โรงพยาบาลพระรามเก้า ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเปิดภารกิจ “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา” พร้อมยกระดับนวัตกรรมการรักษาแบบครบวงจร

นพ.อนุพงษ์ ปริณายก ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า นำขณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยีการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมแพทย์ นพ.ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ และ นพ.สุทัศน์ คันติโต อายุรแพทย์โรคหัวใจ ร่วมให้ข้อมูลและสาธิตขั้นตอนการสวนหัวใจและการตรวจวินิจฉัยผ่านเครื่องมือที่ทันสมัย  ในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล ณ ห้องสวนหัวใจ               ( Cath Lab) อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า

สายรักบ้านต้องรู้! “โฮมโปร” สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ บริการซ่อมฟรี!!! เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่โฮมโปร และเมกาโฮมทุกสาขา 3 วันเท่านั้น!!! 4-6ก.ค.68 นี้… ความมั่นใจที่ส่งต่อได้ด้วยทีมช่างโฮมโปรคุณภาพ

เตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ครั้งแรกที่โฮมโปร และเมกาโฮมทุกสาขา จัดเต็มเพื่อคนรักบ้าน เปลี่ยนทั้งสโตร์ให้เป็นพื้นที่รวมทีม “ช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณและสาธิตการเรียกใช้บริการจากทีมช่างโฮมโปรแบบง่ายๆ อย่างใกล้ชิด เพียงติดตั้งแอป “Chang HomePro” เฉพาะในงานนี้เท่านั้น !!

พิเศษสุด !! เปิดประสบการณ์เอาใจไลฟ์สไตล์คนรักบ้านยุคใหม่ ห้ามพลาด!

  • บริการซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ช้อปสินค้าเรื่องบ้านพร้อมบริการช่าง ในราคาสบายกระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นแอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ หรืองานระบบบ้านต่าง ๆ ทางโฮมโปรมีบริการจากทีมช่างคุณภาพที่ผ่านการอบรมอย่างมืออาชีพ พร้อมรับประกันงานติดตั้งและบริการหลังการขาย และมีบริการช่างฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และอื่นๆ อีกมากมาย

เตรียมอัปเกรดบ้านอย่างมั่นใจกับช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ พบกันวันที่ 4-6 กรกฎาคม 2568 นี้ (3 วันเท่านั้น) ที่โฮมโปร และเมกาโฮม ทุกสาขา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.homepro.co.th หรือ FB: HomePro Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center หมายเลข 1284

#ซ่อมฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า #ช่างโฮมโปร #CHANGHomePro #ช่างโฮมโปรมือโปรประจำบ้านคุณ #โฮมโปร #BetterLifeเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr #แอปเดียวครบจบเรื่องบ้าน

เอเซอร์ ร่วมกับ อินเทล ปิดฉากศึกอีสปอร์ต ระดับมหาวิทยาลัยสุดมันส์ “ACER U-Challenger 2025” ทีม ABBACK จาก ม.ศรีปทุม เข้าป้ายแชมป์ คว้าตั๋วลุย Thailand Predator League 2026

เวทีดวลฝีมือเกมเมอร์ระดับมหาวิทยาลัย “ACER U-Challenger 2025” ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมประกาศผู้ชนะจากสมรภูมิเกม VALORANT สุดเดือด ซึ่งในปีนี้มี 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ – มหาวิทยาลัยศรีปทุม, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ – ส่งตัวแทนเข้าชิงแชมป์ในรอบ Final เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 220,000 บาท และสิทธิ์เข้าแข่งขันThailand Predator League 2026

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นแบบออฟไลน์ ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักจากเหล่าเกมเมอร์ นักศึกษา และแฟนคลับ VALORANT ที่แห่กันมาให้กำลังใจแน่นขนัด งานนี้ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยเกมการแข่งขันสุดมันส์ แต่ยังมีกิจกรรมจากเอเซอร์และอินเทล เปิดโซนลองเล่นและสัมผัสอุปกรณ์เกมมิ่งระดับโปร กิจกรรมแจกของรางวัล และมุมถ่ายภาพสุดคูล

สรุปผลการแข่งขัน U-Challenger 2025 รอบ Final Round

ชนะเลิศ:

ทีม ABBACK – มหาวิทยาลัยศรีปทุม

เงินรางวัล 100,000 บาท และสิทธิ์เข้าแข่งขัน Thailand Predator League 2026

อันดับ 2:

ทีม POK9DENG – มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เงินรางวัล 40,000 บาท

อันดับ 3:

ทีม WHATEVER – มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เงินรางวัล 20,000 บาท

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “เอเซอร์รู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างเวทีให้นักศึกษาไทยได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการเล่นเกม การคิดวิเคราะห์ และการทำงานเป็นทีม ACER U-Challenger ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อความสนุก แต่เป็นเวทีพัฒนาศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจสู่วงการอีสปอร์ตระดับอาชีพ ซึ่งเราจะยังเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ในปี 2026 ต่อไป”

การแข่งขัน ACER U-Challenger 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการผลักดันวงการอีสปอร์ตไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ก้าวสู่ระดับมืออาชีพบนเวทีระดับประเทศและระดับโลกต่อไป

ในการแข่งขันครั้งนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้น และมิตรภาพระหว่างนักกีฬาแล้ว ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ สำหรับการแข่งขันครั้งต่อไป มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานของกีฬาอีสปอร์ตในระดับมหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ติดตามข่าวสารการแข่งขันAcer Gaming U-Challenger” เพิ่มเติมได้ทาง FB: Acer Gaming Thailand และ Predator League TH

โฮมโปร กระแสแรงไม่หยุด! กับ “Trade-In Day” วันแรกแน่นทุกสาขา ชวนเปลี่ยนของเก่าเป็นโปรแรง! “แลก-ลด-รับ” คุ้มสุดแบบรักษ์โลก 3 วัน (27-29 มิ.ย.68) สะท้อนบทบาทผู้นำฯ เรื่องบ้านครบวงจร และตัวจริงเรื่องจัดการของเก่าอย่างถูกต้อง

หลังกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” โฮมโปรเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ
จัดกิจกรรม “Trade-In Day” คุ้มสุดแบบรักษ์โลก 3 วันเท่านั้น! ตั้งแต่วันที่ 27–29 มิถุนายน 2568 นี้ ที่โฮมโปร และเมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ และโฮมโปรออนไลน์ ชวนทุกคนนำของเก่าภายในบ้านที่ไม่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือช่าง หรือของใช้ในบ้าน มาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อของใหม่ พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ภายใต้แคมเปญ “แลก – ลด – รับ” ที่ไม่เพียงแค่คุ้มค่า แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปลูกฝังพฤติกรรมการจัดการของเก่าอย่างมีคุณค่า

นอกจากนี้โฮมโปรยังให้ความสำคัญกับการ จัดการของเก่าอย่างถูกวิธี ด้วยระบบบริหารจัดการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนรื้อถอน ขนย้าย จนถึงการคัดแยกและส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือจัดการอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว พร้อมลดปริมาณขยะจากภาคครัวเรือน และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โฮมโปรได้ ขยายรายการสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” มากกว่า 8,000 รายการ ครอบคลุมหลากหลายหมวดสินค้า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก-ใหญ่ สี เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน ไปจนถึงอุปกรณ์ช่าง โดยลูกค้าสามารถแลกข้ามภายในหมวดได้ พร้อมรับบริการจัดส่ง ติดตั้ง
และรื้อถอน ฟรี! จากทีมงานมืออาชีพ

สิทธิพิเศษภายในกิจกรรม “Trade-In Day” ภายใต้โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่”

  • แลก – รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท (เมื่อนำเครื่องเก่ามาแลกใหม่ เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ)
  • ลด – 5% เฉพาะสมาชิกโฮมการ์ด (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ : เครื่องปรับอากาศ, ทีวี, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า และที่นอน)
  • รับ – คูปองเงินสดรวมสูงสุด 500 บาท (เมื่อซื้อสินค้า Trade-In ไว้ใช้ในบิลถัดไป จำกัดการรับคูปอง 1 หมายเลขสมาชิกโฮมการ์ดต่อ 1 สิทธิ์ ตลอดรายการ)

ร่วมสร้างโลกที่ดีขึ้น เริ่มต้นง่ายๆ ได้ที่บ้านคุณ เพียงนำของเก่าที่หมดอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้วมาแลกเปลี่ยน ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง พร้อมเลือกซื้อของใหม่ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย และคุ้มค่าในทุกมิติ กับกิจกรรม “Trade-In Day” แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ ที่ให้ทุกคนเลือกได้มากกว่า 8,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 27–29 มิถุนายน 2568 (3 วันเท่านั้น) ที่โฮมโปร และเมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งโฮมโปรออนไลน์ หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.homepro.co.th หรือโทร. Call Center 1284

#แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ #TradeIn #TradeInday #โฮมโปรตัวจริงเรื่องการจัดการของเก่าอย่างถูกวิธี #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #HomePro #Homepropr

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ เวทีระดับโลกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามใจกลางอาเซียน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พร้อมด้วย นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 
งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานในปีนี้รวบรวมแบรนด์ความงามกว่า 2,000 แบรนด์จากผู้แสดงสินค้ากว่า 650 ราย ครอบคลุม 19 ประเทศจากทุกภูมิภาค บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 25,000 ตารางเมตร พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามอาเซียนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล โดยมี  นางสาวดอนนา ไช ,นายวรวงศ์  รามากูร , นางเกศมณี เลิศกิจจา และ นางสุภาพร สุขมาก ร่วมพิธีเปิด  
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ เวทีระดับโลกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามใจกลางอาเซียน

งานแสดงสินค้าธุรกิจความงามระดับโลกที่ทุกคนรอคอย Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 25–27 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 17,000 คน ส่วนใหญ่จากกลุ่มประเทศอาเซียนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมแบรนด์ความงามกว่า 2,000 แบรนด์ จากบริษัทผู้แสดงสินค้ากว่า 650 ราย ครอบคลุม 19 ประเทศจากทุกภูมิภาค บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 25,000 ตารางเมตร ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจความงามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างชัดเจน โดย Cosmoprof CBE ASEAN จัดแสดงครอบคลุมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางแบบครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมด้วยเวทีสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามไม่ควรพลาด ปีนี้ งานยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้แสดงสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 58% และมีการเข้าร่วมจากต่างประเทศถึง 57% ของจำนวนทั้งหมด สะท้อนความสำคัญในระดับโลก และบทบาทของงานนี้ในฐานะประตูสู่ตลาดความงามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานพบกับ CosmoTalks โปรแกรมสัมมนาด้านความรู้จากเครือข่าย Cosmoprof ที่รวบรวมเหล่าผู้นำทางความคิดและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก มาร่วมเจาะลึกประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ เทรนด์ความงามล่าสุด
กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี และแนวทางการเข้าสู่ตลาดอาเซียน
นอกจากนี้ ยังมี Buyer Program โปรแกรมจับคู่ธุรกิจที่คัดสรรอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อเชื่อมโยงผู้แสดงสินค้ากับผู้ซื้อรายสำคัญ เสริมโอกาสสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และขยายธุรกิจ ไฮไลต์ของงานคือ CosmoTalks Seminar จัดขึ้นตลอด 3 วันของงาน โดยเปิดให้เข้าร่วมฟังฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย มอบประสบการณ์เรียนรู้ที่หาไม่ได้จากที่อื่น ผู้เข้าร่วมจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ เทรนด์ความงามระดับโลกปี 2025 พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ เทคนิคสร้างแบรนด์ในยุคโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซ นวัตกรรมส่วนผสมล้ำสมัย แนวทางความงามรักษ์โลก (Green Beauty) และ กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยวิทยากรแนวหน้าและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรม

งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง BolognaFiere Group, Informa Markets และ Shanghai Baiwen Exhibition Co., Ltd. ซึ่งเป็น 3 ผู้นำระดับโลกที่มุ่งมั่นผลักดันให้เวทีความงามในอาเซียนแห่งนี้ กลายเป็น ศูนย์กลางของการเจรจาธุรกิจและการนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ความงามสู่ตลาดโลก

สัมผัสก่อนใครกับผลิตภัณฑ์ความงามกว่า 2,000 รายการ ที่ยังไม่เคยเปิดตัวในประเทศไทย ร่วมเปิดโลกนวัตกรรมความงาม และค้นพบสินค้าขายดีแห่งอนาคตกับผลิตภัณฑ์สุดล้ำสมัย พร้อมชมศักยภาพของความร่วมมือระดับโลกผ่าน 5 พาวิลเลียนจากประเทศและกลุ่มนานาชาติ ที่คัดสรรความงามระดับโลกมาไว้ในที่เดียว

  • Korea Pavillion – เกาหลี ผู้นำเทรนด์โลก K-Beauty กับเทคโนโลยีสกินแคร์อัจฉริยะและเมคอัพสุดล้ำ สูตรลับที่สายเกา และสายสกินต้องไม่พลาด
  • China Pavillion – จีน รวมซัพพลายเออร์จากจีนที่นำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันบรรจุภัณฑ์ล้ำสมัย
  • Taiwan Pavilion – ไต้หวัน โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ มาพร้อมแนวคิด “Clean Beauty” ที่กำลังมาแรง
  • Italy Pavilion – อิตาลี ประเทศแห่งแฟชั่นและความงามระดับโลก นำความหรูหราและคุณภาพแบบยุโรปแท้ ๆ มาให้ได้สัมผัส
  • Thailand Pavilion – เฉลิมฉลองความสำเร็จของแบรนด์ความงามไทยที่พร้อมส่งออก นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้

เวทีเดียวจบ ครบทุกมิติของห่วงโซ่อุปทานธุรกิจความงาม

ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ถูกจัดแบ่งอย่างเป็นระบบในแต่ละโซนสำคัญ ได้แก่:

  • Supply Chain Zone – พื้นที่สำหรับซัพพลายเออร์ชั้นนำด้านวัตถุดิบและส่วนผสม การคิดสูตร การผลิตแบบรับจ้าง (Contract Manufacturing) บรรจุภัณฑ์ขั้นต้นและขั้นปลาย เครื่องจักร รวมถึงบริการ OEM/ODM ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างสรรค์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามของตนเอง
  • Finished Product Zone – โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปทุกหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมและของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและความงามรักษ์โลก โซลูชันสำหรับร้านเสริมสวยและสปา ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เล็บ อุปกรณ์เสริมความงาม และเครื่องมือความงามต่าง ๆ พร้อมพบกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ Giffarine, MISTINE, Srichand, Plantnery และอีกมากมาย เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมความงามแห่งภูมิภาค

Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่คือเวทีแห่งการเชื่อมโยง ร่วมมือ
และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงามระดับโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ นักลงทุน
ผู้ซื้อ หรือผู้หลงใหลในความงามและสุขภาพ นี่คืองานที่คุณไม่ควรพลาดเพื่อค้นพบอนาคตของวงการความงาม

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้ร่วมจัดงาน Cosmoprof CBE ASEAN กล่าวว่า งานนี้เป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมความงามทั่วโลก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะกลายเป็นตลาดความงามที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปีต่อ ๆ ไป โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม น้ำหอม และบริการความงาม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของความตระหนักเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีความงามที่กำลังนิยามอนาคตของการบริโภคความงามใหม่

จากข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย ตลาดความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าประมาณ 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 16% ระหว่างปี 2567 ถึง 2571

Gianpiero Calzolari ประธาน BolognaFiere หนึ่งในผู้จัดหลักของงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2025 กล่าวในงานว่า “Cosmoprof ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่มันคือเวทีที่ความเป็นเลิศของอิตาลีได้พบกับโอกาสระดับโลก เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มที่ไม่เพียงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยยกระดับแบรนด์ความงามจากทั่วโลกสู่การยอมรับในระดับสากล งาน Cosmoprof CBE ASEAN กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและน่าตื่นเต้น ภายในระยะเวลาอันสั้น งานแสดงสินค้านี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในฐานะงานอ้างอิงสำคัญสำหรับผู้เล่นหลักทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน ช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างซัพพลายเออร์กับ    แบรนด์ และเสริมสร้างการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เราจะยังคงลงทุนในภูมิภาคนี้ต่อไป โดยมีเป้าหมายที่จะนำเสนอโอกาสความร่วมมือทางเลือกใหม่ ๆ และโซลูชันที่หลากหลายแก่ชุมชนระดับโลกของเรา”

Ying Sang, Executive Chairman of CBE China Beauty Expo, Shanghai Baiwen Exhibitions Co., Ltd.เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการจากประเทศจีนและตลาดอาเซียนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมด้านความงามอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมสร้างบทสนทนาแห่งความคิดสร้างสรรค์และการเติบโตที่ยั่งยืน งานในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เวทีสำหรับการจัดแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และร่วมกันสำรวจศักยภาพใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมความงามในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ด้วยความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง BolognaFiere Group, Informa Markets และ Shanghai Baiwen Exhibition ทำให้งาน Cosmoprof CBE ASEAN ยังคงพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มครบวงจรที่ครอบคลุมนวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน และการสร้างเครือข่ายธุรกิจเชิงลึกในภูมิภาค Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 จึงไม่ใช่แค่ตลาดซื้อขายสินค้า แต่เป็นแหล่งแรงบันดาลใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่ช่วยกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก

“ไวไว” เปิดตัวบะหมี่พรีเมียม ‘Waiwai WOW’ ด้วยราคา 11 บาท

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์  พร้อมพงษ์ศรี รองผู้อำนวยการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไวไว (WaiWai) เปิดตัว ‘Waiwai WOW’ สินค้ากลุ่มพรีเมียมกับ 2 รสชาติเกาหลี-ญี่ปุ่น “รสโคเรี่ยน สไปซี่ซีฟู้ด และ รสแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชีส” เสิร์ฟความอร่อยจากเส้น และซุปที่มีรสชาติเข้มข้น เจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น หาซื้อได้ที่ 7-11 ทุกสาขา โดยมี นายธนปกรณ์ วูวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด (บริหารผลิตภัณฑ์) ร่วมเปิดตัวด้วย ณ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด เมื่อวันก่อน

“รู้ทันโรคหัวใจ…ก่อนสายเกินไป” โรงพยาบาลพระรามเก้า ชูศักยภาพสถาบันหัวใจและหลอดเลือดครบวงจร พร้อมทีมแพทย์ดูแล 24 ชม. เน้นป้องกัน-รักษา-ฟื้นฟู ครอบคลุมทุกมิติ

โรคหัวใจและหลอดเลือดถือเป็น ฆาตกรเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น แต่สามารถคร่าชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงมุ่งยกระดับ “สถาบันหัวใจและหลอดเลือด” ให้เป็นศูนย์กลางด้านโรคหัวใจชั้นนำของประเทศ ที่พร้อมทั้งการป้องกัน วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูภายใต้แนวคิด “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา

          นพ.อนุพงษ์ ปริณายก ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และในประเทศไทยอยู่ในอันดับสอง รองจากโรคมะเร็ง (รวมทุกอวัยวะ) โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 12% หรือประมาณ 2 รายต่อชั่วโมง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีล่าสุดมีผู้ป่วยใหม่กว่า 400,000–500,000 ราย สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคที่กำลังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

            1.ปัจจัยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม (โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อนวัยอันควร), อายุที่มากขึ้น และในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การบริโภคไขมันทรานส์ (ที่พบในเบเกอรี่ ครีมเทียม อาหารทอด), ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า), การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ และการละเลยควบคุมโรคประจำตัว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้โรคหัวใจกำเริบหรือรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นายแพทย์อนุพงษ์ ให้ข้อมูลต่อว่าอาการของโรคหัวใจ อาจแสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยอาการค่อยเป็นค่อยไป เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ที่อาจร้าวไปยังกราม แขน หรือหลังได้  ซึ่งมักถูกมองข้าม ขณะที่บางรายไม่มีอาการเตือนใดๆ มาก่อน แต่กลับเกิดอาการเฉียบพลัน เช่น เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ร้าวไปที่กรามหรือไหล่ ร่วมกับความดันตก ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10% ดังนั้น การใส่ใจสัญญาณเตือน แม้เพียงเล็กน้อย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

            ด้านการตรวจวินิจฉัยและรักษาแนะนำให้ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงตั้งแต่อายุ 50 ปี ควรเริ่มตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ โดยการตรวจประกอบด้วยตรวจเลือดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การเดินสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจเอคโคหัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเอกซเรย์หินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Calcium Score CT Scan) ซึ่งสามารถบ่งบอกระยะเริ่มต้นของไขมันในหลอดเลือดหัวใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ เปรียบได้กับยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ยังมีไขมันที่ซ่อนอยู่ภายในหลอดเลือดอีกมาก รวมทั้งยังมีการตรวจ MRI หัวใจ

            แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า เช่น การทำบอลลูน ใส่ขดลวด ผ่าตัดบายพาส หรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนแบบ TAVR แต่โรคหัวใจส่วนใหญ่ “ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้” การรักษาเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากไม่ดูแลรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามปัญหาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

โรงพยาบาลพระรามเก้า โดยสถาบันหัวใจและหลอดเลือด มีความพร้อมเต็มที่ทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยี ปัจจุบันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจจำนวนกว่า 30 ท่าน ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งเคสทั่วไปและซับซ้อน พร้อมห้องสวนหัวใจ (Cath Lab) ที่ครบครันด้วยอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น Rotablator (กรอหินปูนในหลอดเลือด), IVUS (ตรวจขนาดหลอดเลือดด้วยคลื่นเสียง), เครื่องวัดการไหลเวียนเลือด นอกจากนี้ ยังมีระบบ Real-time Case Management ผ่านแอปพลิเคชัน ที่ช่วยให้ทีมแพทย์ประสานงานดูแลผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์ในการรักษาได้อย่างทันท่วงที โรงพยาบาลยังมีความสามารถเปิดหลอดเลือดฉุกเฉินได้ภายใน 60 นาทีหลังผู้ป่วยมาถึง ซึ่งเร็วกว่ามาตรฐานสากลที่ 90 นาที ซึ่งกรณีดังกล่าวหากสามารถเปิดหลอดเลือดได้เร็ว ก็จะลดอัตราการเสียชีวิตและช่วยรักษากล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น

            ในการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ โรงพยาบาลพระรามเก้ามีความพร้อมอย่างยิ่ง โดยได้การรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) มาอย่างต่อเนื่อง และมีศูนย์ International Center สำหรับการดูแลผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งในด้านการให้ข้อมูล การประสานงาน เอกสารวีซ่า และการส่งกลับประเทศอย่างครบวงจร

            การติดตามผลผู้ป่วยก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของสถาบันหัวใจแห่งนี้ โดยแพทย์จะมีรายชื่อผู้ป่วยที่ต้องติดตามผล พร้อมมีพยาบาลโทรติดตามอาการ หากผู้ป่วยไม่มาตามนัด จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อเพื่อไม่ให้การรักษาขาดตอนเพื่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ

นายแพทย์อนุพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า “หัวใจของการดูแลสุขภาพหัวใจ ไม่ใช่แค่รักษาเมื่อเกิดโรค แต่คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรก” ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนแล้วจึงค่อยดูแล เพราะอาจไม่ทันท่วงที พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และควบคุมโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ อย่านิ่งนอนใจหากรู้สึกผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่รอวันทำร้ายชีวิตได้

​​​​​​​​​​​​​​​​สำหรับผู้ที่พบว่าตนมีความเสี่ยง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital

1 ปี ที่โฮมโปร ชวนเปลี่ยนบ้านให้รักษ์โลก ด้วยนวัตกรรม “เครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลก” ร่วมกับ SCGC ย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

โฮมโปร ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน และเป็นรายแรกในไทยที่ขับเคลื่อนการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร พร้อมด้วย เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจรเพื่อความยั่งยืน ร่วมกันเดินหน้าขยายความสำเร็จ “โครงการเครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล” ซึ่งดำเนินมาต่อเนื่องตลอด 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค มีลูกค้านำสินค้าเก่ามาร่วมโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-in) กว่า 200,000 ชิ้น

สะท้อนถึงความตื่นตัวในการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับอนาคตของโลก โครงการฯ ดังกล่าว มุ่งสร้างสินค้าและบริการที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ด้วยการจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าอย่างถูกวิธี เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างปลอดภัยและผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยต้นปี 2568 นี้ เปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลกจากแบรนด์ชั้นนำต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 2573 เพิ่มสัดส่วนขายสินค้ารักษ์โลกเป็น 20% จากยอดขายสินค้าทั้งหมด เพื่อมุ่งยกระดับสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวคิด Make Every Change A Better Life

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เผยถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน ของโฮมโปร และ ‘เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC’ พันธมิตรผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันครบวงจร ผ่านความร่วมมือพัฒนา Circular Products หรือผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดยเฉพาะ ‘เครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลก’ ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ด้วยการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าจากบ้านลูกค้า ในโครงการ ‘แลกเก่าเพื่อโลกใหม่’ ไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในระบบปิด (Closed-Loop) เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality PCR Resin) ภายใต้แบรนด์ SCGC GREEN POLYMERTM และนำมาผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนหลากหลายประเภทที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค เช่น ตู้เย็นรักษ์โลก Haier พัดลมรักษ์โลก Venz เครื่องทำน้ำอุ่นรักษ์โลก Stiebel Eltron  

ในปี 2568 โฮมโปร และ SCGC ได้เดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลกกับแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วงต้นปีนี้ ได้มีการพัฒนาตู้เย็นและเครื่องซักผ้ารักษ์โลก Samsung เครื่องทำน้ำอุ่นรักษ์โลก Mazuma รวมถึงเครื่องซักผ้ารักษ์โลก Toshiba ความร่วมมือกับ SCGC ถือเป็นการช่วยสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนตามแนวคิด Make Every Change A Better Life และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้โฮมโปรกลายเป็นค้าปลีกรายแรกในไทย ที่ขับเคลื่อนการรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าและขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร (First Retailer Making Waste Electrical and Electronic Equipment (WEEE) to Closed Loop Circular Appliances)

“ความสำเร็จเหล่านี้ ได้กระตุ้นให้เรามุ่งมั่นจะเดินหน้าเพิ่มสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนร่วมกับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ต่อเนื่องในอนาคต โดยโฮมโปรตั้งเป้าหมายจำหน่ายสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน (Circular Products) ขยายเป็นสัดส่วน 20% จากยอดขายสินค้าทั้งหมด ภายในปี 2573” นายวีรพันธ์ กล่าว

ด้าน นายชาตรี เอี่ยมโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) กล่าวว่า “SCGC ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมาโดยตลอด ตามแนวทาง ‘Low Waste, Low Carbon’ โดยนำพลาสติกในเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าจากความร่วมมือกับโฮมโปร เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล GRS (Global Recycled Standard) เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (High Quality PCR Resin) ที่นำไปผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่จากวัสดุหมุนเวียน (Circular Products) ซึ่งเทคโนโลยีของ SCGC สามารถออกแบบให้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงมีคุณสมบัติเฉพาะทาง ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละแบรนด์ได้อย่างครบถ้วน โดยยังคงคุณภาพ มีความปลอดภัย มีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย จึงเหมาะกับการนำไปประกอบในชิ้นส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละประเภท ความร่วมมือนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปริมาณขยะ สร้างคุณค่าใหม่ให้พลาสติกใช้แล้ว พร้อมยังตอบโจทย์ธุรกิจและเจ้าของแบรนด์สินค้า รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน”

#สินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน #CircularProducts #CircularEconomy #ร่วมรักษ์โลกไปกับโฮมโปร #HomeProCircularProducts #สินค้ารักษ์โลก #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr #SCGC #SCGCGreenPolymer

สคส. ชี้แจงกรณีอ้างอิงประกาศของ สคส. ที่หมดอายุแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ขอเรียนให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่า ขณะนี้ได้ตรวจพบกรณีที่มีการนำ ประกาศของสคส.เพื่อแสดงว่าหลักสูตรมีเนื้อหาสอดคล้องตามที่ สคส.กำหนด ซึ่งหมดอายุแล้ว ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์และสื่ออื่น ๆ โดยอ้างอิงถึงความร่วมมือกับสำนักงานฯ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. ขอเรียนว่า ได้มีกลุ่มบุคคลได้นำ ประกาศของสคส.เพื่อแสดงว่าหลักสูตรมีเนื้อหาสอดคล้องตามที่ สคส.กำหนด ซึ่งประกาศนั้นได้หมดอายุแล้วนั้น โดยจะไม่สามารถนำไปใช้ในการแสดงสิทธิ ความร่วมมือ หรือรับรองคุณสมบัติใด ๆ ได้อีก หากมีการนำไปใช้ในลักษณะดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการแอบอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ ซึ่งสำนักงานฯ ไม่ขอรับรองข้อมูลหรือเนื้อหาใด ๆ ที่ปรากฏบนสื่อของผู้เผยแพร่ดังกล่าว

ปัจจุบันสำนักงานฯ มีการจัดทำหลักสูตรด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้

  1. หลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง
  2. หลักสูตรด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับประชาชนทั่วไป
  3. หลักสูตรการฝึกอบรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับผู้บริหาร (Executive PDPA)

โดยเร็วๆนี้ สคส.จะมีหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (E-learning) สำหรับประชาชนทั่วไป และหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (E-learning) สำหรับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลูกจ้าง และผู้รับจ้าง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ สำหรับประกาศสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เรื่อง หลักเกณฑ์การรับรองหลักสูตรและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการขึ้นทะเบียนผู้สอน ได้ถูกยกเลิกแล้ว เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2567 สำนักงานฯ จึงไม่มีการรับรองหลักสูตรให้กับหน่วยงานใด ๆ แล้ว

เพื่อความถูกต้องในการตรวจสอบเอกสาร หรือข้อมูลการอบรมภายใต้ความรับผิดชอบของ
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)
สามารถติดต่อได้ที่ โทร.
02-111-8800 หรืออีเมล: saraban@pdpc.or.th