จีเอสเค และเมดิคาโก ประกาศเริ่มทดลองวัคซีนโควิด-19 ในระยะที่ 2/3

จีเอสเค ร่วมกับ เมดิคาโก บริษัทด้านชีวเภสัชภัณฑ์ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ประกาศเริ่มการทดลองวัคซีน CoVLP ซึ่งเป็นวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่ผลิตจากพืช ในระยะที่ 2/3 ภายหลังจากที่ผลการทดลองในระยะที่ 1 มีผลที่น่าพึงพอใจ เพื่อประเมินผลด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน รวมทั้งจะใส่สารเสริมฤทธิ์ชนิด Pandemic Adjuvant ของจีเอสเค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน

นาตาลี แลนดรีย์ รองประธานบริหารด้านกิจการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของเมดิคาโก กล่าวว่า “การทดลองระยะที่ 1 ของวัคซีน CoVLP ที่ใส่สารเสริมฤทธิ์ มีผลที่น่าพอใจ ทำให้เรามีความมั่นใจในการทดลองในระยะต่อไปอย่างเต็มที่”

นายแพทย์โธมัส บริวเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ จีเอสเค วัคซีน กล่าวว่า “ในบรรดาวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่จีเอสเคมีส่วนร่วมในการพัฒนากับหลายองค์กร วัคซีนของเมดิคาโกเป็นวัคซีนตัวแรกที่เริ่มทดลองในมนุษย์ในระยะที่ 2/3 นับเป็นก้าวที่สำคัญของเราในการต่อสู้กับโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ เราดีใจอย่างยิ่งที่ผลการทดลองในระยะที่ 1 มีผลตอบรับที่ดี การใส่สารเสริมฤทธิ์ของจีเอสเคในวัคซีนทดลองโควิด-19 จะช่วยผลิตวัคซีนในปริมาณที่มากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ทำให้เรามั่นใจว่า เราสามารถพัฒนาและส่งมอบวัคซีนที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยได้จากความร่วมมือกับเมดิคาโกในครั้งนี้”

วัคซีน CoVLP ผลิตขึ้นด้วยโปรตีน S-spike ที่สามารถประกอบตัวเองเป็นอนุภาคคล้ายไวรัส (VLP) โดยการทดลองระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเพื่อยืนยันสูตรและปริมาณที่เลือกใช้สำหรับวัคซีน CoVLP (วัคซีน CoVLP ที่ใส่สารเสริมฤทธิ์ pandemic adjuvant ในปริมาณ 3.75 ไมโครกรัม จำนวน 2 โดส เว้นระยะห่าง 21 วัน) ให้ผลในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และแสดงข้อมูลด้านความปลอดภัยเป็นที่น่าพอใจ โดยทดลองกับผู้ที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-74 ปี และผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

การทดลองระยะที่ 2 เป็นการศึกษาควบคุมด้วยยาหลอก เพื่อประเมินผลด้านความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนทดลองโควิด-19 ที่ใช้พืชเป็นหลัก โดยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ซึ่งจะทดลองกับกลุ่มประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในหลายพื้นที่ในแคนาดา และสหรัฐอเมริกา แบ่งเป็นกลุ่มประชากรวัยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-64 ปี และผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่ละกลุ่มอายุประกอบด้วยผู้รับการทดลองกว่า 300 ราย โดยการสุ่มตัวอย่างในอัตรา 5:1 คือ วัคซีน CoVLP ที่เติมสารเสริมฤทธิ์ : ยาหลอก (placebo) และโดยการแบ่งตามกลุ่มในอัตรา 2:1 คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ระหว่าง 65-74 ปี : กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 75 ปี โดยมีการติดตามผลอาการของผู้รับการทดลองทุกคนเป็นเวลา 12 เดือนหลังการฉีดวัคซีนครั้งสุดท้าย เพื่อประเมินผลด้านความปลอดภัยและความทนทานของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของวัคซีนทดลองชนิดนี้

การทดลองระยะที่ 3 จะเริ่มภายในสิ้นปี 2563 และเป็นการทดลองที่ควบคุมด้วยยาหลอกแบบอำพรางโดยสุ่มตัวอย่างและตามอาการ เพื่อไม่ให้นักวิจัยและอาสาสมัครเกิดอคติในการแปลผลอาการข้างเคียงต่าง ๆ ของวัคซีน ทำให้สามารถประเมินผลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสูตรวัคซีน CoVLP โดยเปรียบเทียบกับยาหลอก ในผู้รับการทดลองกว่า 30,000 รายในทวีปอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา และ/หรือยุโรป ในจำนวนประชากรที่เท่า ๆ กัน หรือมากกว่า ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและดูแลด้านกฎหมาย

แม็คโคร ยืนหนึ่งศูนย์รวมเนื้อวัวคุณภาพจากทั่วโลกรับตลาดคนรักเนื้อ (Beef Lover) โตไม่หยุด ชูคุณภาพ ความหลากหลายมีทุกระดับราคา ตอบทุกโจทย์ผู้ประกอบการ ตัวจริงสายเนื้อ

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  ประกาศเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายเนื้อวัวพรีเมียมจากทั่วโลก  รวมถึงเนื้อคุณภาพดีจากไทยที่กำลังเป็นที่นิยม ฮิตติดไอเท็มเด็ดในหมู่นักกินสายเนื้อ เน้นวาง โพสิชั่นนิ่งหลากหลาย ตอบทุกโจทย์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร แฟนพันธุ์แท้ยุคนิวนอร์มอล กระตุ้นตลาดคนรักเนื้อ (Beef Lover) โตไม่หยุด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า  ปัจจุบันกระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งจากกลุ่มที่ติดใจในรสชาติ ความนุ่ม ของเนื้อวัวพรีเมียมที่เข้ามาสร้างอิทธิพลให้กลุ่มคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เนื้อวัว ตลอดจนกระแสปิ้งย่าง ชาบู มาแรงมากเสียจนร้านอาหารระดับกลางและเล็ก หรือกลุ่ม  สตรีทฟู้ดพากันหันมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากเนื้อเพื่อเป็นจุดขาย  แม็คโครเล็งเห็นการเติบโตดังกล่าวโดยทำหน้าที่คัดสรรเนื้อวัวคุณภาพจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย และนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก มาจำหน่ายมุ่งเน้นความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

“ตลาดเนื้อวัวพรีเมียมในปัจจุบันมีการตอบรับดีมากเห็นการเติบโตอย่างชัดเจนจากกลุ่มโฮเรก้าที่นิยมสั่งเนื้อคุณภาพดีไปสร้างสรรค์เมนูอาหารเพื่อเป็นจุดขาย ซึ่งมีหลายระดับราคาเริ่มตั้งแต่ราคา 200 บาทต่อกิโลกรัมจนถึงระดับเนื้อวากิวคุณภาพเกรดพรีเมียมราคากว่า 10,000 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ด้วยกระแสในโซเชียลมีเดีย ที่มีการแชร์สินค้าเนื้อวัวคุณภาพดีจากแม็คโครจนเกิดกระแสตอบรับเป็นอย่างสูง  ทำให้กลุ่มคนรักเนื้อ (Beef Lover)  ที่เป็นลูกค้าทั่วไปตอบรับและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่คนอยู่กับบ้านมากขึ้นทำอาหารทานมากขึ้น ส่งผลให้แม็คโคร กลายเป็นจุดหมายในการซื้อเนื้อวัวคุณภาพดี ที่มีความหลากหลาย ครบครันทุกความต้องการ”

ด้าน นางสาวธีราพร ธีรทีป  ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด กล่าวเสริมว่า “แม็คโครมีความหลากหลายของเนื้อวัวคุณภาพที่นำเข้าจากต่างประเทศและในประเทศ รวมแล้ว  7 ประเทศ ทั้ง เนื้อวัวไทย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, อาร์เจนติน่า  มีสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ แบ่งเป็นชิ้นส่วนต่างๆ  อาทิ สันใน สันนอก สันแหลม ทีโบน สันคอ สะโพก ลูกมะพร้าว รวมถึงกลุ่มเครื่องใน ตลอดจนเนื้อที่ผ่านการแปรรูปสำหรับทำแฮมเบอร์เกอร์ ไส้กรอก ฯลฯ  ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งแม็คโครมีส่วนแบ่งตลาดเนื้อวัวสำหรับไฮเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 93%

นอกจากนี้ แม็คโครได้ให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนไทยกว่า 5,000 ครัวเรือน พร้อมร่วมยกระดับการเลี้ยง การผลิตสู่ตลาดสากล และได้รับการยอมรับในแง่ของรสชาติและความอร่อย  ล่าสุดได้ร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในหลายจังหวัดทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมปั้นแบรนด์เนื้อเกรดพรีเมียม Pro Butcher  ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาด ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร แหล่งรวมเนื้อคุณภาพ (Beef Destination)” เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มเข้าถึงเนื้อวัวพรีเมียมคุณภาพดีราคาเข้าถึงง่าย  ที่แผนกอาหารสด แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ แม็คโครเริ่มเปิดตลาดเนื้อพรีเมียม ตั้งแต่ได้ร่วมพัฒนาเนื้อโคขุนไทยแองกัส และไทย วากิว ที่มีลายไขมันแทรก MS4+, MS5+ ซึ่งเป็นเนื้อคุณภาพดี และมีไขมันที่แทรกในเนื้อ (Marbling Score) เป็นที่นิยม จนกระทั่งเกิดการต่อยอดไปสู่เนื้อนำเข้าจากหลากหลายประเทศ   ขณะที่กระแสความนิยมในการบริโภคเนื้อวัวของคนไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีอัตราการบริโภคเฉลี่ย 2.7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

3 ทีมแชมป์คว้าชัย “ไมโล ฟุตซอล 2020 พลังทักษะ สร้างทีมแกร่ง”

ผลิตภัณฑ์ไมโล นำโดย นายวิคเตอร์ เซียห์ (ขวา) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า พร้อมด้วย นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และตัวแทนทีมแชมป์ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “ไมโล ฟุตซอล 2020 พลังทักษะ สร้างทีมแกร่ง”  ที่จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของไมโล ในการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตสู่ความสำเร็จด้วยกีฬา เพราะกีฬาคือครูชีวิต โดยทีมชนะเลิศทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นอายุ 7-8 ปี ทีมโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดภูเก็ต รุ่นอายุ 9-10 ปี ทีมโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดภูเก็ต และรุ่นอายุ 11-12 ปี ทีมวัดกู้ A จังหวัดนนทบุรี คว้าถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาไปครองได้สำเร็จ

BAFS Continues to Develop New Lines of Business to Increase Revenue

Bangkok Aviation Fuel Services PCL (BAFS) decreased its net loss in the third quarter of 2020. The company is emphasizing its business continuity plan and cost control initiatives while accelerating the development of new business lines to increase revenue during the COVID-19 pandemic.

Mr. Prakobkiat Ninnad, President of Bangkok Aviation Fuel Services PCL (BAFS), disclosed the company’s performance in the third quarter of 2020, noting the company delivered a net loss of 179.60 million baht, an improvement from a net loss of 228 million baht in the second quarter of 2020, due to an increase in the volume of aviation fuel following an easing in COVID-19 control measures.

“BAFS will continue to take precautionary measures in our operations while reducing operating costs adhering to strict expense control measures to maintain liquidity. The company is also prioritizing investments that can generate immediate cash flow while looking for new business lines to increase the ratio of our income both in related businesses and by investing in new businesses in domestic and international alternative energy and environmental projects. This is in keeping with BAFS’ five-year growth strategy which aims to increase the percentage of income to 50% for the aviation refueling business and 50% in other businesses supporting the company’s continued and sustainable growth,” said Mr. Prakobkiat.

Among the initiatives underway, BAFS Clean Energy Corporation Company Limited is planning to invest in an alternative energy business in line with the company group’s business strategy. Additionally, Fuel Pipeline Transportation Limited (FPT) is implementing an expansion project in the northern fuel pipeline transportation system to Lampang depot; Thai Aviation Refueling Company Limited (TARCO) is operating a hydrant pipeline networking project as part of a development project for Suvarnabhumi Airport Phase 2; BAFS Innovation Development Company Limited (BID) is providing information technology services to public agencies; and BAFS INTECH Company Limited is exporting aircraft refueling vehicles and equipment to Lao PDR and Myanmar in addition to conducting negotiations on business expansion details of which should be provided at the beginning of 2021 to generate new income for BAFS in the future as planned.

บาฟส์ เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจใหม่ สร้างรายได้เพิ่ม

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ มีผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 3/2563 ลดลง มุ่งเน้นแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย พร้อมเร่งขยายฐานธุรกิจใหม่เพิ่มรายได้เสริมแกร่งในช่วงโควิด-19

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการของบริษัทฯ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 ว่า บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 179.60 ล้านบาท ลดลงจากผลขาดทุนสุทธิจำนวน 228 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 โดยเป็นผลจากปริมาณน้ำมันอากาศยานเพิ่มสูงขึ้นกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมาตามการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรคโควิด-19

“บาฟส์ยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังและปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมทั้งการให้ความสำคัญในการลงทุนที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที พร้อมมองหาธุรกิจใหม่เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่เพื่อลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโต 5 ปีของบริษัทฯ ในการเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็นธุรกิจบริการเติมน้ำมันอากาศยาน 50% และธุรกิจอื่น ๆ 50 % เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน” นายประกอบเกียรติ กล่าว

ล่าสุด บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จํากัด บริษัทย่อย มีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทฯ ขณะที่ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด กำลังดำเนินโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือไปยังคลังน้ำมันจังหวัดลำปาง บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด กำลังดำเนินโครงการวางท่อระบบ hydrant ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 บริษัท บาฟส์ อินโนเวชั่น ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานภาครัฐ บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด ได้ส่งออกรถเติมน้ำมันอากาศยานและอุปกรณ์ให้บริการภาคพื้นอากาศยานไปที่ สปป.ลาว และเมียนมาร์ พร้อมทั้งการเจรจากับต่างประเทศในการขยายธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในต้นปี 2564 ซึ่งจะเป็นการเสริมรายได้ใหม่ให้กับบาฟส์ในอนาคตตามแผน

Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล”

นนทบุรี ยกขบวนสินค้าดี สินค้าเด่น  Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” 18 – 23 พ.ย. 63  ณ ซีคอน บางแค กรุงเทพมหานคร

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น. นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ประธานหอการค้าจังหวัดนนทบุรี กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีนนทบุรี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ประธานอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรี  หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนนทบุรี  นายอำเภอทุกอำเภอ  ผู้แทนภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมีนางรักใจ กาญจนะวีระ พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน ณ ลานหน้าโรบินสัน ชั้น 1 ซีคอน บางแค กรุงเทพมหานคร

 รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ด้วยศักยภาพของจังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรีดำเนินการจัดกิจกรรม Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” เพื่อนำสินค้าOTOP ๓ – ๕ ดาว OTOP ขึ้นเครื่อง และบริการที่แสดงถึงอัตลักษณ์และมีคุณภาพของจังหวัดนนทบุรีเผยแพร่ สู่สาธารนชน ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้รับรู้รับทราบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสการท่องเที่ยว การซื้อสินค้า และบริการ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค เป็นการกระจายรายได้สู่ภาคประชาชน

 ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่วยยกระดับของดีของจังหวัดนนทบุรี ให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อันจะนำไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงอย่างยั่งยืน

ด้าน นางรักใจ กาญจนะวีระ พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า การจัดงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ ของดีจังหวัดนนทบุรี และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน ซึ่งมีผู้ประกอบการ OTOP ๓ -๕ ดาว OTOP ขึ้นเครื่องและผู้ประกอบการอื่นๆ เข้าร่วมโครงการกว่า 60 ราย มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 150 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าของดีที่ผ่านการคัดสรรแล้วจากจังหวัดนนทบุรี โดยภายในงานจะมีสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ OTOP ชวนชิม เชิญลิ้มลองขนมไทยดั้งเดิม “แม่ซ่อนกลิ่น ปลากริมไข่เต่า” ข้าวแช่โบราณป้าเฉลียว ซึ่งเป็นตำรับพื้นบ้านอาหารของชาวมอญ ที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรีนำมาให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทเสื้อผ้า ของใช้ ของตกแต่ง และสมุนไพรอีกมากมายหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเงิน เครื่องประดับสุดแสนประณีตจากร้าน “ศิลป์สุวรรณภูมิ” เครื่องหนังแท้คุณภาพดีจากแบรนด์ “ธัญสุดา” เครื่องปั้นดินเผาลายวิจิตร จากดินแดนกลางแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเกาะเกร็ด ที่ยังคงอนุรักษ์หัตถศิลป์เครื่องปั้นดินเผาไว้ไม่ให้สูญหายไป พร้อมทั้งกิจกรรมมากมาย อาทิ การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตรี ชัยณรงค์ และเต๋า ภูศิลป์ มาสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงาน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมสลับกันทุกวัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการทำอาหารห้ามพลาดเพราะ เชฟบุค จากรายการ Foodwork จะมารังสรรเมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดนนทบุรีให้ทุกท่านได้ชม เป็นต้น

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงมาเที่ยวชม ชิม ช้อป แชะ กับกิจกรรมและสินค้าคุณภาพภายในงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี  โดยสามารถเยี่ยมชมและอุดหนุนสินค้า OTOP ที่ผ่านการคัดสรรแล้ว ในระหว่างวันที่ 18 – 23 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.  ณ ลานหน้าโรบินสัน ชั้น 1 ซีคอน บางแค นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกชมและซื้อสินค้าที่มาจำหน่ายภายในงานได้ผ่านช่องทางออนไลน์ในแอปพลิเคชั่น Shopee ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย. งานดีดีแบบนี้ห้ามพลาด!!!

กระทรวงสาธารณสุข จับมือ สปสช.และเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นฯ ผนึกพลังสานต่อเป้าหมาย “เพิ่มเครือข่ายปฐมภูมิ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา”

ครบรอบ 16 ปี การจัดตั้งเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย ถอดบทเรียนความสำเร็จการทำงานแบบเครือข่ายที่ได้รับความร่วมมือจากสถานพยาบาลขนาดต่าง ๆ พร้อมชูพันธกิจปี 2564 “สานต่อเป้าหมาย เพิ่มเครือข่ายสู่ปฐมภูมิ” เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามารักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ช่วยลดความแออัดของจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา สะท้อนว่า ระบบสุขภาพปฐมภูมิมีความสำคัญมาก เพราะเป็นหน่วยบริการสุขภาพที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ใกล้ชิดที่สุด อาทิ คลินิกหมอครอบครัว (PCC) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพมากขึ้น และมีการทำงานแบบบูรณาการและเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ขณะนี้กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทั้งทางนโยบายระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง และระบบบริการก้าวหน้า โดยหน่วยบริการปฐมภูมิเป็นด่านแรกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างมีคุณภาพ และเชื่อว่าหากประเทศไทยมีระบบสุขภาพปฐมภูมิที่แข็งแกร่ง จะสนับสนุนให้ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง หากบุคลากรทางการแพทย์ให้เวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะคืนเวลากลับมาให้ และทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสามารถเดินทางไปรักษาไปที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ เช่น PCC หรือ รพ.สต. ก็ไม่ต้องแอดมิทหรือเดินทางไกลมาที่โรงพยาบาล ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้มีความสุขมากขึ้น  สิ่งสำคัญ คือ Trust ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนว่าหน่วยปฐมภูมิสามารถดูแลได้ และโรงพยาบาลใหญ่จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธากับหน่วยปฐมภูมิได้”

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่หลักในการจัดทำระบบประกันสุขภาพเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคนี้มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 โอกาสการเข้าถึงของประชาชน ทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบบริการที่มีมาตรฐาน อาทิ ความพยายามในการขยายเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้น ที่กำลังทำอยู่นี้ ส่วนที่ 2 ประสิทธิภาพของระบบบริการ ทำอย่างไรให้เกิดการบริหารงบประมาณแผ่นดินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และส่วนที่ 3 การจัดระบบบริการให้มีคุณภาพมากขึ้น ทิศทางของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะมุ่งเน้นการส่งเสริมป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคควบคู่ไปกับการดูแลรักษา โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนท้องถิ่น ประชาชนและองค์กรกิจการเพื่อสังคม ระบบปฐมภูมิจะเป็นด่านแรกที่สำคัญในระบบสาธารณสุข ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละพื้นที่โดยทีม
สหวิชาชีพ เพื่อทำให้เกิดเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยและระบบการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อปรับระบบการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความแออัดของคนไข้ในโรงพยาบาล เช่น โครงการรับยาใกล้บ้าน การส่งยาทางไปรษณีย์ ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการมีคลินิกย่อย ๆ ที่จะตอบสนองความต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง”

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic Network: EACC) กล่าวว่า คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่ายก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ตามมาตรฐานในระดับสากล ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อทั้งครอบครัวและสังคม ปัจจุบันเครือข่ายฯ มีสมาชิกกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ผู้ป่วยในทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และลดอัตราการกำเริบรุนแรงจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยในปี 2553-2557 มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและนอนในโรงพยาบาลลดลงมากกว่า 30%  และในปี 2558 – 2560 ที่มีการขยายเครือข่ายไปสู่ระดับปฐมภูมิ พบว่ามีการลดอัตราการกำเริบของผู้ป่วยได้มากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของสหวิชาชีพทุกฝ่าย ที่ปรารถนาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2558-2562 อัตราการรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลของโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุหลาย ๆ ปัจจัย

ปีนี้เครือข่ายฯ มีพันธกิจ “สานต่อเป้าหมาย เพิ่มเครือข่ายสู่ปฐมภูมิ” คือเน้นส่งเสริมให้สถานบริการสาธารณสุขหรือสมาชิกเครือข่ายฯ ที่ดำเนินงานคลินิกโรคหืดฯ ที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว เป็นโมเดลในการขยายรูปแบบและแนวทางการรักษาไปสู่ระบบบริการปฐมภูมิ หรือ PCC (Primary Care Cluster) ณ สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน อาทิ คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และร้านขายยาคุณภาพ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น และยังสามารถส่งต่อผู้ป่วยที่สามารถควบคุมอาการกำเริบของโรคได้แล้ว ไปยังสถานบริการเหล่านี้ เพื่อช่วยให้การรักษาสะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ได้มากขึ้น ดังตัวอย่างความสำเร็จของ EACC ขอนแก่นโมเดล ที่ได้ส่งต่อองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานไปยังสถานพยาบาลปฐมภูมิที่อื่นต่อไป

การประชุมใหญ่เครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่ายประจำปีครั้งที่ 16 มีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน รวมกับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสด Live Streaming ผ่านเฟซบุ๊กเพจเครือข่ายคลินิกโรคหืดฯ สำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย ผู้เข้าร่วมการประชุมต่างได้รับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ตามแนวทางการรักษาในระดับสากลที่มีการปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี ได้แลกเปลี่ยนและศึกษาแนวทางการทำคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างได้ผล รวมทั้งได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ E-Learning EACC online ที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อนำไปพัฒนาคลินิกโรคหืดฯ ในสถานพยาบาลของตน และบรรลุเป้าหมายของเครือข่ายฯ ในการลดอัตราการกำเริบเฉียบพลันของโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพราะโรคทั้งสองชนิดนี้สามารถควบคุมไม่ให้กำเริบได้ หากมีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

ยุคใหม่ของ iPhone ทรูมูฟ เอช เตรียมวางจำหน่าย iPhone 12 ทุกรุ่น เริ่มสั่งซื้อได้ในวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยทุกรุ่นรองรับเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G

ทรูมูฟ เอช เตรียมวางจำหน่าย iPhone 12 ใหม่ ได้แก่ iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max, iPhone 12 และ iPhone 12 mini โดยทุกรุ่นรองรับประสบการณ์ 5G สุดล้ำ iPhone 12 รุ่นต่างๆ มีระบบกล้องแบบใหม่ที่เหนือชั้น ตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ จอภาพ Super Retina XDR แบบขอบจรดขอบ เพื่อประสบการณ์การรับชมที่เต็มอิ่ม และชิพ A14 Bionic ที่ออกแบบโดย Apple ซึ่งเป็นชิพสำหรับสมาร์ทโฟนที่เร็วที่สุด โดยทั้งหมดนี้ มาในดีไซน์ใหม่ที่สวยงาม ลูกค้าสามารถเริ่มสั่งซื้อ iPhone 12 รุ่นต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ดูราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่วางจำหน่ายได้ที่ www.truemoveh.com/iPhone12/preorder  

iPhone 12 รองรับย่านความถี่ 5G มากที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟน จึงสามารถใช้งาน 5G ได้ครอบคลุมทั่วโลก มากที่สุด1 ด้วยดีไซน์แบบใหม่หมด iPhone 12 Pro ขนาด 6.1 นิ้ว และ iPhone 12 Pro Max ขนาด 6.7 นิ้ว2 ได้ขยายขอบเขตแห่งนวัตกรรมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประโยชน์สูงสุดจาก iPhone ด้วย iPhone 12 Pro Max ที่นำเสนอจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone และความละเอียดสูงสุดเกือบ 3.5 ล้านพิกเซล เพื่อประสบการณ์การรับชมที่โดดเด่นสมจริง iPhone 12 Pro รุ่นต่างๆ มาในดีไซน์สเตนเลสสตีลที่สวยงาม ตื่นตาถึงสี่สี ได้แก่ สีกราไฟต์ สีเงิน สีทอง และสีแปซิฟิกบลู พร้อมจอภาพ Super Retina XDR ที่เต็มตา แบบขอบจรดขอบ คุณสมบัติในการทนน้ำที่ระดับ IP68 ชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม3 และตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ซึ่งเพิ่มความทนทานสูงสุดแบบก้าวกระโดดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone A14 Bionic คือขุมพลังของทุกประสบการณ์บน iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max และเมื่อมาพร้อมกับระบบกล้องสุดล้ำก็ทำให้เกิดคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบใหม่ที่น่าประทับใจ เช่น โหมดกลางคืนที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น Deep Fusion, Smart HDR 3, การบันทึกวิดีโอแบบ HDR ใน Dolby Vision4 และอื่นๆ อีกมากมาย  

ลูกค้าที่ใช้ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max จะได้สนุกไปกับระบบกล้องระดับโปรที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ รวมถึงกล้องอัลตร้าไวด์ ที่ให้มุมมองภาพกว้างถึง 120 องศา และขอแนะนำกล้องเทเลโฟโต้ ที่มาพร้อม ทางยาวโฟกัส 65 มม. กล้องไวด์บน iPhone 12 Pro Max ก็ดียิ่งขึ้นด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น พิกเซล ที่ใหญ่ขึ้น และระบบ OIS แบบใหม่ที่ใช้การปรับตำแหน่งเซ็นเซอร์ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในที่แสงน้อย ถึง 87 เปอร์เซ็นต์และมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ยอดเยี่ยมสำหรับการจับภาพและวิดีโอคุณภาพระดับ มืออาชีพ ช่างภาพจะสามารถควบคุมการสร้างสรรค์ได้มากกว่าที่เคยด้วย Apple ProRAW แบบใหม่หมดและสแกนเนอร์ LiDAR ตัวใหม่ก็จะมอบประสบการณ์ AR ที่สมจริงยิ่งกว่าให้กับทั้งสองรุ่น โดยมีออโต้โฟกัส ที่ได้รับการพัฒนาในการถ่ายภาพบุคคลในที่แสงน้อยและโหมดกลางคืน

iPhone 12 ขนาด 6.1 นิ้วและ iPhone 12 mini ขนาด 5.4 นิ้ว6 มีดีไซน์ใหม่ที่สวยงามอัดแน่นไปด้วย ความสามารถใหม่ๆ อันทรงพลัง และ iPhone 12 mini คือสมาร์ทโฟน 5G ที่เล็กบางและเบาที่สุดในโลก iPhone 12 และ iPhone 12 mini มีวางจำหน่ายในดีไซน์อะลูมิเนียมที่สวยงามถึงห้าสี ได้แก่ สีฟ้า สีเขียว สีดำ สีขาว และ (PRODUCT)RED7และมีจอภาพแบบขอบจรดขอบ Super Retina XDR ที่ทำให้เห็นทุกอย่างได้เต็มตา ตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ที่แข็งแกร่งกว่ากระจกสมาร์ทโฟนใดๆ ที่เคยมีมา8 และมอบคุณสมบัติในการทนน้ำที่ระดับ IP68 ชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม ชิพ A14 Bionic ใน iPhone 12Pro Max เดียวกันนี้ ยังอยู่ใน iPhone 12 และ iPhone 12 mini ซึ่งเมื่อมาพร้อมกับระบบกล้องขั้นสูง ก็ทำให้เกิดคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบใหม่ที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น Smart HDR 3 โหมดกลางคืน และ Deep Fusion ในทุกกล้อง วิดีโอคุณภาพดีที่สุดในสมาร์ทโฟนและอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ยังคงมีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานทั้งสองรุ่น ยังรองรับวิดีโอ HDR ที่มี Dolby Vision ในระดับ 4K สูงสุดถึง 30 fps และมีระบบกล้องคู่แบบใหม่ที่ทรงพลัง มาพร้อมกล้องอัลตร้าไวด์ที่ขยาย กว้างขึ้นและกล้องไวด์ที่มีรูรับแสงขนาด f/1.6 ซึ่งจะเพิ่มคุณภาพของรูปภาพและวิดีโอในที่แสงน้อย ถึง 27 เปอร์เซ็นต์  

ยิ่งไปกว่านั้น iPhone 12 Pro ยังเปิดตัวพร้อมกับ MagSafe ซึ่งมาพร้อมการชาร์จแบบไร้สายกำลังสูง และระบบนิเวศของอุปกรณ์เสริมแบบใหม่หมดที่ยึดติดกับ iPhone ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย9  

“ทรูมูฟ เอช รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ส่งมอบ iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max, iPhone 12 และ iPhone 12 mini เพื่อใช้งานบนเครือข่ายอัจฉริยะ True5G ที่พร้อมมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายที่ดีที่สุด”  ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการด้านบริหารผลิตภัณฑ์ดีไวซ์ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวและเสริมว่า “เครือข่าย True5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงคลื่นความถี่ 2600 MHZ ซึ่งเป็น คลื่นความถี่กลางของ 5G พร้อมมอบความเร็วสูงสุดและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าทุกคน บน iPhone 12 รุ่นใหม่สุดล้ำ ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่หมด ระบบกล้องใหม่อันล้ำสมัย และอีกมากมาย”

นอกจากนี้ เครือข่ายและบริการของเราที่ครบสมบูรณ์ที่สุดมีครบ 7 ย่านความถี่มากที่สุดในไทย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดดเด่นด้วยพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศ และระดับโลก กลุ่มทรูจึงก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นดิจิทัลเพียงรายเดียว ที่สามารถมอบประสบการณ์แห่งดิจิทัลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและแผนบริการรับส่งข้อมูลได้ที่ www.truemoveh.com/iPhone12/preorder  

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับiPhone 12 รุ่นต่างๆ โปรดดูที่ www.apple.com/th

1จำเป็นต้องมีแผนบริการข้อมูล 5G, Gigabit LTE, VoLTE และการโทรผ่าน Wi-Fi มีให้บริการในบางประเทศผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์บางแห่งเท่านั้น ความเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณงานตามหลักทฤษฎีและแตกต่างกันตามสภาวะของไซต์และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ สำหรับรายละเอียดในการรองรับ 5G และ LTE ลูกค้าสามารถติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และดูที่ apple.com/iphone/cellular ได้
2จอภาพมีมุมมนและเมื่อวัดเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากแล้ว หน้าจอจะมีขนาด 6.06 นิ้ว (iPhone 12 Pro) หรือ 6.68 นิ้ว (iPhone 12 Pro Max) ในแนวทแยงและพื้นที่สำหรับการดูจริงมีขนาดน้อยกว่า
3iPhone 12 รุ่นต่างๆ มีความสามารถในการทนน้ำ น้ำที่กระเด็นใส่และฝุ่นซึ่งผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ โดยมีการป้องกันอยู่ที่ระดับ IP68 ตามมาตรฐาน IEC 60529 (ความลึกไม่เกิน 6 เมตรภายในระยะเวลาสูงสุด30 นาที) ความสามารถในการทนน้ำ น้ำที่กระเด็นใส่และฝุ่นจะไม่คงอยู่ถาวร ซึ่งความสามารถดังกล่าวอาจลดลงจาก
การใช้งานตามปกติ ห้ามชาร์จ iPhone ในขณะที่เครื่องยังเปียกอยู่ โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดและ
การทำให้แห้งในคู่มือผู้ใช้ การรับประกันไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากของเหลว 4การเล่นวิดีโอระดับ 4K ในแบบDolby Vision ต้องใช้กับ Apple TV 4K หรือทีวีที่รองรับ AirPlay
5Apple ProRAW จะพร้อมใช้งานในการอัพเดท iOS 14 ในอนาคต สำหรับ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max
6จอภาพมีมุมมนและเมื่อวัดเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากแล้ว หน้าจอจะมีขนาด 6.06 นิ้ว (iPhone 12) หรือ 5.42 นิ้ว (iPhone 12 mini) ในแนวทแยงและพื้นที่สำหรับการดูจริงมีขนาดน้อยกว่า
7รายได้ส่วนหนึ่งจากทุกการจำหน่าย (PRODUCT)RED มอบให้กับกองทุนโลกเพื่อต่อต้านโรคเอดส์ และตั้งแต่วันนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม 2020 รายได้ดังกล่าวจะได้รับการส่งมอบให้กับกองทุนโลกเพื่อการรับมือกับ COVID-19
8ข้อความนี้อ้างอิงจากการเปรียบเทียบด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ของ iPhone 12 กับ iPhone รุ่นก่อนหน้า
9อุปกรณ์เสริม MagSafe ซึ่งรวมถึงที่ชาร์จ เคส และซองใส่บัตร จะจำหน่ายแยกต่างหาก

ไทยดริ้งค์ ส่ง “วี-บูสท์” อัพเลเวลตลาด เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริ้งค์ 6,500 ล้านบาท ชูส่วนผสมมากกว่าด้วย “เบต้ากลูแคน” จากสหรัฐอเมริกา และ “วิตามินซี 200%” เป็นครั้งแรกในขวดเดียวประโยชน์ 2 ต่อ มั่นใจ 2 ขั้น เพิ่มการใส่ใจตัวเองในสไตล์ชีวิตวิถีใหม่

บริษัท ไทยดริ้งค์ ขยายพอร์ตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รับไตรมาสสุดท้าย ปี 2563 ตอบรับเทรนด์ดูแลรักษาสุขภาพสไตล์ชีวิตปกติวิถีใหม่ เปิดตัว “วี-บูสท์” เขย่าตลาดเครื่องดื่มวิตามิน ชูจุดเด่นที่มากกว่าด้วยการเพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคน” จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีผลวิจัยรับรองว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เสริมประโยชน์และการปกป้องเป็น 2 เท่าร่วมกับ “วิตามินซี” ที่มาพร้อม 2 รสชาติ รสส้มและรสเลมอน อร่อย สดชื่น ผสมน้ำผลไม้ในแบบน้ำตาลน้อยและ แคลอรี่ต่ำ ดึง 2 นักกีฬาทีมชาติไทยสุดฮอต ตัวแทนคนรักสุขภาพ “หน่อง ปลื้มจิตร์” และ “ต้น นฤบดินทร์” สร้างการรับรู้ชวนคนไทยทั่วประเทศดูแลสุขภาพตัวเองง่าย ๆ ได้ทุกวัน

นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว วี-บูสท์ ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ Passion 2025 ของเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างสร้างสรรค์ในการเป็นผู้นำของธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารในอาเซียน โดย วี-บูสท์เป็นเครื่องดื่มวิตามินซีผสมเบต้ากลูแคนเป็นแบรนด์แรกที่ตอบรับกระแสห่วงใยสุขภาพผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ตามสไตล์ชีวิตวิถีใหม่ เพิ่มเติมจากการทำความสะอาดมือ ใส่หน้ากากอนามัย และการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริ้งค์มีการเติบโตกว่า 13% ด้วยมูลค่าทางการตลาด 6,500 ล้านบาท สวนกระแสตลาดเครื่องดื่มรวมที่เติบโตติดลบ”

“เพื่อตอบเทรนด์ดูแลสุขภาพดังกล่าว ไทยดริ้งค์ จึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ใหม่ “วี-บูสท์” เครื่องดื่มผสมวิตามิน ในรูปแบบชอต ขนาด 150 มล. ที่ให้มากกว่าวิตามินซี 200% ที่มีอยู่เป็นพื้นฐานในแบรนด์ต่าง ๆ ด้วยการ เพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคน” จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีงานวิจัยทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศไทย รับรองว่าสามารถเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายและยังป้องกันโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย”

นอกจากนี้ ยังดึง 2 นักกีฬาสุดฮอต “หน่อง ปลื้มจิตร์ ถินขาว” นักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย และ “ต้น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม” นักฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ “วี-บูสท์” สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ เพื่อชวน คนรุ่นใหม่ให้เพิ่มการดูแลใส่ใจตัวเองในทุกวันให้มากขึ้นกว่าการใช้ชีวิตตามสไตล์ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับ “วี-บูสท์” ทั้ง 2 รสชาติ ทั้งรสส้มและเลมอน ที่อร่อย สดชื่น จากน้ำผลไม้ที่มาในรูปแบบชอตดื่มง่าย น้ำตาลและ แคลอรี่น้อยและมีประโยชน์ 2 ต่อ ด้วย “เบต้ากลูแคน” และ “วิตามินซี 200%” ในขวดเดียว พร้อมวางขายใน Tesco Lotus และร้านค้าทั่วประเทศ

“เรามั่นใจว่า “วี-บูสท์” ที่มีส่วนผสมที่มากกว่าด้วย “เบต้ากลูแคน” ในแบบน้ำตาลและแคลอรี่น้อย รวมทั้งความอร่อย  สดชื่น จากน้ำผลไม้ที่มาในรูปแบบชอตดื่มง่าย น้ำตาลและแคลอรี่น้อย จะมีส่วนสำคัญในการขยายฐานและสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดเครื่องดื่มวิตามินเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยทั่วประเทศได้อย่างแน่นอน” นางเจษฏากร กล่าวทิ้งท้าย

อร่อยแล้วพี่ ป๋องนี้ไม่ต้องเขย่า! เนสกาแฟ ส่งนวัตกรรม “ป๋องอะลู” ยกแผง ยืนหนึ่งความอร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า รีไซเคิลได้ 100 % ร่วมสร้างเมืองไทยไร้ขยะ

บอกลาความเคยชินกับการเขย่ากาแฟกระป๋องก่อนดื่ม เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน
เมื่อเนสกาแฟ กาแฟเบอร์หนึ่งขวัญใจมหาชน เปิดตัว “เนสกาแฟ กระป๋องอะลูมิเนียม” นวัตกรรมกระป๋องกาแฟพร้อมดื่มใหม่ล่าสุดครบทุกรสชาติทั้ง เอสเปรสโซ โรสต์ ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ เป็นรายแรก ๆ ในเมืองไทย สร้างกระแส “อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า” เอาใจคอกาแฟให้ได้เฮกันทั่วประเทศ

ที่บอกว่า “อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า” เพราะเนสกาแฟกระป๋องใหม่ใน “ป๋องอะลู”ยืนหนึ่งด้านรสชาติ คงความอร่อย เข้ม เต็มรสกาแฟเหมือนเดิมเป๊ะ เพิ่มเติมนมแท้แทนครีมเทียม ทำให้กาแฟเข้มเนียนเป็นเนื้อเดียวกันไม่มีตะกอน ทำให้คอกาแฟได้ฟินเนสกาแฟ “ป๋องอะลู” โดยไม่ต้องเขย่ากระป๋องก่อนดื่ม นั่นเอง

แต่ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ “ป๋องอะลู” แช่เย็นเร็วถูกใจ และด้วยธรรมชาติของอะลูมิเนียม จะบางกว่ากระป๋องเหล็กแบบเดิม จึงต้องเติมอากาศเข้าไปเพื่อรักษารูปทรงกระป๋อง ถ้าเขย่าก็อาจเกิดฟองเล็กน้อย แต่ปลอดภัยดื่มได้ ที่สำคัญคือไม่เป็นสนิม แถมยังน้ำหนักเบา ขนส่งได้เยอะขึ้นพอดื่มเนสกาแฟ ป๋องอะลูเสร็จปุ๊บ ก็ใช้มือบีบอัดกระป๋องให้เล็กลงได้ง่าย ไม่เปลืองพื้นที่ถังขยะ แต่เดี๋ยวก่อน “ป๋องอะลู” ที่ถูกบีบให้แบน ๆ นี่แหละ พี่ซาเล้งช้อบชอบ เพราะ “ป๋องอะลู” นี่เอาไปขายต่อโรงงานรีไซเคิลได้ราคาดีกว่าป๋องเหล็กเป็นไหน ๆ บางกว่า ไม่ใช่ถูกกว่านะคะ

แถมยังรักษ์โลกมากขึ้น ยิ่งเนสกาแฟ ป๋องอะลู ใช้อะลูมิเนียมทำทั้งกระป๋อง นำไปรีไซเคิลได้ 100% ดื่มเสร็จก็เอากระป๋องมารีไซเคิลหลอมออกมาเป็นกระป๋องใหม่วนอยู่อย่างนั้น เรียกว่าใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพียงดื่มเนสกาแฟ ป๋องอะลู อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า และทิ้งอย่างถูกวิธีเพื่อนำไปรีไซเคิล คอกาแฟรสเข้มก็จะมีส่วนร่วมสร้างสรรค์เมืองไทย
ไร้ขยะได้ง่าย ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกของบริษัทแม่อย่างเนสท์เล่ที่มุ่งเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568

นายธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เราภูมิใจมากครับที่ได้นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “เนสกาแฟ กระป๋องอะลูมิเนียม” ที่สามารถ รีไซเคิลได้ 100% ให้กับผู้บริโภคไทย นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีของเนสกาแฟ ในฐานะผู้ผลิต ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในปีที่แล้ว เราเริ่มเปลี่ยนเนสกาแฟกระป๋อง ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ให้เป็นกระป๋องอะลูมิเนียม ซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม และตามมาด้วยเนสกาแฟกระป๋อง เอสเปรสโซ โรสต์ในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบทุกรสชาติ สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนคอกาแฟมาดื่มเนสกาแฟกระป๋อง อร่อย ไม่ต้องเขย่า และทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อให้นำไปรีไซเคิลกันนะครับ เพียงเราช่วยกันเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เพื่อทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น และสร้างสรรค์เมืองไทยไร้ขยะครับ”

เนสกาแฟกระป๋องอะลูมิเนียมแบบใหม่ อร่อยเข้ม เต็มรสกาแฟ ทั้ง 3 รสชาติ ได้แก่ เอสเปรสโซ โรสต์ แบล็ค ไอซ์ และ ลาเต้ มีวางจำหน่ายแล้วในราคา 15 บาท ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เนสกาแฟกระป๋องยังจัดกิจกรรม “ลุ้น แลก รวยกระจาย ดื่มทุกวันได้ทุกวัน” เพียงสแกน QR code หรือ แอดไลน์ @NESCAFETH กรอกรหัสใต้ห่วงเนสกาแฟกระป๋อง เพื่อสะสมแต้ม 1 ห่วง มีค่าเท่ากับ 1 แต้ม สามารถนำแต้มไปแลกสิทธิพิเศษได้ทุกวัน หรือแลกสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ได้ทุกเดือน สามารถร่วมสนุกได้วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนสกาแฟกระป๋องได้ที่เฟซบุ๊ก NESCAFE Thailand