“รีกาลอส เปลี่ยนซองอาหารใช้แล้ว สร้างของเล่นให้น้องๆ” ชูแนวคิด ESG – Waste for Life ต่อยอดซองเปล่า สู่ Pet Park ตามเป้าหมาย PFG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายใน 2575

Regalos – รีกาลอส แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพเกรดพรีเมียมในกลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด (PFG – Pataya Food Group) ผู้ผลิตเดียวกับแบรนด์ นอติลุส เดินหน้าฉลองครบรอบ 7 ปี ด้วยการสานต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนเปิดตัวโครงการ “Waste for Life – รีกาลอส เปลี่ยนซองอาหารใช้แล้วสร้างของเล่นให้น้องๆ” โดยร่วมมือกับพันธมิตรหลัก บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผ่าน “GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์ม” ระบบการจัดการพลาสติกแบบครบวงจร

นายวิชิต อะนะเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด เปิดเผยว่า “ตลอดกว่า 46 ปีที่ผ่านมา PFG มุ่งมั่นยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทย ด้วยพันธกิจในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลก ภายใต้หลัก ESG ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าการทำธุรกิจที่ดีไม่ได้วัดเพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้กับสังคมและคนรุ่นต่อไป”

โครงการ Waste for Life – รีกาลอส ไม่เพียงเป็นการอัปไซเคิลซองอาหารสัตว์เลี้ยงที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ PFG ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ภายในปี 2575 ตามเป้าหมายที่เราประกาศไว้ การได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เราเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ

นายปริติ เกียรติศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอติลุสฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า โครงการนี้มีแนวคิดจาก การเปลี่ยนซองอาหารใช้แล้วสร้างของเล่นให้น้อง ๆ” มีเป้าหมาย รวบรวมซองอาหารใช้แล้วจำนวน 229,433 ซอง ภายในเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน – 20 สิงหาคม 2568 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี และ ต่อยอดกลับมาเป็น “ของเล่นสัตว์เลี้ยง Pet Park” ที่ทั้งสร้างคุณค่าใหม่ ลดขยะฝังกลบ และ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC สร้างเป็น Pet Park หรือ สนามเด็กเล่นให้กับน้อง ๆ ผ่านการออกแบบและผลิตให้มีความปลอดภัยต่อการใช้งานของสัตว์เลี้ยง” โดยของเล่นดังกล่าวเป็น ประติมากรรมในรูปแบบลอยตัว 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. ประติมากรรมรูปคนกับสุนัข น้ำหนัก 150 กิโลกรัม
  2. เก้าอี้รูปสุนัขพันธุ์ดัชชุนด์ น้ำหนัก 70 กิโลกรัม
  3. เก้าอี้รูปกระดูกไดโนเสาร์ น้ำหนัก 300 กิโลกรัม

โดย รีกาลอส จะมอบ Pet Park ให้แก่โครงการที่พักอาศัย ในเครือเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ 3 แห่ง ได้แก่ โครงการเมทริส พัฒนาการ – เอกมัย, โครงการเอ็ม จตุจักร และ โครงการมาเอสโตร 19 รัชดา 19 – วิภา พร้อมติดตั้งใน Pet Zone (พื้นที่กลางแจ้ง) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยงได้ใช้จริง

การดำเนินงานครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก แต่ยังตอกย้ำแนวทาง “อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” ระหว่างคน สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม โดยในพื้นที่ติดตั้ง จะมีการจัดทำป้ายสัญลักษณ์ของ Regalos, MAJOR และ GC YOUเทิร์น เพื่อสื่อสารแนวคิดโครงการให้ผู้พักอาศัยและสังคมได้รับรู้

ทางด้าน นาย ชวลิต วรสารพิสุทธิ์ ประธานบริหารฝ่ายส่งเสริมประสบการณ์และบริการลูกค้า บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กว่า 26 ปี เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ มีความมุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้จริง 100% เราเชื่อว่าการอยู่อาศัยที่ดี ไม่ได้หมายถึงเพียงความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัย แต่ยังรวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว การร่วมมือกับ รีกาลอส ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างพื้นที่ Pet Zone ที่มีชีวิตชีวา แต่ยังเป็นการลดปริมาณขยะและต่อยอดให้เกิดคุณค่าใหม่ เราเชื่อว่าของเล่นที่เกิดจากการอัปไซเคิลนี้ จะสร้างรอยยิ้มให้ทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนสี่ขาที่เรารัก พร้อมทั้งสะท้อนความตั้งใจของเราที่อยากเห็นสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนต่อไป

นายกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า “GC มุ่งมั่นขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่าน GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มในการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วอย่างครบวงจร เพื่อให้พลาสติกถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการที่ถูกวิธีตั้งแต่ต้นทาง ลดเส้นทางสู่หลุมฝังกลบ และสามารถเทิร์นกลับมาเป็นประโยชน์ใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนของการจัดการพลาสติกใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ รวบรวมซองอาหารใช้แล้วจำนวน 229,433 ซอง นำกลับมาเพิ่มคุณค่าเป็นของเล่นและเก้าอี้อัพไซเคิลสำหรับสัตว์เลี้ยง ลดขยะสู่หลุมฝังกลบกว่า 470 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 485 kgCO2e หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 51 ต้น ที่สำคัญคือ ได้สร้างพื้นที่แห่งความสุขให้น้องหมาน้องแมวและคนเลี้ยงพักผ่อนและออกกำลังกายร่วมกันใน Pet Playground แห่งนี้ GC ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ความยั่งยืนของสังคม”

“บริษัทฯ หวังว่าโครงการที่รีกาลอสได้ดำเนินงานในครั้งนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนเมืองเห็นคุณค่าของการคัดแยก และ นำซองอาหารใช้แล้วกลับมารีไซเคิล เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งคนและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมกัน” นายวิชิต กล่าวย้ำ

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นครอบครัวเดียวกับ Regalos – รีกาลอส สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Regalos Pet Food พร้อมติดตามโฆษณา Regalos ได้ที่

YouTube: https://youtu.be/ixJpvBH1JiI

TIKTOK: https://www.tiktok.com/@regalospetfood

FACEBOOK: https://www.facebook.com/Regalospetfood

สายช้อปเตรียมลุย! “โฮมโปร อิเล็คทริค เอ็กซ์โป” ขนทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังพร้อมโปรสุดคุ้ม 4–13 ต.ค. นี้ ที่อิมแพค ฮอลล์ 9

กลับมาอีกครั้ง !! มหกรรมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “โฮมโปร อิเล็คทริค เอ็กซ์โป” เปลี่ยนปลายปีเป็นจังหวะดีๆ เตรียมอัปเกรดบ้านให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อยู่อาศัย ด้วยขบวนสินค้าครบครัน เลือกที่ใช่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สมาร์ทลิฟวิ่ง เครื่องฟอกอากาศรับมือฝุ่น เครื่องอบผ้ารับวันฝนตก ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว อุปกรณ์บันเทิง ทีวี ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ห้ามพลาด! โอกาสรักษ์โลกเริ่มต้นที่นี่ โครงการ #แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ เพียงนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว มาส่งต่อภายในงาน เพื่อให้โฮมโปรช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี ช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ แล้วรับส่วนลดพิเศษทันที! เพื่อซื้อสินค้าใหม่ มูลค่า 10,000 บาท !! พร้อมเปิดประสบการณ์จากทีมช่างโฮมโปร “เรียกช่างง่าย บริการไว” เหมือนมีผู้ช่วยมือโปรประจำบ้านคุณ ที่ยกขบวนความสุข และความสบายใจมาที่งานนี้ ด้วยโปรโมช่ันสุดคุ้มมากมาย!!

เอาใจสายช้อปให้ช้อปสะดวก… เพราะงานนี้โฮมโปรยกความคุ้มไปจัดใหญ่ที่อิมแพค! คืนความคุ้มค่าด้วยดีลและข้อเสนอสุดพิเศษเอาใจคนรักบ้าน เฉพาะที่ โฮมโปร อิเล็คทริค เอ็กซ์โป เท่านั้น !!

  • สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกโฮมการ์ด! รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 160,000 บาท เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ครบตามเงื่อนไข (รับเงินคืนเข้าโฮมโปร วอลเล็ต ผ่าน โฮมการ์ด แอปพลิเคชัน)
  • ลด + รับเพิ่ม รวมสูงสุด 7,200 บาท เมื่อช้อปสินค้าที่ร่วมรายการครบตามเงื่อนไข (เฉพาะสมาชิกโฮมการ์ดเท่านั้น)
  • ผ่อนทั้งงาน 0% นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

เตรียมช้อป มหกรรมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสุดยิ่งใหญ่แห่งปีกับงาน “โฮมโปร อิเล็คทริค เอ็กซ์โป” ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม – 13 ตุลาคม 2568 นี้ พบกันที่ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.homepro.co.th หรือ Call Center หมายเลข 1284

#โฮมโปรอิเล็คทริคเอ็กซ์โป #HomeProElectricExpo #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวน “ฟังเสียงหัวใจ”ผ่านกิจกรรม LISTEN TO YOUR HEART ตอกย้ำความสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจ

โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและประชากรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มพบมากขึ้นในวัยทำงานและวัยรุ่น ปัจจัยเสี่ยง เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารไม่สมดุล ขาดการออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด ล้วนส่งผลต่อหัวใจทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้จะเป็นภัยเงียบ แต่โรคหัวใจส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ หากเราใส่ใจดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ

โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงจัดกิจกรรม “LISTEN TO YOUR HEART” นิทรรศการสุขภาพเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับศิลปะและจิตใจ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมตระหนักถึงคุณค่าของหัวใจในทุกมิติ ไม่เพียงในฐานะอวัยวะที่สูบฉีดโลหิต แต่ยังเป็นศูนย์รวมอารมณ์ ความรู้สึก และพลังใจที่ขับเคลื่อนชีวิต

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันและดูแลได้ หากเราตระหนักและตรวจสุขภาพหัวใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โรงพยาบาลพระรามเก้ามีสถาบันหัวใจและหลอดเลือดที่ให้การดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองความเสี่ยง การวินิจฉัยที่แม่นยำ การรักษาโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ไปจนถึงการฟื้นฟูและดูแลต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจว่าการดูแลหัวใจ ไม่ใช่เพียงเรื่องร่างกาย แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ที่มีผลต่อหัวใจอย่างแท้จริง”

กิจกรรม LISTEN TO YOUR HEART ได้รับการออกแบบให้ทุกคน หยุดและฟังเสียงหัวใจของตัวเองผ่านกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่

 • Color Your Heart ระบายความรู้สึกผ่านศิลปะบนกระเป๋าผ้า ช่วยคลายเครียดและเก็บเป็นที่ระลึก

 • Letters to My Heart เขียนจดหมายถึงหัวใจตัวเองและติดบน Heart Wall เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับผู้อื่น

 • Heartbeat Sync ฟังเสียงหัวใจผ่าน Stethoscope พร้อมคำนวณจำนวนครั้งที่หัวใจเต้นตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนถามตัวเองว่า “เราดูแลหัวใจมากพอแล้วหรือยัง”

นอกจากนี้ยังมี เสวนาพิเศษ เพื่อสะท้อนความสำคัญของโรคหัวใจและสุขภาพจิต ได้แก่

 • “Toxic Relationship: บาดแผลในหัวใจโดย นพ.ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า และนักเขียนชื่อดัง นิ้วกลม ที่จะชวนผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจผลกระทบของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษต่อหัวใจ และเรียนรู้วิธีสร้าง Healthy Relationship เพื่อหัวใจที่แข็งแรง

 • “เจาะลึกอาการใจสั่นและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” โดย นพ.ธัชพงศ์ งามอุโฆษ แพทย์เฉพาะทางด้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ พญ.อัณณาช์ เตรียมอนุรักษ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด ที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับอาการใจสั่นซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากละเลยอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตัน หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการตรวจและแนวทางการรักษาที่ทันสมัย

นพ.วิทยา วันเพ็ญ กล่าวปิดท้ายว่า “กิจกรรม LISTEN TO YOUR HEART ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคหัวใจ ให้ทุกคนตระหนักและเห็นความสำคัญของการดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ พร้อมทั้งสะท้อนให้เข้าใจว่า หัวใจไม่ใช่เพียงเครื่องสูบฉีดโลหิตเท่านั้น แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก และพลังใจที่หล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนชีวิตของเราทุกคน”

โฮมโปร ลุยตลาด ‘บ้าน’ เมืองท่องเที่ยว ทุ่ม 113 ล้านบาท ฉลองโฉมใหม่ “สาขากระบี่” เติมไอเดียโซลูชันครบเรื่องบ้าน รับดีมานด์ Home Living – Business ที่ขยายตัวทั้งปี

โฮมโปร รุกตลาดบ้านท้ายปีต่อเนื่อง ทุ่มงบ 113 ล้านบาท ฉลองโฉมใหม่! โฮมโปร กระบี่ (ที่บิ๊กซี) ขยายพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม 2 ชั้น รวมกว่า 6,720 ตร.ม. ตอบโจทย์การขยายตัวในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ยกระดับสู่ศูนย์รวมโซลูชันครบทั้งสินค้าและบริการเรื่องบ้าน ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย คนทำงาน และผู้ประกอบการ ด้วยโซน Hard Line – Soft Line ที่ครบครัน ตั้งแต่งานโครงสร้างจนถึงของแต่งบ้าน และมีสินค้า Private Brand by HomePro ที่โดดเด่นทั้งดีไซน์และคุณภาพ พร้อมเสิร์ฟโปรแรง 10 วันเต็ม ตั้งแต่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 นี้ ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อเดือน

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” (HMPRO) กล่าวว่า “จังหวัดกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และมีแนวโน้มการขยายตัวที่ชัดเจน ตั้งแต่กลุ่มที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเก่าและบ้านใหม่ การเข้ามาของคนทำงานรุ่นใหม่ ไปจนถึงกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหาร ทำให้เกิดความต้องการปรับปรุง ดูแล และรีโนเวทมีขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี การลงทุนครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การขยายพื้นที่ให้ใหญ่ แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ช้อปสู่ ‘Home Solution & Living Experience’ หรือ ศูนย์รวมโซลูชัน ครบทั้งสินค้าและบริการเรื่องบ้าน เพื่อรองรับดีมานด์ที่หลากหลาย ได้อย่างครอบคลุม”

โฉมใหม่ โฮมโปร กระบี่ (ที่บิ๊กซี) ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปอย่างเป็นระบบบนพื้นที่ 6,720 ตร.ม. แบ่งเป็น 2 ชั้น เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายของลูกค้า ค้นหาสินค้าได้ง่าย รวดเร็ว
โดยชั้นที่ 1 ถูกปรับพื้นที่เป็นงานโครงสร้างอย่าง โซน Hard Line – รวมวัสดุ โครงสร้าง อุปกรณ์ก่อสร้าง และเครื่องมือช่าง สำหรับกลุ่มช่างและผู้รับเหมา ส่วนชั้นที่ 2 คือพื้นที่ของคนรักบ้านอย่าง โซน Soft Line – เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้า House Brand by HomePro ที่โดดเด่นทั้งดีไซน์สวย คุณภาพดี และคุ้มค่า ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม–รีสอร์ท ในเมืองท่องเที่ยวที่ต้องการความสวยงาม ควบคู่กับความคุ้มค่า

นายวีรพันธ์ เสริมว่า การปรับโฉม “โฮมโปร กระบี่”ในครั้งนี้ มุ่งเน้นตอบโจทย์อินไซต์ลูกค้าเมืองท่องเที่ยวได้อย่างตรงจุด ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าพร้อมใช้ ทนทาน ปลอดภัย และบริการรวดเร็ว รวมถึงกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มผู้พักอาศัยคอนโดที่มองหาของแต่งบ้านดีไซน์สวย มาพร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน พร้อมบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ โดย โฮมโปร กระบี่ เสริมศักยภาพทีมช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านคุณ ที่พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ออกแบบห้องครัว-ห้องน้ำ-ปรับปรุงบ้าน และบริการซ่อมสินค้า อีกทั้งยังสานต่อโครงการ#แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ มอบส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท เพื่อซื้อสินค้าใหม่ เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากกว่าเดิม ขยายกลุ่มสินค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 8,000 รายการ และสร้างการตระหนักและให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการจัดการสินค้าเก่าอย่างถูกวิธี

นอกจากนี้ โฮมโปร กระบี่ ยังตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบาย ด้วยทำเลที่เข้าถึงได้จากหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะมาจาก สุราษฎร์–อ่าวลึก ตามเส้นเซาเทิร์น หรือจาก ตรัง ผ่าน คลองท่อม–เหนือคลอง เชื่อมเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างรวดเร็ว รองรับทั้งลูกค้าท้องถิ่นและผู้ประกอบการที่ต้องเดินทางบ่อย ทำให้ “โฮมโปร กระบี่” โฉมใหม่นี้เป็นศูนย์กลางที่ใหญ่ ครบ คุ้ม และยกระดับสู่ Home Solution & Living Experience ของเมืองกระบี่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

เพื่อแทนคำขอบคุณและคืนกำไรให้ลูกค้า จัดเต็มสิทธิพิเศษฉลองโฉมใหม่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 นี้

  • ถึงก่อน มีสิทธิ์ก่อน : 26 กันยายน 2568 วันเดียว! เท่านั้น ช้อปสินค้าและร่วมสนุกตอบคำถาม รับสิทธิ์ซื้อสินค้าราคาพิเศษ อาทิ แอลอีดีทีวี ตู้เย็น ไมโครเวฟ ฯลฯ จำกัดจำนวน 100 ชิ้น (หมดแล้ว หมดเลย !!)
  • สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกโฮมการ์ด & สมาชิกบัตรเครดิตโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม : รับส่วนลดทันที 3% ทุกชิ้น ทั้งร้าน และเมื่อชำระผ่านบัตรโฮมโปร วีซ่า แพลทินัม รับส่วนลดเพิ่มอีก 3% !!
  • สมาชิกโฮมการ์ด รับคูปองส่วนลดรวมสูงสุด 600 บาท : วันงานรับทันทีคูปองลดเลย 300 บาท (เมื่อช้อปสินค้า 5,000 บาทขึ้นไป) จำกัด 100 สิทธิ์/วัน และรับเพิ่มคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ 300 บาท (เมื่อช้อปสินค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป)
  • สมาชิกโฮมการ์ด ใช้คะแนนแทนส่วนลดได้ !! : 800 คะแนนโฮมการ์ด แลกรับส่วนลด 100 บาท
  • ช้อปครบคุ้มทุกแผนกที่ร่วมรายการ : เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ที่นอนและเครื่องนอน ของตกแต่งบ้าน แอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ประตูหน้าต่าง เครื่องมือช่าง ประปา ห้องน้ำและกระเบื้อง สี ส่วนลดสูงสุดถึง 8,000 บาท !!

พร้อมสิทธิพิเศษอีกหลายต่อ! สมัครสมาชิกใหม่ภายในงาน รับทันทีคูปองส่วนลด 300 บาท, สิทธิ์ผ่อนชำระ 0% ทั้งร้านผ่านบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ และห้ามพลาด !! กับกิจกรรม ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า 3 วันเต็ม 26-28 กันยายนนี้ พบกับโฉมใหม่! โฮมโปร กระบี่ (ที่บิ๊กซี) เปิดบริการทุกวัน 8.30 – 21.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 075-810799

#โฮมโปรกระบี่ #สโตร์โฉมใหม่ #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

###

โฮมโปรคว้าโล่เกียรติคุณ “เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน” ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารงานจัดส่งและติดตั้ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ “เครือข่ายพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน” จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานมอบโล่เกียรติคุณ

การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งในด้านการฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และประเมินความรู้ความสามารถแก่ช่างฝีมือ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนสนับสนุนการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงานในทุกระดับ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพแรงงานให้มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการแรงงานคุณภาพของภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจของประเทศ

โฮมโปร มุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมทักษะแรงงาน โดยให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความสามารถของช่างฝีมือและพัฒนาคุณภาพการบริการที่ส่งมอบให้กับลูกค้า ปัจจุบันโฮมโปรเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานมากว่า 16 ปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2568 ได้พัฒนาช่างฝีมือไปแล้วทั้งหมดกว่า 12,534 คน และปีนี้โฮมโปรยังได้รับโล่เกียรติคุณต่อเนื่องเป็นปี 7


#โฮมโปรรับมอบโล่เกียรติคุณ #เครือข่ายพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน #7ปีซ้อน #โฮมโปร #HomePro #โฮมโปรเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #BetterLiving #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr 

“สแกนม่านตา” บทเรียนใหม่ของรัฐ เมื่อ PDPA ถูกทดสอบ ด้วยนวัตกรรม และจริยธรรมสังคม

การสแกนม่านตา : กรณีศึกษาของความขัดแย้งระหว่างนวัตกรรมกับหลักรัฐประศาสนศาสตร์

โครงสร้างขององค์การภายใต้กลไก PDPA กรณีของการสแกนม่านตาเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่างถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างขึ้น ต่อหลักการพื้นฐานทางรัฐประศาสนศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐในการกำกับดูแลจริยธรรมในการบริหาร และความรับผิดชอบต่อประชาชน

1. PDPA และ “ข้อมูลอ่อนไหว” เป็นบททดสอบของหลักการกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Regulation) การสแกนม่านตาจัดเป็นการเก็บรวบรวม “ข้อมูลอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้มิได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ และการสื่อสาร “ความไม่รู้”

ความไม่รู้ของเจ้าของข้อมูล ทำให้ประชาชนจำนวนมากอาจขาดความเข้าใจที่เพียงพอว่าข้อมูลม่านตาคือข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการให้ความยินยอมโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง มีผลกระทบในระยะยาว คือความเสี่ยงมหาศาล

ความไม่รู้ขององค์การผู้ดำเนินการ แม้ผู้ดำเนินการจะอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล แต่การที่ข้อมูลม่านตาถูกแปลงเป็นรหัส (Iris Code) ที่สามารถใช้ระบุตัวตน และป้องกันการสแกนซ้ำได้ สะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้โดยทางอ้อม ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของ PDPA ในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

ในมุมของรัฐประศาสนศาสตร์ กรณีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ “หลักการกำกับดูแลเชิงรุก” (Proactive Regulation) เพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมหรือไม่ โดยต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที

2. การสแกนม่านตา เป็นโจทย์ท้าทาย “ความไว้วางใจ” และ “จริยธรรม” ในยุค AI การก้าวสู่ยุค AI โดยปราศจากความพร้อมจะส่งผลกระทบต่อ “ความไว้วางใจ” และ “จริยธรรม” ซึ่งในกรณีการสแกนม่านตา ปัญหานี้ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุดในด้านความไว้วางใจ (Trust) เมื่อผู้ดำเนินการไม่สามารถสร้างความโปร่งใสและหลักประกันที่น่าเชื่อถือได้ว่าข้อมูลที่เก็บไปจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะถูกลบทำลายอย่างถาวรตามที่กล่าวอ้าง “ความไว้วางใจ” ของประชาชนที่มีต่อเทคโนโลยีและต่อองค์การที่เกี่ยวข้องก็จะถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ด้านจริยธรรม (Ethics) การจูงใจประชาชนให้แลกข้อมูลอ่อนไหวด้วยผลตอบแทนทางการเงิน ก่อให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง “การแสวงหาประโยชน์จากผู้ด้อยโอกาส” หรือการใช้กลยุทธ์ที่อาจทำให้ประชาชนตัดสินใจโดยขาดข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและองค์การต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมานั้นมีรากฐานอยู่บนหลักการทางจริยธรรมที่เหมาะสมหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของการสแกนม่านตาไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “ความรับผิดชอบ” ซึ่งเป็นหลักการร่วมสมัยที่ได้เน้นย้ำไว้แล้ว เครื่องมือและนโยบายจะไม่มีความหมายเลยหากขาดซึ่งความเข้าใจและความรับผิดชอบของมนุษย์ ทั้งในฐานะผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน การสแกนม่านตาจึงเป็นเพียง “กระจก” บานล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคม และเรายังต้องพัฒนาอีกมากเพียงใด ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความโดย : นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC

https://www.facebook.com/share/p/19p4BvKDco/

“ไดกิ้น” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 สร้างมาตรฐานโรงงานสีเขียว พร้อมปักหมุดแผน “Fusion30” สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน

ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก คว้ารางวัล “อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5” (Green Industry Level 5) ประจำปี 2568 ระดับสูงสุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านโรงงานสีเขียว และการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจทุกมิติ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง และวัฒนธรรมองค์กรที่มี “ความยั่งยืน” เป็น DNA ฝังในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน

รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ถือเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าไดกิ้นสามารถสร้างเครือข่ายสีเขียว หรือ “Green Network” ได้อย่างครบวงจร โดยไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการผนวกรวมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การใช้พลังงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับสังคม ทำให้โรงงานของไดกิ้นก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของไดกิ้นคือการบรรลุ Net Zero CO2 Emissions ภายในปี 2030 ซึ่งวันนี้เราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้วกว่า 41% เมื่อเทียบจากปีฐาน (2019) ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปี 2025 นี้ เราตั้งเป้าจะลดให้ได้ถึง 50% ก่อนมุ่งสู่ Net Zero อย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จนี้เกิดจากการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว ที่ทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกันและลงมือทำอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากตัวเองจนกลายเป็นพลังร่วม ที่ทำให้ทุกกระบวนการและกิจกรรมของไดกิ้นสร้างผลลัพธ์เพื่อโลกที่ดีกว่าได้จริง”

ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมของไดกิ้นเกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เริ่มจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกว่า 5.7 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็น 13% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด  นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ IoT Visualization มาใช้ ในการวิเคราะห์ และค้นหาปัญหาการใช้พลังงานต่าง ๆ พร้อมกับจัดกิจกรรม “Energy Day” ส่งเสริมให้พนักงานใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 1.6 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

อีกด้านของความสำเร็จ คือ การยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การเปลี่ยนฮีตเตอร์ระบบไฟฟ้าเป็น Infrared Heater ซึ่งช่วยลดพลังงานได้กว่า 45% ของฮีตเตอร์เดิม, การพิจารณานำความร้อนสูญเปล่าวนกลับมาใช้ใหม่, การนำหุ่นยนต์อัตโนมัติมาใช้ในงานเชื่อมชิ้นส่วนเพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มความปลอดภัย, การเปลี่ยนรถโฟล์คลิฟต์ไปใช้แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง และการจัดการสารทำความเย็นอย่างเข้มงวดด้วยระบบ Recovery 100% ควบคู่กับกระบวนการ Reclamation ที่นำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือการลดก๊าซเรือนกระจกลงเหลือ 19,065 ตัน ในปี 2024 หรือลดลงกว่า 41% จากปีฐาน ขณะที่การใช้ไฟฟ้าลดเหลือ 971 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ MB หรือลดลง 19% จากปีฐาน และการใช้ LPG ลดลงเหลือ 22.82 กิโลกรัมต่อ MB หรือลดลงกว่า 30.5% ในเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งตลอดการดำเนินการที่ผ่านมา ตัวเลขการลดใช้พลังงานนี้สามารถเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 240,000 ต้น สะท้อนว่าไดกิ้นไม่ได้เพียงตั้งเป้าหมาย แต่ลงมือทำจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

ส่วนในมิติการใช้ทรัพยากร โรงงานสามารถลดการใช้น้ำเหลือ 4.35 ลูกบาศก์เมตรต่อ MB พร้อมรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้สูงถึง 45,100 ลูกบาศก์เมตรต่อปี  ลดการเกิดขยะอุตสาหกรรมด้วยระบบจัดการ 4Rs (Reduce, Reuse, Recycle, Recover) สามารถลดของเสียในกระบวนการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถควบคุมการปล่อยสาร VOC ให้อยู่ที่ 10.65 กิโลกรัมต่อหนึ่งตันอะลูมิเนียม ดีกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้โรงงานของไดกิ้นก้าวสู่การเป็น “โรงงานสะอาดและยั่งยืน” อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ไดกิ้นยังขยายผลด้านความยั่งยืนออกไปนอกองค์กรอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

  • คู่ค้า (Suppliers): ส่งเสริมให้คู่ค้ากว่า 442 ราย ผ่านการรับรอง Green Industry ระดับ 2 ขึ้นไป พร้อมจัดสัมมนา Carbon Neutral Curriculum เพื่อช่วยผู้ส่งมอบวัดและรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ และใช้นโยบาย Green Procurement กำหนดให้การจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ
  • ลูกค้า (Customers): ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน โดยทำงานร่วมกับดีลเลอร์ในการจัดกิจกรรมเพื่อขยายผลการลดคาร์บอนในครัวเรือนและองค์กร
  • ผู้บริโภค (Consumers): ให้ความรู้ในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องเพื่อยืดอายุการใช้งาน และส่งเสริมการรีไซเคิลสารทำความเย็นผ่านโครงการ Reclamation เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ชุมชน (Communities): จัดโครงการ CSR ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อบรมด้านพลังงานและการจัดการทรัพยากรในโรงเรียนและชุมชนรอบโรงงาน พร้อมสร้าง “Green Network” ที่เชื่อมโยงพนักงาน ชุมชน และพันธมิตร เพื่อสร้างวัฒนธรรมสีเขียวที่ขยายสู่สังคมโดยรวม

“การได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ในปี 2025 นี้ เป็นมากกว่าใบรับรองความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์การก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน สำหรับไดกิ้นแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Fusion30” หรือแผนงานสู่โรงงานปลอดคาร์บอนเต็มรูปแบบในปี 2030 และเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคอุตสาหกรรมไทยและทั่วโลกเห็นว่าการเติบโตสามารถทำควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง” นายวัลลภ กล่าวทิ้งท้าย

“โฮมโปร” เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย–ยุโรป

นายวรา ปัทมาลัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนจากไทยและยุโรปกว่า 20 คน ศึกษาดูงานโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียนของ HomePro ซึ่งเป็น “ผู้นำตัวจริงด้านการจัดการสินค้าเก่าอย่างถูกวิธี” พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย ตั้งแต่การเก็บรวบรวมของเก่าหรือที่ไม่ใช้งานแล้วจากบ้านลูกค้า มาเข้าสู่กระบวนการคัดแยก บด ล้าง และหลอม เพื่อรีไซเคิลผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน นอกเหนือจากวัสดุประเภทพลาสติก โฮมโปรยังต่อยอดการยกระดับการจัดการของเก่า โดยการนำวัสดุที่ไม่ใช้งานแล้ว เช่น กระเบื้องและสุขภัณฑ์, โลหะประเภทต่างๆ, วัสดุจากที่มาจากดำเนินงานของโฮมโปร เช่น กระดาษ, ฟิล์มยืด นำไปรีไซเคิลเป็นวัสดุหมุนเวียนที่มีคุณภาพพร้อมนำไปต่อยอดร่วมกับพันธมิตรในการสร้างสินค้า Circular Products หรือ สินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน นอกจากนี้ โฮมโปรยังเปิดเวทีหารือถึงความท้าทายและข้อจำกัด โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎระเบียบ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้สมบูรณ์และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น การเยี่ยมชมครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโฮมโปรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย และเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เพื่อช่วยต่อยอดสู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและสากล

เรียงจากซ้ายไปขวา

  1. นางสาวจริญญา ศรีประยูร ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ส่วน Circular Products
  2. นายไชยวิชิต จริตกล้า ผู้จัดการทั่วไป สายบริหารศูนย์กระจายสินค้า 2 กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า
  3. นายณพล ก่อก้องวิศรุต ผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย ECOSYSTEMS
  4. นายวรา ปัทมาลัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”
  5. Dr. Raul Carlsson, Chairman of Standardization Committee CEN/TC 473 Circular Economy, and Senior Research at National Research Institutes of Sweden (RISE) 
  6. Mr. Marco Musso, Deputy Policy Manager for Circular Economy, European Environmental 

Bureau (EEB) 

7. Mr. Michal Bucki, Counsellor (Environment, Agriculture & Health), Delegation of the European Union to Thailand 

8. นายปฐมพงษ์ สิงห์ทอง ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป 

โฮมโปร-เมกาโฮม ปิดภารกิจ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ขอบคุณคนไทยเลือก #ซ่อมก่อนทิ้ง และเป็นมิตรต่อโลกด้วย #แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ สร้างปรากฏการณ์ความยั่งยืนตลอด 3 วันทั่วประเทศ

โฮมโปรและเมกาโฮม ประกาศความสำเร็จของกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19–21 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก นำเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นพัดลม หม้อหุงข้าว เตารีด และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน เข้ารับบริการซ่อมฟรีมากกว่า 27,442 ชิ้น รวมถึงมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว เข้าสู่โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” กว่า 4,327 ชิ้น สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวกับการ “ซ่อมก่อนทิ้ง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการยืดอายุการใช้งานสินค้า

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดส่งและติดตั้ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “ผลตอบรับครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังมองหาทางเลือกที่คุ้มค่าและเชื่อถือได้ การที่ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาซ่อมเป็นจำนวนมาก แสดงถึงความไว้วางใจในทีม‘ช่างโฮมโปร’ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ฝึกอบรมช่าง ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจของลูกค้าทุกคน”

กิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ในครั้งนี้ ยังสะท้อนกลยุทธ์ของโฮมโปรในการยกระดับผู้ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่การเป็น “Home Solution & Living Experience” แบบครบวงจร ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบ “Personalized” ทุกเจเนอเรชัน ทั้งงานซ่อม ติดตั้ง ล้าง ทำความสะอาด หรือบริการฉุกเฉิน ที่พร้อมดูแลตั้งแต่ของใช้ขนาดเล็ก ไปจนถึงงานโครงสร้างหรืองานปรับปรุงขนาดใหญ่ โดยมีมาตรฐานและคุณภาพแบบเดียวกันทั่วประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมนี้ คือ การผสานแนวคิด Circular Economy เข้ากับกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ผ่านโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ที่มอบทางเลือกให้กับลูกค้า ในกรณีที่สินค้าซ่อมไม่ได้ สามารถนำมาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อ “สินค้ารักษ์โลก” ในราคาพิเศษ ขณะเดียวโฮมโปรจะช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี ทำให้แนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลตอบรับจากการมีสินค้าเก่ากว่า 4,327 ชิ้น เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกวิธี จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า โฮมโปรมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานการสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

“โฮมโปร เชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดบริการที่ครบวงจรและยั่งยืนในระยะยาว การที่เราลงทุนพัฒนาคุณภาพทีม ‘ช่างโฮมโปร’ ให้เป็น ‘มือโปรประจำบ้านคุณ’ ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบบริการที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงง่าย ผ่านแอปพลิเคชัน CHANG HomePro – แอปเดียวครบ จบบริการเรื่องบ้าน รวมถึงการผนวกกลยุทธ์ Circular Economy เข้ากับกิจกรรมต่างๆ จะช่วยสร้างคุณค่าให้ทั้งลูกค้าและสังคมอย่างยั่งยืน” นายธีรพล กล่าว

#ซ่อมฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้ากับโฮมโปร #CHANGHomePro #ช่างโฮมโปร #มือโปรประจำบ้านคุณ #ช่างโฮมโปรมือโปรประจำบ้านคุณ #เรียกช่างง่ายบริการเร็ว #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา จ.ระยอง ต้นแบบอากาศสะอาดภาคตะวันออก สานต่อการสร้างอนาคตที่ดีแก่เยาวชน

ไดกิ้น เดินหน้าสานต่อโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สู่ภาคตะวันออก ด้วยการส่งมอบห้องเรียนต้นแบบแห่งใหม่แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ภายใต้เจตนารมณ์ส่งมอบอากาศสะอาด เพื่ออนาคตของชาติ

โครงการนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) และสยามไดกิ้นเซลส์ พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐและภาควิชาการ อย่าง กรมอนามัย กรมการปกครอง สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ร่วมกันผลักดันแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศในอาคารสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” แห่งแรกในภาคตะวันออก เพื่อมอบอากาศสะอาดให้กับเด็ก ๆ ในท้องถิ่นได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ พร้อมขยายผลต่อไปยังสถานศึกษาอื่น ๆ ได้ในอนาคต

นายคาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าโครงการนี้คือความตั้งใจของไดกิ้นที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทยมานานหลายทศวรรษ ภายใต้แนวคิด Perfecting the Air – สร้างอากาศดีเพื่อคุณ”
เพราะบริษัทเชื่อว่าอากาศที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความเย็นสบาย แต่ต้องเป็นอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กในศูนย์ฯ ที่อยู่ในห้องเรียนปิดเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการสะสมฝุ่น PM2.5
และก๊าซ CO2 ที่เกินมาตรฐาน การส่งมอบห้องเรียนปลอดฝุ่นครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานสุขภาพและการเรียนรู้ที่แข็งแรงให้กับเยาวชนไทย

ในการส่งมอบครั้งนี้ ไดกิ้นได้ติดตั้งระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกินค่ามาตรฐาน พร้อมทั้งเสริมด้วยชุดเติมอากาศบริสุทธิ์ (Outdoor Air Processing Unit: OAPU) และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อให้ครูและผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังได้ทันทีผ่านระบบแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฟอกอากาศ Daikin จำนวน 2 เครื่อง เพื่อใช้งานในห้องเรียนจริง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้อย่างครบวงจร

ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้ไดกิ้นสามารถจัดการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศในพื้นที่เสี่ยง และดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานของเด็ก ๆ เยาวชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะยาว ไดกิ้นยังตั้งเป้าสร้างมาตรฐานการมอบอากาศสะอาด ด้วยการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero Emissions by 2050) พร้อมพัฒนานวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบระบายอากาศ HRV และระบบปรับอากาศ VRV ที่ได้รับฉลากเบอร์ 5 ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน แต่ยังสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของประเทศอีกด้วย

การเปิดตัว “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ที่ระยองในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความสำเร็จต่อเนื่องจากโครงการนำร่องที่จังหวัดเชียงราย และกำลังถูกวางให้เป็นต้นแบบในการขยายไปยังศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ ห้องเรียนแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างในการดูแลสังคมแบบที่ไดกิ้นตั้งใจ ในการสร้างสรรค์โซลูชันด้านอากาศที่ทันสมัย มีคุณภาพ จับต้องได้ และส่งผลดีต่ออนาคตของชาติอย่างแท้จริง

“การผลักดันโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ เพราะไดกิ้นและพันธมิตรกำลังเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ด้านคุณภาพอากาศในสถานศึกษาไทย เราเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่เติบโตในอากาศสะอาดและปลอดภัย จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน” นายคาสุฮิสะ กล่าวทิ้งท้าย