โฮมโปร–เมกาโฮม ส่งมอบคำขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศ ฉลอง 29 ปีโฮมโปร และครบรอบ 12 ปีเมกาโฮม จับรางวัลแคมเปญ “แจกทอง 29 บาท-เครื่องใช้ไฟฟ้า 29 รางวัล” มูลค่ากว่า 2.2 ล้านบาท

โมเมนต์แห่ง “คำขอบคุณลูกค้า” กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งทั่วประเทศ – โฮมโปร และ เมกาโฮม จัดกิจกรรมจับรางวัลใหญ่จากแคมเปญ “โฮมโปร ฉลอง 29 ปี และเมกาโฮม ครบรอบ 12 ปี แจกทอง 29 บาท” พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า 29 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 2.2 ล้านบาท ท่ามกลางการตอบรับอย่างคึกคัก มียอดร่วมลุ้นรางวัลสะสมรวมกว่า 13 ล้านสิทธิ์ เพื่อเป็นการส่งมอบของขวัญแทนใจให้ลูกค้าที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเคียงข้างแบรนด์มาต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจตอบแทนทุกความไว้วางใจ พร้อมตอกย้ำ “ความสุขที่มากกว่าความคุ้มค่าในทุกการช้อป และเติมเต็มประสบการณ์คุณภาพชีวิตที่ “ดียิ่งขึ้น” ในทุกวัน พร้อมพารอยยิ้มและความสุขทุกครั้งที่ได้เดินในสโตร์กลับบ้านได้จริง

นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ตลอดเส้นทางกว่า 29 ปีของโฮมโปร และการเดินทางครบรอบ 12 ปีของเมกาโฮม ทั้ง 2 แบรนด์เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความไว้วางใจของลูกค้าไม่ได้เกิดจากสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ที่ดีในทุกช่วงจังหวะของชีวิต ตั้งแต่การเริ่มต้นแต่งบ้าน ซ่อมบ้าน รีโนเวท ไปจนถึงการดูแลบ้านให้พร้อมสำหรับทุกช่วงเวลา

“แคมเปญในครั้งนี้ จึงถูกออกแบบให้เป็นของขวัญแห่งคำขอบคุณ ที่ต่อยอดทุกการช้อปสินค้าให้กลายเป็นความสุขและความรู้สึกดีๆ ทั้งจากความคุ้มค่า ความสะดวก และสิทธิประโยชน์ที่ช่วยทำให้การอยู่บ้านเป็นเรื่องง่าย และมีความหมายมากขึ้น พร้อมเพิ่มโอกาสให้ทุกการช้อปมีเรื่องให้ลุ้นในทุกปี” นางอุไรวรรณ กล่าว

สำหรับแคมเปญ “โฮมโปร ฉลอง 29 ปี และเมกาโฮม ครบรอบ 12 ปี” ลูกค้าสมาชิกโฮมการ์ดที่ซื้อสินค้าที่โฮมโปร เมกาโฮม โฮมโปรออนไลน์ เมกาโฮมออนไลน์ รวมถึงจากงาน HomePro MegaHome SUPER EXPO เมื่อปีที่ผ่านมา โดยตลอดช่วงของแคมเปญมียอดการสะสมสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลรวมกว่า 13 ล้านสิทธิ์ ซึ่งทุกสิทธิ์จากลูกค้าทุกคนจะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลพร้อมกัน ในการจับรางวัลวันที่ 26 มกราคม 2569 นี้

ของรางวัลสำหรับแคมเปญนี้ คัดสรรอย่างตั้งใจมอบให้เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้า อาทิ ทองคำแท่ง รวมมูลค่ากว่า 1,586,740 บาท (อ้างอิงราคาทอง ณ วันที่ 9 กันยายน 2568) มอบเป็นของขวัญให้ผู้โชคดีทั้ง 29 คน เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข

  • รางวัลที่ 1: ทองคำแท่ง 5 บาท จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 273,600 บาท
  • รางวัลที่ 2: ทองคำแท่ง 2 บาท จำนวน 3 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 109,440 บาท
  • รางวัลที่ 3: ทองคำแท่ง 1 บาท จำนวน 11 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 54,720 บาท
  • รางวัลที่ 4: ทองคำแท่ง 2 สลึง จำนวน 14 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 27,350 บาท

นอกจากนี้ ยังมีของรางวัลพิเศษ ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ารวม 29 รางวัล มูลค่ารวม 665,137 บาท อาทิ ทีวีจอใหญ่สำหรับความบันเทิงในบ้าน, ตู้เย็นสำหรับทุกมื้อของครอบครัว, เครื่องซักผ้าเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน, เครื่องปรับอากาศเพื่อบ้านเย็นสบายทั้งปี, เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวสำหรับสายทำอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีได้ในวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่เคาน์เตอร์บริการลูกค้าโฮมโปรและเมกาโฮมทุกสาขา รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์ของโฮมโปรและเมกาโฮม

นางอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า “โฮมโปรและเมกาโฮมเชื่อว่า การให้ที่มีคุณค่าไม่ได้จำกัดแค่เพียงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ แต่เป็นความตั้งใจที่จะทำให้ทุกประสบการณ์ช้อปดียิ่งขึ้นในทุกปี และในปีนี้ที่โฮมโปรกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ความพิเศษและสิทธิประโยชน์เพื่อลูกค้าก็จะยิ่งมีคุณค่าและยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม โดยทุกคนสามารถติดตามความสุขจากแคมเปญ และกิจกรรมต่อ ๆ ไปของโฮมโปรและเมกาโฮม ได้ตลอดทั้งปี”

#โฮมโปรครบรอบ29ปี #เมกาโฮมครบรอบ12ปี #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #เมกาโฮมศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #ครบเรื่องบ้านและงานช่าง #homepropr

“ในวันที่สังคมไทยสู้กันด้วยอารมณ์ บทความนี้ขอชวนถอยออกมาหนึ่งก้าว เพราะทางรอดที่แท้จริง ไม่เคยมีอยู่ในสองขั้วที่กำลังปะทะกัน”

ความขัดแย้งในสังคมไทยมักติดหล่มอยู่ใน “กับดักทวิลักษณ์” หรือ Binary Opposition คือการมองทุกอย่างเป็นสองขั้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาสาธารณะอย่าง ระบบประกันสังคม เป็นเรื่องของ “สัญญาประชาคม” (Social Contract) ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก เราต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดก่อนว่าระบบที่ใช้อยู่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตความไว้วางใจ” ผสมกับ “ระเบิดเวลาของประชาชน” ซึ่งหากไม่ขยับขยายวิธีคิด เราจะพบกับจุดจบที่ไม่มีใครชนะ

เมื่อ “รัฐ” ไม่ใช่แค่ผู้คุมกฎแต่คือ “หุ้นส่วน” ประกันสังคมไม่ใช่สวัสดิการที่รัฐหยิบยื่นให้ แต่เป็น Mutualism หรือการพึ่งพาอาศัยกัน Case Study ที่น่าสนใจคือ ประเทศเยอรมนีที่ใช้ระบบ “Self-Governance” โดยให้ตัวแทนลูกจ้างและนายจ้างบริหารจัดการกองทุนเองผ่าน Board ที่มีความเป็นอิสระสูงจากการเมือง ปัญหาของไทยคือ “ความเป็นรัฐ” ที่เข้มข้นเกินไป ทำให้คนรู้สึกว่าเงินของเขาถูกนำไปใช้โดยที่เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการสร้าง Institutional Autonomy หรือการทำให้กองทุนประกันสังคมมีความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

บทเรียนจากสวีเดนหากวิเคราะห์ในมุมการเงิน ระบบ “Pay-as-you-go” คนรุ่นใหม่จ่ายให้คนรุ่นเก่าของไทยกำลังล้มเหลวเพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างถาวร ประเทศสวีเดนเคยเผชิญวิกฤตระบบบำนาญมาแล้วเช่นกัน สวีเดนจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบ NDC คือการสร้างบัญชีเสมือนจริงที่คำนวณตามเงินที่จ่ายจริงบวกกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่จุดสำคัญคือมีระบบ “Automatic Balance Mechanism” ที่ปรับเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจและอายุขัยเฉลี่ยโดยอัตโนมัติ สังคมไทยต้องกล้าพูดเรื่อง “ความยั่งยืนทางการคลัง” อย่างตรงไปตรงมา การเพิ่มเพดานเงินสมทบหรือการขยายอายุเกษียณไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่คือความจำเป็นจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ต้องแลกมาด้วยความโปร่งใสในการบริหารกองทุน

เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งด้วย “ความจริงใจ” ความขัดแย้งในไทยเกิดจากการที่แต่ละฝ่ายนิยาม “ความยุติธรรม” ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งมองว่า “ฉันจ่ายเงินไป ฉันต้องได้สิทธิที่คุ้มค่า” (Individualism) ส่วนอีกฝ่ายนึงก็มองว่า “ต้องช่วยประคองคนตัวเล็กในสังคม” (Solidarity) ดังนั้นทำให้คนรู้สึกว่าการจ่ายประกันสังคมไม่ใช่การ “ถูกปล้น” แต่คือการ “ซื้อประกันความเสี่ยงร่วมกัน” (Social Insurance) โดยรัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินทุกบาทถูกบริหารด้วยมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความหย่อนยานของระบบราชการ เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง “ขั้วซ้าย” หรือ “ขั้วขวา” แต่คือการยกระดับไปสู่การบริหารจัดการที่ใช้หลักทางรัฐศาสตร์ (ความเป็นธรรม) + การเงิน (ความเป็นจริง) + มนุษยธรรม (ความเข้าอกเข้าใจ)

ไทยควรพิจารณาโมเดล “Flexible Retirement” และการมี “Personalized Dashboard” ที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนทุกคนเห็น “อนาคต” ของเงินตนเองในแบบ Real-time ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ความขัดแย้งจึงจะยุติลงได้ ไม่ใช่ด้วยการบังคับให้เห็นตรงกัน แต่ด้วยการสร้างระบบที่ทุกคนเห็นว่า “เป็นธรรมต่อส่วนรวม และคุ้มค่าต่อส่วนตน”

พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม รพ.พระรามเก้า เปิด “PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center” หุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย

โรคข้อเข่าเสื่อม” เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของความพิการ ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงสุขภาพจิตของผู้ป่วยจำนวนมาก

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Knee Replacement Surgery) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการรักษาและการเรียนรู้ทางการแพทย์ ด้วยการเปิด “PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center” ศูนย์ฝึกอบรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์อย่างเป็นทางการ มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพศัลยแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไทย

รศ.นพ.พฤกษ์ ไชยกิจ หัวหน้าศูนย์รักษ์ข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแบบดั้งเดิมอาศัยประสบการณ์และการประเมินด้วยสายตาของศัลยแพทย์ ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ขณะที่การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะมีระบบคอมพิวเตอร์และแขนกลช่วยวางแผนและควบคุมการตัดกระดูกอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ขยับข้อเข่าได้ดี ฟื้นตัวเร็ว และช่วยยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมในระยะยาว

แม้เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์จะได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น ในประเทศออสเตรเลียมีการใช้งานประมาณ 30% หรือ ในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 17% ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งหมด แต่ในประเทศไทยยังมีการใช้งานเพียงไม่เกิน 2% เนื่องจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและงบประมาณ โดยเฉพาะในภาครัฐที่ดูแลผู้ป่วยส่วนมาก การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและประโยชน์ของเทคโนโลยี พร้อมสร้างโอกาสในการขยายการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในอนาคต

PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center มุ่งสร้างวงจรแห่งการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาแนวทางการรักษาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายรองรับศัลยแพทย์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย พร้อมแผนจัดการอบรมอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 10–12 ครั้ง

โดยโครงการ International Visiting Surgeon Program (VSP): Robotics Knee Replacement ครั้งนี้ มีคณะแพทย์จากประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงลึกด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าด้วยหุ่นยนต์ โดยใช้เทคโนโลยี CORI Robotic System ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล หลักสูตรครอบคลุมการผ่าตัดทั้งแบบ Total Knee Arthroplasty (TKA) และ Unicompartmental Knee Arthroplasty (UKA) ผสานการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การเตรียมห้องผ่าตัด การวางแผนผ่าตัด ไปจนถึงการฝึกปฏิบัติแบบ Hands-on ด้วยอุปกรณ์จำลอง (Sawbones) ภายใต้การดูแลของคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย

โรงพยาบาลพระรามเก้า ยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ผู้ที่มีอาการปวดเข่า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือ                      Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital นอกจากนี้สามารถศึกษาบทความสาระความรู้ทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ https://praram9.com/th/articles/robotic-assisted-surgeryโรงพยาบาลพระรามเก้า – HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา


#Praram9Hospital

“ไดกิ้น” วางหมากปี 2026 ยกระดับ HVAC จากตลาดสินค้า สู่ธุรกิจโซลูชันด้านอากาศอัจฉริยะแบบครบวงจร

“ไดกิ้น” ผู้นำระดับโลกด้านระบบปรับอากาศและเทคโนโลยี HVAC ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุกปี 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรม ด้วยการยกระดับจากผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ สู่การเป็น Solution Provider ด้านระบบอากาศอัจฉริยะครบวงจร ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ควบคู่เป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “The Unlimited Air Possibilities”

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด จัดงาน Daikin Product Convention 2026: The Unlimited Air Possibilities เพื่อประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ถ่ายทอดวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรม HVAC ไทยให้สอดรับกับเทรนด์โลก ทั้งด้านพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางพันธมิตร ผู้แทนจำหน่าย และดีลเลอร์จากทั่วประเทศกว่า 1,000 ราย

ในงานครั้งนี้ ไดกิ้นสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของตลาดเครื่องปรับอากาศไทยที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่สภาวะ ‘อิ่มตัว’ ในขณะที่การแข่งขันในตลาดมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จากการขยายตัวของผู้เล่นที่ใช้ ‘ราคา’ เป็นจุดแข็ง ตลอดจนบทบาทของช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อโมเดลร้านเครื่องปรับอากาศแบบดั้งเดิมในตลาดครัวเรือน ขณะเดียวกัน ไดกิ้นมองว่า “โอกาสใหม่” กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะการเร่งโรดแมปและนโยบาย Carbon Neutrality ของไทยที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งกำลังผลักดันให้ความต้องการของตลาดขยับจากสินค้า ไปสู่ “โซลูชัน” ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานและความยั่งยืนอย่างจริงจัง

นายทาคาโยชิ มิกิ (Mr. Takayoshi Miki) ประธานบริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ในโลกที่เทคโนโลยีและความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจของทุกอุตสาหกรรม อากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรพื้นฐานอีกต่อไป แต่คือองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพชีวิต สุขภาพ และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน วิสัยทัศน์ของไดกิ้น คือการพัฒนาโซลูชันที่ทำให้อากาศสามารถปรับตัว เรียนรู้ และตอบสนองต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“การยกระดับสู่การเป็น Solution Provider ในปี 2026 ของไดกิ้น ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชันของผลิตภัณฑ์ แต่คือการปรับโมเดลธุรกิจ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและลูกค้าที่เกิดขึ้นจริง โดยหนึ่งในแกนสำคัญคือการสร้าง Carbon Neutrality Solutions หรือโซลูชันเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน หลังจากที่ผ่านมา ไดกิ้นได้รับความสนใจจากหลายองค์กรที่ขับเคลื่อนตามทิศทางดังกล่าว พร้อมได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และอยู่ระหว่างการร่วมทดสอบและยืนยันผลกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง”

ขณะเดียวกัน ไดกิ้นคาดว่าความต้องการของลูกค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมิติที่ไกลกว่าเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะโซลูชันด้านการบริหารจัดการพลังงานของระบบปรับอากาศ (Energy management) และการบริหารจัดการสารทำความเย็น (Refrigerant management) เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายทาคาโยชิ ระบุว่า ไดกิ้นมีความพร้อมเฉพาะตัวในการนำเสนอ Total Solutions นี้ให้ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปรับอากาศที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ รวมถึงระบบขนาดใหญ่ (Applied Products) ตลอดจนการผลิตและจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นการออกแบบโซลูชันได้ทั้งระบบ นอกจากนี้ ไดกิ้นยังมุ่งมั่นขยายเครือข่ายเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer-Connected Solutions) เพื่อพัฒนาความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้าที่มีเป้าหมายร่วมกันในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อร่วมเติบโตและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ตลอดจนยกระดับบทบาทขององค์กรสู่ “Solution Provider” อย่างจริงจัง

หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ปี 2026 คือการเปลี่ยนบทบาทของไดกิ้นจากการแข่งขันด้านสินค้า ไปสู่การแข่งขันด้าน โซลูชันอัจฉริยะแบบครบวงจร ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการออกแบบ การควบคุม และการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดเกมนวัตกรรมปี 2026 บน 2 แกนกลยุทธ์หลัก

นอกจากนี้ ไดกิ้นเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมและไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี 2026 ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาดหลัก ทั้ง

  • กลุ่มระบบปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัย (Residential)

ไดกิ้นเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ AIR CREATOR ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์ “Air Card” ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับการทำงานของทั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศให้สอดคล้องกับหลากหลายไลฟ์สไตล์ด้วยตนเอง อีกทั้งดีไซน์ยังได้รับรางวัล Good Design Award 2025 ด้วยตัวเครื่องบางและโค้งมน ทำให้เข้ากับการตกแต่งภายในของทุกห้องอย่างลงตัว

  • กลุ่มระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ SKYAIR และ VRV

ไฮไลท์ของ VRV ในปีนี้ คือการเปิดตัว VRV 7 Series ที่เป็น VRV รุ่นแรกใน อาเซียน โอเชียเนีย ที่ใช้สารทำความเย็น R32 ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีค่า COP เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 21% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

  • กลุ่มระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ Applied Products

สำหรับกลุ่มเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ไดกิ้นนำเสนอ Marutto P Series โซลูชันบริหารอาคารแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมทั้งระบบปรับอากาศ การจัดการพลังงาน ระบบส่องสว่าง ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆขณะเดียวกัน ไดกิ้นยังพัฒนาโซลูชันสำหรับ Data Center เพื่อตอบรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ ประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็นและระบบส่งลมเย็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ที่เน้นเสถียรภาพสูงและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้าน นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า ในปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม จากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้านโซลูชัน ไดกิ้นประเทศไทยมุ่งยกระดับบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยี ที่ช่วยให้ลูกค้าและภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการพลังงาน คุณภาพอากาศ และความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยไดกิ้นมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดขับเคลื่อนภายใต้ 2 แกนกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่

  1. Superior Efficiency (AI & Energy Consumption) การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยการนำ AI เข้ามาวิเคราะห์และควบคุมการทำงานของระบบแบบเรียลไทม์ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มความแม่นยำในการจัดการอากาศ และช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
  2. Sustainability for All Needs การพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ทั้งภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และโครงการขนาดใหญ่ สอดรับกับทิศทาง ESG และมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดงาน Daikin Product Convention 2026:The Unlimited Air Possibilities จึงไม่ใช่เพียงเวทีเปิดตัวสินค้าใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศทิศทางและตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้นำของไดกิ้น ในฐานะ “Solution Provider” ที่พร้อมจะเป็นทุกคำตอบให้กับทุกความต้องการ พร้อมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” การพัฒนาอากาศที่ดีที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

ความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ “เอวา ปวรวรรณ” ตอบแทนคุณพ่อด้วยของขวัญจากการทำงานของตัวเอง

สร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับแฟนๆบนโลกโซเชียลได้ใจฟู สำหรับยูทูบเบอร์สาวชื่อดัง เอวา ปวรวรรณ ทายาทตระกูลนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ที่ล่าสุดได้โพสต์โมเมนต์สุดอบอุ่น มอบเงินให้คุณพ่อเป็นของขวัญวันเกิด โดยเป็นเงินที่ได้มาจาก น้ำพักน้ำแรงของตัวเองจากการทำงานในวงการออนไลน์

   แม้จะเกิดในครอบครัวที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เอวาก็เลือกเดินเส้นทางการทำงานของตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งงานคอนเทนต์ ยูทูบ และงานพรีเซนเตอร์ต่างๆ จนสามารถนำรายได้ส่วนหนึ่งมามอบให้คุณพ่อด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมข้อความซึ้งๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจอยากตอบแทนบุญคุณ

โมเมนต์ดังกล่าวทำเอาแฟนๆ แห่เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความกตัญญู และทัศนคติในการทำงานของเอวาอย่างล้นหลาม หลายคนยกให้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับฐานะ แต่เลือกพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถและความพยายาม

    เรียกได้ว่าไม่เพียงแต่สวย เก่ง และมีเสน่ห์ในคอนเทนต์เท่านั้น แต่หัวใจของ เอวา ก็ยังเต็มไปด้วยความรักและความกตัญญูต่อครอบครัว สมกับเป็นไอดอลของแฟนๆ ในยุคนี้อย่างแท้จริง

JAOKHUN ประเดิมซิงเกิลแรก “แสนวิเศษ (Gifted) Ft. BLVCKHEART” ภายใต้สังกัด Sony Music Thailand สะท้อนพัฒนาการทางดนตรีที่เติบโตขึ้น

หลังจากอุ่นเครื่องด้วยการปล่อย Cover Project ทั้ง 4 เพลงไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด JAOKHUN (จักรภัทร วรรธนะสิน) เปิดตัวซิงเกิลแรกอย่างเป็นทางการภายใต้บ้านใหม่ Sony Music Thailand กับเพลง “แสนวิเศษ (Gifted) Ft. BLVCKHEART” เพลงที่สะท้อนตัวตนของเขาในฐานะศิลปินได้อย่างชัดเจนที่สุด

โดย JAOKHUN เผยถึงจุดเริ่มต้นของเพลงนี้ว่า เกิดขึ้นระหว่างที่เขาเล่นคอร์ดกีตาร์ร่วมกับ BLVCKHEART จากเดิมที่เริ่มต้นเป็นเพลงช้า เพลงค่อย ๆ ถูกพัฒนาให้มีจังหวะที่สดใส สนุก และมีความ Playful มากขึ้น จนกลายเป็น “แสนวิเศษ (Gifted)” ในเวอร์ชันสมบูรณ์

ในแง่ของความหมายเพลง คำว่า “Gifted” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนคนพิเศษที่เปรียบเสมือน “ของขวัญล้ำค่าและแสนวิเศษ” ที่เข้ามาเติมเต็ม ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึง “ของขวัญ” ที่เจ้าขุนตั้งใจมอบให้กับแฟนเพลงทุกคน เพื่อแทนความรู้สึกขอบคุณต่อทุกคนที่ยังคงรักและติดตามเขามาโดยตลอด เพลงนี้จึงเปรียบเสมือนข้อความแทนใจ ที่ JAOKHUN หวังว่าจะสามารถเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้าง และกลายเป็นเพลงที่แฟน ๆ รู้สึกผูกพันและมีความหมายร่วมกัน

ในด้านของดนตรี “แสนวิเศษ (Gifted)” เป็นเพลงแนว Bedroom Pop ที่มาพร้อมจังหวะสนุกสนาน สดใส และขี้เล่น ผสมกลิ่นอายของร็อกอย่างลงตัว อีกทั้งยังเป็นผลงานที่ JAOKHUN มีส่วนร่วมมากที่สุด ตั้งแต่การเขียนเนื้อร้อง ทำนอง ไปจนถึงการกำหนดทิศทางภาพรวมของเพลง จึงนับเป็นเพลงที่สะท้อนตัวตนของ JAOKHUN ได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยทำมา โดยเพลงนี้ได้ nonchawich (นาว วง Mirrr) มารับหน้าที่ Producer ซึ่งถือเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งสองคน

“แสนวิเศษ (Gifted) Ft. BLVCKHEART” ยังสะท้อนการเติบโตของJAOKHUN ในฐานะศิลปินอย่างชัดเจน โดยเขาเปรียบผลงานชิ้นนี้เป็นเหมือน “สีขาว” ที่เต็มไปด้วยความสดใส แตกต่างจากอีกเพลงที่ทำร่วมกับ BLVCKHEART ซึ่งมีโทนดาร์กกว่า เปรียบเสมือน “สีดำ” ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงความความตั้งใจของ JAOKHUN ในการทดลอง เรียนรู้ และทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ที่หลากหลาย สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเพลงนี้

“แสนวิเศษ (Gifted)” จึงไม่ใช่เพียงซิงเกิลแรกภายใต้ Sony Music Thailand แต่คืออีกก้าวสำคัญบนเส้นทางการเป็นศิลปินของ JAOKHUN อย่างเต็มตัว

สามารถติดตามรับฟังและรับชม MV เพลง “แสนวิเศษ (Gifted) Ft. BLVCKHEART” ได้แล้ววันนี้ทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และติดตามความเคลื่อนไหวของ JAOKHUN ได้ที่ Official.Jaokhun

#JAOKHUN #แสนวิเศษ #JAOKHUN_Gifted#sonymusicthaiartists

PROXIE’ ฉีกคาแรคเตอร์ใหม่ ในสไตล์ฮิปฮอป ส่งซิงเกิล ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ เดินเกมจีบสาวแบบมีทรง

เพราะชัดเจนว่าเป็นบอยกรุ๊ปที่ลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ให้วงการ T-POP ได้มีสีสันอยู่เสมอ สำหรับ 6 หนุ่ม ‘PROXIE’ จากค่าย bROTHERS MUSIC เริ่มปี 2026 ก็พร้อมลุยเสิร์ฟซิงเกิลใหม่ ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ ที่เรียกว่าเป็นการพลิกคาแรคเตอร์ ‘PROXIE’ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นการเดินเกมที่ทำให้ ‘USER’ (ชื่อเรียกแฟนคลับ) ได้ Crazy ไปความเท่ของทั้ง 6 หนุ่ม

โดยซิงเกิล ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ ที่ชื่อเพลงแฝงไปด้วยความขี้เล่น แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยเสน่ห์และความแพรวพราวของการจีบผู้หญิงที่มีทรงและคุมเกม ถึงความน่ารักจะทำให้ Crazy มากแค่ไหน แต่จะไม่รีบร้อนกับความสัมพันธ์ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ชวนติดตามสำหรับซิงเกิลนี้เป็นการลุกขึ้นมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ของ ‘PROXIE’ ที่เคยเห็นเป็นบอยกรุ๊ปแดนซ์สะบัดไปกับแนวเพลงสุดสนุก แต่สำหรับซิงเกิล ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ มาในสไตล์ Hiphop และ R&B ที่ชวนให้ต้องหยุดฟังตั้งแต่โน้ตแรก และได้เห็นศักยภาพของทั้ง 6 หนุ่ม ที่ปล่อยของออกมาให้ได้เห็นเพิ่มขึ้นอีกด้าน โดยมี ดร.อรพรรณ บวรวัฒนะ นั่งแท่น Executive Producer รวมถึงได้ GALCHANIE, MAYOJAMES และ FIZZIE ร่วมแต่งเนื้อร้องและทำนอง ซึ่ง MAYOJAMES รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ซิงเกิลนี้

งานนี้ ‘PROXIE’ เผยถึงซิงเกิลใหม่ว่า “เป็นเพลงที่พวกเราตื่นเต้นมาก ๆ ตั้งแต่รู้ว่าจะได้ทำเพลงสไตล์ Hiphop และ R&B เพราะเป็นแนวเพลงที่ไม่ได้เห็นพวกเราในมุมนี้มาก่อน เป็นสิ่งที่ท้าทายและได้เรียนรู้การทำงานใหม่ ๆ พวกเราเลยตั้งใจมาก ๆ ที่จะให้ซิงเกิลนี้ออกมาที่ดีสุด รวมถึงมีท่าเต้นที่มีการปรับให้เข้ากับเพลง ถือเป็นเอเนอจี้ใหม่ ๆ จุดไฟในการทำงานของพวกเรา ฝากทุกคนติดตามกันด้วยนะครับ”

New Look ของ ‘PROXIE’ ที่กล้าเดินเกมใหม่ให้ใจได้ว้าวุ่นไปกับเท่และเสน่ห์ที่มาเต็มของ 6 หนุ่ม นอกจากเพลงที่ติดหูแล้ว ยังกร้าวใจไปกับท่าเต้นในทุกสเต็ป สุดพิเศษด้วยการโชว์ Performance ของซิงเกิล ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ ครั้งแรกบนคอนเสิร์ตใหญ่ PEPSI Presents PROXIE The 3rd Concert ‘PROXIMA-B’ ที่จะจัดขึ้น ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในวันที่ 24 มกราคม 2569 แฟน ๆ ต้องจับตาดูให้ดีกับโชว์ครั้งแรกของ ‘PROXIE’ บนเวทีสุดอลังการ

ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น ซ้อมสเต็ปให้เป๊ะ ก่อนจะไปร้องซิงเกิล ‘ไม่รีบงับป๋ม (Don’t Rush!)’ แบบสุดเสียงในคอนเสิร์ตใหญ่ ซ้อมพร้อมกันได้ที่ YouTube Channel: PROXIE แล้วจะหลงรัก ‘PROXIE’ ในสไตล์ใหม่ที่ไม่ธรรมดา และ ติดตามความเคลื่อนไหวของวงได้ที่

            • Facebook : proxie.officialth

            • Instagram : proxie.officialth

            • TikTok : proxie.officialth

            • X (Twitter) : proxie_official

โฮมโปรเปิดตัว “Premium Gift Customized” เปลี่ยนการให้ของขวัญ…เป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย ตอบโจทย์แบรนด์–องค์กรยุคใหม่

เมื่อของขวัญ ไม่ใช่เพียงแค่ของแจกอีกต่อไป แต่คือประสบการณ์ที่แบรนด์ตั้งใจมอบให้ เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคในวันนี้กำลังเปลี่ยนไป ผู้คนมองหาของขวัญที่ “รู้สึกว่าแบรนด์ตั้งใจให้จริงๆ” มากกว่าการได้รับสินค้าเพียงชิ้นหนึ่ง โฮมโปร จึงเปิดตัวบริการใหม่ “Premium Gift Customized” เพื่อตอบโจทย์องค์กร ผู้ประกอบการ และลูกค้ายุคใหม่ ที่ต้องการโซลูชัน ของขวัญพรีเมียมแบบ ครบวงจร สะดวกมากยิ่งขึ้น– เปลี่ยนทุกการให้ของขวัญ… ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Brand Experienceและเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า พนักงาน และพาร์ตเนอร์ พร้อมต่อยอดธุรกิจ Premium & Customization Business โดยบริการดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดในการเปลี่ยนสินค้า Mass มาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยงานออกแบบ–ปรับแต่งเฉพาะตัว ให้เป็นของขวัญองค์กรที่มีคุณค่าและความหมาย ที่ไม่ควรเป็นเพียงของที่มอบแล้วจบ แต่ควรเป็นของที่ผู้รับอยากหยิบกลับมาใช้ซ้ำ และทำให้แบรนด์ยังอยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในระยะแรกบริการมุ่งเน้นตอบโจทย์ลูกค้า B2B เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรที่ต้องการสร้าง Brand Experience ครอบคลุมตั้งแต่ผ่านของขวัญกิจกรรม CSR จนถึงของที่ระลึกงานอีเวนต์ หรือแคมเปญพิเศษขององค์กร ก่อนวางแผนขยายสู่ลูกค้า B2C เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าทั่วไปสามารถสร้างของขวัญที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนได้ง่ายยิ่งขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของโฮมโปรสู่แนวคิด “Complete Home Solution, Better Living Experience” ในปี 2026 ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตของลูกค้า “Premium Gift Customized จึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้การให้ของขวัญขององค์กร มีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูพรีเมียม แต่ต้องรู้สึกพิเศษจริงๆ”

นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ในต้นปี 2026 นี้ โฮมโปรกำลังเดินหน้าพัฒนาบริการ “Premium Gift Customized” ให้เป็นทางเลือกที่ตอบสนองเทรนด์การมอบของขวัญให้กันของคนยุคใหม่ ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนจากการให้สิ่งของ ไปสู่การมอบประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนและความตั้งใจของผู้ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ยังคาดหวังถึงการให้สิ่งที่เป็น “Personalized” มากขึ้น – ซึ่งภาพรวมดังกล่าว ทำให้ “ของขวัญ” ขององค์กรในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่แข่งกันผ่านสิ่งของที่โลโก้ติดอยู่ แต่ต้องสื่อสารให้เห็น ความหมาย ความพรีเมียม และการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้แบรนด์ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้รับอย่างเป็นธรรมชาติ”

นอกจากนี้ การออกแบบบริการ Premium Gift Customized ช่วยขยายบทบาทของโฮมโปร จากการเป็นปลายทางซื้อสินค้า ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถ “ออกแบบประสบการณ์” ให้ลูกค้าองค์กร และผู้บริโภคได้เข้าถึงการทำของขวัญแบบ Customized ง่ายขึ้น แต่คงความพรีเมียม ตั้งแต่การเลือกสินค้า ออกแบบ ผลิต ไปจนถึงการจัดส่ง เพื่อให้ของขวัญหนึ่งชิ้นสามารถสะท้อนตัวตนของผู้ให้ คุณค่าของแบรนด์ และถูกนำไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

สำหรับการดำเนินธุรกิจระยะแรก (Phase 1) โฮมโปรมุ่งเน้นที่กลุ่มลูกค้า B2B ครอบคลุมตั้งแต่คู่ค้า, โรงแรม, โรงพยาบาล, หน่วยงานราชการ และองค์กรเอกชน ไปจนถึงธุรกิจห้างร้านต่างๆ ที่มีความต้องการมอบของขวัญกิจกรรมทางการตลาดหรือโอกาสพิเศษ โดยหมวดหมู่สินค้าพรีเมียมเริ่มต้น ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ กระเป๋า กระบอกน้ำ ภาชนะเก็บอาหาร กล่องจัดเก็บ อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ร่มพกพา อุปกรณ์เครื่องมือ อุปกรณ์ในห้องน้ำ หมอนอิง และกลุ่มผ้า ไปจนถึงกล่องของขวัญและแพ็กเกจในแบบจัดเซตได้เอง

ด้านบริการ Customized โฮมโปรรวบรวมเทคนิคการบริการไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ Laser, Sticker, UV Printing, Digital Film Transfer, Screen print, งานปัก, Gift Box Set ไปจนถึงงานออกแบบและสั่งผลิตเฉพาะทาง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกระดับความพรีเมียม ได้ตามงบประมาณและวัตถุประสงค์ ในแต่ละโอกาสตั้งแต่ การใส่ชื่อ โลโก้แบรนด์ ข้อความ การทำเป็นคอลเลกชันที่มีคอนเซปต์ชัดเจน ซึ่งเป็นอีกมูฟเมนต์สำหรับไอเดียให้ของขวัญในเทศกาลสำคัญตลอดปี อาทิ New Year Gifting, Chinese New Year Gift รวมถึง ไอเดียให้ของขวัญตามช่วงเวลา เช่น Travel / Graduation Season / Mid-Year Gifting ฯลฯ

ในระยะถัดไป โฮมโปรมีแผนขยายสู่ลูกค้า B2C มากขึ้น พร้อมเพิ่มหมวดหมู่สินค้าให้กว้างกว่าเดิม ทั้งหมวดที่มีจำหน่ายในโฮมโปร และหมวดใหม่ที่ไม่มีจำหน่าย เช่น อุปกรณ์ IT, เสื้อผ้า, หมวก และอื่นๆ เพื่อให้การ Customize เป็นบริการที่อยู่ได้ในทุกโมเมนต์ลูกค้า ตั้งแต่ของขวัญงานแต่ง งานบวช งานบุญ เทศกาลปีใหม่ งานครบรอบ งานเกษียณ หรืออีเวนต์ต่างๆ ตลอดทั้งปี

“การเปิดตัว Premium Gift Customized ครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มบริการใหม่ แต่เป็นการต่อยอดบทบาทของโฮมโปร ปี 2026 นี้ ในฐานะศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายสินค้า แต่ขยายสู่การ ออกแบบประสบการณ์ ให้ลูกค้าได้รับความพิเศษ ทั้งเรื่องบ้าน ของขวัญ และชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน” คุณอุไรวรรณ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดบริการ และสั่งทำของขวัญพรีเมียมแบบ Customized ผ่านสโตร์ของโฮมโปรทุกสาขา หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน้า “Premium Gift” บน homepro.co.th/sales/premiumgift ดังนี้

  • เลือกสินค้า/รูปแบบบริการ Customize ที่ต้องการทำเป็นของขวัญ
  • ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อส่งไฟล์หรือข้อความ เพื่อวางแบบ และอนุมัติแบบไฟล์ผลิต
  • ชำระค่าบริการ/ค่าดำเนินการ
  • ตรวจสอบภาพตัวอย่างของขวัญพร้อมยืนยัน
  • เข้าสู่กระบวนการผลิตชิ้นงาน และดำเนินการจัดส่ง
  • สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9974790  หรืออีเมล์ b2bsalesprojectsalesbkk@homepro.co.th

#PremiumGiftCustomized #พรีเมียมออกแบบได้ #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

ไดกิ้น จับมือ มจธ. ลงนาม MOU วิจัยเทคโนโลยี “การจัดการพลังงานและสารทำความเย็นในอาคารภาครัฐ” ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคารขับเคลื่อนความยั่งยืน สู่ Carbon Neutrality อย่างเป็นรูปธรรม

บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย (MOU) เพื่อขับเคลื่อน “การศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการพลังงานและสารทำความเย็นในอาคารภาครัฐเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคาร” พร้อมยกระดับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) โดยมอบ “อากาศที่ดี” ร่วมกับ “พลังงานที่มีประสิทธิภาพ” ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุง IAQ ควบคู่การออกแบบและควบคุมระบบปรับอากาศให้ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พร้อมยกระดับแนวทางการควบคุมมลพิษอย่างยั่งยืนในระยะยาว ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้าน Carbon Neutrality และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังเป็นวาระร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน

นายทากาโยชิ มิกิ ประธานกรรมการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โจทย์เรื่องเครื่องปรับอากาศสำหรับไดกิ้นในวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำความเย็น แต่เป็นวิธีการทำให้อากาศภายในอาคารดีขึ้นอย่างเป็นระบบ ประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง – ความร่วมมือกับ มจธ. จึงช่วยต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านวิจัย ให้ไปสู่การนำไปใช้จริง เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์อาคารและผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายคาร์บอนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ”

ในความร่วมมือนี้ ไดกิ้น และ มจธ. จะร่วมกันผลักดันงานวิจัยด้านการจัดการพลังงานและสารทำความเย็นของระบบปรับอากาศในอาคารภาครัฐ เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคารอย่างเป็นรูปธรรม รวมไปถึงเรื่องคุณภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องฝุ่นละออง PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไปจนถึงการออกแบบระบบปรับอากาศที่ควบคุมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงการสำรวจและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการยกระดับในอนาคต เพื่อให้การบริหารจัดการระบบปรับอากาศและ IAQ เกิดผลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังวางเป้าหมายสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย อาทิ การควบคุมการใช้พลังงานและการจัดการของเสีย และต่อยอดสู่การจัดทำระบบติดตามการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิต หรือ Trackability Refrigerant Life Cycle Management (RLM) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในระบบปรับอากาศยุคใหม่

ด้าน ผศ.ดร.กูสกานา กูบาฮา คณบดีคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า “ความท้าทายเรื่องคุณภาพอากาศ การจัดการพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การได้ทำงานร่วมกับสยามไดกิ้นเซลส์ จะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยมีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่เชื่อมโยงคุณภาพอากาศภายในอาคาร การลด PM2.5 ลด CO2 ไปจนถึงการพัฒนาเครื่องมือและซอฟต์แวร์ด้าน RLM ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่ Carbon Neutrality และการสร้างประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับสังคม”

โดยหัวข้องานวิจัยต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมการปล่อยมลพิษและการจัดการพลังงานของเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการวิจัยและการจัดการสารทำความเย็นตลอดวงจรชีวิต (RLM) ตลอดจนการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ – จะถูกผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงนโยบาย และเชิงสาธารณะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการต่อยอดในอนาคต เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีความต่อเนื่องและขยายผลได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและผู้แทนจากคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มจธ. ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ Daikin Solution Plaza Fuha: SIAM ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดมุมมองการจัดการด้านอากาศ ในแบบที่จับต้องได้ ผ่านนวัตกรรมและองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปรับอากาศที่ถูกเล่าให้เข้าใจง่าย และทำให้เห็นภาพการผลักดันอากาศสะอาดตอกย้ำแนวคิด Perfecting the Air ของไดกิ้น จากมุมวิชาการมาสู่โลกการใช้งานจริงให้ชัดเจนมากขึ้น

“เพิร์ล-พีค” แอบสปอยล์เซอร์ไพรส์!! หลังซุ่มซ้อม พร้อมเจอแฟน ๆ ในงาน PearlPeak 1st Fanmeeting “Together to the Moon”

เตรียมมอบความสุขให้กับแฟน ๆ รับต้นปี กับงาน PearlPeak 1st Fanmeeting “Together to the Moon”ครั้งแรกในประเทศไทยของ เพิร์ล-ศัจกร และ พีค-ภีมพล ที่จะได้มีโอกาสมาพบปะกับแฟนละคร และ ชาวด้อม “PeoPle”แบบเอ็กคลูซีฟครั้งแรก! โดยขนความพิเศษในแบบที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อน ทั้งร้อง-เต้น-เล่นเกม จัดเต็มทุกความพิเศษเพื่อแฟน ๆ ในงานนี้โดยเฉพาะ!

ซึ่ง “เพิร์ล-พีค” แอบเผยเซอร์ไพรส์ว่า เรา 2 คน เคยมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ที่ช่อง ว่าหลังจากที่ละครจบ เราอยากเจอกับแฟนละคร สลักรักในแสงจันทร์ และ ด้อม PeoPle ของ เพิร์ล-พีค และครั้งนี้ก็เป็นโอกาสสำคัญที่เราเฝ้ารอ และเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนก็รอเช่นกัน ที่อยากจะเห็นความพิเศษจากพวกเรา ไหน ๆ ก็ใกล้ถึงวันที่เราจะได้พบกันแล้ว แอบสปอยล์นิดนึงแล้วกันครับ ว่าจะมีทั้งร้อง เต้น เล่นเกม ซึ่งในแต่ละพาร์ทเราเต็มที่มาก ส่วนเรื่องร้องเพลงตอนนี้ซ้อมกันหนักมาก เป็นเพลงที่ทุกคนจะได้เห็นความเป็นตัวตนของ เพิร์ลและพีค ได้ชัดเจนมาก รวมถึงการเต้นจะได้เห็นเราเต้นคู่กันเป็นครั้งแรก มาดูกันว่าพวกเราจะสนิทกับร่างกายมากน้อยแค่ไหน (หัวเราะ) อยากให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกไปกับพวกเรานะครับ แล้วมาลุ้นกันว่าใครจะเป็นคนพิเศษที่จะได้มากระทบไหล่กับเราสองคน อยากให้มาเจอกันเยอะ ๆ นะครับ เราคิดถึงทุกคน เจอกันครั้งนี้จัดเต็มแน่นอนครับ เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เจอกัน สนุก และมีความสุขด้วยกันตั้งแต่ต้นปี ใครที่ยังไม่มีบัตร หรือยังลังเลอยู่ รีบตัดสินใจแล้วมาเจอกันนะครับ เพิร์ล-พีค รอเจอทุกคนอยู่นะครับ (ยิ้ม)

ชาวด้อม “PeoPle” ของหนุ่ม เพิร์ล-พีค เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาพบกับโมเมนต์สุดพิเศษกับเพิร์ลพีคแบบใกล้ชิดครั้งแรก! ในงาน PearlPeak 1st Fanmeeting “Together to the Moon” จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 ณ Phenix Grand Ballroom, ชั้น 5 สามารถติดตามรายละเอียดการจับจองบัตรที่นั่งได้ทาง KONTICKET บัตรราคา 3,900/ 2,500/ 1,200 งานนี้… จัดเต็มแน่นอน !

#PearlPeakTogetherToTheMoon #PearlPeak #เพิร์ลพีค #ช่องวัน31 #oneconnection #KONticket