GBS คัด 12 หุ้นเด่น รับอานิสงส์คลายล็อค – เราชนะ

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ส่อแววเคลื่อนไหวในกรอบดัชนี 1,470-1,530 จุด พร้อมคัด 12 หุ้นน่าลงทุนทยอยเข้าพอร์ต ขานรับอานิสงส์ จากการคลายล็อค แนะทยอยเก็บ ERW – CENTEL – MINT – AU – M – SISB และ SPA ขณะที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการเราชนะ ได้แก่ TNP – KK – CPALL – BJC และ MAKRO

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,470-1,530 จุด โดยปัจจัยหนุนตลาดมาจากการฉีดวัคซีน COVID-19 มีความคืบหน้าในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นเตรียมซ้อมฉีดวัคซีนก่อนฉีดจริงปลายเดือนก.พ. อีกทั้ง ศบค.เตรียมพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ โดยเฉพาะสถานศึกษา ในพื้นที่สีเขียวรวมถึงแนวทางปฏิบัติของร้านอาหาร

            ทั้งนี้ยังมองหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ จากการคลายล็อคกิจกรรมต่างๆ โดยฝ่ายกลยุทธ์แนะลงทุน ใน 12 หุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ ERW – CENTEL – MINT – AU – M – SISB และ SPA นอกจากนี้ ยังแนะทยอยลงทุนหุ้นที่ได้อานิสงส์จากโครงการเราชนะ ได้แก่ TNP – KK – CPALL – BJC และ MAKRO

สำหรับปัจจัยที่น่าจับตาต่อเศรษฐกิจการลงทุน ยังคงต้องจับตาเปิดเผยรายงานการประชุมสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาบ้านและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค. และในวันเดียวกันต่อเนื่องวันที่ 27 ม.ค. มีการกำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ  รวมถึง จีนจะเปิดเผยกำไรภาคอุตสาหกรรม ส่วนสหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน สต็อกน้ำมัน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย (เช้าวันที่ 28 ม.ค.) วันที่ 28 ม.ค. สหรัฐเปิดเผย GDP 4Q63 (ประมาณการเบื้องต้น) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค. ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนธ.ค. และในวันที่ 29 ม.ค. ติดตาม ธปท.รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย

“ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นตัวแปรในการฉุดตลาดในขณะนี้ ยังคงเป็นกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ล้านราย จนบางประเทศยังมีมาตรการเข้มงวดหรือ
ล็อกดาวน์เพิ่มเติมในบางพื้นที่  ส่วนในประเทศยังมีรายงานผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเพิ่มเติม แม้บางพื้นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังเป็นตัวกดดันภาพรวมการลงทุน ”

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก มองภาพรวมของการลงทุนในทองคำว่า ทองคำมีโอกาสรีบาวด์ ได้แต่หากไม่ผ่านแนวต้านที่ 1,875-1,890 $/Oz ให้ระวังแรงขาย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ยังทรงตัวใกล้ระดับ 1.10 % เป็นปัจจัยกดดัน อย่างไรก็ตามจำนวน  ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน มองว่าเฟดยังคงเดินหน้าเพิ่มขนาดงบดุลซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาทองคำ ทำให้เราประเมินแนวรับที่ 1,820 -1,830 $/Oz

ไทยฟู้ดส์ฯจับมือจุฬาฯ วิจัยคลีนมีท เนื้อหมูส่งตรงจากห้องแล็บ ไร้กังวลสารตกค้าง-ไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์

บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จับมือจุฬาฯ พัฒนา “คลีนมีท” เนื้อหมูที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บที่ปลอดโรค เป็นรายแรกในประเทศไทย และเป็นอันดับแรกๆ ของเอเชีย ไร้กังวลเรื่องสารตกค้างและไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ รักสิ่งแวดล้อม และห่วงใยสวัสดิภาพสัตว์

            นายสัตวแพทย์ เพชร นันทวิสัย รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์ Veterinary Stem Cell and Bioengineering Innovation Center (VSCBIC) คณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้พัฒนา ‘คลีนมีท’ เนื้อหมูที่เพาะเลี้ยงในห้องแล็บที่ปลอดโรค ไร้กังวลเรื่องสารตกค้าง ไม่มีกระบวนการฆ่าสัตว์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ   รักสิ่งแวดล้อม และห่วงใยสวัสดิภาพสัตว์     ซึ่งจัดว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ครบวงจรที่มีการพัฒนาเนื้อสัตว์ทางเลือกจากห้องแล็บเป็นรายแรกในประเทศไทย และเป็นอันดับแรกๆ ของเอเชีย

            คลีนมีท หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Cell-based meat, Culture meat คือเนื้อสัตว์ที่เกิดจากการเก็บเซลล์เนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าสัตว์ แล้วนำเนื้อเยื่อมาเพาะเลี้ยงในห้องแล็บเพื่อเพิ่มจำนวน จนได้เนื้อสัตว์ที่เทียบเคียงได้กับเนื้อสัตว์ที่อยู่ในร่างกายสัตว์

            “ตลาดคลีนมีทมีนักลงทุนและบริษัทผู้ผลิตอาหารระดับโลกให้ความสนใจอย่างมาก ในปี 2559 – 2562 มีเงินลงทุนมากกว่า 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบริษัท start-up มากกว่า 60 แห่งที่ค้นคว้าพัฒนาเกี่ยวกับคลีนมีท ปัจจุบันผลิตภัณฑ์คลีนมีทได้เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว เช่น ในสิงคโปร์มีการขายคลีนมีทในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกาหรือประเทศในสหภาพยุโรปเองก็เตรียมเปิดรับนวัตกรรมใหม่นี้เช่นกัน คลีนมีทมีแนวโน้มการเติบโตขึ้นทุกปี ราวปีละ 31% ภายในปี 2583 จะมีส่วนแบ่งการตลาดของเนื้อสัตว์ไปได้ 11% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ”

            รองประธานสายงานฟาร์มและพัฒนาคุณภาพ TFG กล่าวอีกว่า ไทยฟู้ดส์มีพันธกิจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเป็นผู้ผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของโลก เมื่อเทรนด์ของโลกมุ่งไปยังเนื้อสัตว์ทางเลือกบริษัทเองก็ต้องก้าวตามให้ทันเช่นกัน นอกจากนี้บริษัทยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรไปพร้อมกัน จึงได้สร้างทีมนักวิจัยรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักสำคัญในงานวิจัยนี้ เพื่อให้สามารถพัฒนาธุรกิจและต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน คลีนมีทจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากจะสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารแล้ว ยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุก ๆ ด้าน และพร้อมรองรับตลาดในอนาคต

            ดร.ภัทราพรรณ รุ่งเจริญ ผู้ช่วยประธานกลุ่มงานพัฒนาสินค้าใหม่ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TFG) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ เพราะมั่นใจได้ว่าเนื้อสัตว์ปลอดโรค ปลอดยาปฏิชีวนะและสารเร่งเนื้อแดง นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนให้คลีนมีทเป็น Functional Food โดยการเติมสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากกว่าเนื้อจริง รวมถึงปรับเปลี่ยนสัดส่วนไขมันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเนื้อสัตว์ไขมันต่ำได้

            ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ได้เนื้อหมูที่มีรสสัมผัส คุณค่าทางอาหาร และต้นทุนที่ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมการผลิตในปัจจุบัน และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

บล.เกียรตินาคินภัทร แนะ 7 ตีมการลงทุน คว้ากระแสโควิด-19ในงานสัมมนา The Year Ahead 2021

ในงาน The Year Ahead 2021 งานสัมมนาใหญ่ประจำปีของบล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงทิศทางของเศรษฐกิจและปัจจัยสำคัญที่กระทบการลงทุน สำหรับลูกค้า Wealth Management เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน (CIO Office) ได้ให้มุมมองในช่วง Harvesting Return in the Post-COVID World เกี่ยวกับการจัดสรรพอร์ตการลงทุน เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสรับประโยชน์จากพัฒนาการในหลายอุตสาหกรรมที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากสถานการณ์ของโควิด-19

นายทวีศักดิ์ เผยว่าความสำเร็จในการลงทุนขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาของวิกฤติโควิดซึ่งทำให้เทรนด์ระยะยาวที่มีอยู่แล้วถูกเร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยใน 3-4 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์การปรับพอร์ตระยะยาวที่ CIO Office ของบล.เกียรตินาคินภัทร มุ่งเน้นคือการลดน้ำหนักการลงทุนในประเทศและเพิ่มการลงทุนต่างประเทศให้เป็นสัดส่วนหลักของพอร์ต เนื่องจากโอกาสการลงทุนในต่างประเทศดีกว่า และหุ้นไทยยังมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและข้อจำกัดของนโยบายการเงิน ยิ่งกว่านั้น บริษัทจดทะเบียนของไทยเป็นจำนวนมากยังได้รับผลกระทบจาก technology disruption  ทำให้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นไทยค่อนข้างมากในหลายปีที่ผ่านมา และน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

“CIO Office ประเมินว่ามีมุมมองระยะยาว 4 มุมมอง ที่จะมีนัยสำคัญต่อการลงทุน

มุมมองแรกคือการเร่งตัวของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมต่างๆมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน, การซื้อสินค้าบริการ หรือความบันเทิงและนันทนาการ

มุมมองที่สองคือความเสื่อมถอยของกระแสโลกาภิวัตน์ (De-globalization) ซึ่งดำเนินมาสักระยะหนึ่งแล้ว และทำให้ภาคธุรกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (reshoring) ซึ่งส่งผลให้มีการนำระบบอัตโนมัติ (automation) และหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ

มุมมองที่สามคือ secular stagnation หรือภาวะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ, เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเทรนด์นี้จะส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

มุมมองที่สี่คือ ภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำประกอบกับการทำ QE ของธนาคารกลางประเทศหลักๆ ได้ทำให้ราคาสินทรัพย์การลงทุนเป็นจำนวนมากปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนต้องจับตามดูความเสี่ยงที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยจะกลับมาปรับขึ้นแรงจนทำให้ราคาสินทรัพย์การลงทุนร่วงลงอย่างแรงคล้ายกับภาวะฟองสบู่แตก ทั้งนี้ CIO Office ยังไม่คิดว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง โดยความเสี่ยงนี้อาจจะถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นจาก 1) การที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลตัวเองในปริมาณมากเกินไป, 2) ความเสื่อมอย่างรุนแรงของดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3) ความเหลื่อมล้ำขั้นรุนแรง”

นายทวีศักดิ์ชี้ว่าในการที่จะหาการลงทุนที่จะได้รับประโยชน์จากมุมมองระยะยาว CIO Office ของบล.เกียรตินาคินภัทร แนะนำการลงทุนแบบธีม (Thematic investments) โดยแยกส่วนออกมาจากพอร์ตการลงทุนหลัก และประกอบด้วย  7 ธีม ได้แก่ 1) New Consumers, 2) Technology Backbone, 3) Healthcare, 4) Quality stocks, 5) De-globalization and Race to Supremacy, 6) Alternative Store of Value และ 7) Environmental ทั้งนี้นักลงทุนสามารถลงทุนในธีมเหล่านี้ผ่าน thematic ETF ซึ่งมีข้อดีคือค่าธรรมเนียมที่ต่ำและส่วนใหญ่มีวิธีการคัดเลือกหุ้นที่เป็น pure play ซึ่งจะมีธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธีมในสัดส่วนที่น้อย

“แม้ว่าวิกฤตโควิดอาจจะซ้ำเติมศักยภาพการเติบทางทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะฟื้นตัวได้ดีหลังจากการฉีดวัคซีนในวงกว้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้ปรับขึ้นมารับมุมมองดังกล่าวแล้วระดับหนึ่ง และบางตลาดราคาก็ค่อนข้างตึงตัวแล้ว ดังนั้นตลาดอาจจะย่อตัวในระยะสั้นๆ แต่ในกรอบ 6-12 เดือน ยังน่าจะเป็นขาขึ้นได้ ถ้าดูหุ้นรายกลุ่ม CIO Office แนะนำให้ปรับพอร์ตเอียงไปทางหุ้นกลุ่มที่เป็น cyclical และ value ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (เช่น financials, industrials, materials รวมทั้งหุ้น small cap)  และมองว่าหุ้น technology และ growth ที่ปรับขึ้นแรงในปีที่แล้ว น่าจะให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาด อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่ม growth และ technology เป็นจำนวนมากจะเป็นหุ้นที่เป็นส่วนหนึ่งของ thematic investment ที่ CIO Office แนะนำ ดังนั้นถ้าราคาปรับลดลงมาในระดับที่เหมาะสมก็แนะนำให้เข้าซื้อเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว” นายทวีศักดิ์กล่าว

เชื่อหมอ! รอยหมองคล้ำรอบดวงตาเริ่มมาเยือนตั้งแต่วัย 20 ต้นๆ รีบพบแพทย์เพื่อชะลอก่อนเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

บนใบหน้าของสาวๆ ส่วนที่บอบบางและน่าทะนุถนอมที่สุด คงต้องยกให้บริเวณรอบดวงตา โดยผู้เชี่ยวชาญจาก รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) ออกมาเปิดเผยแล้วว่า ริ้วรอยรอบดวงตาเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 20 ต้นๆ ส่วนริ้วรอยและร่องลึกพบมากในวัย 30 สำหรับสาวๆ วัย 40 หนีไม่พ้นปัญหาถุงใต้ตา และปัญหาความหมองคล้ำเป็นปัญหาของทุกช่วงวัย ขึ้นอยู่กับการดูแลและป้องกัน แต่ปัญหาเหล่านี้สาวๆ หลีกเลี่ยงได้ หากดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์เป็นประจำ

แพทย์หญิงธิรดา จิตตการ ได้แชร์ถึงวิธีการดูแลผิวรอบดวงตา พร้อมวิธีป้องกันเบื้องต้นว่าสาวๆ ควรเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะสาเหตุการเกิดริ้วรอยแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกัน แต่มีพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมาก ฉะนั้นการป้องกันเบื้องต้น คือต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบดวงตา บางปัญหาอาจต้องปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ดีที่สุด

          “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าปัญหาผิวรอบดวงตาที่เจอเยอะ จะพบตั้งแต่อายุยังน้อย มี 4 สาเหตุหลัก เริ่มจาก รอยหมองคล้ำ ถัดไปคือริ้วรอยบริเวณหางตาและหน้าผาก พออายุเข้าเลข 3 ก็เริ่มเป็นปัญหาความหย่อยคล้อยและร่องลึก สุดท้ายเมื่อเข้าสู่เลข 4 ปัญหาถุงใต้ตาเริ่มมาเยือนอย่างเห็นได้ชัด”

            โดยปัญหาทั้ง 4 สามารถป้องกันได้ตามแบบฉบับคุณหมอ ดังนี้

            1.ปัญหาหมองคล้ำรอบดวงตา เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ปัจจัยที่มีผลหลักเลยก็คือ กรรมพันธุ์อย่างโรคภูมิแพ้ หรือการขยี้ตาบ่อยๆ เมื่อมีอาการระคายเคืองบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นขยายตัว จนเกิดเป็นรอยหมองคล้ำขึ้นได้ หรือปัจจัยร่วมอย่างการนอนดึก การพักผ่อนน้อย ความหมองคล้ำก็ทยอยมาเยือนโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

            วิธีป้องกัน ง่ายที่สุดเลยเราก็อาจจะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมเพิ่มความกระจ่างใส ซึ่งเป็นพื้นฐานของการดูแลทุกปัญหารอบดวงตา  จะช่วยบำรุงป้องกันได้ตั้งแต่ปัญหายังไม่เกิด แต่ก็จะมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก แก้ปัญหาแต่ละจุดไม่เหมือนกัน ดังนั้นควรศึกษาก่อนนำมาบำรุง

            2.ปัญหาริ้วรอยริ้วๆ รอบดวงตา อายุ 20 ต้นๆ ก็เริ่มมีกันแล้ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อเมื่อมีอาการเครียด ส่งผลให้มีริ้วรอยชัดขึ้น บวกกับอายุที่มากขึ้น เป็นเหตุให้คอลลาเจนและอิลาสตินบริเวณนั้นเสื่อมถอยลง ทำให้เกิดริ้วรอยเล็กๆ ขึ้นมาได้ และถ้าหากไม่ดูแลป้องกันจะเกิดริ้วรอยขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากบริเวณหางตา และลามไปถึงบริเวณหน้าผาก

            วิธีป้องกัน นอกจากผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสตินแล้ว การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยการ เลเซอร์ ก็จะช่วยในการกระตุ้นผิวด้านบน อย่างเช่น คลื่นวิทยุทำให้ผิวด้านบนมีการกระตุ้นคอลลาเจนทำให้ริ้วรอยแลดูบางลง หรืออีกวิธีคือ การฉีดท็อกซินเข้าเส้น เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้ริ้วรอยตื้นขึ้น

            3.ปัญหาใต้ตาหย่อนคล้อยและมีร่องลึก สาเหตุเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงภาวะการหย่อนในทุกๆ ส่วนของชั้นผิว ตั้งแต่กระดูกที่ทรุดตัวลง พังผืดใต้ผิวมีความหย่อนคล้อย ก็เลยทำให้พังผืดที่ควรจะตึงมันหย่อนลง จึงต้องมีการช่วยด้วยเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้พังผืดบริเวณเนื้อตึงขึ้น

            วิธีป้องกัน อย่างที่ย้ำว่าเกิดจากทรุดตัวในทุกชั้นผิว เพราะฉะนั้นอย่างแรกอาจใช้เครื่องมือแพทย์ในการแก้ปัญหา เช่น การทำ Thermage กับ Ulthera คือการส่งคลื่นวิทยุ เพื่อช่วยในการกระตุ้นความแข็งแรงของชั้นใต้ผิว รวมทั้งพังผืดใต้ตาที่มันหย่อนลงให้มีความแข็งแรงขึ้น และอาจจะใช้กลุ่มฉีดอย่างเช่น Hyaluronic Acid หรือ HA (Filler) ฉีดเพื่อเติมเต็มในจุดที่หย่อนลงไป เพื่อหนุนบริเวณที่หายไปแล้วให้มันมีความตื้นขึ้น

            4.ปัญหาถุงใต้ตา ที่เจอกันบ่อยมากเลยก็เรื่องของกรรมพันธุ์ เนื่องจากมีไขมันมาสะสมบริเวณใต้ตา การรักษาดีที่สุดคือ การศัลยกรรมดีที่สุดเลย แต่การดูแลเบื้องต้นคือการใช้เครื่องมือ Thermage กับ Ulthera ช่วยให้ถุงใต้ตาดูกระชับขึ้น และอาจจะใช้ฟิลเลอร์หรือ HA ช่วยในการอำพรางถุงใต้ตาได้ 

จะเห็นว่าแต่ละปัญหาเริ่มต้นไล่ไปตามอายุ เพราะฉะนั้นการป้องกันปัญหาต่างๆ คือเราต้องดูแลตัวเองได้ทุกวัน นั่นคือการบำรุงด้วยอายครีม หรือเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลด้วยการมาส์ก หรือการทำทรีทเม้นท์ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน สำหรับปัญหาบางปัญหาที่ไม่สามารถช่วยได้ด้วยตัวเอง ก็อาจจะมาปรึกษาแพทย์ เพื่อใช้เครื่องมือในการช่วยป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นก่อนวัยอันควร

สามารถติดตามรายละเอียดโปรแกรมต่างๆ ได้ที่ Facebook : Romrawin Clinic หรือ https://www.romrawin.com/  #BeautifulEyesByRomrawinClinic #คอร์สทำตาสวย

เปิด 6 ขั้นตอนรับบริการ “Dr.PRINC TeleHealth” ฟีเจอร์ให้คำปรึกษาจากแพทย์ผ่านไลน์ใหม่ล่าสุด

ต้องยอมรับว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและทำให้ผู้คนต้องหันมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมไปสู่วิถีชีวิตรูปแบบใหม่ หรือที่หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า NewNormal ในทุกธุรกิจต้องหันมาปรับตัวปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมทั้งในวงการธุรกิจเฮลท์แคร์ก็เช่นเดียวกัน


ล่าสุด เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางให้บริการทางการแพทย์ เปิดตัวบริการรูปแบบใหม่เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิต New Normal และช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคโควิด – 19


Dr.PRINC TeleHealth ไกลแค่ไหน ก็ปรึกษาได้ บริการให้คำปรึกษาจากแพทย์จากเครือรพ.พริ้นซ์ เป็นหนึ่งในบริการรูปแบบใหม่ ผ่านช่องทาง Line@: @Dr.PRINC หรือ https://lin.ee/VqW2sGd ซึ่งบริการนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย และใช้สำหรับคัดกรองโรคโควิด-19 เบื้องต้น โดยรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ผ่านไลน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถพบแพทย์ได้ เพื่อลดการเดินทางมายังโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน หรือ ใช้สำหรับการรับคำแนะนำเบื้องต้น ก่อนเดินทางเข้ามารับบริการตรวจที่โรงพยาบาลในขั้นตอนต่อไป

OfficeMate CATALOG 2021สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจแห่งปี 2021 ไม่มีถือว่าพลาดมาก!!เ

  ออฟฟิศเมทแคตตาล็อกเล่มใหม่ล่าสุด ออกแล้ววันนี้! สุดยอดแคตตาล็อกสินค้าเพื่อธุรกิจ ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้งานจัดซื้อจัดหาง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น เพราะเราได้รวบรวมสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 60,000 รายการไว้ในเล่มเดียว รวมกว่า 900 หน้าที่แสดงราคามาตรฐานของสินค้าทุกชิ้น  แคตตาล็อกที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากจัดซื้อและผู้ประกอบการรุ่นใหม่กว่า 500,000 บริษัท/องค์กรทั่วไทย  พร้อมแจกจ่ายออกสู่ผู้ประกอบการและจัดซื้อทั่วประเทศแล้ว ความพิเศษสำหรับปี 2021 แคตตาล็อกได้เพิ่มหมวดสินค้าใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล PPE สำหรับโรงงาน อุปกรณ์เครื่องใช้เครื่องมือในการประกอบธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่   สินค้าสุขอนามัยเพื่อธุรกิจคลินิกและความงาม  เครื่องมือการเรียนการสอนสำหรับสถานศึกษา และ อุปกรณ์ตัวช่วยเพื่อธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น  ทั้งนี้ สินค้าทุกชิ้นในแคตตาล็อก  สามารถจัดส่งถึงมือคุณได้ภายในวันทำการถัดไป* ขอรับฟรีได้แล้ววันนี้ เพียงโทรมาที่เบอร์ 1281  หรือลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://bit.ly/3syjxdt

          สำหรับลูกค้าองค์กร ออฟฟิศเมทยินดีให้บริการออกใบเสนอราคา และมอบเครดิตเทอมให้แก่ท่าน เราพร้อมทำให้การจัดซื้อจัดหาสินค้าเป็นเรื่องง่ายดาย  รวดเร็ว สะดวก และประหยัดเวลาด้วยช่องทางสั่งซื้อสุดสะดวกแบบ #NewNormal เลือกช้อปได้ง่ายดั่งใจทั้งออนไลน์และออฟไลน์    บริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป* พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์ตลอดปี  ขอรับแคตตาล็อกฟรี! โทร 1281 / Line: @OfficeMate หรือดาวน์โหลด Online Version ได้ที่ https://bit.ly/3iKdz4H  https://bit.ly/3iKdz4H              
          • มีครบจบไว…มีทุกอย่างที่ธุรกิจต้องใช้ในเล่มเดียว! หาสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจกว่า 60,000 รายการได้ง่ายในที่เดียว ไม่ต้องเสียเวลาดีลหลายเจ้า วุ่นวายหาของหลายที่ ออฟฟิศเมทรวบรวมให้ครบทุกความต้องการธุรกิจ และมีสต็อกสินค้าพร้อมจัดส่ง  ทั้งอุปกรณ์ออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์ธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ/สุขอนามัย ไอเทมไลฟ์ขายของออนไลน์ อุปกรณ์ไอที/เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร/เครื่องดื่ม อุปกรณ์โรงงานและคลังสินค้า และบริการเพื่อธุรกิจครบครัน อาทิ บริการรับผลิตสินค้าพรีเมียม บริการงานพิมพ์ บริการให้เช่าปริ้นเตอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และบริการล้างแอร์ เป็นต้น
          • มั่นใจได้…กับราคามาตรฐาน!
ออฟฟิศเมทจำหน่ายสินค้าราคามาตรฐาน งบไม่บานปลาย พร้อมให้คุณเลือกประหยัดเพิ่มได้อีกกับสินค้า Best Seller กว่า 300 รายการที่เราปรับราคาถูกลงและยืนราคาตลอดปี 2021 ให้ธุรกิจคุณประหยัดสู้เศรษฐกิจ เพียงสังเกตสัญลักษณ์ #ออฟฟิศเมทการันตี
          • คุ้มค่า…รับสิทธิประโยชน์จัดเต็ม พร้อมบริการสุดประทับใจ!
ลูกค้าทุกท่านสามารถสะสมคะแนน T1 ได้ทุกการสั่งซื้อเพื่อแลกรับส่วนลดแทนเงินสด พร้อมรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำได้ตลอดปี
          พิเศษสำหรับลูกค้านิติบุคคล…ออฟฟิศเมทยินดีมอบเครดิตเทอมนาน 30 วัน และมีทีมผู้ช่วยส่วนตัวดูแลเคียงข้างธุรกิจคุณ ยินดีมอบสินค้าตัวอย่างก่อนการจัดซื้อ* สามารถนำเสนอราคาจำนวนสำหรับงานโครงการ และมีส่วนลดตามสัญญาการจัดซื้อให้อีกด้วย
          • ช้อปสะดวก…สั่งง่าย ได้ของเร็ว!
ให้คุณเลือกช้อปได้หลากหลายช่องทาง ตอบโจทย์การจัดซื้อแบบ #NewNormal ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมบริการจัดส่งฟรีถึงธุรกิจคุณในวันทำการถัดไป เพียงช้อปครบ 499.- (ตามกำหนด)
          – ช้อปออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง ที่ officemate.co.th และ OfficeMate Mobile App
          – Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate และ Facebook: OfficeMate.co.th ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
          – โทรสั่งซื้อง่ายๆ กับ OfficeMate Contact Center 1281 ให้บริการทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
          – ไลน์หรือโทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส เช็คเลย! https://bit.ly/2N45BaH

รพ.พระรามเก้า กางแผนเข้ม ดูแลผู้ป่วย โรคยากซับซ้อน ให้ปลอดภัย ไร้กังวล ในสถานการณ์ COVID-19

โรงพยาบาลพระรามเก้า และศูนย์การแพทย์โรคยากซับซ้อน แสดงศักยภาพผู้เชี่ยวชาญ กางแผนมาตรการเข้มรับมือโควิด-19 วางเป้าเสริมความมั่นใจกลุ่มผู้ป่วยโรคยากซับซ้อน สร้างความเชื่อมั่นรับบริการได้ตามปกติ ปลอดภัยกับทุกคนตลอดการรักษา ปิดช่องแพร่ระบาดโควิดหมดจด พร้อมเปิดบริการพิเศษดูแลถึงกันแม้อยู่นอกโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมครอบคลุมรับสัญญาณไฟเขียว บริการฉีดวัคซีนในอนาคต

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยา และที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า เผยว่า ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ชั้น 3 อาคาร A มีศูนย์การแพทย์ที่ให้การรักษาโรคยากซับซ้อนจำนวนมาก อาทิ สถาบันหัวใจและหลอดเลือด, สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต, ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก, ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) ฯลฯ ซึ่งแต่ละศูนย์การแพทย์มีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการให้บริการกับผู้ป่วยในช่วงการระบาดของ COVID-19

            “โดยปกติแล้วผู้ป่วยกลุ่มโรคยากซับซ้อน เช่น โรคหัวใจ, โรคไต, โรคเบาหวาน หรือโรคมะเร็ง ซึ่งอาการป่วยเหล่านี้ล้วนต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็มักจะมีสุขภาพที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความกังวลอย่างมากให้กับผู้ป่วยโรคยากซับซ้อน ดังนั้น ศูนย์การแพทย์ที่รักษาโรคยากซับซ้อนของรพ.พระรามเก้า จึงมีมาตรการการดูแลที่เข้มข้น ที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้ารับการทุกท่านเกิดความเชื่อมั่นและกล้าเข้ามาใช้บริการ หรือทำหัตถการต่างๆ รพ.พระรามเก้าได้ตามปกติ”

            มาตรการป้องกันการระบาด COVID-19 ของโรงพยาบาลพระรามเก้า และศูนย์การแพทย์ที่รักษาโรคยากซับซ้อน จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่การเดินทางเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยขั้นตอน “คัดกรอง” ด้วยการอุณหภูมิร่างกาย รวมไปถึงการซักประวัติความเสี่ยง หากผู้เข้ารับบริการท่านใดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น มีอาการไข้หวัด หรือมีการเดินทางมาจากพื้นที่การแพร่ระบาดเข้มข้น ผู้รับบริการกลุ่มนี้จะถูกแยกการดูแลออกจากผู้รับบริการปกติ ทั้งในแง่ของพื้นที่การดูแลรักษา รวมถึงบุคลากรผู้ให้การดูแล ล้วนแต่แยกเป็นคนละชุดไม่ปะปนกัน อีกทั้งโรงพยาบาลยังใช้มาตรการเว้นระยะแบบ Social Distancing ด้วยการนัดเวลาตรวจของคนไข้ให้มีความเหลื่อมเวลากัน เพื่อลดความแออัด และลดทอนความเสี่ยงลงอีกระดับ

            นายแพทย์สมชัย ยังได้กล่าวต่อไปว่า แม้สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 จะยังน่าเป็นห่วง แต่คนไข้ทุกคนในศูนย์การแพทย์ที่รักษาโรคยากซับซ้อนของ รพ.พระรามเก้า จะได้รับการดูแลดีที่สุดจากมาตรการที่ ‘เข้มข้น’ เพื่อผู้รับบริการจะมั่นใจได้ว่าโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ฯ สามารถให้ความปลอดภัยกับทุกคนตลอดการรักษา และลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้เหลือน้อยที่สุด จึงอยากจะขอความร่วมมือจากญาติ หรือคนใกล้ชิดของผู้ป่วยที่ต้องการมาเฝ้าไข้ ในสถานการณ์แบบนี้ควรหลีกเลี่ยงการเยี่ยมไข้แบบถึงตัว แนะนำให้เป็นการเยี่ยมไข้ผ่านระบบออนไลน์ หรือวิดีโอคอล น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และปลอดภัยกับตัวคนไข้และญาติมากกว่า

            “ในสถานการณ์ COVID-19 ที่น่าเป็นห่วงนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้าได้สร้างทางเลือกเข้าถึงการรักษาเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสบายใจกับตัวผู้ป่วยและลดความแออัดในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบ VDO Call กับบริการ  “PR9 telemedicine” ที่สามารถประเมินอาการและสั่งยาโดยแพทย์ หรือการเข้ารับการตรวจเลือดและฉีดวัคซีน ณ จุดบริการ Drive-in Service ที่อาคาร B โรงพยาบาลพระรามเก้า และบริการ Home Care service บริการเจาะเลือด และฉีดวัคซีนถึงที่บ้าน โดยพยาบาลผู้ชำนาญการ (เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร) ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในหลายๆ ทาง ที่เราให้คนไข้เลือกการดูแลเองอย่างอิสระ

            “รพ.พระรามเก้า มีความพร้อมครอบคลุมทุกด้าน รวมไปถึงความพร้อมให้บริการด้านวัคซีน COVID-19 ซึ่งเราเพียงรอสัญญาณ หรือนโยบายรัฐบาล และทางกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งเมื่อไหร่ที่ทุกอย่างไฟเขียว โรงพยาบาลพระรามเก้าก็พร้อมเสมอที่จะจัดหาวัคซีนมาบริการให้กับคนไข้ของเราอย่างเร็วที่สุด” นายแพทย์สมชัย ทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 1270 / Website: www.praram9.com / Line: https://lin.ee/vR9xrQs หรือ @praram9hospital

เอไอเอส แทคทีม โรบินฮู้ด เดินหน้าช่วยเหลือร้านค้ารายเล็กสร้างรายได้ฝ่าวิกฤตโควิด พร้อมจัดสิทธิพิเศษส่วนลดสุดปัง ให้ลูกค้าอิ่มอร่อยถึงบ้าน ปลอดภัย คุ้มสุด แน่นอน

เอไอเอส เดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำด้าน Loyalty Program ที่พร้อมดูแลลูกค้าทุกเจเนอเรชันให้อุ่นใจทุกช่วงเวลา ล่าสุดจับมือ โรบินฮู้ด แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย โดย บริษัท เพอร์เพิล  เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) อยู่เคียงข้างลูกค้าในช่วง Work & Learn From Home มอบสิทธิพิเศษส่วนลดค่าอาหารให้กับลูกค้า เอไอเอส อำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้าเดลิเวอรี่ได้อิ่มอร่อยกับเมนูโปรด แบบอุ่นใจ คุ้มค่า และปลอดภัย ตลอดจนร่วมสนับสนุนกลุ่มร้านค้ารายย่อยและร้านสตรีทฟู้ด ที่ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด –19 ให้มีช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และสร้างรายได้จากการขายผ่านช่องออนไลน์และเดลิเวอรี่ เพื่อก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารหน่วยงานธุรกิจดูแลลูกค้าและสิทธิประโยชน์ เอไอเอส กล่าวว่า “หัวใจหลักของชาวเอไอเอสทุกคน คือ มอบความอุ่นใจและดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งลูกค้าอาจจะต้อง Work From Home หรือ เลือกที่จะอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัย ดังนั้นเราจึงตั้งใจมอบสิทธิพิเศษเพื่อดูแลลูกค้าในทุกเจเนอเรชันให้อุ่นใจ พร้อมกับได้มีโอกาสสนับสนุนและอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็ก ให้สามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการจับมือกับ โรบินฮู้ด แพลตฟอร์มเดลิเวอรีสัญชาติไทยโดย บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) ที่มาช่วยส่งต่อการดูแลจากเราไปถึงลูกค้าให้ได้ชิมอาหารอร่อย มีคุณภาพ จากใจผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็ก ที่ล้วนแต่มีความโดดเด่น และอาจกำลังได้รับผลกระทบจากการต้องปิดร้านเร็วขึ้น หรือไม่สามารถเปิดให้นั่งรับประทานในร้านได้  ที่สำคัญการร่วมมือกันในครั้งนี้เราได้มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเอไอเอสเป็นส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 50 บาทง่ายๆ เพียงใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน myAIS เท่านั้น”

ด้านนายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “เป้าหมายของโรบินฮู้ด คือ การมุ่งมั่นช่วยเหลือ และสนับสนุนคนตัวเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็กๆ ในการเพิ่มโอกาสในการขาย แก้ปัญหาที่เดิมไม่สามารถค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูง ด้วยการไม่คิดค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม (จีพี) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และลูกค้าได้รับประทานอาหารในราคาเท่าหน้าร้านปริมาณอาหารไม่ลด ร้านค้าได้รับเงินเร็วภายใน 1 ชั่วโมง มีระบบการจ่ายเงินค่าอาหารให้กับร้านค้า ผ่านการตัดบัญชีใน SCB EASY หรือตัดผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเติมเงิน เพื่อลดการสัมผัสเงินสด พร้อมมุ่งสร้างรายได้ให้กับเหล่าไรเดอร์ (คนส่งอาหาร) ให้มีรายได้และได้รับเงินอย่างเป็นธรรม ซึ่งช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

 โดยปัจจุบันโรบินฮู้ดมีจำนวนร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 55,000 ร้าน มีไรเดอร์กว่า 11,500 คน และมีจำนวนลูกค้าลงทะเบียนใช้งานกว่า 580,000 คน ซึ่งการร่วมมือกับเอไอเอสในครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่จะขับเคลื่อนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ของเราให้ไปสู่เป้าหมายในการช่วยเหลือร้านค้าและสร้างรายได้ให้คนไทยอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนี้อีกด้วย”

สำหรับสิทธิพิเศษที่ เอไอเอส ร่วมกับ โรบินฮู้ด ในครั้งนี้ คือ ลูกค้าเอไอเอสสามารถใช้ AIS Point 50 คะแนน แลกรับส่วนลดค่าอาหาร 40 บาท และสำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด ใช้ AIS Point 50 คะแนน แลกส่วนลดค่าอาหาร 50 บาท สามารถรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ais.co.th/points

INE SHOPPING X @TuesLIVE คงความคุ้มเพื่อแฟนนักช้อป! แจกคูปองต่อเนื่อง พร้อมปักหมุดกลับมาชมไลฟ์พร้อมกันอีกครั้ง เริ่ม 4 กุมภาพันธ์!!

ด้วยมาตรการความปลอดภัยเกี่ยวกับการเฝ้าระวังโควิด-19 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางรายการ LINE SHOPPING X @TuesLIVE รายการไลฟ์สดวาไรตี้ ในรูปแบบ LIVE Commerce ที่มี Friends พร้อมช้อปมากสุดกว่า 7 ล้านคน ต้องขอแจ้งงดการไลฟ์ออกอากาศ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2564 นี้ แต่จะกลับมาสร้างสรรค์ความสนุกพร้อมให้ทุกคนได้ช้อปสินค้าดีลสุดพิเศษอีกครั้ง ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป เวลาดี 17.00 น. – 18.00 น. และไลฟ์เป็นประจำทุกวันอังคาร – พุธ – พฤหัสบดี

ที่พิเศษไปกว่านั้น ในช่วงนี้ แม้จะไม่ได้พบกันผ่านทางไลฟ์ แต่ LINE SHOPPING X @TuesLIVE ยังคงมอบความพิเศษ แจกแจกแจก!! คูปองและของรางวัลรวมมูลค่าตลอดแคมเปญกว่า 3 ล้านบาท! โดยจะแจกคูปอง ในวันที่ 21 มกราคม, 26 มกราคม และ 2 กุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกคนได้ช้อปอย่างต่อเนื่อง กับดีลคุ้มค่า จากสินค้าหลากหลายไอเท็ม พิเศษที่สุดในวันที่ 28 มกราคม 2564 เตรียมประกาศรายชื่อผู้โชคดี ได้รับรางวัลรถมอเตอร์ไซค์จาก Honda เช่นเดิม

โดยโฮสต์หลักประจำรายการ ป้าตือ-สมบัษร ถิระสาโรช กล่าวว่า “อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เราและทีมงานจึงต้องมีความระมัดระวังในการทำงาน โดยเราถือความปลอดภัยของทุกคนเป็นสำคัญ ถึงแม้ตลอดการถ่ายทำเราเคร่งครัดตามนโยบายอย่างเข้มงวด แต่เพื่อสวัสดิภาพของทุกคน เราจึงปรับรูปแบบให้ทุกคนสามารถเลือกช้อปสินค้าได้ผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ และทีมงานทั้งหมดก็จะมีการดูแลตัวเอง 14 วัน หลังจากนั้น ก็จะกลับมาพบกันทุกคนแบบปังกว่าเดิม และอยากฝากความห่วงใยถึงทุกๆ คน ให้ดูแลตัวเอง ระมัดระวัง ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เพื่อปลอดจากเชื้อโรคค่ะ”

ถึงแม้ Live จะพัก แต่เรายังแจกและร่วมสนุกได้เหมือนเดิม เพียงติดตามให้ดี ง่ายๆ แค่ Add Friend @LINESHOPPINGTH หรือ Add Friend @TuesLIVE แล้วไปช้อปแบบฟินๆ ได้ที่ https://shop.line.me/@tueslive ย้ำอีกทีว่าเก็บคูปองไว้ให้ดี แล้วกดช้อปได้เลย!!! แล้วรอพบกันในไลฟ์อีกที ปักหมุดไว้เลยวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 17.00 น.!!

แม็คโคร เปิดตัวแคมเปญใหญ่ Happy Food @ Home หลังโควิดระลอกใหม่

จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคให้เปลี่ยนไปอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะตลาดฟู้ดดิลิเวอรี่ ที่มีการเติบโตและแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 4.1 หมื่นล้านบาท (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พ.ค./2563) ผู้นำธุรกิจอาหารอย่าง “แม็คโคร” จึงไม่รอช้า ปล่อยแคมเปญแรงโดนใจ  “Happy Food @ Home” ออกมาร่วมรับกระแสการบริโภคแบบ New Normal ด้วยเช่นกัน

@Happy Food @ Home ความสุขพร้อมปรุง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)   กล่าวว่า “ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป  นอกจากแม็คโครจะดำเนินการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันโควิดอย่างเข้มข้นแล้ว เรายังมุ่งสรรหาวัตถุดิบอาหารคุณภาพในราคาคุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับแคมเปญ Happy Food @ Home ที่จะช่วยสร้างปรากฏการณ์ให้ผู้บริโภคได้ทำอาหารที่ชอบ ตอบโจทย์ที่ใช่ ถึงที่บ้าน”

“เราเห็นแนวโน้มความต้องการของลูกค้าชัดเจน หลังการระบาดของโควิด-19 รอบแรก ช่วงล็อกดาวน์ประเทศ คนต้องทำงานที่บ้าน ทำอาหารทานเอง ช่วงนั้นอาหารสดของแม็คโครเป็นที่พูดถึงมาก ในแง่การมีสินค้าอาหารสดหลากหลายและมีสต๊อกสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจำหน่ายเพียงพอ สินค้าหลายชนิดกลายเป็นไอเท็มเด็ดที่ถูกกล่าวขวัญถึง เกิดการมีส่วนร่วมในโลกโซเชียลสูง อาทิ เนื้อสัตว์พรีเมียมและอาหารทะเล ”

Happy Food @ Home มีสินค้าไฮไลท์คือ กลุ่มอาหารสด ผักสด เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงนานาชนิด พร้อมอุปกรณ์สร้างความสะดวก โดยใช้กลยุทธ์  “ราคาคุ้มค่า และความครบครัน” เป็นจุดขาย ใช้ช่องทางการสื่อสารและการจำหน่ายผ่านออฟไลน์-ออนไลน์รูปแบบออมนิแชนแนล  ภายใต้บริการจัดส่งสินค้า “คุณสั่ง เราส่ง” ตามมาตรการความปลอดภัยป้องกันโควิดขั้นสูงสุด

@ “ดิลิเวอรี่” นำสู่เมนูความสุขส่งถึงบ้าน

“จากความเข้าใจความต้องการอาหารสดของผู้บริโภคและการเติบโตของบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ ทำให้เราตัดสินใจสร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด ด้วยชุดอาหารพร้อมปรุง ในแคมเปญ Happy Food @ Home ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่ เราไม่ได้เสิร์ฟเมนูอาหารจานสำเร็จ แต่ทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบคุณภาพดีให้ลูกค้ามีประสบการณ์ทำอาหารรับประทานร่วมกัน”

สอดคล้องอย่างยิ่งกับผลสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (มี.ค.2563) พบว่า กว่า 80.37% ของผู้คนไม่อยากเดินทางไปนั่งทานอาหารที่ร้าน  แต่หันไปซื้อแบบกลับบ้านหรือใช้บริการฟู้ดดิลิเวอรี่ รวมถึงหันไปทำอาหารทานเองเพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญ มองได้ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป  ที่สามารถสนุกกับการเลือกชุดอาหารสด วัตถุดิบคุณภาพปลอดภัย ขณะเดียวกันยังเป็น “ไอเดียใหม่” ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร อีกกลุ่มลูกค้าของแม็คโครได้เห็นแนวทางสร้างรายได้ ต่อสู้วิกฤตที่เกิดขึ้นด้วย

@ ความสุขออกแบบได้

จุดขายหนึ่งของ แคมเปญ Happy Food @ Home  คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง  โดยเลือกหยิบจับเมนูยอดนิยมในกระแสมาจัดทำโปรโมชั่น อาทิ “ชุดชาบูอิ่มสุดคุ้ม ฟินยกเซ็ต อร่อยง่ายได้ที่บ้าน” ที่จะเปิดตัวในวันที่ 20 ม.ค.- 23 ก.พ.2564 เฉพาะช่องทางการสั่งผ่านออนไลน์ www.makroclick.com เท่านั้น  เน้นความหลากหลาย พร้อมอุปกรณ์ของแถม รองรับครอบครัวหลายขนาด ประกอบด้วย ชุดชาบูหมูสไลด์รวมชุดไห่ติเหลา ราคา 399 บาท, ชุดชาบูซีฟู้ดซุปหมาล่า ราคา  599 บาท, ชุดชาบูเนื้อซุปเข้มข้น ราคา 799 บาท, ชุดชาบูหมูพร้อมหม้อสุดคุ้ม ราคา 699 บาท, ชุดชาบูซีฟู้ดพร้อมหม้อสุดคุ้ม ราคา 899 บาท, ชุดชาบูเนื้อพร้อมหม้อสุดคุ้ม ราคา 1,099 บาท

 “ในช่วงเวลาเช่นนี้ ภาคธุรกิจต้องปรับตัว และเสนอขายสินค้าที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ อีกทั้งต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ในการซื้อสินค้าให้ลูกค้าทุกกลุ่มมีความสุขกับการใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขโควิด-19  รวมถึงเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในอาหารและมาตรการป้องกันโควิดขั้นสูงสุดของแม็คโคร ” นางศิริพร กล่าว