ไดกิ้น ร่วมส่งต่ออากาศสะอาดปลอดภัย สร้าง “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กทุกคน

ไดกิ้น ร่วมกับหน่วยงานในเขตกรุงเทพมหานครฯ ดำเนินการโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามแนวทางของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไดกิ้น จำนวน 2 ชุด และเครื่องระบายอากาศชนิดแลกเปลี่ยนความร้อนไดกิ้น จำนวน 2 ชุด ให้กับ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 4 โซน 10 เขตลาดกระบัง มุ่งสร้างพื้นที่อากาศสะอาดปลอดภัย ไร้ฝุ่น PM 2.5 เพื่อสุขภาพและพัฒนาการที่ดีของเด็กทุกคน

            สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่อยู่รอบตัวคนไทยและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปี 2567 มานี้ มีรายงานค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครฯ ที่มีค่า PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเกือบทุกพื้นที่ อาทิ เขตบางคอแหลมและเขตลาดกระบัง ที่มีค่า PM2.5 สูงถึงกว่า 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ อีกทั้ง ‘ฝุ่นพิษ’ เหล่านี้ยังสามารถอยู่ได้รอบตัวไม่เว้นแม้แต่ภายในอาคาร ทำให้คนอีกกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังคือกลุ่มของเด็กเล็กในพื้นที่โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่มีภูมิต้านทานต่ำกว่าผู้ใหญ่ ต้องเสี่ยงกับอันตรายต่อการเกิดโรคเรื้อรังและกระทบต่อพัฒนาการในระยะยาว

นายเจษฎา ทรัพย์เจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า นวัตกรรมของไดกิ้นได้เข้ามามีบทบาทกับการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ให้แก่ผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่องในหลายปีหลัง ภายใต้เทคโนโลยีการปรับอากาศที่สามารถลดมลพิษและสิ่งแปลกปลอม พร้อมสร้างอากาศที่สมบูรณ์แบบต่อทุกการอยู่อาศัย ตลอดจนประหยัดพลังงาน ซึ่งผลจากการดำเนินงานทำให้ไดกิ้นเข้าใจความต้องการด้านสุขภาพของคนไทยมากขึ้นและยังช่วยให้บริษัทฯ เห็นถึงความสำคัญในการดูแลสุขอนามัยของเด็กเล็ก ที่ต้องการพื้นที่เพื่อการเติบโตและสร้างพัฒนาการอย่างมีคุณภาพ ไดกิ้น จึงได้ร่วมกับหน่วยงานในเขตกรุงเทพมหานครฯ ในการมีส่วนร่วมจัดทำ ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ตามแนวทางของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผ่านการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไดกิ้น จำนวน 2 ชุด และเครื่องระบายอากาศชนิดแลกเปลี่ยนความร้อนไดกิ้น จำนวน 2 ชุด ให้กับ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 4 โซน 10 ในเขตลาดกระบัง

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครฯ ได้กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญต่อแนวทางสร้างเสริมประสิทธิภาพกับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนมาโดยตลอด เพื่อมุ่งปูพื้นฐานให้เด็กวัย 2-6 ปี ได้มีพัฒนาการที่ดีและพร้อมเปิดรับการเรียนรู้ต่อไปในวันข้างหน้า เราจึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อเป็นเกราะป้องกันสุขภาพเด็กในวัยกำลังเติบโต โดยเฉพาะต่อฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นสถานการ์เร่งด่วนในตอนนี้ ด้วยการประสานความร่วมมือกับเอกชนที่มีศักยภาพและเห็นความสำคัญของการสร้างห้องเรียนอากาศสะอาด เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจาก ไดกิ้น จนสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดฝุ่น และมีมาตรฐานให้แก่เด็ก ๆ

ด้าน ผศ.ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวเสริมว่า ห้องปลอดฝุ่นเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างมากในการป้องกันผู้ที่อยู่อาศัยจากการสัมผัส PM2.5 ในบรรยากาศภายนอก การสนับสนุนของไดกิ้นในครั้งนี้ นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศ ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ไดกิ้นยังได้เอื้อเฟื้อถึงการนำระบบระบายอากาศแบบครบวงจรมาติดตั้ง ช่วยสร้างสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ และทำกิจกรรมของเด็ก ทั้งการเรียน การเล่น หรือการพักผ่อน ซึ่งหัวข้อเหล่านี้จะได้รับการศึกษาและนำไปขยายผลต่อยอด เพื่อเป็นประโยชน์ ให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ อีกมากกว่า 290 แห่งในกรุงเทพมหานครฯ และได้รับการพัฒนาให้มีอากาศสะอาดครอบคลุมเพื่อเด็ก ๆ ทุกคน

นอกจากนี้บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด และบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ( ประเทศไทย) จำกัด ยังได้ส่งมอบเครื่องปรับอากาศไดกิ้น พร้อมงานติดตั้ง จำนวน 8 ชุด  ให้กับ โรงเรียนวัดไทร  และโรงเรียนวัดราชสิงขร สำนักงานเขตบางคอแหลม สำหรับเพื่อจัดทำห้องปลอดฝุ่นในห้องเรียนระดับชั้นอนุบาลหนึ่งของโรงเรียนวัดไทร ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการห้องปลอดฝุ่นในพื้นที่เขตบางคอแหลม

ซูเลียน ฉลองเปิดขาสาใหม่ “บจก. เฟิร์ส หาดใหญ่ เอเจนซี่ (HAH)” พร้อมให้บริการแล้ววันนี้

ดร. ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย   นายควรคิด แดงคงแก้ว ผู้จัดการขายระดับมงกุฎอิสริยะ (RCD), นางสุรีรัตน์ แดงคงแก้ว ผู้จัดการขายระดับมงกุฎเพชร (CDM) ร่วมกันเปิด “ ซูเลียน เฟิร์ส หาดใหญ่ เอเจนซี่ (HAH)” จ.สงขลา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวแทนในเครือข่าย ลูกค้าซูเลียนในจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงในการเลือกซื้อสินค้าของบริษัท      โดยมี นายภานุสรรค์ จุลล์จักรวงศา, นายณัฐชานนท์ จุลล์จักรวงศา , ดร.ชาญชัย เจ้ยชุม ร่วมพิธีเปิด ณ บจก. เฟิร์ส หาดใหญ่ เอเจนซี่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ไดกิ้น เปิดตัว “MAX Inverter Star Series” ในเครื่องปรับอากาศซีรีย์ใหม่ 5 รุ่น ไดกิ้น เปิดตัว “MAX Inverter Star Series” ในเครื่องปรับอากาศซีรีย์ใหม่ 5 รุ่น ดึง “ณเดชน์-บิวกิ้น” ร่วมถ่ายทอดปรากฏการณ์อากาศสมบูรณ์แบบ-คุ้มค่าเต็ม MAX ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

            ไดกิ้น พาคนไทยร่วมสัมผัสกับปรากฏการณ์ดาวดวงใหม่แห่งความคุ้มค่า “Daikin MAX Inverter Star Series ปรากฏการณ์คุ้มอย่าง MAX” กับการต่อยอดที่สุดแห่งเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ ให้ความคุ้มแบบเต็ม MAX ผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง 5 รุ่นใหม่ และเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ SKY AIRโดยเปิดตัวรับซัมเมอร์ 2024 นี้ ชูความโดดเด่นด้วย 4 ฟังก์ชัน ประหยัดไฟ-เย็นเร็ว-ทนทาน-ทำงานเงียบ ขยายระยะเวลารับประกัน 5 ปีเต็มสำหรับเครื่องปรับอากาศติดผนัง Series Y ทุกรุ่น ผ่าน 2 พรีเซ็นเตอร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ คู่ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ร่วมถ่ายทอดปรากฏการณ์สร้างอากาศสมบูรณ์แบบเพื่อคนทุกคนผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

            นายไดสุเกะ มุราคามิ ประธานบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศแบรนด์
“ไดกิ้น” เปิดเผยว่า “ปี 2023 เป็นปีที่สุดยอดเทคโนโลยีจากไดกิ้นอย่าง Max Inverter ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถในการสร้างอากาศสมบูรณ์แบบที่ตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค ทำให้ในปี 2024 นี้ ไดกิ้นเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี Max Inverter ในปีที่ 2 ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Daikin MAX Inverter Star Series ปรากฏการณ์คุ้มอย่าง MAX’ ชวนมาค้นพบที่สุดของเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์จากไดกิ้น ที่ประหยัดไฟ เย็นเร็ว ทนทาน ทำงานเงียบ พร้อมชูความคุ้มค่าแบบเต็ม MAX ประหยัดไฟสูงสุด 5 ดาว ตามมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2024 รวมถึงต่อยอดการสื่อสารให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงความคุ้มค่าในทุกมิติ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้พรีเซ็นเตอร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ ประกบคู่กับ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เพื่อถ่ายทอดการทำงานของนวัตกรรมปรับอากาศ 5 รุ่นใหม่ ที่พร้อมสร้างปรากฏการณ์ดาวแห่งความคุ้มค่าดวงใหม่เพื่อคนทุกคน”

            สำหรับในปีนี้ ไดกิ้นได้มุ่งเน้นความสำคัญของการลงทุนยกระดับในด้านเทคโนโลยี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการอากาศคุณภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา รวมถึงมีการพัฒนาให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ในเนื้อหาด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและความยั่งยืนตามมาตรฐานใหม่ของภาครัฐ หรือ ‘มาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 / 5 ดาว’ จนกลายเป็นที่มาของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบติดผนัง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Daikin MAX Inverter Star Series’ ซึ่งเตรียมเปิดตัวต้อนรับช่วงซัมเมอร์ปี 2024 นี้ รวม 5 รุ่น

ได้แก่ KZ Star Series, KM Star Series, KC Star Series, KF Star Series และ KQ Star Series โดยจุดเด่นของ
ซีรีย์นี้จะอยู่ที่ฟังก์ชันหลัก ทั้ง 4 จากเทคโนโลยี Max Inverter คือประหยัดไฟ-เย็นเร็ว-ทนทาน-ทำงานเงียบ สอดแทรกความคุ้มค่าที่เหนือกว่าด้วยค่า SEER หรือค่าประสิทธิภาพพลังงานที่อยู่สูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปในทุก ๆ รุ่น โดยเฉพาะ
ไฮไลต์อย่าง KZ Star Series ที่มีค่า SEER สูงสุดถึง 26.50 และครั้งแรกกับรุ่นเริ่มต้นอย่าง KQ Star Series ที่มาพร้อมฉลากประยัดไฟเบอร์ 5 แบบ 1 ดาว

คุ้มค่า ประหยัดไฟอย่าง MAX ด้วย รุ่นใหม่ล่าสุด ประหยัดไฟสูงสุด เบอร์ 5 ในระดับ 5 ดาว ประหยัดไฟกว่าเดิมสูงสุด 13,377 บาทต่อปี*

  • คุ้มเร็ว เย็นไวอย่าง MAX เย็นเร็วทันใจใน 1 นาที ด้วยเทคโนโลยี High Speed Swing Compressor
  • คุ้มนาน ทนอย่าง MAX ด้วยเทคโนโลยี Super PCB Pro แผงวงจรที่ทนทานต่อไฟกระชากและการรบกวนจากสัตว์ รวมถึงวัสดุคอยล์ที่ทนต่อการกัดกร่อน
  • คุ้มชิล เงียบอย่าง MAX เสียงเงียบทั้งตัวเครื่องภายในและภายนอก

ในส่วนของเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ SKY AIR ปีนี้ ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
ในระดับ5 ดาวที่ครอบคลุมมากที่สุดในท้องตลาด ทนทานยืดอายุการใช้งานด้วย CAZ Coil วัสดุพิเศษจากไดกิ้น
ทนการกัดกร่อนจากไอเกลือทะเล การันตีความทนจากศูนย์เทคโนโลนยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ อีกทั้งยังมีความสวยงามลงตัวในการออกแบบและติดตั้ง

“กลยุทธ์การทำงานในปี 2024 นี้ ไดกิ้นยังคงยึดมั่นในแนวคิด Perfecting the Air for All เพราะสิ่งสำคัญคือเราเชื่อมั่นว่าอากาศที่สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่คู่ควรกับคนทุกคน นั่นจึงทำให้ทั้งแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการสื่อสารของ Daikin MAX Inverter Star Series Phenomenon ผ่าน 2 พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนของคนทุกเจเนอเรชั่น
ก็เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดภาพจำว่าไดกิ้นได้เดินทางมาถึงอนาคตที่เทคโนโลยีในมือสามารถสร้างอากาศที่สะอาดที่สุด
ดีที่สุด และพร้อมที่จะส่งต่อความสมบูรณ์แบบนี้ไปถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคตด้วย

“อีกทั้งในปีนี้ เรายังได้ขยายการรับประกันเพื่อสร้างความสุขส่งต่อให้ผู้บริโภค โดยผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบติดผนังรุ่นใหม่ รหัส Series Y จะขยายระยะเวลารับประกันเป็น 5 ปีเต็มทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียน ทั้งในส่วนของคอมเพรสเซอร์, แผง PCB, แผงคอยล์เย็น และแผงคอยล์ร้อน CAZ Coil” นายไดสุเกะ เสริมทิ้งท้าย

โฮมโปร เบิ้ลความคุ้มรับต้นปี !! จัดใหญ่ “DOUBLE SALE 2.2”ลดแรง 5 วันเต็ม ตั้งแต่ 1-5 ก.พ. 67 นี้ ทุกสาขาและออนไลน์

โกยความคุ้มค่าฉลองยกใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ..ช้อปดีเดย์ 5 วันเต็ม 1 กุมภาพันธ์ – 5 กุมภาพันธ์ 2567 นี้ ที่ โฮมโปร กับโปรลดแรงแบบดับเบิ้ล! ‘HOMEPRO DOUBLE SALE 2.2’ เอาใจสายแต่งบ้านช้อปเพลินสารพัดไอเทมใหม่แกะกล่อง และสินค้าเรื่องบ้านลดจุใจทุกแผนก พร้อมความพิเศษที่เดียวที่นี่! ขนสิทธิประโยชน์จัดเต็มแบบเบิ้ลๆ มีให้ครบทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น

  • ดับเบิ้ลส่วนลด สูงสุด 16% !! ลดแรก..สมาชิกโฮมการ์ด ลดเพิ่มสูงสุด 13% (เมื่อช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นที่ร่วมรายการ) ลดสอง..สมาชิกบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ลดทันที 3% ตั้งแต่บาทแรก
  • ดับเบิ้ลรับเงินคืน เข้าโฮมโปร วอลเล็ต สูงสุด 9,000 บาท !! ต่อแรก..สมาชิกโฮมการ์ด ช้อปครบ 50,000 บาท/ใบเสร็จ รับเงินคืนสูงสุด 1,000 บาท ต่อสมาชิกตลอดรายการ (จำกัด 1,500 สิทธิ์/ตลอดรายการ) ต่อสอง..สมาชิกบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม รูดช้อปเต็มจำนวนตามเงื่อนไข รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท
  • ดับเบิ้ลใช้คะแนนลดเพิ่ม สูงสุด 23% !! ต่อแรก..ใช้คะแนนโฮมการ์ด 1,000 คะแนน แทนส่วนลด 100 บาท ต่อสอง..แลกคะแนนบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม เท่ายอดซื้อ ลดเพิ่ม 13%
  • ดับเบิ้ลสิทธิพิเศษ !! สิทธิ์แรก..กดรับเลย คูปองส่วนลด 300 บาท ผ่าน @HomePro Line Connect (เป็นส่วนลดเมื่อช้อป 6,000 บาทขึ้นไป) เฉพาะวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2567 เท่านั้น สิทธิ์สอง..สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อ จากสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ผ่อนแรง 0% นานสูงสุด 24 เดือน

พลาดไม่ได้ !! ช้อปคุ้มค่ากับ DOUBLE SALE 2.2 แล้วอย่าลืมต่อเนื่องเบิ้ลความคุ้มต่อ #ยิ่งใช้ยิ่งได้ กับโครงการ “Easy E-Receipt” รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท (ตามที่จ่ายจริงสำหรับใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์) ได้ทั้งช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน ที่โฮมโปรทุกสาขา ทั่วประเทศ

#HomeProDoubleSale #HomePro #homeprothailand #โฮมโปร #เรื่องบ้านโฮมโปรคือคำตอบ #Homepropr

PDPA Center พร้อมเปิดบริการแล้ววันนี้ คลายความกังวล เพิ่มความอุ่นใจในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

 “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” โดย PDPC หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดทำการศูนย์บริการ รับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Center) อย่างเป็นทางการพร้อมมอบรางวัลเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดีเด่น

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานใน พิธีเปิดศูนย์บริการ รับเรื่องร้องเรียน และให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA Center) และมอบรางวัลเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดีเด่น ซึ่งจัดขึ้นโดย PDPC หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างครบวงจร ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการให้กับทุกภาคส่วน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการติดต่อให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการติดต่อมายัง PDPC ได้อีกหนี่งช่องทาง 

การบริการที่ครบวงจรใน PDPA Center ประกอบไปด้วย

1. ศูนย์บริการให้คำปรึกษาและตอบข้อหารือเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA

2. ศูนย์บริการการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย PDPA

3. ศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC Eagle Eye)

4. ศูนย์บริการความรู้และวิชาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

5. ศูนย์ประสานงานสำหรับเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และให้คำแนะนำหลักการกำกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

6. ศูนย์ขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

7. ศูนย์ส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส้วนบุคคล

อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนผู้รับบริการได้อย่างเต็มที่ ศูนย์บริการ PDPA Center แห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าซึ่งจะทำให้การเดินทางหรือติดต่อประสานงานเป็นไปโดยสะดวก ซึ่งการให้บริการอย่างครบวงจรจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้โดยตรง

“เรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งผมได้กำหนดแนวทางและมาตรการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ โดยให้ PDPCดำเนินการแบบเชิงรุก และจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแล หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด และป้องปราม ไม่ให้หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่เหมาะสมบนช่องทางสาธารณะ หากตรวจพบหน่วยงานมีการทำผิดอย่างต่อเนื่องและมีผลกระทบร้ายแรง ก็จะต้องมีลงโทษ มีการปรับทางปกครองอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย PDPA ซึ่งในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการตรวจสอบเชิงรุก มีการสกัดการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้วกว่า 5,000 เคส และร่วมตรวจสอบเพื่อขยายผลสู่การจับกุมผู้ต้องหาซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว 5 ราย

นอกจากนี้ ผมได้สั่งการให้เข้มงวด เรื่องของการป้องกันและปราบปรามการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมา PDPC ได้ประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ในการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างเด็ดขาดแล้วหลายราย อีกทั้งผมจะเสนอให้มีการปรับแก้กฎหมาย PDPA เพื่อเพิ่มบทลงโทษกับผู้ที่ลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ ให้มีโทษทางอาญาที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก และมีความเด็ดขาด ยอมความไม่ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการป้องปรามไม่ให้เกิดการลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปสู่กลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งผมจะผลักดันให้มีการนำเรื่องปรับแก้กฎหมายเข้าสู่สภาอย่างเร่งด่วนต่อไป” นายประเสริฐ กล่าวสรุปในตอนท้าย

PDPA Center หรือ ศูนย์บริการรับเรื่องร้องเรียน และให้คำปรึกษา การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในเวลา 8.30 – 18.00 ทุกวัน เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารศูนย์บริการ NT2 ถ.แจ้งวัฒนะ สามารถค้นหาใน Google Map ได้ด้วยค้นหาคำว่า PDPA Center หมายเลขโทรศัพท์ศูนย์บริการฯ 02 027 8852

“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024 ร่วมจับมือพันธมิตรสำคัญ ผลักดันผู้ประกอบการไทยฟื้นสู่เวทีโลก

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย  จับมือพันธมิตร แถลงข่าวร่วมกันจัดงาน “Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024” (JGAB 2024) ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนพื้นที่กว่า 22,000 ตร.ม. โดยงานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก คาดปีนี้จะมีผู้ซื้อคุณภาพทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ร่วมผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มอัญมณีเครื่องประดับไทยฟื้นกลับสู่เวทีโลก ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการ “SME ปัง ตังได้คืน” โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การดำเนินงานของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  โดยมี นายอภิชิต ประสพรัตน์  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบัน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมกลุ่มอัญมณีเครื่องประดับโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสุทธิพงษ์ ดํารงค์สกุล นายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน นายสิทธิศักดิ์ ลิ้มวัฒนายิ่งยง นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย และ นายมงคล มณีสินธพ นายกสมาคมช่างทองไทย ร่วมแถลงข่าว ณ โรงแรม โซ แบงคอก เมื่อเร็วๆ นี้

“โฮมโปร x เมกาโฮม” แจกรางวัลใหญ่รถยนต์ ‘ISUZU SPACECAP’ พร้อมแสดงความยินดีกับผู้โชคดี จากแคมเปญร่วมฉลองครบรอบแบบยิ่งใหญ่

โฮมโปร x เมกาโฮม จัดแคมเปญ “ร่วมฉลองครบรอบแบบยิ่งใหญ่” ครบรอบ 27 ปี โฮมโปร และ 10 ปีเมกาโฮม แจกรางวัลใหญ่รถยนต์ ISUZU SPACECAP 1.9 DA M/T จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 635,000 บาท พร้อมแสดงความยินดีกับสมาชิกโฮมโปรผู้โชคดีจากสาขาภูเก็ต

นายวิเชียร เจียมวิจิตรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด พร้อมคณะบุคลากรจาก ‘โฮมโปร’ และ ‘เมกาโฮม’ ร่วมส่งมอบความสุขรับต้นปี 2567 ด้วยการจับรายชื่อและประกาศผลผู้โชคดีจากแคมเปญ “ร่วมฉลองครบรอบแบบยิ่งใหญ่” ที่จบแคมเปญไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566  โดยได้มอบรางวัลใหญ่รถยนต์ ISUZU SPACECAP 1.9 DA M/T จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 635,000 บาท ให้กับผู้โชคดี ‘คุณชาญชัย ส่งตระกูล’ สมาชิกโฮมโปร สาขาภูเก็ต

สำหรับการแจกรางวัลภายใต้แคมเปญ “ร่วมฉลองครบรอบแบบยิ่งใหญ่” นับเป็นการคืนกำไรครั้งใหญ่ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ตั้งใจมอบเป็นของขวัญในโอกาสครั้งพิเศษผ่านโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกโฮมการ์ด อาทิ ส่วนลดสินค้าเรื่องบ้าน, สิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 24 เดือน, สิทธิ์ลุ้นของรางวัล ฯลฯ ซึ่งได้มีการแจกของรางวัลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปี 2566 โดยโฮมโปรได้ทำการแจกรางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง มูลค่า 8,750 บาท (ราคาทองคำ ณ วันที่ 17 ต.ค. 66) ให้กับผู้โชคดีที่เป็นสมาชิกโฮมการ์ด จำนวน 100 รางวัล รวมถึงการมอบรางวัลใหญ่ในครั้งนี้ รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 1,510,000 บาท

“ร่วมฉลองครบรอบแบบยิ่งใหญ่” เป็นแคมเปญที่ลูกค้าของโฮมโปรและเมกาโฮมให้การตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนได้จากจำนวนยอดขายและสิทธิ์การร่วมลุ้นรางวัล ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจนเกินเป้าที่ตั้งไว้ นับว่ากิจกรรมคืนกำไรครั้งใหญ่นี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นเข้าสู่ปีใหม่ ของโฮมโปร และเมกาโฮม ที่ทั้งสององค์กรจะให้ความมุ่งมั่นสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ตลอดทั้งปี 2567 นี้ เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับบริษัทตลอดมา”

พบกับกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษแบบนี้ได้ เพียงกดติดตาม FB: HomePro Thailand (https://www.facebook.com/homeprothailand) และ FB: เมกาโฮม ถูก ดี ครบ จบทุกงานช่าง (https://www.facebook.com/MegahomeCenter?locale=th_TH) ช้อปง่ายๆ สินค้าและบริการคุณภาพ ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทุกสาขาใกล้บ้าน

“ซูเลียน” จัดงานใหญ่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 พร้อมมอบใบประกาศเกียรติคุณ และประดับเข็มเกียรติยศแก่นักธุรกิจซูเลียน

ซูเลียน (ประเทศไทย) ตอกย้ำผู้นำธุรกิจขายตรง ก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ภายใต้สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ ราคาได้มาตรฐาน เดินหน้าจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและประดับเข็มเกียรติยศแก่นักธุรกิจซูเลียน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงาน และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเพิ่มศักยภาพ เพื่อการต่อยอดสร้างเครือข่ายทางธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

            ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ซูเลียนเป็นผู้นำธุรกิจขายตรงในตลาดสินค้ากลุ่มอุปโภค ที่ครอบคลุมทั้งในประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสมาชิกหลักของนักธุรกิจซูเลียนในภูมิภาคอาเซียน ที่มีสมาชิกรวมกันกว่า 5.4 ล้านคน โดยภายใต้แบรนด์ ‘ซูเลียน’ ได้รวบรวมสินค้าที่มีคุณภาพไว้มากมาย อาทิ กาแฟโสม ยาสีฟัน เครื่องดื่มชนิดผง และสินค้าอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิด เพื่อจำหน่ายและส่งต่อสุขภาพที่ดีไปถึงมือผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้วางรากฐานการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญต่อความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ และยึดมั่นในคุณธรรมของการทำธุรกิจ จนเครือข่ายนักธุรกิจของซูเลียนมีการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงสามารถสร้างยอดขายและกำไรที่ยั่งยืน

            สำหรับในปี 2567 นี้ ซูเลียนได้ก้าวเข้าสู่การทำงานพร้อมความท้าทายในการสร้างนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีศักยภาพ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในปีที่ 27 นี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวซูเลียนที่เติบโตร่วมกันมาโดยตลอด บริษัทฯ ได้จัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและประดับเข็มเกียรติยศ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยงานในครั้งนี้ มีผู้บริหารและนักธุรกิจซูเลียนเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และบรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่น พร้อมความสนุกสนานจากเสียงเพลงที่ขับร้องโดยศิลปิน “เปา – เปาวลี” รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เพื่อการทำธุรกิจในเนื้อหาของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดย “คุณแวว – แววตา เอกชาวนา” นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารมืออาชีพ “การมอบใบประกาศเกียรติคุณและประดับเข็มเกียรติยศแก่นักธุรกิจซูเลียน เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงานเพื่อนำไปเป็นแรงผลักเพิ่มศักยภาพของตัวเอง และยังเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจต่อไป ที่สำคัญงานครั้งนี้ยังนับเป็นการประชุมนโยบายและทิศทางของบริษัทฯ เพื่อการทำงานที่มั่นคงในปีที่ 27 ของซูเลียน ซึ่งเรายังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเป็นแนวคิดและการลงมือทำภายในเครือข่ายนักธุรกิจ ที่จะนำเอาประโยชน์ของสินค้าไปบอกต่อกับผู้บริโภคให้ครอบคลุม ไม่เกินจริง และมีจรรยาบรรณ อย่างที่เราดำเนินการมาตลอด 26 ปี” ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

เปิดประตูสู่อาเซียน – บุกเบิกตลาดที่หลากหลายและเติบโต กับมหกรรมสินค้าแม่และเด็กแห่งอาเซียน

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วพบกับการกลับมาของ Kind + Jugend ASEAN (คินอันยูเก้น อาเซียน) งานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์และของใช้จำเป็นสำหรับแม่และเด็กแห่งภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ธีม “Taking A Leap Forward” แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพาคุณก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการเปิดตัวสินค้าเชิงนวัตกรรม และไอเดียสุดล้ำ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเป็นอยู่ที่ดีของแม่และเด็กสมัยใหม่

โดยมหกรรมสินค้าแม่และเด็กแห่งอาเซียน Kind + Jugend ASEAN 2024 ปีนี้ จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 25-27 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) บริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งภูมิภาคอาเซียนที่ผ่านการปรับปรุงสถานที่ใหม่ล่าสุดมาเพื่อรองรับความสะดวกสบายด้านการเดินทาง พร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและนักธุรกิจต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกไว้ด้วยกัน

สำหรับงาน Kind + Jugend ASEAN 2024 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานถึง 4,000 คน เพื่อมาเจรจาธุรกิจกับผู้จัดแสดงสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก อาทิ สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, จีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และอีกมากมาย ภายในงานยังมอบประสบการณ์การสัมมนาที่เติมเต็มด้วยความรู้ อัปเดตเทรนด์โภชนาการสำหรับเด็กแรกเกิด แนวทางการแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ สำรวจโอกาสในตลาดสินค้าแม่และเด็ก อีกทั้งการเติบโตและการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบันพ่อแม่ในกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขภาพ โภชนาการ และความปลอดภัยของลูกมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ตลาดมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ทำจากส่วนผสมธรรมชาติ ปลอดสารเคมี บรรจุภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน สามารถใช้ซ้ำ ไม่เป็นขยะหรือสารเคมีต่อโลก จากแนวโน้มและพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบัน ทำให้ปีนี้ ภายในงานประกอบไปด้วยไฮไลต์ต่าง ๆ อาทิ Trend Forum, Business Matching/Hosted Buyer Programme, VIP Tour, Kind + Jugend ASEAN Innovation Award

ในฐานะงานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์และของใช้จำเป็นสำหรับแม่และเด็กแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 2 Kind + Jugend ASEAN (คินอันยูเก้น อาเซียน) มีความภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง หอการค้าไทย (TCC) สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย (TTCPA) สมาคมของเล่นและการเล่นแห่งเอเชีย (ATPA) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSM) สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม (NFI) คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (AHSCU) และโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ (SISB) เราพร้อมแล้วที่จะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคุณในวันที่ 25-27 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ประเทศไทย ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ที่ https://mobile.eventpassinsight.co/registration/create/kja24/?code=2024

“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์” จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024 ร่วมจับมือพันธมิตรสำคัญ ผลักดันผู้ประกอบการไทยฟื้นสู่เวทีโลก พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมงาน ด้วยเงินอุดหนุนสูงสุด 80% ต่อราย

“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย” จับมือพันธมิตร กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้ากลุ่มอัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี และสมาคมช่างทองไทย ร่วมกันจัดงาน “Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024” (JGAB 2024) ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนพื้นที่กว่า 22,000 ตร.ม. โดยงานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก คาดปีนี้จะมีผู้ซื้อคุณภาพทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ร่วมผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มอัญมณีเครื่องประดับไทยฟื้นกลับสู่เวทีโลก ด้วยการสนับสนุนจากในมาตรการ “SME ปัง ตังได้คืน” โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การดำเนินงานของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ผ่านระบบ BDS หรือ Business Development Service ที่ต้องการขอรับการสนับสนุนเพื่อออกงานแสดงสินค้า JGAB 2024 ด้วยเงินอุดหนุน 80% หรือสูงสุดถึง 200,000 บาทต่อราย

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ด้วยเครือข่ายผู้ซื้อที่มีคุณภาพจากทั่วโลกของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เราเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ อันดับ 1 ของโลก โดยมีงานทั่วโลกกว่า 30 งาน และเป็นผู้จัดงาน Jewellery & Gem WORLD Hong Kong (JGW) ส่งผลให้การจัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok ครั้งแรกในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จและผลักดันให้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าใกล้ความเป็นศูนย์กลางตลาดอัญมณีโลกอย่างเป็นรูปธรรม”

โดยในปีนี้ “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย” ได้ร่วมมือกับ กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้ากลุ่มอัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน สมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สมาคมผู้ค้าอัญมณี และเครื่องประดับจันทบุรีและสมาคมช่างทองไทย จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024” (JGAB 2024) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกทั้งกลุ่มผู้ซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง ผู้ผลิต รวมถึงนักออกแบบจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีงานสัมมนาจากผู้ค้าอัญมณีทั่วโลกอีกด้วย

การจัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok นอกจากจะเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้เข้าชมงาน และผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ยังเป็นเวทีในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทย (Made in Thailand) ให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยการจัดงานครั้งนี้คาดการณ์ผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 600 คูหา จาก 15 ประเทศ โดยมีผู้ประกอบการผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำ อาทิ จีน ฮ่องกง อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น โปแลนด์ สิงคโปร์ ตุรกี และคาดการณ์ผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 10,000 ราย จากกลุ่มประเทศในอาเซียน จีน อินเดีย และอีกกว่า 75 ประเทศทั่วโลก

ภายในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024 ประกอบไปด้วยโซนที่น่าสนใจ อาทิ Fine Jewellery (เครื่องประดับอัญมณี) Gold Jewellery (ทองและเครื่องประดับทอง) Silver Jewellery (เงินและเครื่องประดับเงิน) Platinum (แพลทินัม) Gemstone (พลอยและเครื่องประดับพลอย) Loose Diamonds (เพชรและเครื่องประดับเพชร) Pearls (ไข่มุกและเครื่องประดับมุก) Equipment & Tools (อุปกรณ์และเครื่องมือ) และกลุ่ม Manufacturing & Packaging (ผู้ผลิตและบรรจุภัณฑ์) โดยจะมีผู้เข้าร่วมออกงานแสดงสินค้าจากต่างประเทศมากกว่า 30%

นายสรรชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 13,664.59 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 5.73 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.22 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย แต่หากหักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 8,101.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.51 เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกเฉพาะเดือนพฤศจิกายน 2566 มีมูลค่า 958.24 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตสูงถึงร้อยละ 10.27 เทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2565 และหากหักมูลค่าการส่งออกทองคำแล้ว พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 708.44 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.98 (ข้อมูลอ้างอิง: https://infocenter.git.or.th/th/article/article-20240108)

การมีส่วนร่วมในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2024 (JGAB 2024) เป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการด้านอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่ต้องการเติบโตและขยายธุรกิจไปสู่ตลาดสากล ขอเชิญผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจเข้าร่วมงาน JGAB 2024 เลือกทำเลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ จองบูธได้แล้ววันนี้ที่ https://bit.ly/46J3xIO หรือโทร 063-796-5464 คุณฐิติมา