สคส.ดัน DPO ภาครัฐสู่แนวหน้ารับมือภัยไซเบอร์ – ป้องกันก่อนเกิดเหตุ

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ยกระดับมาตรการเชิงรุกให้กับ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) หน่วยงานภาค จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันเหตุละเมิดข้อมูล ทั้งต่อประชาชน องค์กร และภาพลักษณ์ของประเทศ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)     กล่าวว่า DPO ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่ต้องมีตามกฎหมาย แต่คือ “ด่านหน้า” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ กระตุ้น เตือน และให้คำแนะนำด้านการคุ้มครองข้อมูลในหน่วยงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในยุคที่ภัยไซเบอร์ไม่ได้มาจากการแฮ็กระบบเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการจัดเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ถูกต้องภายในองค์กร

เจ้าหน้าที่ DPO ต้องมีความรู้ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ปลอดภัย เพื่อให้สามารถวางระบบป้องกัน วิเคราะห์ความเสี่ยง และรับมือเหตุละเมิดได้อย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากหรือข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว เช่น โรงพยาบาลและบริษัทประกันภัย ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) กำหนดให้ต้องแต่งตั้ง DPO อย่างชัดเจน

“เราไม่สามารถรอให้เกิดเหตุรั่วไหลแล้วค่อยแก้ไขได้อีกต่อไป เป้าหมายของ สคส. คือ Zero Data Breach – ข้อมูลรั่วไหลต้องเป็นศูนย์ และ DPO คือหัวใจของการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้” โดยเปรียบเสมือน “แนวหน้า” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ กระตุ้น เตือน และให้คำแนะนำภายในหน่วยงาน พร้อมจัดทำเอกสารสำคัญ เช่น ROPA (Records of Processing Activities) วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (GAP Analysis) และวางแนวทางรับมือเหตุละเมิดข้อมูล (Data Incident Response) อย่างเป็นระบบ ภารกิจนี้จึงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ด้านกฎหมาย แต่ยังเป็นการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแท้จริง พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าวปิดท้าย

หากประชาชนพบเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โทร. 02-111-8800 หรืออีเมล: saraban@pdpc.or.th

“JGAB 2025” เวทีอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียนระดับโลก ดันไทยสู่ศูนย์กลางการค้าและนวัตกรรมเครื่องประดับอย่างยั่งยืน การรวมพลังรัฐ-เอกชน-ผู้ประกอบการ หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากล พร้อมโชว์ไฮไลต์งานดีไซน์–แหล่งอัญมณี–เครือข่ายธุรกิจ

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมและพันธมิตรธุรกิจ จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2025 (JGAB 2025) งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับแห่งภูมิภาคอาเซียน ในระหว่างวันที่ 23 – 26 เมษายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนุนไทยเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของภูมิภาค การจัดงาน JGAB 2025 ครั้งนี้มุ่งหวังที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของอัญมณีและเครื่องประดับในภูมิภาคอาเซียน โดยงานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงสินค้าระดับสากล, การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้, สร้างเครือข่ายธุรกิจ และเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักออกแบบและผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงผู้ผลิตจากไทย เพื่อแสดงศักยภาพและสินค้าฝีมือคนไทยในระดับนานาชาติ

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมอัญมณี ไม่ว่าจะเป็นฝีมือช่างที่ประณีต การออกแบบที่สร้างสรรค์ทันสมัย วัตถุดิบคุณภาพสูง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่สนับสนุนการค้าและส่งออกอย่างครบวงจร ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตและจุดเชื่อมโยงสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีในภูมิภาคอาเซียนมาโดยตลอด การจัดงาน JGAB 2025 นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งรายใหญ่ รายกลาง และ SMEs โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้แข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

ซึ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับไทย (มกราคม–กรกฎาคม 2567) มีมูลค่าการส่งออกทั้งหมด 9,301.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.86% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยนับเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.44% ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย แต่หากไม่นับรวมการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป จะพบว่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 5,103.78 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 6.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566

“JGAB 2025 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักออกแบบไทย ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไปจนถึงผู้ผลิตระดับสากล โดยเฉพาะในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความร่วมมือ คือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จะเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ‘ศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีของอาเซียน’ อย่างแท้จริง พร้อมผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนวัตกรรม การออกแบบ การเพิ่มมูลค่า และการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ทางด้าน นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok (JGAB) กล่าวว่า JGAB 2025 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเวทีระดับอาเซียนที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงตลาดระหว่างประเทศ “อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีของภูมิภาค และขอขอบคุณทุกพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สมาคม และผู้ประกอบการ ที่ร่วมกันทำให้งานนี้เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้”

สำหรับการงาน JGAB 2025 ซึ่งจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บนพื้นที่มากกว่า 17,000 ตารางเมตร โดยงานนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก มีผู้ร่วมออกงานแสดงสินค้ารวมกว่า 400 บริษัท จาก 15 ประเทศ โดยเป็นผู้ประกอบการชั้นนำจากต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และตุรกี และคาดการณ์ว่าจะมีนักธุรกิจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมากกว่า 10,000 ราย จากทั่วภูมิภาค รวมถึงผู้ซื้อที่มีศักยภาพซึ่งเราเชิญมาจากทั่วโลก อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ กัมพูชา มาเลเซีย อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย ศรีลังกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง เยอรมนี และ สหรัฐอเมริกา

“เราเชื่อมั่นว่า JGAB 2025 จะเป็นพื้นที่ที่จุดประกายโอกาสใหม่ให้กับนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และนักลงทุนจากทั่วอาเซียน และทั่วโลก พร้อมสร้างเครือข่ายการค้าในอุตสาหกรรมอัญมณีที่แข็งแรงและยั่งยืนยิ่งขึ้น”

ด้าน นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า นอกจากนี้ JGAB 2025 ยังเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้เข้าชมงาน และผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัญมณีและเครื่องประดับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย สำหรับงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2025 ในปีนี้ จะมีไฮไลต์สำคัญภายในงานได้แก่ โซน The Jewellery & Gem ASEAN Summit สัมมนาระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ตลาด และผู้ประกอบการชั้นนำ เพื่อเจาะลึกแนวโน้มธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับในอนาคต The ASEAN’s Masterpieces Gallery นิทรรศการพิเศษที่นำเสนอผลงานเครื่องประดับอันล้ำค่าจากทั่วอาเซียน สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและงานฝีมืออันประณีต The Next Gem Awards 2025 เวทีเฟ้นหานักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์หน้าใหม่ได้นำเสนอผลงานสู่ตลาดระดับโลก JGAB Runway – “Jewels of The New Era” และ “Symphony of Light” แฟชั่นโชว์เครื่องประดับสุดอลังการ นำเสนอคอลเลกชันพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำของภูมิภาค ถ่ายทอดศิลปะและความงดงามผ่านเครื่องประดับที่สะท้อนวัฒนธรรมและแนวโน้มแฟชั่นแห่งอนาคต และโซนสัมมนาและเวิร์กช็อปด้านการตลาดและเทคโนโลยีอัญมณีและเครื่องประดับ อัปเดตแนวโน้มตลาดอัญมณีและเครื่องประดับโลก กลยุทธ์การทำตลาดดิจิทัล และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI และ Blockchain ที่เข้ามามีบทบาทในการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับ

ดูรายละเอียดและติดตามข่าวสารเพิ่มเติม:

  • Website: https://jewellerygemaseanbkk.com
  • Facebook: https://www.facebook.com/JGABThailand
  • Instagram: https://www.instagram.com/jewelleryandgemaseanbangkok
  • LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/jewellery-and-gem-asean-bkk
  • Line: https://lin.ee/cp9sd85

“โฮมโปร” เขย่าตลาดบ้านปี 68 พลิกเกมค้าปลีก สู่ “Home Solution & Living Experience”ลุยขยาย 12 สาขา พร้อมเปิดตัวแอป “CHANG HomePro” ชูจุดแข็ง Emergency Service-เรียกช่างได้ 24 ชั่วโมง

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้านเบอร์หนึ่งของไทย เขย่าวงการบ้านรับปี 68 ด้วยกลยุทธ์ใหม่ ที่เป็นมากกว่า “ขายสินค้า” แต่ยกระดับทั้งองค์กรสู่การเป็น “Home Solution & Living Experience” ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร ที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ในทุกๆ มิติ ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้า ติดตั้ง ซ่อมแซม รีโนเวท ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายในบ้านอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่อีก 12 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบโฮมโปร เมกาโฮม และ “ไฮบริดสโตร์” ที่รวมโฮมโปรและเมกาโฮมไว้ในที่เดียว เสริมแกร่งทุกเซกเมนต์ลูกค้าตั้งแต่เจ้าของบ้านไปจนถึงผู้รับเหมา โดยในช่วงกลางปีนี้ เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “CHANG HomePro” ที่จะเปลี่ยนทุกบ้านให้มี “ช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ” เรียกใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า
ธุรกิจค้าปลีกเรื่องบ้านในตลาดทุกวันนี้ มีการแข่งขันสูง ถือเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวอย่างไรให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งเราเชื่อว่า การเข้าใจลูกค้าคือหัวใจของความสำเร็จ โฮมโปร “ไม่ใช่แค่ร้านค้าจำหน่ายสินค้าอีกต่อไป” แต่คือ “ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร” ซึ่งความได้เปรียบเชิงโครงสร้างธุรกิจของโฮมโปรเกิดจากการมี 2 แบรนด์หลัก คือ “โฮมโปร” ที่จับกลุ่มลูกค้าบ้านเก่า-บ้านใหม่ กับ “เมกาโฮม” ที่จับกลุ่มลูกค้าช่างและผู้รับเหมา โดยล่าสุดเตรียมพัฒนาโมเดล “ไฮบริดสโตร์” ที่รวมทั้งสองไว้ในจุดเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสูงสุด รองรับทุกกลุ่มลูกค้าของเรา แต่สิ่งที่ทำให้โฮมโปรแตกต่างอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่นี้ แต่คือ การขยับแบรนด์ให้เป็นมากกว่าการขายสินค้า แต่เป็น Home Solution & Living Experience

Home Solution & Living Experience เป็นวิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการผลักดัน และยกระดับจากร้านค้าจำหน่ายสินค้า ให้กลายเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร โดยเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่มีสินค้าครบ แต่เรารวมบริการเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ การรีโนเวทบ้านทั้งหลัง โดยช่างโฮมโปรที่ได้มาตรฐาน การบริการจัดส่ง ติดตั้ง รื้อถอน ซ่อมแซม การออกแบบพื้นที่พิเศษเพื่อรองรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยพักฟื้น ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ครอบคลุมตลอดอายุการใช้งานสินค้า แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อสินค้าจากโฮมโปรก็สามารถเรียกใช้บริการได้

ซึ่งโฮมโปรมีการขยายศูนย์ซ่อมมืออาชีพทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ไม่ต้องรอซ่อมนาน ลดระยะเวลาในการซ่อมจาก 30-60 วัน เหลือเพียง 3-7 วัน ที่สำคัญเราคิดในมุมของลูกค้า จึงเกิดเป็นบริการเครื่องใช้ไฟฟ้าสำรองระหว่างรอซ่อม ขึ้นมา เช่น ตู้เย็น ปั๊มน้ำ และเครื่องซักผ้า เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตต่อได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ ยังเปิดบริการ “Emergency Service” เรียกช่างโฮมโปรได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมถึงหน้างานภายใน 2 ชั่วโมง รองรับเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟดับ น้ำไม่ไหล และอีกหนึ่งบริการคือ “Same Day Delivery” ซึ่งเดิมมีอยู่แล้ว แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่มีบริการจัดส่ง-ติดตั้ง Same Day Delivery ฟรี ภายในวันเดียว สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ เพราะเราต้องการให้ลูกค้าได้สินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ทันที

นายวีรพันธ์ กล่าวต่อว่า อีกก้าวสำคัญคือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน “Home Service” เป็นแอป CHANG HomePro” เตรียมเปิดตัวกลางปีนี้ พร้อมสโลแกน “ช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ” ที่จะทำให้การเปลี่ยนหลอดไฟ ซ่อมก๊อกน้ำ หรือซ่อมแอร์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป ด้วยปลายนิ้วเดียวก็สามารถเรียกช่างโฮมโปรมาถึงบ้านอย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ไม่เพียงแค่นั้น โฮมโปรยังเดินหน้าสู่องค์กรด้านความยั่งยืน ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 พร้อมขับเคลื่อน Lifetime Eco-System เพื่อส่งมอบคุณค่าแห่งการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ตลอดช่วงอายุของการใช้งานสินค้าและบริการ ตลอดจนเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า ช่วยจัดการของเก่าให้อย่างถูกวิธี ผ่านโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ลูกค้าสามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว มาแลกเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าใหม่ และยังแลกข้ามประเภทสินค้าภายในหมวดเดียวกันได้ โดยสินค้าที่ไม่ใช้แล้วจากบ้านลูกค้าโฮมโปรจะนำไปจัดการอย่างถูกวิธี โดยมีบริษัทที่มีใบรับรองตามกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการ โดยวัสดุเหล่านี้จะถูกนำไปผลิตเป็น “สินค้ารักษ์โลก จากวัสดุหมุนเวียน” หรือ Circular Products และนำกลับมาวางจำหน่ายในโฮมโปรอีกครั้ง เช่น กระเป๋าช้อปปิ้งจากพลาสติกหุ้มสินค้า หรือกระเบื้องจากสุขภัณฑ์เก่า พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรผลักดัน Circular Economy อย่างจริงจัง

นายวีรพันธ์ กล่าวปิดท้ายว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทายจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ลดลง โฮมโปรยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าบ้านเก่าที่ต้องการปรับปรุงบ้าน อีกทั้งยังมีฐานสมาชิกกว่า 7 ล้านราย ที่นำมาวิเคราะห์และต่อยอดการทำตลาด นำเสนอสินค้าและบริการอย่างแม่นยำ ขณะเดียวกันก็ขยายฐานใหม่ไปยังกลุ่มเจ้าของบ้านใหม่ กลุ่มโปรเจกต์เชิงพาณิชย์ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงเพิ่มสินค้ากลุ่ม Health & Wellness ตอบรับเทรนด์สุขภาพที่มาแรง

ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีของโฮมโปร มาจากการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งในแง่ของสินค้า บริการ รูปแบบร้านค้าจำหน่ายสินค้า และเทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อสร้าง “Customer Success” ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ที่ดี แต่คือ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการของเราแล้ว จะได้ตามสิ่งที่คาดหวังจริงๆ ความสำเร็จของโฮมโปรไม่ได้วัดแค่ยอดขายหรือจำนวนสาขา แต่ยังสะท้อนจากการได้รับรางวัลระดับประเทศและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น รางวัล 2025 Thailand’s Most Admired Brand ในกลุ่ม Modern Trade วัสดุก่อสร้าง ที่สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์

โฮมโปร ไม่ได้แค่ขายสินค้า… แต่เราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้กับคนไทย
ด้วยการพัฒนาธุรกิจให้เป็นHome Solution & Living Experience – ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร
ปี 2568 นี้ ไม่ใช่แค่ปีแห่งการเติบโต แต่คือปีแห่ง “การเปลี่ยนเกม” ที่ทั้งประเทศจะต้องจับตา!

#HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr

ไวไว ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ล้านนา ร่วมพิธีสระเกล้าดำหัวป้อเมืองเจียงใหม่

นางสาวณิชรัตน์ ชำนาญกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด (ฝ่ายการตลาด) บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” ร่วมสืบสานและสนับสนุนประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ โดยเข้าร่วมพิธีสระเกล้าดำหัว นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอพรและร่วมแสดงความเคารพตามขนบธรรมเนียมล้านนา ซึ่งเป็นประเพณีอันดีงามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมี นายศิริชัย คำลม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด (กิจกรรมพิเศษ), นางสาวนิรชา บุญจิตธรรม ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการตลาด และ นายธนปกรณ์ วูวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด (บริหารผลิตภัณฑ์) เข้าร่วมงานด้วย ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็ว ๆ นี้

อัลไซเมอร์-พาร์กินสัน-หลอดเลือดสมอง 3 โรคร้าย ทำลายสมองแบบไม่รู้ตัว!!!เตือนคนไทยอย่าชะล่าใจ “สมองป่วยได้” และอาจเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต

“สมอง” จะเป็นอวัยวะที่เราใช้งานอยู่ตลอดเวลา แต่หลายคนกลับไม่ทันตระหนักว่า สมองก็สามารถเจ็บป่วยได้ และหากเกิดขึ้นแล้ว อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

โรงพยาบาลพระรามเก้าขอเชิญชวนทุกคนใส่ใจสุขภาพสมองให้มากขึ้น โดยเฉพาะการรู้เท่าทัน 3 โรคสมองอันตราย ที่พบบ่อยในสังคมไทย ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคหลอดเลือดสมอง

โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะสมองเสื่อม พบในผู้สูงอายุไทยถึง 5.43% (ข้อมูลจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ปี 2563) เกิดจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติในสมอง ทำลายเซลล์ประสาทจนสมองฝ่อ ผู้ป่วยจะมีอาการจำไม่ค่อยได้ ถามซ้ำ ลืมเรื่องสำคัญ หงุดหงิดง่าย และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคสมองเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของสาร “โดปามีน” ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวช้า หรือทรงตัวไม่ดี มักพบทั้งเพศชายและหญิง หากเริ่มมีอาการ ควรรีบพบแพทย์

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว เกิดอาการฉับพลัน เช่น หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว เดินเซ หรือเห็นภาพซ้อน สาเหตุหลักมักมาจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง หากสงสัยว่ามีอาการ อย่ารอช้า! รีบไปโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อความพิการและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต

โรงพยาบาลพระรามเก้า ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสมอง จึงขอแนะนำโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงระบบประสาทและสมอง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการ เช่น เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ดี คลื่นไส้ หูอื้อ ตาพร่ามัว เดินเซ ชักเกร็ง หมดสติ ความจำเสื่อม กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หรือมีอาการชาบริเวณใบหน้า ด้วยโปรแกรมคัดกรอง ได้แก่

  • โปรแกรมคัดกรองหลอดเลือดสมอง (Stroke Screening Program) ราคา 19,900 บาท สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีความเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • โปรแกรมคัดกรองโรคพาร์กินสัน (Parkinson Screening Program) ราคา 18,500 บาท สำหรับผู้ที่มีอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า เดินลำบาก หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน
  • โปรแกรมคัดกรองโรคสมองเสื่อม (Dementia Screening Program) ราคา 19,500 บาท สำหรับผู้ที่เริ่มมีภาวะความจำเสื่อม หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อม

อย่าลืมว่า “สมอง” คือศูนย์กลางของชีวิต เริ่มดูแลได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี และรู้เท่าทันโรคร้าย เพราะ “รู้เร็ว รักษาไว” คือกุญแจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

สำหรับทุกคนที่ต้องการดูแลสุขภาพสมองของตนเองและคนที่รัก สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมตรวจคัดกรองสมอง สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 1270 หรือ Website: www.praram9.com / Line: lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital และ Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก มาร่วม “โอบกอดสุขภาพดีไปด้วยกัน” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

ไวไว เสิร์ฟความม่วน สาดความมันส์ร่วมสืบสาน “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ 2568” ต้อนรับสงกรานต์ม่วนขนาด

“เชียงใหม่” ระเบิดความสนุกต้อนรับสงกรานต์แบบล้านนากับงาน “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ ประจำปี 2568” ซึ่งปีนี้จัดใหญ่กว่าเดิม ภายใต้แนวคิดสุดจี๊ด “เสิร์ฟความม่วน สาดความมัน สีสันปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่” งานนี้จัดเต็มตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ระหว่างวันที่ 7 – 16 เมษายน 2568 ณ ข่วงประตูท่าแพ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่รวบรวมทั้งวัฒนธรรม ประเพณี และความบันเทิงมาให้สัมผัสแบบครบเครื่อง โดย “ไวไว” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขวัญใจคนไทย ร่วมสืบสานวัฒนธรรมล้านนา พร้อมส่งมอบความสนุกผ่านกิจกรรมหลากหลายตลอดช่วงเทศกาล
ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ พร้อมด้วยผู้บริหารจาก บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ไวไว” เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โดยมี นางสาวณิชรัตน์ ชำนาญกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด, นายศิริชัย คำลม, นางสาวนิรชา บุญจิตธรรม และ นายธนปกรณ์ วูวงศ์ ลงพื้นที่ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

บรรยากาศงานปีนี้เรียกได้ว่า “ม่วนขนาด” ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เริ่มต้นด้วยกิจกรรมอิ่มบุญในช่วงเช้า ได้แก่ พิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ตลอดเดือนเมษายน และพิธีทำบุญตักบาตรในวันที่ 13 เมษายน ที่ข่วงประตูท่าแพ ก่อนเข้าสู่ช่วงบ่ายกับขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่บนเส้นทางสะพานนวรัฐ–ประตูท่าแพ–วัดพระสิงห์ และไปสนุกสุดเหวี่ยงกับคอนเสิร์ตและกิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืนในงาน “World Songkran Thapae Chiang Mai 2025” บริเวณถนนท่าแพ ระหว่างวันที่ 13–15 เมษายน ซึ่งทุกคนจะได้สัมผัสกับความเปียกชุ่ม   สดชื่นสะใจ ท่ามกลางสายน้ำแห่งความสุขและเสียงดนตรีสุดมัน

นางสาวณิชรัตน์ ชำนาญกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด กล่าวว่า“เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ในปีนี้ เพราะสงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาลแห่งความสนุกเท่านั้น แต่มันคือการรวมใจ สืบสานวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชาวล้านนา และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล ‘ไวไว’ ก็อยากร่วมส่งต่อรอยยิ้มและความอร่อยให้กับทุกคนในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ค่ะ ไม่ว่าคุณจะเล่นน้ำอยู่ที่ไหน แค่มี ‘ไวไว’ ติดไว้ ก็อร่อยถูกใจ ได้ทุกที่ ทุกเวลา”

กระแสแรงเกินคาด! “วันช่างโฮมโปร” #ซ่อมฟรี คนเชียงใหม่แห่รับบริการแน่นใน 2 วัน เตรียมปักหมุดลุ้นสาขาโฮมโปรครั้งถัดไป เริ่มปลายเดือนเมษานี้

กระแสตอบรับแรงเกินคาด! สำหรับโปรเจกต์ “วันช่างโฮมโปร” ที่เปิดให้บริการ #ซ่อมฟรี
ณ โฮมโปร สาขาเชียงใหม่ รวมโชค ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ท่ามกลางชาวเชียงใหม่ที่หลั่งไหลมารอต่อคิวรับบริการ #ซ่อมฟรีกันอย่างคึกคัก ตั้งแต่สโตร์เปิดตลอดทั้งสองวัน บรรยากาศหน้าสโตร์กลายเป็นลานซ่อมที่คึกคัก ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใช้บริการมากมาย

กิจกรรมซ่อมฟรีครั้งนี้ เกิดจากแนวคิดผู้บริหารที่เห็น ‘ช่องว่าง’ ของบริการหลังการขาย ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะกับสินค้าขนาดเล็กขนาดกลาง ที่ลูกค้าส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าต้องนำไปซ่อมที่ไหน หรือไม่มั่นใจในคุณภาพของช่าง

จุดนี้เองที่ทำให้โฮมโปร ปิ๊งไอเดียสร้าง Customer Lifetime Value โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า พร้อมปักธงแนวคิด “หากสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย คิดถึงช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าทุกคนและทำให้เข้าถึงบริการซ่อมแซมหลังการขายที่ง่าย อุ่นใจ และเป็นมิตร โดยเปิดให้บริการรวม 2 รูปแบบ คือ

  • On-Site Service: บริการซ่อมถึงบ้านส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดกลางขนาดใหญ่ อาทิ เครื่องปรับอากาศ, เครื่องซักผ้า, ปั๊มน้ำ, ตู้เย็น, ทีวี รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่ขนย้ายไม่สะดวก
  • Carry-In Service: บริการซ่อมสินค้าที่ลูกค้านำมาที่สาขา โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อาทิ เครื่องมือช่าง, เครื่องมือทำสวน, พัดลม, เตารีด, เครื่องปั่นน้ำผลไม้, หม้อหุงข้าว ซึ่งบริการนี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และเปลี่ยนให้พื้นที่หน้าสโตร์กลายเป็นลานซ่อมขนาดย่อมที่คึกคักตลอดทั้งวัน

“ลูกค้าหลายคนบอกว่า รู้สึกดีใจที่มีบริการซ่อมฟรีใกล้บ้าน และที่สำคัญยังเป็นช่างโฮมโปร ที่ได้มาตรฐาน เชื่อถือได้ ก็อุ่นใจ บรรยากาศ 2 วันนี้ ทำให้เห็นพี่น้องคนเชียงใหม่ พ่อบ้านแม่บ้าน วัยทำงาน หรือผู้สูงวัย
นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเดินทางมาใช้บริการและกลับออกไปพร้อมรอยยิ้มตลอดทั้งวัน ซึ่งพอเราได้เห็นรอยยิ้ม
ได้พูดคุยกับลูกค้า บางทีจากเหนื่อยๆ ก็รู้สึกเพลินไปทั้งวัน”

“วันช่างโฮมโปร” เป็น 1 ในกิจกรรมที่มีส่วนสำคัญสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Better Living) ที่โฮมโปรตั้งใจทำอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 นี้ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าชีวิตที่ดี ง่าย และสะดวกสบาย มีได้ไม่ใช่แค่ตอนซื้อสินค้า แต่รวมถึงตอนเข้ารับบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตของการใช้งานสินค้าและบริการที่โฮมโปรเราอยากดูแลลูกค้าด้วย โดยตลอดทั้ง 2 วันนี้ มีลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเข้ารับบริการมากมาย ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าพัดลมและกาน้ำร้อน

ปรากฏการณ์ #ซ่อมฟรี ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีกว่าที่ลูกค้าโฮมโปรจะได้รับ เพราะโปรเจกต์ “วันช่างโฮมโปร” เตรียมขยายให้บริการโฮมโปรสาขาอื่นๆ ต่อเนื่องปลายเดือนเมษายนนี้ รับรองว่างานนี้ไม่ใช่แค่ซ่อมฟรี แต่โฮมโปรตั้งใจดูแลลูกค้าทุกคนอย่างดีในระยะยาว

ติดตามพิกัด “วันช่างโฮมโปร” พิกัดถัดไปได้ที่ www.facebook.com/homeprothailand

#วันช่างโฮมโปร #ซ่อมฟรี #ช่างโฮมโปร #ช่างโฮมโปรมือโปรประจำบ้านคุณ #CHANGHomePro #โฮมโปร #HomePro #BetterLifeเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #Homepropr

สคส. ย้ำ พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-ผู้เสียชีวิต ฝ่าฝืนเจอโทษหนักถึงจำคุก 5 ปี

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ย้ำ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า  “พ.ร.ก.ไซเบอร์” ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในมาตรา 11/2 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการซื้อขายข้อมูลมีโทษหนักขึ้นถึงจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยว่า “พ.ร.ก.ไซเบอร์” ฉบับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ตั้งแต่ต้นทางโดยการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดทางอาญา  โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และมิจฉาชีพออนไลน์ที่ระบาดหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก

พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยเฉพาะในมาตรา 11/2 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและของผู้ถึงแก่กรรมไปใช้หรือให้บุคคลอื่นใช้ เพื่อกระทำความผิดทางอาญาหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยตรงหรือโดย

อ้อม โดยผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวโดยเจตนาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีโทษหนักขึ้นถึงจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กฎหมายดังกล่าวสอดคล้องและเสริมความแข็งแกร่งกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ซึ่งมีเป้าหมายในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจากการถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมผิดวัตถุประสงค์ หรือการนำไปใช้ในทางทุจริต

สคส. ขอย้ำว่า ประชาชนควรตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลสำคัญให้กับบุคคลที่ไม่รู้จัก และหากสงสัยว่าข้อมูลของตนเองอาจถูกละเมิดหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยทั้งนี้ สคส. ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยจัดให้มีศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC Eagle Eye) เพื่อสำรวจตรวจสอบข้อมูลรั่วไหลหรือการละเมิดข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ ซึ่งมีศูนย์ Cyber Eye ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบการกระทำผิดก็พร้อมที่จะร่วมกันขยายผลบังคับใช้กฎหมายโดยทันที นอกจากนี้ยังร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์

หากประชาชนพบเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โทร. 02-111-8800 หรืออีเมล saraban@pdpc.or.th

โรงพยาบาลพระรามเก้า จัดกิจกรรม “วันพาร์กินสันโลก 2025”

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม
“วันพาร์กินสันโลก 2025” เพื่อส่งต่อความรู้และช่วยเพิ่มการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ภัยเงียบโรคสมองเสื่อมที่ต้องระวัง โดยมี นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และ นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ ร่วมงาน โดยภายในงานจะมีกิจกรรมให้ความรู้ที่หลากหลาย เช่น บูธข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน, แนวทางการดูแลรักษา, บูธโภชนาการแนะนำอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย รวมถึงสัมมนาพิเศษ “พาร์กินสัน รู้เร็ว ป้องกันได้” ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคาร A

กว่า 30 ปีแห่งความสำเร็จ! SUPARNO JEWELRY พลิกโฉมวงการจิวเวลรี่ไทย ปั้นแบรนด์เครื่องประดับให้เข้าถึงง่าย พร้อมบุกตลาดโลก

กว่า 30 ปีแห่งการเติบโตอย่างมั่นคงในวงการจิวเวลรี่ไทย SUPARNO JEWELRY ยืนหยัดด้วยแนวคิดที่แตกต่าง นำเสนอเครื่องประดับในฐานะ “เสียงสะท้อนตัวตน” ของผู้สวมใส่ ภายใต้ปรัชญา THE VOICE OF JEWELRY ที่เน้นความเข้าถึงง่าย คุ้มค่า และเปี่ยมด้วยความหมาย พร้อมเดินหน้าขยายตลาด OEM ซึ่งเติบโตสูงถึง 200–300% และต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าในระยะยาว ล่าสุดเตรียมเปิดตัวบนเวทีระดับภูมิภาคในงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2025 (JGAB 2025) เพื่อเชื่อมโยงกับคู่ค้าระดับพรีเมียมจากทั่วโลก

นายชยันกิติภัทร ยงค์พีระกุล กรรมการผู้จัดการ SUPARNO JEWELRY เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า ย้อนกลับไปกว่า 30 ปี SUPARNO เริ่มต้นจากกิจการค้าพลอยในครอบครัว ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของทับทิมและไพลิน ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการต่อยอดและเพิ่มคุณค่าให้กับอัญมณีไทย จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาเป็นเครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนผู้สวมใส่ และสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น

แรงบันดาลใจของแบรนด์ซ่อนอยู่ในชื่อ “SUPARNO” ซึ่งนำมาจากชื่อคุณแม่ “สุพร” ผสานกับคำว่า “SOPRANO” จนเกิดเป็นชื่อที่เปี่ยมด้วยความหมายและความผูกพันทางใจ โดยแบรนด์ SUPARNO ไม่ได้ขายเพียงเครื่องประดับ แต่สื่อถึงเสียงที่สะท้อนบุคลิก ความรู้สึก และสไตล์ของผู้สวมใส่อย่างแท้จริง เราต้องการลบภาพจำเดิม ๆ ที่ว่าเครื่องประดับหรูเป็นของคนรวยเท่านั้น แต่ต้องการสร้าง “เครื่องประดับที่ทุกคนเข้าถึงได้”

อีกหนึ่งหัวใจของ SUPARNO JEWELRY คือการมีโรงงานผลิตของตัวเอง ซึ่งสามารถรองรับการผลิตทั้งในนามแบรนด์และ OEM ได้ครบทุกกลุ่มตลาด ทำให้สามารถควบคุมทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านดีไซน์ คุณภาพ และระยะเวลา ส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด

“ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เราดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจ ใส่ใจในความต้องการของลูกค้า เราอบรมทีมงานให้เน้นการสื่อสารและรับฟังลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเป็นผู้กำหนดรูปแบบและงบประมาณ เพราะเราเชื่อว่าเครื่องประดับแต่ละชิ้นควรสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ และต้องคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่จ่ายไป”

นายชยันกิติภัทร ยงค์พีระกุล กล่าวต่อว่า SUPARNO JEWELRY ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้เห็นว่าโรงงานจำนวนมากหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่เนื่องจากต้นทุนการตลาดสูง SUPARNO จึงปรับกลยุทธ์ ลดการโฟกัสแบรนด์ และมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิต OEM รายใหญ่แทน กลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันสัดส่วน OEM คิดเป็น 90% และแบรนด์ของตัวเองอยู่ที่ 10% โดยมีฐานลูกค้า OEM หลักในยุโรปและอเมริกา พร้อมปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้สินค้า “ดูมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่จ่าย”

ในด้านการตลาด SUPARNO JEWELRY จะไม่เน้นโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย แต่จะใช้กลยุทธ์ “การบอกต่อ (Word of Mouth)” เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ พร้อมเข้าร่วมงานแฟร์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้าและเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งในปีนี้บริษัทเตรียมเข้าร่วมงาน JGAB 2025 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–26 เมษายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  โดยเราคาดว่าการร่วมงานครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการบุกตลาดต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

  นายชยันกิติภัทร กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งกระแสที่น่าจับตามองคือ Lab-grown Diamond หรือเพชรแล็บ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มลูกค้าที่มองหาเครื่องประดับดีไซน์เก๋ ราคาจับต้องได้ และเปลี่ยนได้บ่อยตามสไตล์ที่เปลี่ยนไปตามยุค นับเป็นโอกาสสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเปิดตลาดใหม่ ๆ พร้อมพลิกโฉมอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ไทยให้ทัดเทียมระดับโลก