล้ายล้อเกวียน อัดแน่นด้วยดินปืน ยิงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างสง่างาม พร้อมเสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้านเมือง จุดประกายศรัทธาและพลังแห่งภูมิปัญญาชาวบ้านที่หาชมไม่ได้จากที่ใดในโลก!

เบื้องหลังของบั้งไฟตะไลคือผลงานการคิดค้นของ นายพิศดา จำพล ปราชญ์ชาวบ้านผู้เปลี่ยน “บั้งไฟหาง” ที่มีความเสี่ยง เป็น “บั้งไฟตะไล” ที่สามารถควบคุมทิศทางการตกได้อย่างแม่นยำ โดยได้พัฒนาให้ติดร่มเพื่อลดอันตรายต่อผู้ชม ถือเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก

สำหรับบรรยากาศภายในงาน “ไวไว” ก็ไม่พลาดที่จะร่วมเติมเต็มความสนุกให้คึกคักยิ่งขึ้น ด้วยการ ยกทัพทีมไวไวสุดแซ่บมาออกบูธในงาน เสิร์ฟเมนูไวไวรสเป็ดพะโล้ร้อน ๆ หอมกรุ่นให้ชาวกุดหว้าและนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองกันถึงที่! พร้อมกิจกรรมแจกของรางวัลแบบจัดเต็ม สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานตลอดสองวันเต็ม

การมีส่วนร่วมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ “ไวไว” ที่มุ่งมั่นในการ สืบสาน สนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมอันดีงามของชุมชน อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ในปีนี้ แต่ในทุกๆ ปี “ไวไว” ขอยืนยันบทบาทของแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทย พร้อมอนุรักษ์และส่งต่อคุณค่าของประเพณีไทยให้คงอยู่อย่างสง่างาม ไปพร้อมกับรสชาติที่คนไทยรักไม่เปลี่ยน

OMODA & JAECOO พร้อมแล้ว ที่จะพา Mr.J ตัวแทนคนแรกของแบรนด์ JAECOO ประเทศไทย มาพลิกโฉมตลาดรถด้วยบุคลิกที่สมาร์ท มีสไตล์ แต่ยังพร้อมลุย…กับรถสไตล์ British Gentleman ที่จะมาเขย่าวงการรถยนต์

เปิดเกมใหม่วงการรถ! JAECOO เตรียมเผยโฉม “MrJ” ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ชอบผจญภัย British Gentleman ร่วมลุ้นพร้อมกันกรกฎาคมนี้

เตรียมพบกับอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เชื่อมโลกของยานยนต์เข้ากับโลกบันเทิงได้อย่างมีสไตล์ เมื่อ JAECOO เตรียมเปิดตัว “Mr.J” ตัวแทนแห่งยุคใหม่ ที่จะมาเปลี่ยนนิยามของการขับขี่ด้วยดีไซน์ และเทคโนโลยีที่แตกต่าง ถึง Mr.J ยังไม่ถูกเปิดเผยว่าเป็นใคร แต่เริ่มกลายเป็นกระแสพูดถึงในแวดวงบันเทิงและโซเชียลอย่างต่อเนื่อง และจะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้

การเปิดตัว Mr.J ในครั้งนี้จะมาเป็นภาพแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์ มีพลังขับเคลื่อน บาลานซ์ให้ชีวิตมีความสนุกทุกจังหวะของการขับเคลื่อน และไม่ยอมติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ  เช่นเดียวกับรถยนต์แบรนด์ JAECOO ที่จะมาเป็นคู่หูที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของเขา — นั่นคือ JAECOO คือแบรนด์ที่รวมความล้ำของเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์ที่เนี้ยบแต่เท่อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสร้างนิยามใหม่ของ “รถยนต์ที่เป็นได้มากกว่าพาหนะ” แต่เป็นรถยนต์ที่บอกถึงตัวตนของคุณ

ใครกันที่จะมาเป็น “Mr.J”? ตัวแทนของความสมาร์ท  มีคลาส ไม่เหมือนใคร ด้วยพลังแห่งการขับขี่อัจฉริยะจาก JAECOO เตรียมพบกัน…กรกฎาคมนี้

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ WWW.OMODAJAECOO.CO.TH และ Facebook : https://www.facebook.com/OmodaandJaecooTH

หรือสอบถามรายละเอียดได้ โทร. 02-020-8888 หรือที่ผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

#JAECOOTHAILAND #JAECOO #OMODAANDJAECOOTHAILAND
#OMODAJAECOOTH #OMODA 

ไดกิ้นเดินหน้ายกระดับคุณภาพอากาศในสถานศึกษา ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้คุณภาพอากาศภายในอาคารระดับภาคเหนือ

ไดกิ้น ผู้นำระดับโลกด้านระบบปรับอากาศ เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมเพื่อคุณภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม เปิดตัว “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารระดับภาคเหนือ โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือเข้าร่วมงานมอบใบประกาศเกียรติคุณและร่วมกิจกรรมอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละออง PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเล็กและบุคลากรในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการปกครอง สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ภายใต้เป้าหมายในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมด้านคุณภาพอากาศให้มีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างยั่งยืน

ในพิธีเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยในช่วงการอบรมได้มีการจัดบรรยายในหัวข้อ “ปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารและการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะและอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นภายในอาคาร โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดซึ่งมีเด็กปฐมวัยอยู่รวมกันเป็นเวลานาน ทั้งยังเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และภาวะพัฒนาการถดถอย ตลอดจนแนวทางและมาตรการที่สามารถนำมาใช้ควบคุมคุณภาพอากาศ เช่น การออกแบบอาคารให้มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ปลอดสารระเหย และการติดตั้งเครื่องกรองอากาศหรือระบบปรับอากาศที่มีการควบคุมฝุ่นและเชื้อโรคในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสเดียวกันนี้ กรมอนามัย ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ รับรองให้เป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัย แห่งแรกในระดับภาคเหนือ พร้อมจัดอบรมให้แก่ครูและเจ้าหน้าที่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการบริหารจัดการระบบคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายคาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึง วิสัยทัศน์ขององค์กร ว่า ไดกิ้นมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่อง “คุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคาร” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาของเด็กปฐมวัย พร้อมทั้งระบุว่า “เราเชื่อมั่นว่านวัตกรรมควบคุมอากาศของไดกิ้นจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เสี่ยง และสามารถขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ”

สำหรับ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบแห่งนี้ ได้ติดตั้ง  ระบบระบายอากาศประสิทธิภาพสูง ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับ ระบบกรองอากาศ HRV (Heat Reclaim Ventilation) ซึ่งสามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษจากภายนอกอาคาร ก่อนจะนำอากาศเข้าสู่ภายในห้องเรียน พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังและบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่องโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้าง โซลูชันต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับการนำไปปรับใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีมาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคารที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

ไดกิ้น ยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่า “สุขภาพที่ดีของเด็กวันนี้ คือรากฐานของสังคมในวันหน้า” การลงทุนในคุณภาพอากาศจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ

โฮมโปร ติด Top 5% จากการประเมินของ S&P Global สะท้อนความสำเร็จระดับโลกตามแนวทาง ESG

โฮมโปร ได้รับรางวัลความยั่งยืนติดอันดับ Top 5% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก จาก S&P Global และได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ในงาน S&P Global Sustainability Yearbook Distinction Ceremony 2025 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ จากการประเมินความยั่งยืนขององค์กรกว่า 7,690 บริษัท ใน 62 อุตสาหกรรมทั่วโลกที่เข้าร่วมประเมินความยั่งยืนองค์กร ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุมตามหลัก ESG ที่ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี และสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกคน ตามเป้าหมาย We Make a Better Living อย่างเป็นรูปธรรม

นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า รางวัลแห่งความยั่งยืนจาก S&P Global คือ หลักฐานที่ชัดเจนว่าโฮมโปรได้ผนวกเอาแนวคิดและกระบวนการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนเข้าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญขององค์กร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนตามเป้าหมาย We Make a Better Living’ อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การดำเนินงานที่ครอบคลุมตามหลัก ESG ที่ประกอบไปด้วย

ด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม (Environmental) โฮมโปรได้ให้ความสำคัญกับการจัดการพลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยมุ่งพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้า ECO Product, ECO Choice และกลุ่มสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน หรือ Circular Products ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ร่วมกับปลุกจิตสำนึกด้านการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี ผ่านโครงการแลกเก่าเพื่อโลกใหม่ ซึ่งโฮมโปรจะช่วยนำของเก่าที่ไม่ใช้แล้วไปจัดการให้อย่างถูกวิธี ด้วยการแปรสภาพซากเครื่องใช้ไฟฟ้าไปรีไซเคิลผลิตเป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น, ตู้เย็น, พัดลม ฯลฯ เพื่อลดปริมาณขยะและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอย่างจริงจังของเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 อีกด้วย

ด้านการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนและสังคม (Social) โฮมโปรมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย พร้อมส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียม ให้พนักงานทุกคนมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคง นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านโครงการฝึกอบรมต่างๆ ที่ช่วยสร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โฮมโปรมุ่งยังพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ผ่านสินค้าและบริการเรื่องบ้านที่ครบวงจร  เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกมิติ

ด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล (Governance) โฮมโปรได้ดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี เน้นบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยในด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โฮมโปรได้ร่วมมือคู่ค้าที่มีจริยธรรม เพื่อให้การจัดหาสินค้ามีมาตรฐานและไม่สร้างผลกระทบต่อสังคม รวมถึงยังมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการทำงาน เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาด อีกทั้งบริษัทยังให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ความสำเร็จจากการได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) และอยู่ใน Sustainability Yearbook อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่สะท้อนความตั้งใจและความมุ่งมั่นของโฮมโปร ในการยกระดับองค์กรให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล โฮมโปรจะมุ่งขับเคลื่อนแนวทาง ESG ที่ดีขึ้น ด้วยความตั้งใจจริงในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในทุกระดับขององค์กร ตามเป้าหมายสร้างสิ่งแวดล้อมดี (Better Environment), สังคมดี (Better Society) และธุรกิจดี (Better Business) เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนทุกคนให้เป็นจริงในทุกมิติของการดำเนินงาน” นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา กล่าวปิดท้าย

#DJSI #ESG #Sustainable #SustainableLiving #โฮมโปร #HomePro #HomeProESG #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr