“แม่ศรีเรือน” ปรับกลยุทธ์สานต่อตำรับความอร่อยยุค New Normal เปิดตัวเมนูทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ ก้าวสู่ปีที่ 60 อย่างมั่นคง

จากตำนาน “ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน” เตรียมสานต่อต้นตำรับความอร่อยสู่ปีที่ 60 ปรับกลยุทธ์ธุรกิจผ่านวิกฤตรับยุค New Normal จับมือ เวลเนส แคร์ เปิดร้าน “เวลเนส กรีน ช็อป (Wellness Green Shop)” สาขาแม่ศรีเรือน สุขาภิบาล3 เพิ่มเมนูทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ ภายใต้สโลแกน “ทำด้วยใจ..ดีต่อสุขภาพ” มื้ออร่อยสูตร 2:1:1 พร้อมเพิ่มสินค้า 2 ทางเลือกตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ “น้ำแกงปรุงสำเร็จ” สะดวก อร่อย ง่ายๆ สไตล์แม่ศรีเรือน ตอบรับกลุ่ม Home Cooking และ “สำรับแม่ศรีเรือน” 30 วันไม่ซ้ำเมนู รับกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ รองรับสังคมของผู้สูงวัย มั่นใจปรับตัวตรงจุด พร้อมส่งแม่ศรีเรือนก้าวข้ามวิกฤตได้อย่างมีคุณภาพ

นายชาณ เรืองรุ่ง กรรมการบริหาร บริษัท ครัวแม่ศรีเรือน จำกัด, บริษัท แม่ศรีเรือนไทยฟู้ดส์ จำกัด  และบริษัท แม่ศรีเรือนอินเตอร์ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด เปิดเผยเล่าย้อนไปถึงความเป็นมาของร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน ว่า แม่ศรีเรือนเริ่มจากธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เล็กๆ ทำกันในครอบครัวที่พัทยากลาง แต่ต่อมาเมื่อร้านเริ่มเป็นที่กล่าวขวัญกันปากต่อปากจากลูกค้าต่างจังหวัด ถึงรสชาติที่แสดงออกถึงความรักและความใส่ใจในทุกขั้นตอน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดสาขาแรกของ ‘ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน’ ที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2521 หลังจากการเปิดสาขาขึ้นที่กรุงเทพฯ ร้านแม่ศรีเรือนก็พัฒนาตัวเอง และเติบโตขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด จากแนวคิดที่ว่า ‘แม่ศรีเรือนจะเป็นสำรับกับข้าวที่สองของครอบครัวไทย’ จากนั้นเมนูก๋วยเตี๋ยวไก่ต้นตำรับ ก็ขยายมาเป็นอาหารจานเดียว และอาหารไทยที่มีความหลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญเรายังได้นำความรักและความใส่ใจในวันแรกที่เปิดร้าน มาใช้กับการเปิด ‘ครัวกลาง’ เพื่อรักษามาตรฐานของวัตถุดิบ ให้มีคุณภาพใกล้เคียงกันในทุกจาน โดยเน้นเรื่องรสชาติและความปลอดภัยของผู้ทานเป็นสำคัญ เรียกว่าถ้าใครไม่อยากยุ่งยากในการทำอาหารที่บ้านให้นึกถึงแม่ศรีเรือนเป็นที่แรก

“ระยะเวลารวมกว่า 60 ปีที่เปิดร้านมา ร้านแม่ศรีเรือนเจออุปสรรคมามากมาย แต่ในปีนี้ที่ทุกคนต่างปรับวิถีการดำเนินชีวิตในเรื่องการกินไปอย่างมาก ผู้คนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพตัวเองและครอบครัว ทั้งยังเน้นถึงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ทานเข้าไปในแต่ละวันด้วย ร้านแม่ศรีเรือนจึงมีแนวคิดที่จะนำแก่นแท้ของของความเป็นแม่ศรีเรือน ที่เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบ และมีความละเมียดละไม ประณีตใส่ใจในทุกขั้นตอนการปรุง ให้ได้รสชาติอาหารอร่อยตำรับไทยแท้ที่ทุกคนคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่าย มาพัฒนาเข้ากับ ‘เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ’ เพิ่มเติมจากเมนูอาหารปกติของร้าน เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้ผู้ที่รักสุขภาพ ทั้งยังส่งเสริมนโยบายรัฐ (สสส.) รณรงค์ให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ ลดอัตราการเจ็บป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ภายใต้สโลแกน ‘ทำด้วยใจ..ดีต่อสุขภาพ’ มื้ออร่อยสูตร 2:1:1

เมนูอาหาร “ทำด้วยใจ..ดีต่อสุขภาพ” เป็นการวางทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพจากร้านแม่ศรีเรือน ทั้งยังเป็นหนึ่งในความร่วมมือครั้งสำคัญของก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน กับ ศูนย์ธรรมชาติบำบัด เวลเนส แคร์ โดย “นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์” ศูนย์ทางเลือกสุขภาพที่ใช้แนวทางวิถีทางธรรมชาติบำบัด ปรับพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต ด้วยการประยุกต์ใช้อาหารเป็นยาและทดแทนการใช้วิตามิน เพื่อสร้างสมดุลทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจควบคู่กัน ต่อยอดเพื่อ ‘ลด’ จำนวนผู้เจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในสังคมไทย ซึ่งเมนูอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพนี้ ได้เริ่มพัฒนาและวางจำหน่ายที่ร้านแม่ศรีเรือน สาขาสุขาภิบาล3  ทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพในพื้นที่ใกล้เคียง ใช้บริการได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และประหยัดเวลาในการเดินทาง ที่เดียวทานครบจบทุกสำรับเมนูอาหาร

สำหรับเมนู “ทำด้วยใจ..ดีต่อสุขภาพ” ของร้านแม่ศรีเรือน จะให้ความสำคัญในการคัดสรรวัตถุดิบเพื่อความปลอดภัยกับผู้บริโภค โดยการล้างผักผลไม้ด้วยเครื่องล้างผักโอโซน และเลือกใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (ผักปลอดสาร / ผักอินทรีย์ 70%) ปรุงตามสูตร 2:1:1 คือ ผัก 2 ส่วน, ข้าว 1 ส่วน และเนื้อ 1 ส่วน ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมนูอาหารที่ เพิ่มกากใย (HIGH FIBER), ไม่ใส่ผงชูรส (NO MSG), ลดหวาน (LOW SUGAR), ลดเค็ม (LOW SODIUM), ลดมัน (LOW FAT), งดแป้งขัดขาว, งดเนื้อแดง และแสดงปริมาณแคลอรี่ต่อจาน ให้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ จากเมนูที่มีความหลากหลาย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่สุขภาพ, ข้าวกะเพราไก่, ข้าวผัดกุ้ง, ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ, ผัดไทยกุ้ง, ราดหน้าเส้นหมี่ข้าวกล้องไก่, ยำทูน่า, สลัดโรล และอื่นๆ อีกมากมาย

นายชาณ กล่าวต่อไปว่า “นอกเหนือจากเมนูอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว ร้านแม่ศรีเรือนยังมีการวางแนวคิดธุรกิจใหม่ๆ ในด้านต่างๆ เพื่อปรับตัวเองให้เข้ากับการดำเนินงานในวิกฤตโควิด-19 ในรูปแบบ New Normal โดยที่ผ่านมา ร้านแม่ศรีเรือนได้ใช้มาตรการเพื่อความปลอดภัยในการปรุงอาหารเพื่อลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน 7 ขั้นตอนสำหรับพนักงาน ตามแนวทาง Social Distancing เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการสั่งอาหารที่ร้านแม่ศรีเรือนทุกสาขา รวมไปถึงให้บริการ Cashless เพิ่มช่องทางชำระเงินอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ทั้งจากการโอนชำระผ่าน Banking Application, การชำระผ่าน QR Code และการชำระด้วยเครดิตการ์ด อีกทั้งในช่วงปลายปีนี้ แม่ศรีเรือนจะเพิ่มสินค้า 2 ตัวเลือกใหม่ อย่าง น้ำแกงปรุงสำเร็จ และ สำรับแม่ศรีเรือน ที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์เข้ากับชีวิตวิถีใหม่ของทุกคน”

การเพิ่มสินค้า 2 ตัวเลือกใหม่ของร้านแม่ศรีเรือน ถือเป็นการใช้แนวทางความใส่ใจในการปรุงอาหาร มาเป็นการแก้โจทย์ชีวิตวิถีใหม่หรือ New Normal ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย “น้ำแกงปรุงสำเร็จ” เป็นการนำเอา Pain point ผู้บริโภคที่ไม่สามารถทำงานประจำได้เหมือนเคย ให้หันมาลงมือทำอาหารที่บ้าน (Home Cooking) ได้ง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “สะดวก อร่อย ง่ายๆ สไตล์แม่ศรีเรือน” เพียงเพิ่มเติมเนื้อและผักลงในน้ำแกงไทยปรุงสำเร็จ ก็จะได้แกงไทยรสชาติอร่อยในทันที ไม่ว่าจะเป็น น้ำแกงส้ม, น้ำแกงเขียวหวาน, น้ำแกงพะแนง, น้ำแกงเลียง ฯลฯ สำหรับในส่วนของ “สำรับแม่ศรีเรือน” เป็นเมนูในรูปแบบของปิ่นโต สำรับกับข้าวปรุงสดใหม่ ส่งถึงบ้านได้โดยตรง โดดเด่นด้วยแนวคิด “30 วันไม่ซ้ำเมนู” เพื่อเป็นทางเลือกให้กลุ่มวัยทำงานที่ไม่มีเวลาทำอาหาร ที่สำคัญยังเป็นทางเลือกให้กับการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ รองรับการเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย (Aging Society) ได้เป็นอย่างดี

“ปัจจุบันร้านก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือนมีสาขาที่กรุงเทพและปริมณฑล 27 สาขา ที่พัทยา 4 สาขา และที่หัวหินอีก 1 สาขา รวมทั้งหมด 32 สาขา ด้วยจำนวนสาขาในการดูแลที่มาก เราถือเป็นเรื่องของความท้าทาย ที่แม่ศรีเรือนต้องก้าวข้ามวิกฤตการแข่งขันที่รุนแรงไปให้ได้ ท่ามกลางโจทย์ทางธุรกิจที่มากมายทั้งในส่วนของรายได้และต้นทุนรอบด้าน แต่ในอีกมุมยังมีข้อบวกคือธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจที่ยังสามารถเติบโตได้อยู่แม้ไม่สูงมากนัก ทั้งนี้เพราะอาหารคือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็น อีกทั้งพฤติกรรมของคนไทยที่เคยนิยมทานอาหารนอกบ้านในห้างสรรพสินค้า ก็เปลี่ยนไปเป็นการทานที่ร้าน Stand Alone หรือศูนย์การค้าขนาดเล็กแทน หรือแม้แต่การเลือกปรุงอาหารรับประทานกันเองที่บ้านก็มีเพิ่มขึ้น นั่นเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด-19

“อย่างไรก็ตามด้วยแนวโน้มที่เติบโตเห็นได้ชัดของกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสนใจเรื่องสุขภาพ รวมถึงกลุ่มที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ความหลากหลาย ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายของร้านแม่ศรีเรือนในการที่จะตอบรับกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้อย่างลงตัว เพราะอาหารที่เราปรุงด้วยความใส่ใจจะถูกส่งไปถึงบ้าน ด้วยบริการดิลิเวอรี่จากผู้ให้บริการอย่าง Grab, Line Man, Gojek, Lalamove รวมถึงช่องทางดิลิเวอรี่ของร้านแม่ศรีเรือนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ และการเปิดตัวเมนูทางเลือกใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ, น้ำแกงปรุงสำเร็จ หรือแม้แต่สำรับแม่ศรีเรือน คือบททดสอบว่าเรากำลังปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับผู้บริโภคอย่างตรงจุด และจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ร้านแม่ศรีเรือนสามารถก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้” นายชาณ สรุปทิ้งท้าย

ฮอนด้า ขนทัพยนตรกรรม จัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 นำโดย “The City Series” พร้อมแนะนำประสบการณ์ชมบูทแบบ Virtual Experience มอบแคมเปญพิเศษ Honda Happy New Car ที่งานและโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดแสดงยนตรกรรม
2 รุ่นใหม่ ภายใต้ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ และ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ เติมดีเอ็นเอความสปอร์ตด้วยสีใหม่ สีแดงอิกไนต์ ใน ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก รุ่น TURBO RS ที่นำมาจัดแสดงร่วมกับยนตรกรรมฮอนด้ารุ่นอื่นๆ รวม 10 รุ่น พร้อมชูแคมเปญ Honda Happy New Car และหลากหลายข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายยิ่งขึ้น ในงานมหกรรม ยานยนต์ครั้งที่ 37 ณ บูทฮอนด้า (A14) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อปลายปีที่แล้ว ฮอนด้า ซิตี้ ซิตี้คาร์ยอดนิยมได้สร้างปรากฏการณ์ให้ตลาดซับคอมแพคท์ ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฮอนด้า ได้กลับมาสร้างปรากฏการณ์สำคัญอีกครั้ง ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในซิตี้คาร์ กับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง อีกทั้งครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่นๆ และเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายระดับพรีเมียม และฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ซิตี้คาร์สไตล์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ของพื้นที่สัมภาระด้านท้าย ที่มาพร้อมขุมพลังเทอร์โบ 1.0 ลิตร และครบครันด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น จะเป็นยนตรกรรมที่มาช่วยเติมเต็มไลน์อัปในกลุ่มซิตี้คาร์ของฮอนด้าให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ภายใต้ “เดอะ ซิตี้ ซีรีส์” นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางเพื่อมอบประสบการณ์ในการเยี่ยมชมบูทแบบ 360 องศาจากที่ใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ Honda Virtual Experience และสามารถพูดคุยกับที่ปรึกษาการขายจากช่องทางนี้ได้ อีกทั้งยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษ Honda Happy New Car และข้อเสนอต่างๆ อีกมากมาย ช่วยให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าส่งท้ายปีอีกด้วย”

ยนตรกรรมไฮไลต์ในงาน ได้แก่

  • ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นระบบ Full Hybrid ที่ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม/กิโลเมตร พร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS เสริมเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไฮบริดด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และโลโก้ e:HEV ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกมิติครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม สัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ทั้งนี้ เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2563 ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอ “Honda Happy New Car” ดอกเบี้ยพิเศษ 2.99% มาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) ฟรีค่าแรง ในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับ Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท หรือข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 11,000 บาท และรับกระเป๋า Honda Canvas Tote Bag มูลค่า 350 บาท เมื่อทดลองขับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 28 กุมภาพันธ์ 2564

  • ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ยนตรกรรมซิตี้คาร์ในสไตล์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ที่เปิดตัวครั้งแรก ในโลกที่ประเทศไทยผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR) แยกพับ แบบ 60:40 ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมห้องสัมภาระท้าย ขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า และการขับขี่ที่สนุกสนานกับขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตล้ำสมัย ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นในรุ่น RS ครบครันด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานระดับพรีเมียม และเทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์และทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน Honda CONNECT พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ ถุงลม 6 ตำแหน่ง เป็นต้น พบกับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2564 เป็นต้นไป โดยลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอ “Honda Happy New Car” รับดอกเบี้ยพิเศษ 2.99% มาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับหูฟัง Skullcandy True Wireless Earbuds รุ่น Sesh Evo สี Deep Red มูลค่า 3,590 บาท และ Honda Jacket มูลค่า 500 บาท หรือข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือเลือกผ่อน เริ่มต้นเดือนละ 7,500 บาท เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 31 มกราคม 2564

  • ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก รุ่น TURBO RS สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ยนตรกรรมสปอร์ต พรีเมียมแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ยกระดับความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวทั้งภายนอก และภายใน ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน พร้อมท่อไอเสียแบบคู่ตรงกลางสไตล์สปอร์ต ท้าท้ายทุกความเร้าใจด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียม พร้อมด้วยฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ โดยรุ่น HATCHBACK TURBO RS ราคา 1,229,000 บาท ลูกค้าสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็กรุ่น TURBO RS สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยสามารถเลือกข้อเสนอดอกเบี้ย 2.29% หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท หรือผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 13,000 บาท

โดยฮอนด้า ได้นำเสนออีกหนึ่งช่องทางเพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์แบบออนไลน์ให้ลูกค้าสามารถชมบูทแบบ 360 องศาจากที่ใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ Honda Virtual Experience ที่ virtualexperience.honda.co.th และสามารถติดต่อพูดคุยกับที่ปรึกษาการขายจากโชว์รูมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดผ่านช่องทางนี้ได้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ภายในบูทยังได้จัดแสดงยนตรกรรมฮอนด้าอีก 7 รุ่น ได้แก่ ซิตี้ เทอร์โบ  แจ๊ซ ซีวิค  แอคคอร์ด  บีอาร์-วี เอชอาร์-วี  และซีอาร์-วี ใหม่  โดยมาพร้อมแคมเปญ “Honda Happy New Car” และข้อเสนอสุดพิเศษที่แตกต่างกันสำหรับยนตรกรรมแต่ละรุ่น เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น

ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูทรถยนต์ฮอนด้า (A14) พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษและทดลองขับรถยนต์ รุ่นที่ร่วมรายการได้ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมทาง http://www.honda.co.th โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่านทาง www.honda.co.th/testdrive

หมายเหตุ

  • รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

โฮมโปร ทุ่มงบอีกกว่าพันล้าน เปิดสาขารุกอย่างต่อเนื่อง “โฮมโปร สุขสวัสดิ์” สาขาที่ 86 รับกำลังซื้อกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษ สนับสนุนโครงการ ช้อปดีมีคืน ของรัฐบาลภายใต้แคมเปญ “ช้อปดีมีเพิ่ม” พบกัน 28 พฤศจิกายน 2563 นี้

โฮมโปร บุกตลาดบ้านต่อเนื่อง ทุ่มเงินกว่า 1,200 ล้านบาท เปิดสโตร์ใหม่สาขาที่ 86
 “โฮมโปร สุขสวัสดิ์” ดึงกำลังซื้อกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก และสมุทรปราการ แลนมาร์คใหม่เพื่อคนรักบ้านยุค New Normal ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ช้อปง่าย ได้ของครบ จบในที่เดียว ฉลองเปิดสาขาใหม่ 2 วันเท่านั้น 28 – 29 พ.ย. 2563 พบโปรโมชั่นสิทธิพิเศษ รับสิทธิ์แลกซื้อสินค้าราคาลดมากกว่า 50% อาทิ แอลอีดี ทีวี 43”, ไมโครเวฟ, พัดลม จำกัด 500 ชิ้น/วัน หมดแล้วหมดเลย และทุกวันพฤหัส – อาทิตย์ รับฟรีคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ 200 บาท เมื่อ ช้อปครบ 10,000 บาทขึ้นไป  พิเศษสุดทุกวันศุกร์ลดเพิ่ม 20% เมื่อใช้คะแนนโฮมการ์ดเท่ายอดซื้อ เฉพาะสินค้าแผนกเดอะเพาเวอร์ และเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ลดทันที 3% ตั้งแต่บาทแรก พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 60,000 บาท สมาชิกบัตร โฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ ผ่อน 0% นานสูงสุด 12 เดือนเริ่มต้น 300 บาท รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20,000 บาท และ ช้อปดีมีเพิ่ม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 30,000 บาท!! ฉลองจัดเต็มช่วงเวลาความพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. 63 – 3 ม.ค. 2564 ตั้งเป้าโกยยอดขายกว่า  50 ล้านบาทต่อเดือน

นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เผยว่า สำหรับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โฮมโปรทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เดินหน้าเปิดสโตร์ต่อเนื่อง “โฮมโปร สุขสวัสดิ์” สาขาที่ 86 เจาะกลุ่มลูกค้าในกรุงเทพฯ เขตราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ ประชาอุทิศ รวมถึงจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อีกหนึ่งทำเลศักยภาพที่มีโครงการหมู่บ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว ทาว์นโฮม หรือคอนโดมิเนียม เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเป็นย่านที่ได้รับความสนใจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเป็นอันดับต้นๆ ประกอบกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และใกล้กับจุดขึ้นลงทางด่วน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญจากในเมือง กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ใกล้เคียง

โฮมโปร เล็งเห็นถึงศักยภาพในพื้นที่ดังกล่าว เดินหน้าขยายสาขา โฮมโปร สุขสวัสดิ์  เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าบ้านใหม่ และกลุ่มลูกค้าบ้านเก่า ด้วยพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. เพื่อมอบประสบการณ์การ ช้อปปิ้งเรื่องบ้านอย่างครบครัน ด้วยสินค้า และบริการเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ชีวิตวิถีใหม่ ปรับเลย์เอาท์ใหม่ในการช้อปปิ้งเรื่องบ้าน ให้ตรงกับวิถีชีวิตผู้บริโภคในยุค New Normal การจัดเรียงสินค้า เน้นความต่อเนื่องของกลุ่มสินค้า มีการจัดกลุ่มสินค้าเพื่อให้หาสินค้าได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายในการช้อปปิ้ง แนวคิดดังกล่าว นอกจากจะตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว ยังตอบโจทย์ความเป็น Total Home Solution เรื่องบ้านครบจบในที่เดียว

นอกจากสินค้าเรื่องบ้านก็ยังมีร้านค้าไลฟ์สไตล์ ที่จะมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างเต็มที่ อาทิ ร้านอาหารรสชาติอร่อย จากแบรนด์ชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แสนยอด, Chester Grill, แม่ศรีเรือน, Neo Suki, Starbucks, นิตยาไก่ย่าง, Miss Mamon รวมถึงพื้นที่พักผ่อน ที่จะมาสร้างความผ่อนคลายหลังการช้อปปิ้ง ทั้ง ร้านเสริมสวย, ร้านนวด, Fitness และอื่นๆ อีกมากมาย

เพิ่มช่องทางในการช้อปปิ้งสะดวกสบายไปกับบริการ Sameday Delivery ซื้อวันนี้ ส่งวันนี้  หรือ Click & Collect คลิกช้อปรับที่สาขา หรือ Chat & Shop4You ทักมาเราช้อปให้  หรือช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.homepro.co.th และ Mobile Application ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ตอบสนองความต้องการทุกเรื่องบ้านได้ครบวงจร “ช้อปสะดวก ไม่มีสะดุด” แถมรับประกันสินค้า เปลี่ยนคืน ซ่อม ที่มีบริการกว่า 100  สาขาทั่วประเทศ

พบกันวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-21.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-029-7759 หรือ Call Center 1284 หรือที่ www.homepro.co.th FB: HomePro Thailand

โฮมโปร ติดอันดับดัชนีความยั่งยืน DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 หนึ่งเดียวในกลุ่มธุรกิจ ค้าปลีกสินค้าเรื่องบ้าน

Dow Jones Sustainability Indices ได้ประกาศให้ บริษัท โฮม โปรดักส์
เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นสมาชิกของ DJSI 2563 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประเภทดัชนีตลาดเกิดใหม่ Emerging Markets จากการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับสากล

จากความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจ Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างสมดุล 3 ด้านคือ การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าสู่สังคม และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นเลิศ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาสินค้า และบริการ

ในด้านการพัฒนาสินค้า บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการคัดสรรสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน รักษาทรัพยากรธรรมชาติ มีความปลอดภัย และมีมาตราฐานสากลรับรอง เพื่อสนับสนุนการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption) ให้กับลูกค้า ผ่านกลุ่มสินค้า Eco Product ซึ่งประกอบด้วย 6 กลุ่มสินค้า สินค้ากลุ่มประหยัดพลังงาน สินค้ากลุ่มสุขภาพ และความปลอดภัย สินค้ากลุ่มรักษาป่าไม้ สินค้ากลุ่มเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้ากลุ่มประหยัดน้ำ และสินค้ากลุ่มลดก๊าซเรือนกระจก

ในด้านการพัฒนาการบริการ บริษัทฯ ได้สนับสนุนโครงการเถ้าแก่น้อย ที่มุ่งสร้างความยั่งยืน โดยยกระดับฝีมือช่างให้มีมาตราฐาน และช่วยเหลือคู่ค้า ทางด้านการเงิน อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องบ้าน และส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า รวมถึงการยกระดับฝีมือแรงงานให้ได้มาตราฐานสู่ระดับสากล และสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“การได้รับเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI อย่างต่อเนื่องเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรฐานการพัฒนาด้านความยั่งยืนของบริษัทเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลกและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และยังเป็นปัจจัยส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต”   ทั้งนี้ DJSI จัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของ S&P Global และ SAM ถือเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนิน ธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสีย

เนสท์เล่ทุ่ม 4.5 พันล้านบาท ขยายการลงทุน 3 โรงงานในไทย รับดีมานด์พุ่ง พร้อมรุกตลาดอีคอมเมิร์ซ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

เนสท์เล่ เผยกลยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวในประเทศไทย ทุ่มงบกว่า 4,500 ล้านบาท ขยายขีดความสามารถการผลิตใน 3 โรงงาน ในธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยูเอชที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอของเนสท์เล่ในการนำเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและหลากหลายมากยิ่งขึ้นให้ผู้บริโภคชาวไทย โดยชูนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสอดคล้องพันธกิจด้านความยั่งยืนระดับโลกของเนสท์เล่ พร้อมอัดงบประมาณอีก 50 ล้านบาท เสริมทัพธุรกิจดิจิทัล

นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทาย แต่เนสท์เล่เชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดประเทศไทย และมองเห็นถึงการเติบโตในระยะยาว จึงเดินหน้าขยายการลงทุน ใน 3 โรงงานหลัก ได้แก่ โรงงานอมตะ โรงงานบางชัน และ โรงงานยูเอชที นวนคร7 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ไอศกรีม และเครื่องดื่มยูเอชที  โดยนำอินไซต์ของผู้บริโภคชาวไทยมาต่อยอดสู่การวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่นำนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อน เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีโภชนาการที่ดี รสชาติอร่อย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ควบคู่กับการคำนึงถึงความยั่งยืน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต”

จากเทรนด์ผู้บริโภคสู่กลยุทธ์การลงทุนเพื่อการเติบโต

ผลการสำรวจพบว่า ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีความโดดเด่นใน 5 ด้านดังนี้ 1. เลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นและมองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2. ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการมองหาของกินเล่นเพื่อช่วยเติมเต็มความสุขระหว่างวัน 3. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้ามากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย 4.ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และ 5. ช่องทาง อีคอมเมิร์ซ และบริการส่งอาหาร (ฟู้ดเดลิเวอรี่) มีการเติบโตสูง เนื่องจากผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก เนสท์เล่จึงนำอินไซต์เหล่านี้เป็นข้อมูลวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในครั้งนี้

สร้างโรงงานอมตะแห่งใหม่เสริมพอร์ตอาหารสัตว์เลี้ยง

ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคลายเหงามากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ในช่วงโควิด-19 ที่หลายครอบครัวเริ่มลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่กำลังซื้อในตลาดสัตว์เลี้ยงยังไม่ตก สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่พบว่า ตลาดอาหารสัตว์พรีเมียมมีการขยายตัวสูงเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง เนสท์เล่จึงใช้งบลงทุน 2,550 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และเสริมพอร์ตโฟลิโอธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของเนสท์เล่ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยโรงงานแห่งใหม่ มีกำหนดเริ่มเดินสายการผลิตในช่วงกลางปี 2564

ขยายไลน์การผลิตโรงงานบางชัน นำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

โรงงานบางชัน เป็นโรงงานผลิตไอศกรีมของเนสท์เล่ เพื่อตอบเทรนด์ผู้บริโภคชาวไทยในปัจจุบันที่ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการมองหาของกินเล่นเพื่อช่วยเติมเต็มความสุขระหว่างวัน เนสท์เล่จึงสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาดไอศกรีมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ไอศกรีมโมจิ ที่นำเทรนด์จากเกาหลีและญี่ปุ่นมาเปิดตลาดในไทยเป็นแบรนด์แรกและได้รับการตอบรับที่ดีมาก รวมถึง ไอศกรีมคิทแคท และโอริโอ พร้อมริเริ่มนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ไอศกรีมเนสท์เล่ เอ็กซ์ตรีม นามะ ที่ทำจากกระดาษเป็นครั้งแรกของไทยและสามารถรีไซเคิลได้ ทำให้ยอดขายไอศกรีมเนสท์เล่มีการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจึงจัดสรรงบประมาณ 440 ล้านบาท เพิ่มไลน์การผลิตของโรงงานบางชัน เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

สร้างโรงงานยูเอชทีแห่งใหม่ ส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อโลก

โรงงานยูเอชที นวนคร7 เป็นโรงงานผลิตเครื่องดื่มยูเอชที ได้แก่ ไมโล และ นมตราหมี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจหลักที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากผลวิจัยของนีลเส็น (Nielsen) พบว่า เครื่องดื่มนมวัวยูเอชทีและเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ยูเอชที จะมีการเติบโตถึง 3% ใน 3 ปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและพกพาสะดวกเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยมองหา เนสท์เล่จึงเดินหน้าสร้างโรงงานยูเอชทีแห่งใหม่ด้วยงบประมาณ 1,530 ล้านบาท และเริ่มการผลิตเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชูเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลก ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่าง ไมโล ยูเอชที หลอดกระดาษแบบงอได้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำหลอดกระดาษมาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูเอชทีของไทย  และตั้งเป้าลดการใช้หลอดพลาสติกได้มากกว่า 500 ล้านหลอดในปี 2564

นอกจากนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพันธกิจด้านความยั่งยืนระดับโลกที่ต้องการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ภายในปี 2568 โรงงานทั้ง 3 แห่งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิต ได้แก่ ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ลดการใช้พลังงานและน้ำ ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่เหลือขยะหรือของเสียไปที่หลุมฝังกลบ

นอกจากนั้น เนสท์เล่ยังได้ลงทุนในการทำให้สายการผลิตทำงานด้วยระบบดิจิทัลมากขึ้นด้วยการติดตั้งอุปกรณ์กล้องดิจิทัลเพื่อใช้ตรวจสอบและควบคุมไลน์การผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันความผิดพลาด และสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพไปยังผู้บริโภค

ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี และเดินหน้ารุกตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce)

ในส่วนของอีคอมเมิร์ซ ก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 ประเทศไทยคาดการณ์อัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ 30% แต่ช่วงที่เกิดโควิด-19 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่านั้นอีก เนื่องจากผู้บริโภคหันมาช้อปของใช้ในบ้านและสั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ในปี 2563 ยอดขายออนไลน์ของเนสท์เล่โตกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 2 เท่า “เพื่อตอบรับเทรนด์ดิจิทัลที่มาแรง เนสท์เล่ได้ตั้งทีมอีบิสซิเนสขึ้นตั้งแต่ปี 2561 นับตั้งแต่นั้นมา เรามีการลงทุนทั้งด้านระบบและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเรามีทีมงานเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และในปีนี้ได้จัดงบลงทุนใน อีบิสซิเนส 50 ล้านบาท เพื่อจัดหาเครื่องมือที่ดีที่สุด รวมทั้งร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จัดการอบรมเพื่อให้ก้าวทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมลงทุนในการสร้างเทคโนโลยีด้านการตลาดโฆษณา และระบบการจัดการข้อมูลของเราเอง เพื่อนำเสนอสินค้า บริการ และพัฒนาการสื่อสารที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง” นายวิคเตอร์ กล่าวทิ้งท้าย

4 องค์กร (วว. สวทช. สมอ. และ CNCH) ร่วมผลักดันอุตฯ ขนส่งและโลจิสติกส์สุดตัวหวังนำอุตสาหกรรมไทยให้ทันโลก

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ร่วมกับ บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด   และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ให้สามารถพัฒนาชิ้นส่วน/ผลิตภัณฑ์ได้เองในประเทศ ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองคุณภาพได้ตามมาตรฐานสากล มุ่งเน้นผลิตในอุตสาหกรรมรถยนต์ขนส่งสินค้า รถบัส รถไฟ  ตลอดจนผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์สมัยใหม่ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ ตั้งเป้าโปรเจกต์แรกเตรียมผลิต “รถไฟพร้อมตู้โดยสาร” แบรนด์ของคนไทยที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าระดับสากล หวังช่วยลดการนำเข้า ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

นายนำชัย สกุลฎ์โชคนำชัย ประธานกรรมการ บริษัท โชคนำชัย กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า วันนี้เราในฐานะเอกชนที่พร้อมทางด้าน Technology ต่าง ๆ และได้เริ่มพัฒนานวัตกรรมด้านขนส่งที่ก้าวข้ามการทดลองในระดับต้นแบบ เป็นผลิตภัณฑ์จริงลงสู่ตลาดหลายรายการ เช่น เรือนวัตกรรมอลูมิเนียมเครื่องยนต์, เรือไฟฟ้าท่องเที่ยววิ่งทะเลลำแรกของไทย, รถมินิบัสตัวถังอลูมิเนียมคันเดียวในตลาดโลกที่ผลิตและประกอบในสายการผลิตหุ่นยนต์, ต้นแบบรถเมล์ไฟฟ้าที่เป็นโครงการร่วมระหว่าง กฟน., กฟผ. กฟภ. ขสมก. และสวทช. รวมถึงโครงการพัฒนารถไฟโดยสารระบบไฮบริดดีเซล เป็นต้น

จากประสบการณ์ การจะทำผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรมให้สามารถขายในตลาดสากลได้นั้น มีข้อจำกัดคือ ส่วนใหญ่ประเทศเรายังไม่ได้ผลิตเองตั้งแต่ R&D มีแค่เริ่มต้นจากการรับ Drawing หรือแบบมาจากต่างประเทศมาผลิตชิ้นส่วน ดังนั้นเราจะมีมาตรฐานหรือการทดสอบเน้นไปที่ชิ้นส่วนย่อยที่เป็นส่วนประกอบเท่านั้น แต่หากจะพัฒนาไปในทิศทางที่สามารถมี Brand เป็นของตัวเองได้ จะต้องเริ่มตั้งแต่การกำหนดคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์, การออกแบบทางด้านวิศวกรรมเต็มรูปแบบ, การพัฒนาแม่พิมพ์และชิ้นส่วน, การใช้วัสดุสมัยใหม่, การประกอบผลิตแบบอุตสาหกรรม, ระบบ System integration, การทดสอบชิ้นส่วนหลัก และตัวผลิตภัณฑ์ให้ผ่านการรับรองโดยสถาบันไทยให้ได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่หน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญอย่าง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นผู้นำในการผลักดันและปลดล็อคข้อจำกัดที่กล่าวมา

ทางด้าน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า การลงนามความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ ให้เกิดการพัฒนาชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ทดสอบ และรับรอง คุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดการนำเข้าและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

เป้าหมายแรกในการดำเนินงานร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน คือ การร่วมมือในการผลักดันให้เกิดการผลิตรถไฟพร้อมตู้โดยสารที่เป็นแบรนด์ของคนไทยเป็นครั้งแรก โดยจะเป็นรถไฟสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองของประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งขบวนรถไฟดังกล่าวต้องมีมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยเทียบเท่าระดับสากล ผ่านการทดสอบและการรับรองโดยหน่วยงานรัฐจากทั้ง 2 หน่วยงาน ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างรากฐานที่สำคัญให้แก่อุตสาหกรรมขนส่งและ โลจิสติกส์ไทยในการผลิตชิ้นส่วนทดแทนการนำเข้าแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีความยั่งยืน” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับบทบาทสำคัญของหน่วยงานทั้งสาม จะดำเนินงานสนับสนุนงานเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม  ดังนี้

วว. พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมโดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งด้านการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบและการรับรอง รวมถึงการต่อยอดการวิจัยพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดย วว. มีศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง หรือ ศทร. ที่ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 : 2017   ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของประเทศไทยในด้านการทดสอบวัสดุชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น ยานยนต์และระบบราง เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นหน่วยงานชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน

 บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด เป็นบริษัทคนไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในการประกอบการด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้แก่ค่ายรถยนต์ชั้นนําทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ ยังมีผลงานโดดเด่นในการสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ไทย บริษัทฯ พร้อมรับนโยบายในการพัฒนาการสร้างนวัตกรรมด้านการขนส่งสาธารณะ ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ

สวทช.   สนับสนับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สนับสนุนกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี สนับสนุนบุคลากรร่วมจัดทำมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อรับทุนจากหน่วยงานภายนอก

ด้าน ดร.จุลเทพ ขจรไชยกุล ผู้อานวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. ให้ความสำคัญกับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การออกแบบ วิจัยวัสดุ การขึ้นรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ การออกแบบโครงสร้างยานยนต์ และการใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วยในการผลิต เพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากยานยนต์พลังงานฟอสซิลไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาในหลายด้าน อาทิ การพัฒนาแบตเตอรี่ มอเตอร์และระบบควบคุม ระบบวีซียู โครงสร้างน้ำหนักเบา สถานีอัดประจุ หรือแม้แต่การนำระบบ IoT และ IT ที่เข้ามาช่วยเหลือในการบริหารจัดการพลังงานและการผลิต ตลอดจนการร่วมทำมาตรฐานกับ สมอ. การพัฒนากำลังคนร่วมกับภาคการศึกษาเพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการกำลังคนด้านยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การลงทุนด้านการทดสอบแบตเตอรี่และชิ้นส่วนทางไฟฟ้า ซึ่ง สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับทั้ง 3 หน่วยงานเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสามารถผลิตยานพาหนะพลังงานสะอาด ที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ

จีเอสเค และเมดิคาโก ประกาศเริ่มทดลองวัคซีนโควิด-19 ในระยะที่ 2/3

จีเอสเค ร่วมกับ เมดิคาโก บริษัทด้านชีวเภสัชภัณฑ์ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ประกาศเริ่มการทดลองวัคซีน CoVLP ซึ่งเป็นวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่ผลิตจากพืช ในระยะที่ 2/3 ภายหลังจากที่ผลการทดลองในระยะที่ 1 มีผลที่น่าพึงพอใจ เพื่อประเมินผลด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน รวมทั้งจะใส่สารเสริมฤทธิ์ชนิด Pandemic Adjuvant ของจีเอสเค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน

นาตาลี แลนดรีย์ รองประธานบริหารด้านกิจการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของเมดิคาโก กล่าวว่า “การทดลองระยะที่ 1 ของวัคซีน CoVLP ที่ใส่สารเสริมฤทธิ์ มีผลที่น่าพอใจ ทำให้เรามีความมั่นใจในการทดลองในระยะต่อไปอย่างเต็มที่”

นายแพทย์โธมัส บริวเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ จีเอสเค วัคซีน กล่าวว่า “ในบรรดาวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่จีเอสเคมีส่วนร่วมในการพัฒนากับหลายองค์กร วัคซีนของเมดิคาโกเป็นวัคซีนตัวแรกที่เริ่มทดลองในมนุษย์ในระยะที่ 2/3 นับเป็นก้าวที่สำคัญของเราในการต่อสู้กับโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ เราดีใจอย่างยิ่งที่ผลการทดลองในระยะที่ 1 มีผลตอบรับที่ดี การใส่สารเสริมฤทธิ์ของจีเอสเคในวัคซีนทดลองโควิด-19 จะช่วยผลิตวัคซีนในปริมาณที่มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ทำให้เรามั่นใจว่า เราสามารถพัฒนาและส่งมอบวัคซีนที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยได้จากความร่วมมือกับเมดิคาโกในครั้งนี้”

วัคซีน CoVLP ผลิตขึ้นด้วยโปรตีน S-spike ที่สามารถประกอบตัวเองเป็นอนุภาคคล้ายไวรัส (VLP) โดยการทดลองระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเพื่อยืนยันสูตรและปริมาณที่เลือกใช้สำหรับวัคซีน CoVLP (วัคซีน CoVLP ที่ใส่สารเสริมฤทธิ์ pandemic adjuvant ในปริมาณ 3.75 ไมโครกรัม จำนวน 2 โดส เว้นระยะห่าง 21 วัน) ให้ผลในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัยเป็นที่น่าพอใจ โดยทดลองกับผู้ที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-74 ปี และผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

การทดลองระยะที่ 2 เป็นการศึกษาควบคุมด้วยยาหลอก เพื่อประเมินผลด้านความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่ใช้พืชเป็นหลัก โดยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ซึ่งจะทดลองกับกลุ่มประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในหลายพื้นที่ในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา แบ่งเป็นกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-64 ปี และผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ละกลุ่มอายุประกอบด้วยผู้รับการทดลองกว่า 300 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างในอัตรา 5:1 คือ วัคซีน CoVLP ที่เติมสารเสริมฤทธิ์ : ยาหลอก (placebo) และโดยการแบ่งตามกลุ่มในอัตรา 2:1 คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ระหว่าง 65-74 ปี : กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 75 ปี โดยมีการติดตามผลอาการของผู้รับการทดลองทุกคนเป็นเวลา 12 เดือนหลังการฉีดวัคซีนครั้งสุดท้าย เพื่อประเมินผลด้านความปลอดภัยและความทนทานของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนทดลองชนิดนี้

การทดลองระยะที่ 3 จะเริ่มภายในสิ้นปี 2563 และเป็นการทดลองที่ควบคุมด้วยยาหลอกแบบอำพรางโดยสุ่มตัวอย่างและตามอาการ เพื่อไม่ให้นักวิจัยและอาสาสมัครเกิดอคติในการแปลผลอาการข้างเคียงต่าง ๆ ของวัคซีน ทำให้สามารถประเมินผลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสูตรวัคซีน CoVLP โดยเปรียบเทียบกับยาหลอก ในผู้รับการทดลองกว่า 30,000 รายในทวีปอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา และ/หรือยุโรป ในจำนวนประชากรที่เท่า ๆ กัน หรือมากกว่า ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและดูแลด้านกฎหมาย

แม็คโคร ยืนหนึ่งศูนย์รวมเนื้อวัวคุณภาพจากทั่วโลกรับตลาดคนรักเนื้อ (Beef Lover) โตไม่หยุด ชูคุณภาพ ความหลากหลายมีทุกระดับราคา ตอบทุกโจทย์ผู้ประกอบการ ตัวจริงสายเนื้อ

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  ประกาศเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายเนื้อวัวพรีเมียมจากทั่วโลก  รวมถึงเนื้อคุณภาพดีจากไทยที่กำลังเป็นที่นิยม ฮิตติดไอเท็มเด็ดในหมู่นักกินสายเนื้อ เน้นวาง โพสิชั่นนิ่งหลากหลาย ตอบทุกโจทย์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร แฟนพันธุ์แท้ยุคนิวนอร์มอล กระตุ้นตลาดคนรักเนื้อ (Beef Lover) โตไม่หยุด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  ปัจจุบันกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งจากกลุ่มที่ติดใจในรสชาติ ความนุ่ม ของเนื้อวัวพรีเมียมที่เข้ามาสร้างอิทธิพลให้กลุ่มคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เนื้อวัว ตลอดจนกระแสปิ้งย่าง ชาบู มาแรงมากเสียจนร้านอาหารระดับกลางและเล็ก หรือกลุ่ม  สตรีทฟู้ดพากันหันมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากเนื้อเพื่อเป็นจุดขาย  แม็คโครเล็งเห็นการเติบโตดังกล่าวโดยทำหน้าที่คัดสรรเนื้อวัวคุณภาพจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย และนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก มาจำหน่ายมุ่งเน้นความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

“ตลาดเนื้อวัวพรีเมียมในปัจจุบันมีการตอบรับดีมากเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนจากกลุ่มโฮเรก้าที่นิยมสั่งเนื้อคุณภาพดีไปสร้างสรรค์เมนูอาหารเพื่อเป็นจุดขาย ซึ่งมีหลายระดับราคาเริ่มตั้งแต่ราคา 200 บาทต่อกิโลกรัมจนถึงระดับเนื้อวากิวคุณภาพเกรดพรีเมียมราคากว่า 10,000 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ด้วยกระแสในโซเชียลมีเดีย ที่มีการแชร์สินค้าเนื้อวัวคุณภาพดีจากแม็คโครจนเกิดกระแสตอบรับเป็นอย่างสูง  ทำให้กลุ่มคนรักเนื้อ (Beef Lover)  ที่เป็นลูกค้าทั่วไปตอบรับและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่คนอยู่กับบ้านมากขึ้นทำอาหารทานมากขึ้น ส่งผลให้แม็คโคร กลายเป็นจุดหมายในการซื้อเนื้อวัวคุณภาพดี ที่มีความหลากหลาย ครบครันทุกความต้องการ”

ด้าน นางสาวธีราพร ธีรทีป  ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด กล่าวเสริมว่า “แม็คโครมีความหลากหลายของเนื้อวัวคุณภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศและในประเทศ รวมแล้ว  7 ประเทศ ทั้ง เนื้อวัวไทย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, อาร์เจนติน่า  มีสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ แบ่งเป็นชิ้นส่วนต่างๆ  อาทิ สันใน สันนอก สันแหลม ทีโบน สันคอ สะโพก ลูกมะพร้าว รวมถึงกลุ่มเครื่องใน ตลอดจนเนื้อที่ผ่านการแปรรูปสำหรับทำแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ฯลฯ  ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งแม็คโครมีส่วนแบ่งตลาดเนื้อวัวสำหรับไฮเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 93%

นอกจากนี้ แม็คโครได้ให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน พร้อมร่วมยกระดับการเลี้ยง การผลิตสู่ตลาดสากล และได้รับการยอมรับในแง่ของรสชาติและความอร่อย  ล่าสุดได้ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในหลายจังหวัดทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมปั้นแบรนด์เนื้อเกรดพรีเมียม Pro Butcher  ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาด ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)” เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดีราคาเข้าถึงง่าย  ที่แผนกอาหารสด แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แม็คโครเริ่มเปิดตลาดเนื้อพรีเมียม ตั้งแต่ได้ร่วมพัฒนาเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทย วากิว ที่มีลายไขมันแทรก MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดี และมีไขมันที่แทรกในเนื้อ (Marbling Score) เป็นที่นิยม จนกระทั่งเกิดการต่อยอดไปสู่เนื้อนำเข้าจากหลากหลายประเทศ   ขณะที่กระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

3 ทีมแชมป์คว้าชัย “ไมโล ฟุตซอล 2020 พลังทักษะ สร้างทีมแกร่ง”

ผลิตภัณฑ์ไมโล นำโดย นายวิคเตอร์ เซียห์ (ขวา) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า พร้อมด้วย นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และตัวแทนทีมแชมป์ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “ไมโล ฟุตซอล 2020 พลังทักษะ สร้างทีมแกร่ง”  ที่จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของไมโล ในการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตสู่ความสำเร็จด้วยกีฬา เพราะกีฬาคือครูชีวิต โดยทีมชนะเลิศทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 7-8 ปี ทีมโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดภูเก็ต รุ่นอายุ 9-10 ปี ทีมโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดภูเก็ต และรุ่นอายุ 11-12 ปี ทีมวัดกู้ A จังหวัดนนทบุรี คว้าถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาไปครองได้สำเร็จ

BAFS Continues to Develop New Lines of Business to Increase Revenue

Bangkok Aviation Fuel Services PCL (BAFS) decreased its net loss in the third quarter of 2020. The company is emphasizing its business continuity plan and cost control initiatives while accelerating the development of new business lines to increase revenue during the COVID-19 pandemic.

Mr. Prakobkiat Ninnad, President of Bangkok Aviation Fuel Services PCL (BAFS), disclosed the company’s performance in the third quarter of 2020, noting the company delivered a net loss of 179.60 million baht, an improvement from a net loss of 228 million baht in the second quarter of 2020, due to an increase in the volume of aviation fuel following an easing in COVID-19 control measures.

“BAFS will continue to take precautionary measures in our operations while reducing operating costs adhering to strict expense control measures to maintain liquidity. The company is also prioritizing investments that can generate immediate cash flow while looking for new business lines to increase the ratio of our income both in related businesses and by investing in new businesses in domestic and international alternative energy and environmental projects. This is in keeping with BAFS’ five-year growth strategy which aims to increase the percentage of income to 50% for the aviation refueling business and 50% in other businesses supporting the company’s continued and sustainable growth,” said Mr. Prakobkiat.

Among the initiatives underway, BAFS Clean Energy Corporation Company Limited is planning to invest in an alternative energy business in line with the company group’s business strategy. Additionally, Fuel Pipeline Transportation Limited (FPT) is implementing an expansion project in the northern fuel pipeline transportation system to Lampang depot; Thai Aviation Refueling Company Limited (TARCO) is operating a hydrant pipeline networking project as part of a development project for Suvarnabhumi Airport Phase 2; BAFS Innovation Development Company Limited (BID) is providing information technology services to public agencies; and BAFS INTECH Company Limited is exporting aircraft refueling vehicles and equipment to Lao PDR and Myanmar in addition to conducting negotiations on business expansion details of which should be provided at the beginning of 2021 to generate new income for BAFS in the future as planned.