NocNoc จบปี 66 สุดปัง! ยอดขายโตแกร่ง 100% กางแผนปี 67เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่ Home and Living Destination ด้วย AIพร้อมชู Home Solution ดันยอดโต 40%

NocNoc ปลื้มยอดขายจบปี 2566 โตกระฉูดกว่า 100% เปิดเกมบุกปี 2567 ตั้งเป้า 6,500
ล้านบาท เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่ Home and Living Destination อย่างเต็มตัวด้วย AI และ Platform Technology ชู Home Solution เสริมทัพความครบครันแบบ One Stop Service ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การเลือกซื้อสินค้า การบริการติดตั้งและการดูแลรักษา ในทุกพื้นที่การใช้ชีวิตด้วยประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัวของลูกค้า (Personalized Experience) พร้อมเน้นการเติบโตที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า และร้านค้าอย่างแท้จริง

นางชลลักษณ์ มหาสุวีระชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ NocNoc ในปี 2566 ที่ผ่านมา ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการมียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100% โดยปัจจัยหลักมาจากการเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มต่างๆ ได้กว้างและลึกมากขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยและพาณิชย์ โดยเฉพาะออนไลน์

NocNoc เริ่มต้นจากการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการอยู่อาศัย ในปี 2562 ด้วยความเชื่อว่ามาร์เก็ตเพลสเป็นโมเดลที่จะช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้มาพบเจอกัน โดยลูกค้าสามารถเลือกสินค้าและบริการเรื่องบ้านเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่อยากจะมีบ้านที่ฝันได้จริง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ก็จะสามารถพบกับลูกค้าที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของตัวเองได้ ในปีนี้ NocNoc
มีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นในการเป็น Home and Living Destination ที่พร้อมจะช่วยให้ทุกคนในอาเซียน เติมเต็มทุกพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้อย่างที่ฝัน
ด้วยการช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การหาไอเดีย การเลือกสินค้าและบริการที่ตรงใจ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในแต่ละไลฟ์สไตล์

“เป้าหมายของ NocNoc ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจเพื่อทำกำไรในระยะสั้น หรือเอาชนะใคร แต่ NocNoc ต้องการดูแลและสนับสนุนทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ ลูกค้า ผู้ขาย ช่าง ผู้ออกแบบ ผู้จัดส่ง รวมถึงพันธมิตร
ในอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยมีปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ NocNoc เติบโต และดูแล Ecosystem ได้ตามเป้าหมาย คือ คน ชาว NocNoc มีความฝันเดียวกันที่อยากให้ NocNoc เติบโตเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนใน Ecosystem เราดูแลคนด้วยความเชื่อใจ (Trust) โดยเชื่อว่า การใช้ศักยภาพที่เขามีจะช่วยให้ NocNoc ได้รับความเชื่อใจจากทุกคนใน Ecosystem เช่นกัน เทคโนโลยี เราเชื่อว่าเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าใน Home and Living  Sector ซึ่ง NocNoc ได้บุกเบิกการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างมีประสิทธิผลมาแล้ว และจะลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและผู้ขาย ทั้งในด้านประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม และการใช้ AI ”  นางชลลักษณ์ กล่าว

ด้านนายอนุพงศ์ ทะสดวก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าและพาณิชย์ บริษัท เบ็ตเตอร์บี
มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ
NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ กล่าวว่า กลยุทธ์หลักของ NocNoc ในปี 2567 จะมุ่งสู่การทำการตลาดแบบ Personalized Experience หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีแบบเฉพาะตัว ซึ่งยังคงยึดลูกค้าเป็นหลักในการทำธุรกิจ โดยกลุ่มลูกค้าหลักของ NocNoc เป็นกลุ่มที่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก มีอายุระหว่าง 25-45 ปี แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มลูกค้าตามหัวเมืองใหญ่ของไทย ก็มีศักยภาพเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ขยายตัวไปยังหัวเมืองต่างๆ ในทุกปี ทำให้เกิดดีมานด์เพิ่มขึ้น  

แนวทางในปี 2567 นี้ NocNoc พยายามที่จะสร้างความโดดเด่นและน่าสนใจให้กับสินค้าเรื่องบ้านที่มีอยู่ผ่าน Inspiration and Idea โดยเฉพาะในเรื่องของการนำสินค้าเรื่องบ้านมาจัดแสดงในรูปแบบต่างๆ (Roomscene InspiREALtion) เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพว่าหากซื้อสินค้าเหล่านี้แล้วจะถูกจัดวางในบ้านของตัวเองอย่างไร เพราะ NocNoc อยากให้การซื้อสินค้าแต่ละครั้งของลูกค้ามาจากความต้องการอย่างแท้จริง
หรือมองเห็นแล้วว่าไอเดียการจัดวางบ้านแบบไหนที่ตัวเองชอบ หรือเหมาะกับการตกแต่งบ้านของตัวเองมากที่สุด รวมถึงการเดินหน้าขยายช่องทางให้ลูกค้าได้เข้าถึงสินค้าและบริการเรื่องบ้านได้หลากหลายมากขึ้นจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ (Omni Channel) ผ่านงาน NocNoc Fair และ Pop-up Store เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการสัมผัสสินค้าจริง ทั้งยังได้ไอเดียของการตกแต่งบ้านจากงานดังกล่าวทางหนึ่งด้วย

“ที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในออนไลน์เป็นอย่างมาก แต่พอหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้คนต่างกลับเข้ามาใช้ชีวิตออฟไลน์กันมากขึ้น ทำให้ NocNoc เข้าถึงลูกค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งเหมาะกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในกลุ่ม Home and Living และยังเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ NocNoc สามารถสร้างแบรนด์ได้อย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้นด้วย” นายอนุพงศ์ กล่าว

และเพื่อตอกย้ำการเป็น Home and Living Destination ที่ช่วยให้ทุกเรื่องของการอยู่อาสัย กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกๆ คน และตอบโจทย์ทุกสเตจพื้นที่การใช้ชีวิตของลูกค้าตั้งแต่การหาไอเดีย ซื้อบ้านใหม่ ตกแต่งบ้าน รวมถึงรีโนเวทบ้านแบบครบจบที่เรา Home Solution จะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ไฮไลต์ที่ถูกผลักดันเพื่อเสริมแกร่งมากยิ่งขึ้นในปี 2567 นี้  ที่ผ่านมา NocNoc มีสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับบ้านที่หลากหลายอยู่แล้ว แต่ปีนี้จะมีการเพิ่มบริการที่ปรึกษาสำหรับคนรักบ้าน ด้วยเหตุที่ว่าอาจจะมีลูกค้าบางกลุ่มยังไม่รู้ว่าต้องหาสินค้าแต่งบ้านให้เหมาะกับบ้านได้อย่างไร หรืออยากได้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ช่วยเลือกสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่ง Home Solution จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ และไม่ใช่เพียงแค่แนะนำสินค้าเรื่องบ้านเท่านั้น แต่ยังนำเสนอไอเดีย ดีไซน์ในการออกแบบบ้าน พร้อมบริการงานช่าง และการันตีทุกงานบริการให้ลูกค้าแบบ One Stop Service อีกด้วย

การขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ B2B (Business-to-business) เพื่อตอบรับความต้องการของผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจทั้งรายย่อยและรายใหญ่ให้ได้สินค้าและบริการตกแต่งธุรกิจตามความต้องการในสไตล์ที่ใช่
แบบ One Stop Service และการผนึกกำลังกับพันธมิตรทางการค้า ทำให้ในปี 2567 NocNoc จะสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ Online to offline ให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ผ่าน NocNoc for Business ทั้งให้ความรู้
และช่วยนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับธุรกิจ (Business Solution) ทั้งการออกแบบ การเลือกสินค้าและบริการให้เหมาะกับการเปิดร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม และออฟฟิศ ต่างๆ รวมทั้งการดึงผู้ขายที่เป็นพาร์ทเนอร์เข้าร่วมทำโปรโมชั่นพิเศษในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นผลดีแก่ผู้ขายและกลุ่มลูกค้าทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งมีแผนที่จะไปทั้งหมด 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต โคราช ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และระยอง

 ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่าช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 สิ้นสุด ผู้บริโภคไม่ได้ใช้ชีวิตแค่เพียงที่พักอาศัยหรือบ้านของตัวเองอีกต่อไป แต่ยังไปทำกิจกรรมอื่นนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการไปออกกำลังกาย เข้าร้านกาแฟ หรือแม้แต่เดินทางท่องเที่ยว ทำให้หมวดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องเหล่านี้เติบโต NocNoc จึงขยายสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์ตลาดในแต่ละช่วงมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีสินค้ามากกว่า 600,000 รายการ พันธมิตรร้านค้าอีกกว่า 6,000 รายแล้ว แต่ก็มองว่ายังมีสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการรีโนเวทหรือปรับปรุงที่พักอาศัย รวมถึงกลุ่มอื่นๆ อาทิ สินค้าสำหรับแม่และเด็ก
ที่ได้เริ่มเข้ามาเติมเต็มแล้ว และกลุ่มสัตว์เลี้ยงที่เป็นเทรนด์เติบโตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเติมเต็มสินค้าอื่นๆ เข้ามาเพิ่มจะช่วยเพิ่มการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ เดิมทีลูกค้าอาจจะตั้งใจมาซื้อแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่พอเห็นสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ด้วย ก็จะซื้อสินค้าในหมวดอื่นๆ ช่วยให้มีประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีขึ้น ครบทุกความต้องการเรื่องบ้านและการใช้ชีวิต “โจทย์ของ NocNoc คือการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพราะการตกแต่งบ้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามอารมณ์ และความต้องการ ซึ่งการมีสินค้าและบริการที่ครบจบในที่เดียว จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเข้ามาซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มของ NocNoc ซ้ำอย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดี  ภายหลังจากเปิดเกมบุกการทำตลาดแบบ Personalized Experience ขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัดแถบหัวเมืองใหญ่มากขึ้น ขยายหมวดหมู่สินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งผ่าน Home Solution แล้วก็มั่นใจว่าในปี 2567 นี้ NocNoc จะมียอดขายเติบโตขึ้น 40% หรือคิดเป็น 6,500 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมตลาดมาร์เก็ตเพลสและช่องทางค้าปลีกดั้งเดิม
และพร้อมที่จะทรานส์ฟอร์มสู่ Home and Living Destination ได้อย่างแท้จริง นายอนุพงศ์ กล่าวปิดท้าย

โฮมโปร คว้ารางวัล สุดยอดองค์กรมูลค่าแบรนด์สูงสุด“Thailand’s Top Corporate Brands” 3 ปีซ้อน

นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เข้ารับรางวัล Thailand’s Top Corporate Brands 2023 ในหมวดพาณิชย์ ที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุด 140,118 ล้านบาท ประจำปี 2023 จาก  ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ภายในงาน “ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2023” จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งผู้นำธุรกิจด้าน Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์โฮมโปร ให้เป็นที่ยอมรับกับลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความสำเร็จมุ่งมั่นพัฒนาแบรนด์องค์กรมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป้าหมายธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

รางวัล Thailand’s Top Corporate Brands ที่โฮมโปรได้รับในฐานะสุดยอดองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงที่สุดในหมวดพาณิชย์ ถือเป็นความสำเร็จที่บ่งบอกถึงการดำเนินงานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัท ที่มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการเรื่องบ้าน เคียงข้างคนไทยมาจนทุกวันนี้ สร้างความแตกต่างของสินค้า และบริการ
เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้รับประสบการณ์บริการพิเศษอย่างดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจไปกับความยั่งยืน ส่งผลให้ได้รับรางวัลสุดยอดองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในครั้งนี้

ซึ่งรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เป็นผลจากการทำวิจัยเรื่อง การวัดมูลค่า และการจัดอันดับแบรนด์องค์กรใน ASEAN และประเทศไทย ประจำปี 2023 ของหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการแบรนด์ และการตลาด ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร หรือ CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation) ซึ่งจะคำนวณมูลค่าแบรนด์องค์กรในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนออกมาเป็นตัวเลขทางการเงิน สามารถสื่อสาร และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และสาธารณชน ช่วยชี้ผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาองค์กรสะท้อนถึงความสำเร็จของการพัฒนาแบรนด์องค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

หยุด! “โรคสายตาขี้เกียจ” ในเด็กบันไดแรกก่อนสู่วัยเรียน

โรคสายตาขี้เกียจ หรือ ตาขี้เกียจ (Amblyopia) คือ การมองไม่ชัด เกิดจากการรับภาพของสมองผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้มองไม่ชัดแม้จะทำการแก้ไขค่าสายตาด้วยการใส่แว่นที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม ซึ่งมักเกิดในช่วงที่สมองเกี่ยวกับการมองเห็นยังเปราะบางและกำลังพัฒนา คือช่วง 10 ปีแรกของช่วงชีวิตเด็ก โดยเด็กกลุ่มนี้ เมื่อจักษุแพทย์ตรวจแล้วจะพบว่ามองเห็นไม่ชัด แม้โครงสร้างของลูกตาจะปกติดีก็ตาม

แพทย์หญิงณัฐฐิญา ลายลักษณ์ศิริ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า “โดยปกติแล้วในช่วงแรกเกิดถึง10 ปีแรก สมองของเด็กจะเติบโตในทุกๆ ด้านรวมถึงด้านการมองเห็น การที่เด็กคนหนึ่งจะมองเห็นได้ปกติดีในช่วงอายุนี้ คือเด็กต้องมองเห็นชัด สมองถึงจะรับภาพได้ดีและเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ หากมีอะไรก็ตามไปกีดขวางการพัฒนาการการมองเห็นของเด็กในช่วงวัยนี้ สมองก็จะไม่สามารถพัฒนาระบบการมองเห็นให้สมบูรณ์ ทำให้ตามองไม่ชัดทำให้เกิด โรคตาขี้เกียจ ตามมาได้ แต่หลายครั้งพบว่า กว่าผู้ปกครองจะพาเด็กจะมาพบจักษุแพทย์ก็อายุมากกว่า 10 ปีไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า หากตรวจพบเร็วรักษาไว โอกาสหายยิ่งมีสูง ทั้งนี้ สาเหตุเป็นไปได้หลายปัจจัย อาทิ

  • ตาขี้เกียจที่เกิดจากความผิดปกติของสายตา

ภาวะที่เด็กมีสายตาผิดปกติ เช่น สั้น ยาว เอียง ที่ไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้สมองรับได้แต่ภาพที่เบลอ สมองรับรู้ว่ามองเห็นชัดสุดได้แค่นี้และไม่พัฒนาต่อ โดยอาจจะผิดปกติแค่ตาข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการสายตาผิดปกติข้างเดียว อาการเหล่านี้ผู้ปกครองจะไม่รู้เลยเพราะเด็กๆ จะใช้ตาข้างที่มองเห็นชัดเป็นหลัก ทำให้เด็กไม่แสดงอาการว่ามองไม่ชัดเลย เมื่อมาพบหมอก็พบว่าค่าสายตาผิดปกติต้องได้รับการรักษา 

  • ตาขี้เกียจที่เกิดจากตาเข

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า โรคตาเข คือ โรคตาขี้เกียจ แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะตาขี้เกียจคืออาการมองไม่ชัดที่เกิดจากสมองพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ส่วนตาเข คือ ตาที่มองไม่ตรง ตาเขเข้าหรือเขออก ซึ่งคนที่เป็นโรคตาเขมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นตาขี้เกียจได้ เนื่องจากตาข้างที่เหล่บ่อยๆจะมีพัฒนาการการมองเห็นที่แย่กว่าตาข้างที่ตรง

  • ตาขี้เกียจที่เกิดจากการบดบังแสงที่เข้าสู่จอตา

สาเหตุนี้เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุด แต่มีความรุนแรงและรักษายากมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เด็กมีหนังตาตกมาก จนบังแสงให้เข้าสู่ตาได้ไม่เต็มที่ หรือเด็กมีต้อกระจกขุ่นๆบังแสงไม่ได้เข้าสู่ตาได้ตามปกติ

  • ปัจจัยความเสี่ยงในด้านอื่นๆ เช่น เด็กที่คลอดก่อนกำหนด, น้ำหนักตัวน้อยกว่าอายุครรภ์, พัฒนาการช้า, ญาติสายตรงเป็นตาขี้เกียจ(พันธุกรรม), การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น

เบื้องต้นคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพัฒนาการมองเห็นของลูกน้อยได้ ซึ่งเด็กที่มีพัฒนาการมองเห็นไม่ปกติตามวัย โดยทั่วไปจะมีดังนี้

  1. เด็กแรกเกิดถึง 3 เดือนแรก ควรกะพริบตาตอบสนองต่อแสงจ้าได้
  2. เด็กอายุ 3 เดือน เริ่มจ้องมอง ซึ่งมองหน้าแม่ได้ และมองตามสิ่งของ หรือของเล่นได้นิดหน่อย
  3. เด็กอายุ 6 เดือน การจ้องมอง และการมองตามสิ่งของในวัยนี้จะทำได้ดีมาก แต่ถ้าสายตาเลื่อนลอย ตาลอยไม่สบตา ไม่มองตามของตามการเคลื่อนไหวของวัตถุแนะนำให้มาพบหมอตาจะดีที่สุด
  4. เด็กที่สื่อสารได้ อาจจะบอกผู้ปกครองว่ามองกระดานไม่ชัด เวลามองต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ หรือต้องหยีตาให้มองชัด เด็กในวัยนี้ทุกคนแนะนำว่าควรมาตรวจคัดกรองการมองเห็นเพื่อตรวจหาอาการผิดปกติของค่าสายตาก่อนเข้าเรียนเสมอ
  5. หากผู้ปกครองสังเกตว่าลูกมีตาเหล่ ตาเข หรือตามองไม่ตรง แนะนำให้รีบมาพบหมอทันที
A little boy draws in the garden (outdoors). He wears glasses and an eye patch (occluder) to prevent amblyopia and strabismus (squint, lazy eye). The school students vision diseases problem.

ส่วนในการวินิจฉัยโรคนั้น จักษุแพทย์จะมีการตรวจระดับการมองเห็น โดยในเด็กที่ยังพูดสื่อสารไม่ได้ ก็จะมีเทคนิคการตรวจที่แตกต่างกันตามวัย และ ในเด็กที่สื่อสารได้แล้ว ก็จะสามารถตรวจระดับการมองเห็นได้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นแพทย์จะหาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดตาขี้เกียจ ตรวจตาทั้งหมดอย่างละเอียดตั้งแต่ลักษณะของเปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา และจอประสาทตา รวมถึงค่าสายตาสั้น ยาว เอียง

สำหรับการรักษาโรคตาขี้เกียจ แพทย์หญิงณัฐฐิญา อธิบายว่า “กรณีตรวจหาสาเหตุของสายตาขี้เกียจได้แล้ว หากเด็กมีความจำเป็นต้องใส่แว่น เราจะต้องหาแว่นที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้กับเด็ก จากนั้นตรวจเช็คอาการตาขี้เกียจว่าอยู่ในระดับไหน เช่น น้อย ปานกลาง หรือมากนั้น วิธีการรักษาส่วนใหญ่เราจะปิดตาข้างที่ปกติ คือ ถ้าเป็นตาขี้เกียจข้างขวา เราก็จะปิดตาด้านซ้าย เพื่อให้ตาข้างขวาที่ขี้เกียจ หรือข้างที่สมองพัฒนาได้ช้าเพราะการมองเห็นได้ใช้งาน และให้ทำงานได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรคตาขี้เกียจมีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี ซึ่งการรักษาด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญนั้น จะปิดโอกาสความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตาขี้เกียจซ้ำได้อีก ส่วนใหญ่หากตรวจพบในเด็กอายุน้อยๆ โอกาสก็หายไวจะมีมากกว่า กล่าวคือ เด็กเล็กที่ยิ่งเจอเร็ว รักษาได้ดี ก็จะหายขาดได้เร็วมากขึ้น

ทั้งนี้มีงานวิจัยพบว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้าประชากรประมาณครึ่งโลก หรือคิดเป็นประมาณ 50% ของจำนวนประชากร มีความเสี่ยงสายตาสั้นเพิ่มมากขึ้น สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อยู่ในอันดับที่ 2 รองจากเอเชียตะวันออก ที่คาดว่าจะมีประชากรสายตาสั้นกว่าเกือบ 70% ซึ่งจากสถิติและการคาดการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่ามีความน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะในเด็กที่สายตาสั้น

ในขณะที่ ผลการดำเนินงานในปีการศึกษา 2565 กองอนามัยวัยเรียนวัยรุ่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขไทย สรุปจำนวนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 1 มีจำนวน 886,806 คน ได้รับการคัดกรองสายตาจำนวน 342,684 คน(38.64%) โดยพบความเสี่ยง 37,683 คน(11%) และได้รับแว่นตา จำนวน 18,243 คน(48.41%)

เด็กควรจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองสายตาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ก่อนจะต้องตัดแว่นอันแรกในชีวิต

แพทย์หญิงณัฐฐิญา แนะนำว่า “ผู้ปกครองควรพาเด็กเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะถ้าจะต้องตัดแว่นอันแรกในชีวิต ตลอดจน ควรมีการตรวจคัดกรองการมองเห็นของเด็กทุกคนก่อนเข้าเรียน หรือก่อนเข้าอนุบาลเด็กๆ ควรได้รับการตรวจสายตาก่อนเพื่อดูว่าการมองเห็นปกติหรือไม่ ซึ่งสิ่งแรกที่จักษุแพทย์จะตรวจสอบ คือ การตรวจประเมินเบื้องต้นว่าเด็กแต่ละคนมีการมองเห็นอย่างไรบ้าง โดยศูนย์จักษุโรงพยาบาลพระรามเก้า มีอุปกรณ์การตรวจตาที่มีเทคโนโลยีใหม่ คุณภาพดีมาก มีความหลากหลายและเหมาะสมในการตรวจเด็ก มีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโตอย่างละเอียด ซึ่งทางโรงพยาบาลจะให้ความสำคัญมากในด้านนี้ หากการคัดกรองการตรวจนั้นพบว่าคนไข้เป็นเด็กเล็กๆ ก็จะส่งต่อมาให้พบกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญการตรวจรักษาเด็กทันที

มีเคสหนึ่งที่หมอทำการตรวจรักษา เด็กมาด้วยการตรวจเบื้องต้นสงสัยอาการสายตาสั้น 500 กว่า แต่เมื่อมาทำการตรวจรักษาและหยอดยาเพื่อเช็คค่าสายตาที่ถูกต้อง ก็พบว่าเด็กสายตาไม่สั้นเลย นั่นหมายความว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มีสายตาสั้นจริง และเด็กคนนี้ไม่ต้องใส่แว่น หมออยากแนะนำว่าก่อนที่เด็กๆ จะได้ใส่แว่นสายตาสักอัน อยากให้คุณพ่อคุณแม่พาพบหมอตาเสียก่อน เพื่อให้เด็กได้รับการตรวจวัดค่าสายตาที่ถูกต้องและเหมาะสม

นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ผู้ปกครอง งดเรื่องการใช้หน้าจอในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ว่าจะเป็น ทีวี สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต โดยผู้ปกครองควรเสริมพัฒนาการในด้านอื่นๆ แทน อาทิ การให้เด็กออกมาสัมผัสแสงธรรมชาติ หรือ ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง(Outdoor Activities) เพราะกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีแค่สายตาเท่านั้น แต่ยังส่งไปยังการควบคุมอารมณ์และสมาธิอีกด้วย” แพทย์หญิงณัฐฐิญา ทิ้งท้าย

Team NKT ตัวแทนจากประเทศไทย บินตรงสู้ศึก Asia Pacific Predator League 2024 รอบ Grand Finals ที่ฟิลิปปินส์

เอเซอร์ ส่งท้ายทัวร์นาเม้นต์อีสปอร์ต ด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2024 รอบGrand Finals ณ SM Mall of Asia Arena ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในวันที่ 13 และ 14 มกราคม 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งแฟน ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคต่างเฝ้ารอที่จะได้เห็นการแข่งขันอันสุดแสนเร้าใจโดยที่ตั๋วเข้าชมโซน VIP กว่า 6,000 ใบ ได้ถูกขายหมดภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น

การแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2024 รอบ Grand Finals เป็นการรวมตัวกันของทีมอีสปอร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากเกม Dota 2 และ VALORANT รวม 26 ทีมจากทั่วภูมิภาค เข้ามาประชันฝีมือกันเพื่อเป้าหมายในการเป็นที่หนึ่ง และท้าชิงโล่ Predator Shields พร้อมเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 70 ล้านบาท ซึ่งทีมผู้ชนะ จะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2,275,000 บาท, ทีมรองชนะเลิศ รับ 700,000 บาท และทีมอันดับสามและสี่ จะได้รับเงินรางวัลทีมละ 262,500 บาท รวมถึงผู้เล่น Intel MVP จะได้รับเงินรางวัลพิเศษอีก 350,000 บาท

Andrew Ho President, Pan-Asia Pacific Operations กล่าวว่า “การแข่งขันรอบ Grand Finals ในปีนี้จะไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เสมือนเป็นการเฉลิมฉลองให้กับสปิริตของการแข่งขัน ที่เพิ่มความตื่นเต้นด้วยดนตรีและกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ เพื่อนำพาให้กลุ่มแฟน ๆ ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้อีสปอร์ตที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

รายการ Predator League ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กลุ่มผู้มีความสามารถด้านอีสปอร์ต ได้เข้ามาแสดงฝีมือเพื่อเปิดโอกาสทำตามความฝันในการคว้าชัยชนะบนเวทีใหญ่ระดับภูมิภาค เช่นเดียวกับในปีนี้ ที่นอกจากแฟน ๆ จะได้สัมผัสกับการแข่งขันอันตื่นเต้นเร้าใจแล้ว ภายในงานยังเต็มไปด้วยกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินชั้นนำ พร้อมความสนุกสนานจากแอมบาสเดอร์ของเอเซอร์ อย่าง Sarah Geronimo และ SB19

บทสรุปของความดุเดือดในการแข่งขัน VALORANT รอบ Grand Finals ได้จบลงด้วยชัยชนะของทีมเต็ง 1 จากฟิลิปปินส์อย่าง Team Secret ที่ครองเกมเหนือทีม FAV Gaming ผู้ท้าชิงจากญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่ตัวแทนหนึ่งเดียวจากไทยอย่าง Team NKT ทำผลงานจบทัวร์นาเม้นต์ด้วยอันดับ Top 12

และปีนี้ การแข่งขันเกม VALORANT ในศึก Thailand Predator League เตรียมพร้อมเปิดรับทีมอีสปอร์ต VALORANT ทั่วประเทศไทย เข้าร่วมต่อสู้เพื่อเฟ้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นตัวแทนไปชิงชัยกับเหล่ายอดทีมทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในรายการ Asia Pacific Predator League 2025 ที่ประเทศมาเลเซีย ในปีหน้า

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการอัปเดตเกี่ยวกับ Predator League โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ www.predator-league.com

Work Life Balance ความสมดุลที่ลงตัวกับ ชญาดา บิซ เพลส (Chayada Biz Place) ศรีนครินทร์ -อ่อนนุช ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น สไตล์โฮมออฟฟิศ

เป็นโฮมออฟฟิศที่ทำเลสุดยอดศักยภาพจริง ๆ สำหรับ “ชญาดา บิซ เพลส” (Chayada Biz Place)      ศรีนครินทร์ -อ่อนนุช  ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น 44 ยูนิต สไตล์โฮมออฟฟิศ ที่ตอบโจทย์กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการความสมดุลของชีวิตด้วยทำเลที่ติดถนนเฉลิมพระเกียรติ “เทธดา อุชุปาละนันท์” กรรมการผู้บริหาร บริษัท สวอน เอสเตท จำกัด เผย ชญาดา บิซ เพลส (Chayada Biz Place) ถือเป็นทาวน์โฮมที่สร้างความสมดุลของชีวิต Work Life Balance เติมเต็มความสุขของทุกการอยู่อาศัยครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง Clubhouse , ระบบ Smart Security และ Panoramic Garden View อีกทั้งยังใกล้ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา เน้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย โดยกลุ่มลูกค้าอายุ 35-53 ปี ที่ต้องการทำงานที่บ้าน หรือทำธุรกิจ โดยออกแบบมาเพื่อผู้อยู่อาศัยได้อย่างสมดุลไม่ต้องเลือกระหว่างครอบครัวและที่ทำงานลดความเหนื่อยล้า จากการเดินทาง

พบกับ “ชญาดา บิช เพลส” (Chayada Biz Place) ทาวน์โฮม แห่งใหม่บนถนนศรีนครรินทร์ -อ่อนนุช  (เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 67) ได้แล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 08-3322-6677

 “ไข้เลือดออก” ครองแชมป์อันดับ 1โรคระบาดในไทยปี 66 สูง 3 เท่า มีโอกาสเป็นซ้ำได้

ไข้เลือดออก เป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยที่พบได้ทุกปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน และมีสถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกมีแนวโน้มสูงขึ้น ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคพบว่าจำนวนผู้ป่วยในปี 2566 มากกว่าปี 2565 ถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล ทำให้เราควรจะตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้ เพราะแม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อยและผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรงแต่ในผู้ป่วยบางรายก็อาจมีอาการรุนแรงจนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

พญ.จิตรฟ้า หรูรุ่งโรจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว ศูนย์วัคซีนและเวชศาสตร์การเดินทาง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ความรู้ว่า “โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus; DENV)  ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ Dengue 1 (DEN1), Dengue 2 (DEN2), Dengue 3 (DEN3), และ Dengue 4 (DEN4) ซึ่งหากมีการติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะมีภูมิกันต่อเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่จะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่น ๆ และป่วยเป็นไข้เลือดออกได้มากกว่า 1 ครั้ง หากมีการติดเชื้อสายพันธุ์อื่นอีกภายหลัง ซึ่งความรุนแรงของอาการป่วยมีความแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ที่มีการติดเชื้อ ความแข็งแรงและสุขภาพร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อ ทั้งนี้สามารถพบการติดเชื้อและป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กเล็ก พบมากที่สุดจะช่วงอายุ 5-14 ปี ไปจนถึงผู้สูงอายุและในช่วง 20 ปีหลังมานี้แนวโน้มการติดเชื้อไข้เลือดออกในวัยรุ่นและผู้ใหญ่มีมากขึ้นและอันตรายมากขึ้น”

ในขณะที่กรมควบคุมโรค เผยสถานการณ์โรคติดต่อที่มีการระบาดในไทยปี 2566 ที่ผ่านมา โดยจากสถิติ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 13 ธ.ค. 2566 พบมีการระบาดและมีผู้ป่วย โรคไข้เลือดออกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รวม 147,412 ราย อัตราป่วย 222.91 ต่อประชากรแสนคน ผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 3.4 เท่า กระจายทั่วประเทศ และพบผู้ป่วยเสียชีวิตที่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ รวม 174 รายจาก 57 จังหวัด อัตราป่วยตาย 0.12 % โดยอัตราป่วยตายสูงสุดในกลุ่มอายุ 25 – 34 ปี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังและภาวะ
อ้วน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้เสียชีวิตพบไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยพบ DENV-2 มากที่สุด รองลงมา คือ DENV-1 DENV-3 และ DENV-4 ตามลำดับ

คนเราสามารถติดเชื้อไข้เลือดออกได้มากกว่า 1 ครั้งในสายพันธุ์ที่ต่างจากครั้งแรก

พญ.จิตรฟ้า อธิบายต่อไปว่า “ประเทศไทยพบการระบาดทั้ง 4 สายพันธุ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งจะหมุนเวียนสลับกันไปแล้วแต่ช่วงเวลา แต่สายพันธุ์ที่ 1 และ 2 เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด การติดเชื้อครั้งแรกส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่การติดเชื้อครั้งที่สองที่เป็นการติดเชื้อจากสายพันธุ์ที่ต่างไปจากการติดเชื้อครั้งแรก อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น

โดยอาการของไข้เลือดออกในช่วงเริ่มต้นมักจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ไข้สูงเกิน 38.5 องศา , ปวดศีรษะ , ปวดกระบอกตา , ปวดเมื่อยตัว , คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีจุดเลือดออกตามแขน ขา ลำตัว ผู้ป่วยบางรายมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ซึ่งอาการของไข้เลือดออกในวันที่ 3-7 ของการป่วย อาจมีอาการรุนแรง ขึ้นขั้นเลือดออกผิดปกติรุนแรง เกิดภาวะช็อกและอาจเสียชีวิตได้”

แม้การป้องกันไข้เลือดออกที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด รวมถึงการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบริเวณรอบบ้าน การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันโรคไข้เลือดออกและลดความรุนแรงของโรคได้ และในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว 2 ชนิด ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อเดงกี(dengue virus; DENV)ได้ทั้ง 4 สายพันธุ์

วัคซีนชนิดแรก (Dengvaxia®) เริ่มมีใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นวัคซีนเชื้อเป็น ป้องกันสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้ดี แต่ป้องกันสายพันธุ์ที่ 1 และ 2 ได้ปานกลาง มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออก 65% และป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ 80% โดยฉีดจำนวน 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 6 เดือน สามารถฉีดได้ในผู้ที่มีอายุ 6-45 ปี ที่เคยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อนเท่านั้น เนื่องจากพบว่าหากฉีดในคนที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน มีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น

วัคซีนไข้เลือดออกชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดใหม่ (QDenga®) มีการใช้แล้วใน 16 ประเทศทั่วโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนให้สามารถใช้ในประเทศไทยได้ในปี 2566 เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น สามารถป้องกันสายพันธุ์ที่ 1 และ 2 ได้ดีซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบมากและเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไทย โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม เว้นระยะห่างจากเข็มแรก 3 เดือน

  • สามารถฉีดได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่อายุ 4-60 ปี สามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน และไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจภูมิคุ้มกันไข้เลือดออกก่อนได้รับวัคซีน
  • มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกโดยรวมได้ 80%
  • ป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ถึง 90%

อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย

NocNoc ขยายหมวดสินค้า “Pets Category” เจาะกลุ่มคุณพ่อ-คุณแม่น้อน ๆสร้าง Pets Destination แหล่งช้อปแห่งใหม่ เพื่อบ้านที่เป็นมิตรกับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ รุกตลาดสัตว์เลี้ยงรับเทรนด์ Pets Humanization ขยายหมวดสินค้าเอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงรักการแต่งบ้าน ผ่าน “NocNoc Pets Category” รวมสินค้าช้อปสะดวก-ครบ-จบ-คุ้ม มากด้วยไอเดียและแรงบันดาลใจสำหรับพื้นที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง พร้อมจัดแคมเปญสิทธิพิเศษให้ทั้งส่วนลดและโค้ดช้อปคุ้มไปดูแลน้องๆได้อย่างเต็มที่ ตอกย้ำความเป็น Pets Destination แห่งใหม่ที่เข้าถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกกลุ่ม พร้อมจับมือร้านค้าพันธมิตรบนแพลตฟอร์ม เดินกลยุทธ์ O2O จัดกิจกรรม NocNoc Pets Friendly ในโซนไฮไลต์คนรักสัตว์อย่างต่อเนื่อง

            นายอนุพงศ์ ทะสดวก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าและพาณิชย์ บริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส จำกัด หรือ NocNoc ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ เปิดเผยว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตและกำลังซื้อที่สูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภค Millennials ซึ่งมีการสำรวจให้เห็นถึงพฤติกรรม Pets Humanization ของคนอายุตั้งแต่ 18-34 ปี พบว่าผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงกว่า 75% ดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นลูกหรือสมาชิกในครอบครัว และมี 65% ที่ใช้เงินกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงมากกว่าของตัวเอง

ทำให้เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์เลี้ยงและของแต่งบ้านที่เป็น Pets Friendly ในประเทศไทยมีมูลค่าแตะกว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งการเติบโตต่อเนื่องของสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงในไทยและประเทศอาเซียน คือโอกาสเปิดให้ NocNoc ได้ใช้จุดแข็งของแพลตฟอร์มที่มีสินค้าครอบคลุมกว่า 600,000 รายการ มาเพิ่ม Destination ใหม่ที่ตอบโจทย์แก่ผู้บริโภคที่รักสัตว์เลี้ยงและการแต่งบ้าน ในหมวดหมู่ “NocNoc Pets Category” โดยมีตัวเลือกสินค้าที่ช้อปสะดวก ครบ จบ คุ้ม มากด้วยไอเดียและแรงบันดาลใจเพื่อสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของทุกคน

“ปัจจุบันเทรนด์การดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นลูกหรือคนในครอบครัวได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โฟกัสของตลาดในกลุ่มนี้เปิดกว้างและไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาหารหรือสินค้าสุขภาพ แต่ยังรวมไปถึงการตกแต่งบ้านหรือแม้แต่โรงแรมที่พักก็ต้องมีพื้นที่สอดรับกับเทรนด์ดังกล่าว ใน NocNoc Pets Category ได้รวบรวมสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่ม B2C และ B2B อย่าง ที่นอนสัตว์เลี้ยง ลู่วิ่ง บ้านสุนัข คอนโดแมว พรมสัตว์เลี้ยง หญ้าเทียม อุปกรณ์ของเล่น อาหารสัตว์ และของใช้อื่น ๆ รวมทั้งกลุ่มของ Pets Care อย่างบริการอาบน้ำ สปา ตัดขน และแพคเกจตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง เพื่อจะเข้าไปทำให้พื้นที่อยู่อาศัยกลายเป็นเซฟโซนที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ”

ในแคมเปญ NocNoc Pets นอกจากเรื่องบ้าน…ยังมีสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงอีกเพียบให้เลือกช้อปแล้ว NocNoc ยังแจกความคุ้มให้ทุกบ้านได้ช้อปสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงที่คุณรักแบบไม่มีอั้น ช้อปครบ 3,000 บาท ลดเพิ่ม 10% สูงสุด 1,000 บาท เพียงกรอกโค้ด CACPTJ21 ช้อปครบ 10,000 บาท ลดเพิ่ม 12% สูงสุด 3,600 บาท กรอกโค้ด CACPTJ22 ช้อปครบ 30,000 บาท ลดเพิ่ม 13% สูงสุด 6,000 บาท กรอกโค้ด CACPTJ23 สะดวก ครบ จบ พร้อมบริการจัดส่งถึงหน้าบ้าน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 67  

ทั้งนี้ในอนาคต NocNoc ยังมีแผนตอกย้ำความเป็น Pets Destination แห่งใหม่ที่เข้าถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกกลุ่ม ด้วยการจับมือกับพันธมิตรผู้จำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม ดำเนินกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ยกคอนเซ็ปต์ เรื่องของน้อนนน…เลือกจนกว่าจะชอบ ที่ NocNoc มาจัด Activation ตั้งแลนมาร์ค NocNoc Pets Friendly ในโซนคอมมูนิตี้ไฮไลต์ที่รวมตัวของกลุ่มคนรักสัตว์ อาทิ สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงพยาบาลสัตว์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้เจ้าของได้ช้อปสินค้าในกลุ่ม NocNoc Pets ไปดูแลน้อง ๆ สัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่

“ที่ผ่านมา NocNoc มีการเพิ่มทางเลือกที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต และการอยู่อาศัยของทุกคนในครอบครัว ซึ่งสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงก็เป็นอีกหนึ่งในหมวดหมู่ที่มีการขยายตัวเลือกที่มีคุณภาพ และหลากหลายมากขึ้นให้กับบรรดาคุณพ่อ-คุณแม่ของน้อง ๆ ที่ต้องอยู่อาศัยร่วมกันอย่างลงตัว โดยทุกบ้านสามารถเลือกสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง…ได้จนกว่าจะชอบที่ NocNoc ทุกที่ทุกเวลาที่ https://bit.ly/3NTkuZX หรือโหลด NocNoc  https://bit.ly/3H2PUJu แล้วช้อปเลย” นายอนุพงศ์ เสริมทิ้งท้าย

โฮมโปร… ให้ทุกคนเปย์ของที่ถูกใจ เปิดตัวแคมเปญ โฮมเปย์ ให้ชีวิตปัง! กับ “สินเชื่อโฮมเปย์” สมัครง่าย-อนุมัติไว ใช้แค่บัตรประชาชน พร้อมผนึกกำลัง ‘กรุงศรี เจเนซิส’ อนุมัติวงเงินสูงสุด 100,000 บาท

โฮมโปร.. เปิดต้นปีใหม่ มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ ที่อยากให้ทุกคนได้เปย์ของที่ถูกใจ ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ โฮมเปย์ ให้ชีวิตปัง! กับ “สินเชื่อโฮมเปย์ (HomePay)” บริการวงเงินพร้อมใช้ ซื้อก่อน-ผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later : BNPL) ภายใต้แนวคิด “ง่าย-ถูก-ไว” คือ ง่าย-สมัครง่าย! เพียงแค่บัตรประชาชนใบเดียว! ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้! ผ่านช่องทางโฮมการ์ด (HomeCard) แอปพลิเคชั่น ถูก-ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.62% ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยปกติสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี และ ไว-อนุมัติผลไวสุดใน 3 นาที เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกลุ่มอาชีพอิสระ และทุกอาชีพที่ต้องการช้อปสินค้าได้อย่างสบายใจ สะดวกสบาย ให้สามารถผ่อนสินค้าง่ายได้ทุกชิ้น นานสูงสุด 36 เดือน ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 100,000 บาท โดยผนึกกำลังร่วมกับ กรุงศรี เจเนซิส เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น พร้อมให้สิทธิประโยชน์อีกมากมายตลอดปี ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 67 นี้

นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เผยว่า “โฮมโปร ตระหนักถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงได้เอาความเชี่ยวชาญและจุดแข็งในฐานะผู้นำธุรกิจด้าน Home Solution and Living Experience ที่มีกลุ่มฐานลูกค้าขนาดใหญ่อยู่แล้ว ที่มีความต้องการซื้อสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟอร์นิเจอร์ ที่นอน สุขภัณฑ์ และของตกแต่งบ้าน เราอยากจะเพิ่มโอกาสทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้าโฮมการ์ด รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ จึงได้ออกแคมเปญ โฮมเปย์ ให้ชีวิตปัง! กับ “สินเชื่อโฮมเปย์ (HomePay)” เป็นบริการสินเชื่อทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่จะเข้ามารองรับทุกๆ การใช้จ่ายของคนไทยจำนวนมากที่มีรายได้ แต่ไม่มีเอกสารแสดงรายได้ ไม่มีบัตรเครดิต เพียงแค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียว! ในการสมัครผ่านโฮมการ์ด (HomeCard) แอปพลิเคชั่น ทุกๆ การใช้จ่ายแต่ละเดือนของลูกค้าก็จะง่ายขึ้น คล่องตัวมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทุกอาชีพ คุ้มค่าทั้งในแง่ดอกเบี้ย หรือระยะเวลาผ่อนชำระ จึงร่วมมือกับ กรุงศรี เจเนซิส ร่วมกันพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ ‘สินเชื่อโฮมเปย์ (HomePay)’ ขึ้นมา”

นางสาวพัทธ์หทัย กุลจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ในฐานะตัวแทนบัตรเครดิตและสินเชื่อในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า “นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน โดยกรุงศรี เจเนซิส ภายใต้การบริหารของบริษัทอยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซสจำกัด ในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีความเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินคุณภาพ จะดูแลเรื่องการให้บริการด้านสินเชื่อ โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง อย่าง ‘โฮมโปร’ ที่เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัย เรามีความเชื่อมั่นว่า “สินเชื่อโฮมเปย์ (HomePay)” ซึ่งเป็นบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเป็นสินเชื่อ ซื้อก่อน-ผ่อนทีหลัง ผลิตภัณฑ์แรกที่ให้บริการสำหรับลูกค้าโฮมโปร จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับลูกค้าในวงกว้าง ด้วยรูปแบบการสมัครสินเชื่อผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มทางการเงิน โดยใช้วิธีพิจารณาสินเชื่อด้วยข้อมูลทางเลือกโดยผู้สมัครต้องยินยอมให้เข้าถึงข้อมูล จึงทำให้ใช้งานง่าย ทำธุรกรรมสะดวกทุกที่ทุกเวลา รวมถึงรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัยทุกขั้นตอน ให้วงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 100,000 บาท ผ่อนสบายนานสูงสุด 36 เดือน เพียงเลือกสินค้าและสแกนผ่อนสินค้า ที่โฮมโปรและเมกาโฮม กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ สมัครง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชั่นโฮมการ์ด (HomeCard) และ UCHOOSE อนุมัติไวสุดใน 3 นาที  รวมถึงยังสามารถชำระเงินคืนได้ง่ายๆ ผ่าน Mobile Banking ทุกธนาคารด้วย QR Code โดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะช่วยยกระดับโซลูชั่นทางการเงินที่ตอบสนองความต้องการของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบันได้อย่างเต็มรูปแบบ

“โฮมโปรตั้งเป้าให้บริการ ‘สินเชื่อโฮมเปย์ (HomePay)’ เข้ามาเป็นตัวช่วยสนับสนุนผู้บริโภคลดภาระการใช้เงินสด และช่วยสร้างชีวิตที่ดีขึ้นผ่านการใช้จ่ายที่สะดวกสบาย อีกทั้งโฮมโปรยังช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคมีชีวิตปังตลอดปี 2567 นี้ ด้วยการมอบโปรโมชั่นผ่านสินเชื่อโฮมเปย์ อาทิ คูปองส่วนลดพิเศษ, พิเศษดอกเบี้ย 0% เดือนแรกสำหรับผู้สมัครใหม่ รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่จะเพิ่มเข้ามาให้ช้อปของถูกใจเข้าบ้านได้ตลอดปี เริ่มสมัครพร้อมรับความคุ้มได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2567” นางสาวเสาวณีย์ กล่าว

ฉลอง “วันเด็กแห่งชาติ 13 มกราคม 67 ตรวจภูมิแพ้ไร้ฝุ่นสำหรับหนูๆ ฟรี!!” ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า

โรงพยาบาลพระรามเก้า ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคยากซับซ้อนและการดูแลสุขภาพก่อนป่วยมากว่า 31 ปี ร่วมต้อนรับ “วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567” ขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่จูงมือน้องๆ หนูๆ ร่วมกิจกรรมพิเศษ “Happy Children’s Day วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567”

รับฟัง!! ถอดรหัสวิธีสังเกตอาการโรคภูมิแพ้ในเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ จากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อม บริการ ให้คำปรึกษาโรคภูมิแพ้ในเด็กฟรี ผ่าน Telemedicine เพียงเพิ่มเพื่อนบนไลน์ @praram9v หรือปรึกษาแพทย์ออนไลน์ คลิกเลย https://bit.ly/skintestpr9v (รับจำนวนจำกัด 10 ท่านเท่านั้น)

รับของขวัญพิเศษ บริการตรวจฟรี ทดสอบภูมิแพ้ไร้ฝุ่นให้กับเด็กๆ จำนวน 50 ท่าน เพียงสแกน QR Code รับสิทธิ์ พร้อมรับบัตรคิวหน้างาน ได้ที่ศูนย์กุมารเวชกรรม ชั้น 10 อาคาร B
ในวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 10.00 น.

พลาดไม่ได้ วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 เวลา 09.00 – 10.00 น. วันเดียวเท่านั้น! ณ ศูนย์กุมารเวชกรรม ชั้น 10 อาคาร B โรงพยาบาลพระรามเก้า

ซูเลียนจัดงานใหญ่ “พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณพร้อมประดับเข็มเกียรติยศ” ประจำเดือนมกราคม 2567

   

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานประชุมใหญ่ และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณประดับเข็มเกียรติยศแก่นักธุรกิจซูเลียน ประจำเดือนมกราคม 2567 งานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด แถลงนโยบายในปี 2567 กับบรรดานักธุรกิจซูเลียน พร้อมรับฟังความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพโดยคุณแวว – แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการและนักกำหนดอาหาร  พิเศษสุด! ฟรีคอนเสิร์ตจาก “เปา – เปาวลี” นักร้องสาวเสียงไพเราะมากความสามารถ และพบกับกิจกรรมพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ในวันเสาร์ – อาทิตย์ ที่ 13 -14 มกราคม 2567 ณ ห้อง Zhulian Royal Grand Ballroom บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด