เนทติเซนท์ จับมือ “หัวเว่ย คลาวด์” ผนึก 2 ผู้นำเทคโนโลยีครั้งสำคัญ เปิดตัว netizen.cloud ยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลสำหรับ SAP ERP ที่ดีที่สุด สร้างองค์กร Digital Enterprise ขับเคลื่อนอนาคตธุรกิจไทย

เนทติเซนท์ จับมือ หัวเว่ย คลาวด์ ผนึก 2 ผู้นำด้านเทคโนโลยี ในฐานะ “Strategic Partner” เพื่อ Drive Business ลูกค้าองค์กรธุรกิจชั้นนำที่ใช้ซอฟต์แวร์ SAP ERP เปิดตัวโซลูชัน netizen.cloud คลาวด์ที่ดีที่สุด “ที่คุณเชื่อมั่นและสัมผัสได้” โดยมีการนำเทคโนโลยี และ Infrastructure จาก Huawei Cloud มาพัฒนาต่อยอดในการให้บริการโซลูชันคลาวด์สำหรับองค์กรที่ใช้ซอฟต์แวร์ SAP ERP เพื่อนำไปสู่การเป็น Digital Enterprise และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลบน Cloud Platform ซึ่งจะทำให้การรับ-ส่งข้อมูล การย้ายฐานข้อมูลของระบบ ERP ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กร เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่ายทรัพยากรและ TCO (Total Cost of Ownership) ได้มากขึ้น โดยมีทีมงานที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำตลอดการวางระบบ รวมทั้ง Data Center ยังตั้งอยู่ในประเทศไทย ที่ทำให้การส่งถ่ายข้อมูลมีความปลอดภัย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นายกฤษดา สาธุกิจชัย Founder บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด (Netizen) เผยว่า เนทติเซนท์ เติบโตขึ้นมาด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับระบบไอที ให้กับองค์ธุรกิจชั้นนำของประเทศ ด้วยการใช้ความรู้ความสามารถจากตำแหน่ง ‘บริษัทที่ปรึกษาของซอฟต์แวร์ SAP ประเทศเยอรมนี’ มาผสานเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ ที่ครอบคลุมขั้นตอนการบริหารงานในทุกโซลูชั่น และสามารถประยุกต์ให้ตอบโจทย์กับทุกอุตสาหกรรมไทย โดยบริการที่เนทติเซนท์เชี่ยวชาญ มีตั้งแต่ให้คำปรึกษาด้านการนำซอฟต์แวร์ไป Apply ให้ตอบโจทย์องค์กร, การเป็นผู้พัฒนาโซลูชั่นที่ดีที่สุดและตรงตามรูปแบบธุรกิจของลูกค้า และเป็นผู้วางโครงสร้างของระบบ หรือ ‘Infrastructure’ ตั้งแต่รูปแบบของ Network, System, Backup Solution ไปจนถึง Security

เนทติเซนท์ ทุ่มเทเวลากว่า 20 ปี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ไปกับการนำเสนอบริการ ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด เช่น การจัดการบริการระบบสำคัญอย่าง ERP ที่มีความซับซ้อนและข้อมูลจำนวนมากให้เป็นไปได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อช่วยลดระยะเวลา, ลดการใช้ทรัพยากร, ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านไอที และช่วยรองรับการเพิ่มสเกลของระบบ รับกับการเติบโตขององค์ได้ในทันที รวมไปถึงการมี Data Center ในประเทศไทย เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สามารถบริหารจัดการในภาวะวิกฤตได้แบบไร้รอยต่อ ที่สำคัญ บริษัทยังได้ร่วมมือกับ ‘หัวเว่ย คลาวด์’ ในการนำเทคโนโลยี Infrastructure มาผสานกับการให้บริการโซลูชั่นคลาวด์ สำหรับองค์กรที่ใช้ซอฟต์แวร์ SAP เพื่อนำไปสู่การเป็น Digital Enterprise พร้อมเติบโตร่วมกันกับลูกค้าในฐานะ Business Partner อย่างแท้จริง

การร่วมมือกันระหว่าง เนทติเซนท์ และ หัวเว่ย คลาวด์ จะเกิดขึ้นในฐานะ “Strategic Partner” ภายใต้การ Drive Business ขององค์กรชั้นนำด้วย “netizen.cloud” เพื่อยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลบน Cloud Platform ที่ดีที่สุดสำหรับซอฟต์แวร์ SAP และ ERP ซึ่งการยกระดับครั้งนี้จะเกิดขึ้นบนโซลูชั่น SAP S/4HANA เวอร์ชัน Netizen Peony รูปแบบ On Cloud ที่จะทำให้การรับ-ส่งข้อมูล รวมถึงการย้ายฐานข้อมูลของระบบ ERP ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น พร้อมช่วยให้กลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้งาน “netizen.cloud” เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare, Manufacturing, Edutech และ Transportation มีการบริหารค่าใช้จ่ายจากรูปแบบ CAPEX เป็น OPEX ช่วยรักษา Cash Flow และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ TCO (Total Cost of Ownership) ได้มากขึ้น

ด้าน นางสาวปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ ธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า หัวเว่ย คลาวด์ เล็งเห็นถึงจุดเด่นของ เนทติเซนท์ ทั้งแง่ของความแข็งแกร่งด้าน Methodology และประสบการณ์วางระบบซอฟต์แวร์ SAP, ERP กว่า 20 ปี ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าการร่วมมือ นำเทคโนโลยี Infrastructure หลักของ Huawei Cloud มาใช้ในครั้งนี้ จะสามารถสร้างสรรค์ Cloud Platform ที่ดีที่สุดได้ เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมภาคธุรกิจไทยครั้งใหม่ และยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ 2 องค์กรในการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถตอบโจทย์การนำพาลูกค้าไปสู่ Digital Enterprise ได้อย่างตรงจุด แสดงถึงจุดแข็งของเนทติเซนท์ ในการเข้าถึงความต้องการของลูกค้าทุกธุรกิจและหลากอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

การร่วมมือนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Infrastructure ของ Huawei Cloud มาใช้ เกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายในการสร้างอนาคต ขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยให้เติบโต ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มี AZ (Availability Zone) ถึง 2 AZ ในประเทศ และเตรียมเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอีก 1 AZ ในปี 2021 รองรับด้วยมาตรฐานและความปลอดภัยสูงในระดับโลก นั่นหมายความว่า การทำงานของ netizen.cloud จะถูกยกระดับไปอีกขั้น ให้สามารถรองรับการรับ-ส่งข้อมูล และย้ายฐานข้อมูลของระบบ SAP, ERP ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจขององค์กร เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเสริมการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น เรื่อง Cash Flow Management หรือการวาง Provision ด้าน Performance ต่างๆ ของลูกค้า ที่สามารถช่วยวางแผนเรื่องการลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน เนทติเซนท์ มีโซลูชั่นที่คอยขับเคลื่อนธุรกิจให้องค์กรชั้นนำอยู่มากมาย อาทิ “netizen.cloud” ระบบคลาวด์ที่ดีที่สุดสำหรับซอฟต์แวร์ SAP, ERP ภายใต้กระบวนการทำงาน Best Practice เพื่อย้ายฐานข้อมูล ERP และระบบโดยรอบขององค์กร สู่ Local Cloud ที่มี Hyper Scaler Cloud มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล สามารถช่วยจัดการทั้งในส่วนของ Platform Layer ไปจนถึง Application Layer ทำงานโดยทีมงานและที่ปรึกษามากประสบการณ์จากเนทติเซนท์ ที่พร้อมดูแลองค์กรตลอดเวลา ทั้งยังรองรับการทุกปรับเปลี่ยนเพื่อตอบรับต่อสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากในปัจจุบัน ช่วยตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าในทุกมิติ

  • “SAP S/4HANA” เวอร์ชัน Netizen Peony สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ พัฒนาเพิ่มเติมจากแบบ On Premise และ On Cloud เพื่อเชื่อมต่อการทำงานจากทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกัน เหมาะสำหรับองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อน และมี Transaction จำนวนมาก
  • “SAP Business ByDesign” เวอร์ชัน Netizen Arabica ระบบ Real Cloud ERP พัฒนาเพื่อตอบสนองด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครบวงจร ตั้งแต่ระบบ ERP, CRM, HR และ SCM รายงานผลแบบเรียลไทม์ รองรับการทำงานบน Mobile Device เพื่อการทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา
  • “Origami.Life Collaboration Platform” แพลตฟอร์มเชื่อมโยงคนและข้อมูลในรูปแบบ Digital ที่นำไปสู่การทำ Business Process และ Digital Transformation ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์การทำงาน ของบริษัท Gen ใหม่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ดีไซน์สวย ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ Employee Self-Services มีความสามารถหลักในการบริหารจัดการบุคลากรในองค์กร ทั้งการ Stamp in-out เข้างาน, การเก็บข้อมูลงาน, ข้อมูลพนักงาน, การขาดลามาสาย, การอบรมพนักงาน, รวมถึงกิจกรรมงานที่ได้ปฏิบัติในแต่ละวัน โดยสามารถดูผ่านรีพอร์ท และสามารถวิเคราะห์ KPI การทำงานของบุคลากรได้อย่างโปร่งใส บนมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง

โนเบิล คอสเพอร์ เปิดศึกมัดใจคนเข้าครัวยุคใหม่ ดึงเชฟดัง ดันแบรนด์ รัสเซลล์ ฮอบส์รุกตลาดเครื่องครัวท้ายไตรมาส หวังโตส่งท้ายปี 50%

โนเบิล คอสเพอร์ เตรียมรุกตลาดเครื่องครัวส่งท้ายไตรมาส เดินกลยุทธ์ “Collaboration Marketing” ดึง  “เชฟจารึก ศรีอรุณ” อาจารย์และเชฟดีกรีเหรียญทองระดับโลก ดันแบรนด์ รัสเซลล์ ฮอบส์ (Russell Hobbs) มัดใจคนทำครัวยุคใหม่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยม หม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมัน Air Fryer 3.5 ลิตร, Brooklyn Air Fryer 5 ลิตร และผลิตภัณฑ์เตรียมอาหาร Desire Matt Black Food Preparation หวังดันยอดปลายปีโตมากกว่าปีกลาย 50%

นางสาวอารดา วิทยวิรานนท์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท โนเบิล คอสเพอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “หนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัท คือการจำหน่ายสินค้าจากแบรนด์ รัสเซลล์ ฮอบส์ (Russell Hobbs) ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องครัวชั้นนำระดับโลก จากประเทศอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 68 ปี ซึ่งเดิมทีสินค้ายอดนิยมของแบรนด์รัสเซลล์ ฮอบส์ คือกลุ่มเครื่องเตรียมอาหาร อาทิ เครื่องตี เครื่องปั่น รวมถึงเครื่องบดสับ แต่ภายหลังเมื่อบริษัทได้เปิดตัวหม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมัน หรือที่นิยมเรียกว่า หม้อทอดไร้น้ำมันออกมาจำหน่าย ประกอบกับสถานการณ์ล็อกดาวน์ทำให้คนหันมาทำอาหารทานเองที่บ้า จึงทำให้กลุ่มเครื่องครัวไฟฟ้า กลายมาเป็นผู้นำแทนกลุ่มเครื่องเตรียมอาหาร ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้เตรียมรุกตลาดเครื่องครัวส่งท้ายไตรมาส ด้วยการเดินกลยุทธ์ “Collaboration Marketing” แสดงประสิทธิภาพของหม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมัน รัสเซลล์ ฮอบส์ เพื่อมัดใจคนทำครัวยุคใหม่อย่างเต็มพิกัด

กลยุทธ์ “Collaboration Marketing” จะเป็นการดึงเอาประสิทธิภาพของหม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมันรุ่นใหม่ จากแบรนด์รัสเซลล์ ฮอบส์ ออกมาแสดงให้เห็น ผ่านฝีมือการทำอาหารของ “เชฟจารึก ศรีอรุณ” อาจารย์และเชฟดีกรีเหรียญทองระดับโลก ทั้งยังมีรางวัลอื่นอีกมากมายเป็นเครื่องการันตี ซึ่งการตลาดในครั้งนี้มีแนวคิดในการเชื่อมโยงผู้บริโภคชาวไทย เข้ากับแบรนด์เครื่องครัวจากยุโรป โดยใช้ความชำนาญในการทำอาหารไทย และความรู้ด้านอาหารยุโรป ของเชฟจารึกเป็นศูนย์กลาง เพื่อแสดงออกถึงเครื่องมือในการทำครัว ที่สามารถสร้างสรรค์อาหาร ได้ตามแบบของผู้บริโภค ตามสโลแกนของแบรนด์รัสเซลล์ ฮอบส์ที่ว่า “เป็นหัวใจของบ้านคุณ” (At the heart of your home) และครั้งนี้ยังเราได้มาเปิดตัวในร้านที่มีวัตถุดิบ ชั้นเลิศอย่าง ร้านแอคซิเดนทัล บุชเชอร์ (The Accidental Butcher) แห่งนี้ ที่มีความเป็นเลิศในการเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพระดับโลกอย่างประณีต ทั้งยังเน้นด้านความสดใหม่และความสะอาดมาเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงรู้ใจและเข้าใจในตัวลูกค้า สามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครบครัน ดุจคนในครอบครัว เช่นเดียวกับแบรนด์รัสเซลล์ ฮอบส์ เครื่องครัวยุคใหม่ ที่สามารถเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในบ้านคุณ และเป็นสินค้าที่ดีที่สุด ที่เชฟนั้นนำเลือกใช้ (The Best Products on Chef’s Choice) ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่าครั้งนี้เป็น Concept ที่เข้ากันอย่างลงตัวที่สุด

สำหรับการรุกตลาดส่งท้ายไตรมาสของ โนเบิล คอสเพอร์ จะใช้สินค้าเครื่องครัวในกลุ่มพรีเมี่ยมเป็นหลัก เพื่อตอบรับกับการเติบโตของผู้บริโภคกลุ่ม B+ ที่เน้นทำอาหารทานเองที่บ้าน และแสดงถึงคุณภาพของสินค้า ที่มีมาตรฐานเดียวกันกับตลาดยุโรป ได้แก่ สินค้ากลุ่มหม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Fryer) 2 รุ่น คือ Air Fryer 3.5 ลิตร รุ่น RHAF3C ราคา 6,900 บาท มีตะกร้าจุอาหาร 3.5 กิโลกรัม การใช้งานแบบหมุน สามารถเลือกตั้งค่าอุณหภูมิความร้อนได้ สูงสุด 200 องศา ตั้งค่าเวลาสูงสุดที่ 60 นาที กำลังไฟ 1600 วัตต์ และ Brooklyn Air Fryer 5 ลิตร รุ่น RHAF5COP ราคา 8,500 บาท มีตะกร้าจุอาหาร 5 กิโลกรัม การใช้งานระบบอัตโนมัติ หน้าจอระบบสัมผัส มี 7 โหมดการทำงานอัตโนมัติ ทอด,พอร์คชอป,กุ้งอบ,อบขนมปัง,ไก่ย่าง,สเต็ก,ปลาย่าง อุณหภูมิความร้อนสูงสุด 200 องศาตั้งค่าเวลาได้สูงสุดที่ 60 นาที กำลังไฟ 1600 วัตต์ รับประกันสินค้า 2 ปี

นอกจากนี้ โนเบิล คอสเพอร์ จะใช้อีกหนึ่งสินค้าพรีเมี่ยมจากแบรนด์รัสเซลล์ ฮอบส์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เตรียมอาหาร มาใช้เสริมการรุกตลาดครั้งนี้ด้วย คือ Desire Matt Black Food Preparation คอลเลคชั่นสีดำด้านที่เหมาะสำหรับครัวยุคใหม่ มีผสมผสานความเงาและด้านในชุดครัว ทำให้ดูล้ำสมัยเหมาะสำหรับอนาคต ในชุดประกอบด้วย เครื่องตีแป้งมือถือรุ่น 24672-56 ราคา 2,300 บาท เครื่องปั่นมือถือรุ่น 24702-56 ราคา 3,200 บาท เครื่องปั่นโถแก้วรุ่น 24722-56 ราคา 3,950 บาท เครื่องบดสับ รุ่น 24662-56 ราคา 2,100 บาท และ เครื่องผสมอาหาร รุ่น 24732-56 ราคา 5,100 บาท ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพและงานดีไซน์ ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เตรียมอาหาร

หลังจากที่บริษัทเปิดตัวหม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมันเครื่องแรกไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ได้สร้างผลลัพธ์ทำให้ภาพรวมของแบรนด์โตขึ้น 40% ส่วนในปีนี้ผลกระทบจากช่วงล็อกดาวน์ เป็นเวลากว่า 2 เดือน ทำให้ยอดขายออฟไลน์ลดลงอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน การที่ผู้บริโภคทำอาหารทานเองที่บ้าน และให้ความสำคัญกับเครื่องครัวมากขึ้น ได้ทำให้ยอดขายทางออนไลน์มีการเติบโตมากขึ้นถึง 5 เท่า ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายทางออนไลน์ของบริษัทมีการเติบโตถึง 130% และในปีนี้เราคาดหวังว่าการเปิดตัวหม้อทอดไร้น้ำมัน 2 รุ่นใหม่ และกลยุทธ์ Collaboration Marketing ร่วมกับเชฟจารึก จะช่วยดันให้บริษัททำยอดปลายปีได้มากกว่าปีก่อนถึง 50% นางสาวอารดา สรุปทิ้งท้าย

เตรียมพบกับหม้อทอดเอนกประสงค์แบบไร้น้ำมัน 2 รุ่นใหม่ และอุปกรณ์เครื่องครัวจาก รัสเซลล์ ฮอบส์ ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และบนช่องทาง Omni channel เพิ่มความสะดวกสบาย ถามคำถามและบริการหลังการขายผ่าน LINE Official Account “noblecosperclub” และหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ ลงทะเบียนรับประกัน และเช็คเลข tracking ด้วยตัวเอง ผ่านเว็บไซต์ www.noblecosper.com

“อิเกีย แพลนต์บอล” เมนูใหม่สำหรับคนรักษ์โลก อิ่มอร่อยกับรสชาติแบบดั้งเดิมเพื่อโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ร่วมพลิกประสบการณ์ความอร่อยครั้งใหม่…อิเกีย พลิกโฉม “มีทบอล” เมนูยอดนิยมตลอดกาลที่ครองใจแฟนอิเกียทั่วโลก เปิดตัว “แพลนต์บอล” HUVUDROLL เมนูใหม่สูตรไร้เนื้อสัตว์ แต่ยังคงรสชาติความอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมคือดีต่อโลก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และห่วงใยสุขภาพมากขึ้นกว่าเดิม ผ่านกระบวนการผลิตซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียง 4%  พร้อมให้เหล่าแฟนตัวยงของมีทบอลอิเกียได้ลิ้มลองกันแล้ววันนี้กับ 2 เมนูเด็ด ได้แก่ แพลนต์บอล 8 ลูก เสิร์ฟพร้อมมันบด และบรอกโคลี่ 100 บาท และแพลนต์บอล 8 ลูก เสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่, เบบี้แครอท และ ซอสต้มยำ 90 บาทที่ร้านอาหารอิเกีย หรือจะเลือกซื้อแพลนต์บอลไปเป็นวัตุดิบรังสรรค์เมนูโปรดด้วยตนเองก็ได้ที่มุมอาหารและขนมสวีเดน ทั้งอิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ อิเกีย ภูเก็ต และยังสามารถสั่งผ่านไลน์แมนได้อีกด้วย

IKEA Plant Ball

อิเกีย ยึดมั่นในนโยบายการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเพื่อโลกของเรา อิเกียเชื่อว่า แม้เพียงสิ่งเล็กๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ “อิเกีย แพลนต์บอล” คือหนึ่งในความตั้งใจดังกล่าว เป็นการโคจรมาพบกันของวัตถุดิบในมีทบอลสูตรต้นตำรับของสแกนดิเนเวีย กับกรรมวิธีการสกัดโปรตีนอันทันสมัย เพื่อให้ได้แพลนต์บอลที่มีการปล่อยก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียง 4% เท่านั้น แพลนต์บอลยังนับเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับสายสุขภาพที่อยากลดการรับประทานเนื้อสัตว์  โดยไม่เสียประสบการณ์และรสชาติแบบต้นตำรับไป ย้ำให้เห็นว่าการลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่ใช้ผลิตอาหารในอนาคต ก็สามารถมอบความอร่อยได้เหมือนเดิม ไม่ว่าคุณจะเป็นสายเนื้อ หรือสายผักก็ตาม อิเกีย แพลนต์บอล ผลิตจากถั่วโปรตีน มันฝรั่ง หัวหอม ข้าวโอ๊ต และแอปเปิ้ล เพิ่มความเข้มข้นด้วยเห็ด มะเขือเทศและผงที่ได้จากผักย่าง
คงรสชาติแสนอร่อยและเนื้อสัมผัสที่เหมือนอิเกีย มีทบอล

อเล็กซานเดอร์ แมกนาสสัน (Alexander Magnusson)  เชฟและผู้นำโครงการ อิเกีย ฟู้ด กล่าวว่า “รสชาติที่เหมือนจริงแบบไร้ที่ตินั้นเป็นโจทย์ที่สำคัญในการผลิตแพลนต์บอล เราจึงได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ในการสกัดโปรตีนจากผัก เพื่อให้ได้แพลนต์บอลที่มีรสชาติเหมือนมีทบอลของเราแบบแยกไม่ออก แม้ว่าจะผลิตจากโปรตีนจากแหล่งส่วนผสมทางเลือกก็ตาม เรานำถั่วลันเตาสีเหลืองมาผ่านกระบวนการสกัดโดยผสมกับน้ำที่อัดผ่านหัวฉีดจากแรงดันสูง จากนั้นนำเม็ดโปรตีนที่ได้ไปผสมกับหอมหัวใหญ่ มันฝรั่งต่อด้วยรำข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ลแห้ง และน้ำมันคาโนล่า (rapeseed) ผลที่ได้คือแพลนต์บอลที่มีเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ชัดเจนเหมือนต้นตำรับ”

“อิเกีย ฟู้ด ได้ทำการวิเคราะห์จากวัตถุดิบทั้งหมดของเรา และพบหลักฐานชัดเจนว่าเนื้อแดงส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศมากที่สุด จึงนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของอิเกีย นับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวมีทบอลในพ.ศ. 2528 และขึ้นแท่นเป็นสินค้าของดีของอิเกียทั่วโลก ด้วยยอดขายกว่าหนึ่งพันล้านลูกต่อปี เราลองคำนวนดูว่าหากเราสามารถเปลี่ยนมีทบอลจำนวนหนึ่งเป็นแพลนต์บอล จะช่วยการลดผลกระทบต่อสภาวะอากาศอย่างมหาศาล
ชาร์ลา ฮาลวอร์สัน (Sharla Halvorson) ผู้จัดการด้านสุขภาพและความยั่งยืน อิเกีย ฟู้ด กล่าวและเสริมว่า “เราจึงได้เริ่มคิดค้นสูตรแพลนต์บอลเพื่อทดแทนมีทบอลอย่างจริงจัง และตั้งเป้าที่จะขายมีทบอลให้น้อยลงในอนาคต”

IKEA Plant Ball

ข้อเท็จจริงและสถิติทางสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ

  • การปล่อยก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการผลิตแพลนต์บอลเพียงแค่ 4%
  • เราสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 73 % เพียงลดการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม
  • 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตอาหารอิเกียมาจากเนื้อวัวและเนื้อหมู
  • 14.5 % ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกนั้น มาจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์
  • ด้วยเหตุนี้ อิเกียจึงมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างสภาพอากาศเชิงบวกให้สำเร็จภายในพ.ศ. 2573 นั่นหมายความว่าเราจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าห่วงโซ่คุณค่าของเราที่มาพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจอิเกีย โดยภายในพ.ศ. 2565 อิเกียจะมีผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากพืชจำหน่ายในสัดส่วน 20% ของผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด

อร่อยรักษ์โลกกับอิเกีย แพลนต์บอล สัมผัสประสบการณ์ครั้งใหม่แบบไร้เนื้อสัตว์ แต่ยังอร่อยเหมือนเดิมที่ร้านอาหารอิเกีย กับ  เมนูแสนอร่อย ได้แก่  แพลนต์บอล 8 ลูก เสิร์ฟพร้อมมันบด และบรอกโคลี่ ราคา 100 บาทแพลนต์บอล 8 ลูก เสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่, เบบี้แครอท และซอสต้มยำ ราคา 90 บาท หรือซื้อกลับไปปรุงที่บ้านปริมาณ 500 กรัม ราคา 250 บาท ที่มุมอาหารและขนมสวีเดน ในอิเกียทุกสาขา พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกของเรากับอิเกีย

“JKN Spectacular Investment for Life – อลังการเจเคเอ็นอาณาจักรแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน” อลังการงานโชว์ ขนทัพศิลปินดาราดังร่วมงานคับคั่ง เตรียมทะยานสู่หมื่นล้าน

“แอน – จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ประกาศความยิ่งใหญ่ เปิดตัวธุรกิจใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ ในงาน “JKN Spectacular Investment for Life (เจเคเอ็น สเปคแทกคิวลาร์ อินเวสเม้นท์ ฟอร์ ไลฟ์) – อลังการเจเคเอ็นอาณาจักรแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน” ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

เปิดงานด้วยความยิ่งใหญ่สุดอลังการโดย “แอน จักรพงษ์” นำทัพศิลปินดาราคนดังทั่วฟ้าเมืองไทย แบบฉบับซุปตาร์มาร์เก็ตติ้ง จัดเต็มโชว์เริ่ด เดินเจิดจรัสบนพรมทอง อาทิ แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์, นาว-ทิสานาฏ ศรศึก, โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์, เคิร์ก บอนแดด, เซเลบตัวน้อย แอนดรูว์ – แองเจิ้ล, มาเรียม-เกรย์ อัลคาลาลี่, เบน ชลาทิศ, ไข่มุก-ชุติมา ดุรงค์เดช และ ดู๋-สัญญา คุณากร ปิดท้ายฟินนาเล่ด้วย แอน จักรพงษ์ ควงคู่มากับ ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ต่อด้วย “ทอล์กโชว์” การเดี่ยวไมโครโฟนสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ ซีอีโอข้ามเพศหมื่นล้าน ที่ทุกคนตั้งตารอ 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว ที่ฟังแล้วจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล กับเรื่องราวที่ลิขิตชีวิตสวยด้วยตัวเอง

ในงานชูศักยภาพความแข็งแกร่ง แสดงแสนยานุภาพของอาณาจักรหมื่นล้านเจเคเอ็น สยายปีกรุกธุรกิจใหม่ จากผู้ค้าคอนเทนต์ระดับโลก สู่การเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ-ความงาม ธุรกิจเครื่องดื่ม และธุรกิจบริการด้านความงามและไลฟ์สไตล์ ครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลักๆ คือ (1) หมวดสินค้าสุขภาพและความงามมี C-TRIA by Anne JKN (ซีเทรีย) ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวสวย ขาว กระจ่างใส, Olig Fiber (โอลิก ไฟเบอร์) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อรูปร่างดีช่วยดีท็อกซ์ปรับสมดุลในลำไส้, V-Allin (วี ออลิน) ช่วยบาลานซ์และปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย, Fish Cap (ฟิช แคป) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็ก วัย 1 ขวบขึ้นไป ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้ง IQ และ EQ บำรุงสมองและสารสื่อประสาทที่มีผลต่อความจำและสมาธิ, Hair Now (แฮร์ นาว) ผลิตภัณฑ์ปลูกหนวด คิ้ว ผม และบำรุงรากผมให้แข็งแรง (2) หมวดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ อาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูปแบรนด์ หมี่วอย และ ทูฟิต เครื่องดื่มสมุนไพรสกัด และ เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดผสมวิตามิน ภายใต้แบรนด์สินค้า CUPID (คิวปิด) และ (3) หมวดสินค้าบริการด้านความงามและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ธุรกิจสอนทำอาหาร คลินิกศัลยกรรมตกแต่งความงาม

แอน จักรพงษ์ กล่าวว่า “ในปี 2563 นี้เป็นปีสำคัญที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของ JKN ในทุกด้านบนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่นี้ เราก้าวจากการเป็นผู้นำตลาดในการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในภูมิภาคอาเซียน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายจากการเลือกสร้างคอนเทนต์ ทำการตลาดที่เชี่ยวชาญเข้าถึงและตรงใจผู้บริโภค วันนี้เราพร้อมนำความเชี่ยวชาญไปต่อยอดสู่ธุรกิจ สำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญครั้งใหม่ของ JKN ที่ต้องการนำพาบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่การเป็น Content Commerce Company มูลค่า 10,000 ล้าน อย่างเต็มภาคภูมิ”

ฮอนด้า ครองแชมป์แบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้าเชื่อมั่นและไว้วางใจ 9 ปีซ้อน พร้อมด้วย 4 รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด โดย นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร  (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ กับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี 2563 (TAQA: Thailand Automotive Quality Award 2020)  ที่มอบโดยสถาบันยานยนต์ บริษัท สื่อสากล จำกัด รวมทั้งสื่อ ในเครือผู้จัดการ และบริษัท คัสต้อม เอเซีย จำกัด ซึ่งในปีนี้ ฮอนด้าสามารถคว้ารางวัลมาครองได้ทั้งหมด 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านภาพลักษณ์ดีเด่น ประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ (Outstanding Brand Image for Trusted Brand) ซึ่งได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 – พ.ศ. 2563 พร้อมด้วยรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ในรถยนต์ 4 รุ่น ซึ่งได้แก่

  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ คว้ารางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล-ขนาดเล็ก (Outstanding Initial Quality Satisfaction for Small Passenger)
  • ฮอนด้า ซีวิค คว้ารางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์นั่ง
    ส่วนบุคคล-ขนาดกลางเล็ก (Outstanding Initial Quality Satisfaction for Lower Medium Passenger Car)
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ คว้ารางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูง (Outstanding Initial Quality Satisfaction for SUV)
  • ฮอนด้า บีอาร์-วี คว้ารางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์อเนกประสงค์ (Outstanding Initial Quality Satisfaction for MPV)

ทางบริษัทฯ ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความเชื่อมั่นและไว้วางใจในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ฮอนด้าด้วยดีเสมอมา รางวัลที่ได้รับดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจของฮอนด้าในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์และพัฒนายนตรกรรมคุณภาพ ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจในด้านผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างสูงสุดตลอดไป

อิเกีย บุกอีสาน เปิด “ จุดรับสินค้า หนองคาย” เพิ่มความสะดวกเข้าถึงสินค้าและแรงบันดาลใจดีๆ ในการแต่งบ้าน

อิเกีย ประเทศไทย ปั้นโมเดลใหม่ต่อยอดตลาดออนไลน์ เปิด Nong Khai Collection Point หรือจุดรับสินค้า หนองคาย เดินหน้าขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่อีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เพิ่มความสะดวกให้ชาวอีสานสามารถเข้าถึงสินค้าที่ตนเองต้องการได้ง่ายขึ้น เพียงสั่งซื้อผ่าน IKEA.co.th หรือแอปพลิเคชัน IKEA Shopping เพื่อให้ลูกค้าใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถรับสินค้าได้ที่จุดรับสินค้า หนองคาย หรือส่งตรงถึงบ้าน โดยมีค่าจัดส่ง 2,000 บาท และลูกค้ายังสามารถนำสินค้ามาเปลี่ยนคืนที่จุดรับสินค้าที่หนองคายได้ภายใน 365 วัน โดยไม่ต้องเดินทางมาที่กรุงเทพฯ

“จุดรับสินค้า หนองคาย” เปิดให้บริการวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ตั้งอยู่ที่ 148/7-8 หมู่ 3 ถนนเสด็จ ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โทร. 042-414-397

(GPS: https://goo.gl/maps/nFgTQkoZJc7iHWGo6)

วิธีการซื้อสินค้าผ่านทางจุดรับสินค้า หนองคาย

  1. เลือกสินค้าที่ต้องการลงในตะกร้า
  2. กรอกข้อมูลต่างๆ > กดบันทึกข้อมูลและดำเนินรายการต่อ
  3. เลือกคลิกและรับ / เลือกจุดรับสินค้าหนองคาย > ยืนยันคำสั่งซื้อ > ทำการชำระเงิน
  4. ลูกค้าสามารถมารับสินค้าได้ที่จุดรับสินค้า หนองคาย หลังได้รับการแจ้งรับสินค้าจากอิเกีย

แม็คโคร ผุดโมเดลเกษตรยั่งยืน หนุนผู้เลี้ยงวัวไทย ผลิตเนื้อพรีเมียม ชูจุดแข็งตลาดนำการผลิต ปรับระบบการเลี้ยง สร้างรายได้เพิ่มกว่า 2 หมื่นต่อตัว

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ผุดโมเดลเกษตรกรรมยั่งยืน ส่งเสริมผู้เลี้ยงโคเนื้อ ปรับวิธีเลี้ยงแบบขุน ปรับสูตรอาหารสัตว์และสภาพแวดล้อม รับความต้องการบริโภคเนื้อวัวพรีเมียมเติบโต ด้วยการเชื่อมโยงตลาดผ่านสาขาของแม็คโครสู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมากกว่า 20,000 บาทต่อตัว พร้อมวางแผนการตลาดและพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ การตลาดนำการผลิต

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  ด้วยกระแสความนิยมบริโภคเนื้อวัวคุณภาพที่มีลายไขมันแทรก หลังจากธุรกิจร้านอาหารประเภทชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ เติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้แม็คโครมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเนื้อวัวของไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนทั่วประเทศและกรมปศุสัตว์  ยกระดับการเลี้ยงขุนโดยให้ทานอาหารที่ปรับสูตรอย่างเหมาะสมและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้วัวมีไขมันแทรกในชั้นกล้ามเนื้อมาก ซึ่งเป็นไขมันดี มีรสชาติที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

“แม็คโครทำงานร่วมกับเกษตรกรและกรมปศุสัตว์ อย่างสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยทั้งระบบ เพื่อให้เกิดรูปแบบการทำเกษตรกรรมยั่งยืน โดยแม็คโครได้นำความเชี่ยวชาญด้านการตลาด ความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร มาพัฒนาสินค้าร่วมกันภายใต้แบรนด์ ‘โปรบุชเชอร์’ ซึ่งมีกระแสการตอบรับที่ดีและได้รับการบอกต่อในโลกโซเชียลถึงรสชาติ ความนุ่ม ทำให้เนื้อพรีเมียมของไทยมีสัดส่วนการขายและอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ด้าน นายวิบูลย์ ไวยสุระสิงห์ เจ้าของสุระสิงห์ฟาร์ม และประธานสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด กล่าวว่า ทิศทางโคเนื้อโดยรวมยังสดใส และมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการนำโคเนื้อลูกผสมสายพันธุ์ยุโรปมาเข้าสู่ระบบการเลี้ยงขุนเพื่อให้มีอัตราการเจริญเติบโตในระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้คุณภาพเนื้อที่มีความนุ่ม มีไขมันแทรก เหมาะสำหรับทำสเต็ก อาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น ซึ่งในกลุ่มนี้ ตลาดมีความต้องการประมาณปีละ 500,000 ตัว สำหรับที่ฟาร์มสุระสิงห์ จะซื้อวัวอายุปีกว่าๆ จากเกษตรกรมาขุนต่อ และให้กินอาหารตามสูตรที่คำนวณไว้ จากนั้นจะคัดตัวเลือกวัวที่มีลักษณะดี ไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนระบบปิด (Evaporative Cooling Systems) หรือ Evap เพื่อเลี้ยงต่ออีก 3-4 เดือน ในอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีน้ำหนักประมาณ 600-800 กิโลกรัมต่อตัว และทำให้เกิดรายได้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 20,000 บาทต่อตัว

“ต้องขอขอบคุณแม็คโครที่ช่วยพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตในช่วงวิกฤติโควิด19 ทำให้เกษตรกรมีรายได้”  

ทั้งนี้ แม็คโครได้ให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน เพื่อพัฒนาสู่ตลาดเนื้อพรีเมียม โดยนำเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทยวากิว ที่มีลายไขมันแทรก (Marbling Score)  MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดีมาจำหน่าย รองรับกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยที่มีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และมีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางศิริพร กล่าวอีกว่า “ตลาดของเนื้อวัวพรีเมียมยังมีการเติบโตอีกมาก แม็คโครได้วางแผนส่งเสริมการขาย การพัฒนาต่อยอดสินค้า ร่วมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดโปรโมชั่น ‘แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)’ เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดี มีความหลากหลาย ราคาเข้าถึงง่าย ทุกสาขาทั่วประเทศ”

บาฟส์ ทุ่มเกือบสองพันล้านบาท ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โรง เพิ่มรายได้ที่มั่นคง มุ่งสร้างศักยภาพธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จํากัด ในเครือบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ เข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โรง กำลังผลิตรวม 36.4 เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 1,704.67 ล้านบาท เป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตพลังงานทดแทน เพิ่มรายได้ใหม่ตามเป้าหมาย

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ บาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ได้พิจารณาอนุมัติให้บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (BC) บริษัทย่อยของบาฟส์ เข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 3 บริษัท ซึ่งมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 7 โรง จากบริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 100% มูลค่าการซื้อหุ้นประมาณ 1,704.67 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. บริษัท เอ ที ซี เอ็นไวโร จำกัด มีโรงไฟฟ้าจำนวน 5 โรง กำลังผลิตรวม 29 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงที่ 1-3 ตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี และโรงที่ 4-5 ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาครวม 25 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าคงเหลือ 20 ปี

2. บริษัท พีดีไอ แม่ระมาด จำกัด มีโรงไฟฟ้าจำนวน 1 โรง กำลังการผลิต 6.3 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดตาก โดยมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder ที่สามารถขยายระยะเวลาต่อไปคราวละ 5 ปี

3. บริษัท พี.พี. โซล่า (หนองโน) จำกัด มีโรงไฟฟ้าจำนวน 1 โรง กำลังการผลิต 1.1 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Adder ที่สามารถขยายระยะเวลาต่อไปคราวละ 5 ปี

ทั้งนี้ รายละเอียดของโครงการเป็นไปตามสารสนเทศที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 7 โรง มีกำลังการผลิตรวม 36.4 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว การลงทุนในครั้งนี้จึงสามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ปีแรกของการซื้อกิจการ โดยเบื้องต้น คาดว่าจะมีรายได้รวมในปี 2564 ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ โดยบาฟส์ สามารถใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญและความรู้ของพนักงานที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ (O&M) ในธุรกิจพลังงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะลดความเสี่ยงด้านอุปสรรคการทำงานหลังการเข้าซื้อกิจการ รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร ตลอดจนการพัฒนาและขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จํากัด กล่าวว่า การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกที่สำคัญของบริษัทในการขยายธุรกิจไปยังพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กลุ่มบริษัท  ยังสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์หลักและบรรษัทภิบาลของกลุ่มบริษัทที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยหลังจากนี้ บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า

บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จํากัด จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท โดยมีบาฟส์ถือหุ้น 100% ประกอบธุรกิจลงทุนหรือร่วมทุนในโครงการพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการด้านการบริหาร ให้บริการด้านเทคนิค ให้บริการด้านการบริหารเงินและให้บริการสนับสนุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อม

เจเคเอ็น เตรียมจัดงานสุดอลังยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี “JKN Spectacular Investment for Life – อลังการเจเคเอ็นอาณาจักรแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน” คนดังเตรียมร่วมงานเพียบ 8 ธันวาคม 2563 นี้

ไม่ยิ่งใหญ่ ไม่อลังการ ไม่ใช่การจัดงานของ ผู้บริหาร สตรีข้ามเพศหมื่นล้าน “คุณแอน – จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ประกาศความอลังการ จัดงานใหญ่ ขึ้นแท่นสู่การเป็น ข้ามเพศหมื่นล้าน ส่งท้ายปี 2563 นี้อย่างงดงาม ในงาน“JKN Spectacular Investment for Life – อลังการเจเคเอ็นอาณาจักรแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน” พบกับเหล่าศิลปินคนดัง ก้อง สหรัถ สังคปรีชา, แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์, นาว ทิสานาฏ ศรศึก, โยชิ รินรดา ธุระพันธ์, เคิร์ก บอนแดด, เซเลบตัวน้อย แอนดรูว์ – แองเจิ้ล, มาเรียม เกรย์ อัลคาลาลี่, เบน ชลาทิศ โดยมี ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช และ ดู๋ สัญญา คุณากร รับหน้าที่พิธีกรดำเนินงาน ในวันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2563 เริ่ม 12.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

2C2P and Investree Expand Potential of Thai SMEs through Qwik Omni-channel Service

2C2P, Southeast Asia’s leading payments platform, today announced the launch of Qwik Omni-channel Service on web and mobile platforms for Thailand-based small and medium-sized enterprises (SMEs). It has also partnered ASEAN-based fintech startup, Investree, to provide financing up to 5 million Thai baht to 2C2P customers with no collateral required, fast approval and affordable interest rate to encourage the growth and potential of SMEs..

Amidst rising numbers of Thai SMEs hosting their businesses on social media platforms, Qwik Omni-channel Service by 2c2p offers greater privacy, convenience and security to SMEs. With Qwik Omni-channel Service, SME owners can quickly generate a payment link and share with customers. The link will direct their customers to the secure 2C2P payment page to make payment from various sources of payment. Besides, SME owners can generate and show QR code to customers at shops to make payment from mobile banking or wallet applications. At the close of business, Qwik Omni-channel Service produces a single itemized report for easy bookkeeping. SMEs do not have to publicize bank account details for their customers to transfer money to, have their own websites and connect to payment gateway for accepting payment, or manually reconcile payments and invoices. Their customers can pay online or offline from various payment options, such as cards, online banking, wallets or cash at the payment counters. In addition, 2C2P’s partner, Investree, is further sweetening the deal by offering financing up to 5 million Thai baht for the first 100 sellers at a special interest rate without any collateral required.

“Qwik Omnichannel Service provides the same technology used by large enterprises, tailored especially for SMEs’ needs,” said Mr. Piyachart Ratanaprasartporn, CEO of 2C2P Thailand. “Through Qwik Omni-channel and our partnership with Investree, we hope to spur the growth of Thailand’s SME sector and allow them to reach new heights by eliminating administrative pain points,” he added.

2C2P launched the first version of Qwik many years back for many thousands social networking sellers and has improved to the new version of Qwik Omni-channel Service. In August 2020, Qwik was launched in the Thai government’s ‘We Travel Together’ initiative as a payment option for many hotels on the Pao Tang application. In time, 2C2P hopes to refine and extend the solution beyond Thailand to other markets.

“Investree is very honored to be a part of 2C2P’s Qwik Omni-channel Service launch, and we look forward to supporting 2C2P’s customers’ growth going forward.” added Mr. Worokorn Sirijinda, Co-Founder, Investree (Thailand).