มัดรวม 3 ฟีเจอร์ใหม่ต้นปีบน LINE ยกระดับชีวิตดิจิทัลคนไทยชูไฮไลต์ฟีเจอร์ ‘ปฏิทิน’ บน LINE จัดตารางนัดหมายครบจบได้ในแชท

LINE ประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง เปิดตัว 3 ฟีเจอร์สำคัญต้นปี 2569 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทยให้ใช้ LINE ได้อย่าง “สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจยิ่งขึ้น” ตอกย้ำบทบาทของ LINE ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้ในทุกโมเมนต์ของชีวิต ทั้งการจัดการเวลา การป้องกันภัยออนไลน์ และการสื่อสารในยามฉุกเฉิน

ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘ปฏิทิน’ บน LINE หรือ LINE Calendar ที่จะเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นตารางนัดหมายได้ทันที พร้อมด้วยสองฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่เปิดใช้งานแล้ว ได้แก่ ‘Phishing Site Detection’ และ ‘LINE Safety Check’

ฟีเจอร์ ‘ปฏิทิน’ บน LINE ทุกนัดหมายครบจบในแชทได้ สะดวกกว่าเคย

หนึ่งในพฤติกรรมที่ผู้ใช้จำนวนมากคุ้นเคย คือ การนัดหมายกันยาวในแชท แต่สุดท้ายลืมบันทึกลงปฏิทิน หรือมีตารางกระจัดกระจายอยู่หลายแอป LINE จึงพัฒนาฟีเจอร์ ‘ปฏิทิน’ บน LINE เพื่อให้ทุกการนัดหมาย “ครบจบในที่เดียว” ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนัดเพื่อนหรือเรื่องสำคัญ สามารถสร้างได้ง่าย ๆ บน LINE โดยไม่ต้องสลับไปใช้งานแพลตฟอร์มอื่น

ผู้ใช้สามารถสร้างตารางนัดหมายได้ทันทีจากหลากหลายจุดในแอป ไม่ว่าจะผ่านลิงก์ในแชท เมนูบริบทของข้อความ เมนูในห้องแชท หรือเมนูหลักของแอป ช่วยให้การนัดหมายเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อกับบทสนทนาโดยตรง

ในด้านการจัดการ ผู้สร้างสามารถแก้ไข ลบ หรือปรับรายละเอียดได้ตลอดเวลา เลือกสีตามประเภทนัดหมาย จัดกลุ่มตารางตามหมวดงานหรือชีวิตส่วนตัว หรือกลุ่มตามห้องแชทต่าง ๆ ได้ พร้อมตั้งค่า Reminder แจ้งเตือนล่วงหน้า อีกทั้งยังสามารถเลือกมุมมองการแสดงผลแบบ “ปฏิทิน” หรือ “รายการนัดหมาย” รวมถึงกรองเฉพาะบางกลุ่มหรือบางประเภทได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้การบริหารเวลาเป็นเรื่องง่ายและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ฟีเจอร์ ‘ปฏิทิน’ จะเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานบน LINE เวอร์ชัน 26.3.0 ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมเป็นต้นไป (การทยอยเปิดใช้งานอาจใช้ระยะเวลาครอบคลุมผู้ใช้ทั้งหมดในประเทศไทย) โดยรองรับการใช้งานบนมือถือ และยังไม่รองรับบน Desktop

เสริมเกราะป้องกันภัยออนไลน์ด้วย ‘Phishing Site Detection’

นอกเหนือจากความสะดวกในการใช้งาน LINE ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ใช้ ผ่านฟีเจอร์ ‘Phishing Site Detection หรือระบบตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง ซึ่งช่วยคัดกรองและแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้กดลิงก์ที่อาจเป็นอันตรายจากในแชท เมื่อระบบตรวจพบความเสี่ยง หน้าจอจะแสดงคำเตือนก่อนเปิดเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้พิจารณาอย่างรอบคอบ ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานได้ที่เมนู “ตั้งค่า” ภายใต้ส่วนแชท พร้อมเปิดฟีเจอร์ “แสดงตัวอย่างลิงก์” และ “ตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง” เพื่อการปกป้องที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น

‘LINE Safety Check’ สื่อสารสถานะความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สะท้อนบทบาทของ LINE ในฐานะแพลตฟอร์มที่อยู่เคียงข้างคนไทย คือ ‘LINE Safety Check’ ฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยในภาวะภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ที่พัฒนาร่วมกับหลากหลายหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยให้การสื่อสารในช่วงเวลาวิกฤติเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และมีข้อมูลยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง LINE จะเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าว พร้อมแสดงแบนเนอร์แจ้งเตือนภายในแอป ผู้ใช้ในพื้นที่สามารถเลือกสถานะของตนเองได้ทันทีว่า “ปลอดภัย” หรือ “ได้รับผลกระทบ” เพื่อให้ครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ชิดรับทราบสถานะโดยไม่ต้องส่งข้อความหรือโทรสอบถามซ้ำ ๆ ช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้การสื่อสารในช่วงเวลาสำคัญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้ง 3 ฟีเจอร์ใหม่นี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ LINE ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้ไทยในทุกมิติ ทั้งการจัดการเวลา การป้องกันภัยออนไลน์ และการดูแลกันในยามวิกฤติ เพื่อให้การใช้ชีวิตบนแพลตฟอร์มเป็นเรื่องง่าย สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจมากยิ่งขึ้น

LINECalendar #LINEPhishingSiteDetection #LINESafetyCheck

ถึงเวลาฟังเพลงรักโดยไม่ต้องคิดถึงใคร! ROOFTOP ส่งซิงเกิลใหม่ “จะเลิกซ่อนเธอไว้ในเพลง (Joy Of Not Missing U)”

หลังจากฝากผลงานเพลงรักที่โดนใจคนฟังมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสองหนุ่มดูโอ้ป๊อปมากเสน่ห์อย่าง ROOFTOP กลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ “จะเลิกซ่อนเธอไว้ในเพลง (Joy Of Not Missing U)” ที่ครั้งนี้ขอเล่าเรื่องในมุมของการ “ปล่อยวาง” เพื่อให้เพลงรักกลับมาเพราะในแบบที่มันควรจะเป็น หลายคนอาจคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “คนเรามักซ่อนใครบางคนไว้ในเพลงอยู่เสมอ” แต่ซิงเกิลนี้เลือกจะเล่าอีกด้านหนึ่งของความรู้สึก เมื่อถึงวันที่เราไม่อยากซ่อนใครไว้ในเพลงอีกต่อไป ไม่อยากให้ทุกเนื้อร้องและทุกทำนองพาใจย้อนกลับไปหาใครบางคนเหมือนที่ผ่านมา…

เพลงนี้ได้โปรดิวเซอร์แถวหน้าของวงการเพลงไทยอย่าง “แอ้ม” อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ มาร่วม สร้างสรรค์บทเพลงฟังสบาย ที่ค่อย ๆ ทำงานกับหัวใจอย่างแนบเนียน ด้วยโทนดนตรีที่ละมุน และอบอุ่น แต่ยังมีไดนามิกที่ช่วยพาอารมณ์คนฟังค่อย ๆ ก้าวผ่านความรู้สึกเดิม ในพาร์ตการร้อง “บี๊บ” ถ่ายทอดอารมณ์ลึกซึ้งผ่านน้ำเสียงนุ่มละมุน สื่อถึงการยอมรับและการปล่อยวางอย่างจริงใจ ขณะที่ “โก้” เติมเอกลักษณ์ของวงด้วยไลน์กีตาร์ที่ทั้งเท่และมีสกิลเฉพาะตัว ทำให้ภาพรวมของเพลงเต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติก ฟังสบาย แต่ยังคงความคูลในแบบฉบับของ ROOFTOP

เนื้อหาของเพลงสะท้อนความรู้สึกของคนที่เคยผูกเพลงรักทุกเพลงเข้ากับใครบางคน ไม่ว่าจะเปิดฟังเพลงไหน ภาพความทรงจำก็มักย้อนกลับมาเสมอ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเริ่มต้นใหม่ ก็เลือกจะลบภาพเหล่านั้นออกจากทุกท่วงทำนอง เพื่อให้จากนี้ไป เพลงรักจะเพราะขึ้นเพราะตัวมันเอง ไม่ใช่เพราะมีใครซ่อนอยู่ในนั้น

“จะเลิกซ่อนเธอไว้ในเพลง (Joy Of Not Missing U)” จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ ROOFTOP ที่ตอกย้ำตัวตนทางดนตรีชัดเจนมากขึ้น ทั้งในแง่ซาวด์ที่โตขึ้นและมุมมองความรักที่ลึกซึ้งขึ้น พร้อมชวนคนฟังค่อย ๆ เรียนรู้การฟังเพลงรักโดยไม่ต้องคิดถึงใครอีกต่อไป รับชมมิวสิควิดีโอ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ Youtube/LOVEiS และติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook/ Instagram /TikTok: rooftop_official และ Facebook : LOVEiS /X/Instagram : @LOVEiS_ent

MV LINK : https://youtu.be/O4Iwug_x6JA?si=15wfVGoVTr34C6Or

จะเลิกซ่อนเธอไว้ในเพลง

ROOFTOPBand

LOVEiSENTERTAINMENT

“Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล” ปล่อยแก๊งเด็กแสบ “โมเน่ต์-แพรว-แจนรี่-มารีน” เสิร์ฟความกวนสุดปั่นตอนแรก! เปิดเทอมนี้หัวใจใครจะโดน “ช็อต” ก่อนกัน? 

เปิดฉากประเดิมตอนแรกก็เตรียม “ช็อต” กันไปเลย สำหรับซีรีส์แซฟฟิคแนวตั้งเรื่อง “Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล” จาก “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film)” ในสังกัดiAM ซึ่งมีนักแสดงนำทั้ง 4 คน นำทีมโดย (โมเน่ต์)ภาริตา ริเริ่มกุล, (แพรว)แพรวา ศิริวัฒนศักดิกุล, (แจนรี่)กัลยารัตน์ ปั้นพิพัฒน์, (มารีน)กชพร พรโชคชัย และสมาชิกจากวงBNK48 & CGM48 อีกมากมายที่จะมาสร้างสีสันความกวน ความเบียวสุดขั้ว

เรื่องย่อ EP.1-2 เรื่องราวความรักสุดอลวนของแก๊งสาวมัธยมที่บางความรู้สึกอาจไม่ใช่แค่คำว่า “เพื่อน” และบางคำสารภาพ…ก็ไม่ได้จบแบบที่คิด เริ่มต้นที่ “มินตรา” รับบทโดย (แพรว) แพรวา ศิริวัฒนศักดิกุล สาวน้อยน่ารักสุดเพอร์เฟกต์ประจำโรงเรียน ผู้เป็นที่รักของทุกคนแต่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น เธอกำลังซ่อนความลับสำคัญไว้ในใจ เพราะคนที่ทำให้หัวใจเต้นแรงกลับเป็น “เสี่ย” รับบทโดย (มารีน) กชพร พรโชคชัย ตัวท็อปประจำโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องเสน่ห์เกินต้าน ซึ่งทำให้ “มินตรา” หวั่นไหวเกินจะห้ามใจ แต่ก็ต้องปิดบังความรู้สึกจากครอบครัว เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครยอมรับเรื่องราวความรักของเธอ สุดท้ายเธอเลือกเดินหน้าสารภาพรักกับ “เสี่ย” ทว่าความจริงที่ได้รับกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อ “เสี่ย” ยอมรับอย่างไม่รู้สึกผิดว่าเธอก็ทำแบบนี้กับทุกคน ความจริงใจของมินตราจึงกลายเป็นเพียงหนึ่งในเกมของ “เสี่ย” ผู้ชอบโปรยเสน่ห์

ขณะเดียวกัน อีกมุมหนึ่งของโรงเรียน “จอร์จี้” รับบทโดย (โมเน่ต์) ภาริตา ริเริ่มกุล สาวก๋ากั่นหัวโจกที่เพิ่งถูกครูฝ่ายปกครองเรียกเข้าพบจากพฤติกรรมสุดแสบกลับต้องมาเจอเรื่องที่ทำให้เธอเสียอาการยิ่งกว่าโดนทำโทษ เมื่อเธอดันรู้สึกบางอย่างกับ “ตะวัน” รับบทโดย (แจนรี่) กัลยารัตน์ ปั้นพิพัฒน์ซึ่ง “จอร์จี้” เลือกใช้วิธีตรงไปตรงมาสารภาพรักโดยไม่สนสายตาใคร แต่คำตอบที่ได้รับกลับแทงใจ เมื่อ “ตะวัน” บอกชัดว่าเธอชอบผู้หญิงน่ารัก ๆ และ “จอร์จี้” ไม่ใช่แบบนั้น

เมื่อคนหนึ่งถูกมองเป็นแค่ความสนุก อีกคนถูกปฏิเสธเพราะไม่ตรงสเปก แล้วอะไรที่ดึงดูดสองคนนี้ให้มารู้จักกันความรักในวัยเรียนของพวกเธอจะเดินหน้าต่ออย่างไร ติดตามความรักสุดอลวนของแก๊งสาวมัธยมในซีรีส์ “Shock Me Girls รักช็อตใจยัยช็อตฟีล” ออกอากาศทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 20:00 น. ทาง TikTok@Shockmegirls.official สามารถชม Official Trailer ได้ที่นี่ : https://vt.tiktok.com/ZSmeNcVUT/

สามารถติดตามความเคลื่อนไหว Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล ได้ทาง

FB : facebook.com/ShockMeGirls/

IG : instagram.com/shockmegirls.official/

X : x.com/shockmegirls?s=21

Tiktok : tiktok.com/@shockmegirls.official

#ShockMeGirlsTH #รักช็อตใจยัยช็อตฟีล #IndependentFilm #BNK48 #CGM48

“โตมาไงวะ?” เพลงคู่สุดกวนชวนทะเลาะแห่งปี จาก QEETHA feat. CHEERS วง VIISสไตล์ Pop-Punk สุดจี๊ด ที่จะติดหูติดปากก่อนคุณตั้งตัวทัน!

“QEETHA” ปล่อยซิงเกิลใหม่สุดแสบ “โตมาไงวะ?” พร้อมชวน “CHEERS”หนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปสุดไวรัลจากวง VIIS แห่งค่าย G’NEST มาร่วมฟีเจอริง เติมสีสันและพลังวัยรุ่นแบบเต็มพิกัด เพลงนี้ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่รักสองมุมมอง ที่ดูเหมือนจะไปกันไม่รอดตั้งแต่ต้น ความรักที่เคยหวานค่อยๆ กลายเป็นความระแวง การควบคุมกันและกัน และการทะเลาะซ้ำซาก จนเกิดคำถามแทงใจดำว่า “โตมาไงวะ?” ประโยคสั้นๆ ที่แทนความไม่เข้าใจของกันและกัน และไม่พร้อม จะทำความเข้าใจว่าทำไมตัวเองยังทนอยู่ตรงนี้ แม้เนื้อหาจะชวนตบตีกันแทบทุกท่อน แต่กลับเล่าออกมาชวนยิ้มมุมปากด้วยความประชดประชันสุดกวน ผสานดนตรีแนว Pop-Punk และ Easycore จังหวะสนุก ฟังง่าย ติดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน บวกพลังเสียงซ่าๆ กวนๆ ของ “CHEERS” ที่มาเติมมุมมองฝั่งตรงข้าม ได้อย่างแสบสัน ถ่ายทอดอารมณ์วัยรุ่นที่พร้อมปะทะ แต่ยังคงความขี้เล่นและเสน่ห์เฉพาะตัวไว้ครบถ้วน ทำให้ “โตมาไงวะ?” ไม่ใช่แค่เพลง แต่กลายเป็นบทสนทนาระหว่างคนสองคน ในรูปแบบของเพลง ที่พร้อมจะติดหูติดปากก่อนที่คุณจะรู้ตัว!!

มากไปกว่านั้น “โตมาไงวะ?” ยังไม่ได้จำกัดความหมายไว้แค่เรื่องความรัก แต่สะท้อนภาพความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อเราต้องพบเจอผู้คนหลากหลาย ต่างที่มา ต่างการเติบโต ต่างวิธีคิด จนบางครั้งอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจว่า คนคนนี้ “โตมาไงวะ?” และในวันที่คำถามนี้ผุดขึ้นมา เพลงจาก “QEETHA” และ “CHEERS” อาจกลายเป็นคำตอบที่ทำให้คุณยิ้มและหัวเราะกับความต่างนั้นได้ทุกเวลา
ฟัง “โตมาไงวะ?” – QEETHA feat. CHEERS VIIS ได้แล้ววันนี้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=uhcneTF6-5o

โตมาไงวะ #QEETHA

CHEERS_VIIS #1234VIIS #วิส

19official #GNEST #GMMMusic

สคส. แจ้งค่ายมือถือ ชี้แจงกรณีพนักงานหลอกเด็กนักเรียนสแกนใบหน้าแลกซิม

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม เปิดปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เข้าตรวจค้น 8 เป้าหมายในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังพบพฤติการณ์หลอกนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี” ก่อนนำข้อมูลไปลงทะเบียนเป็นซิมผีส่งต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ ซิมโทรศัพท์ 2,160 ซิม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนจำหน่ายและการโฆษณาขายซิม ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้เร่งติดตามและกำกับดูแลบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างเคร่งครัดต่อไป

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า บริษัทผู้ให้บริการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องจัดให้มีมาตรการในการกำกับดูแลพนักงานบุคลากร หรือตัวแทนของตนให้รับทราบ และถือปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริษัท เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนผู้รับบริการ อย่างเคร่งครัด และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องมีการทบทวนมาตรการดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันนั้นอีก

สคส. จะได้กำกับดูแลให้บริษัทปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน ให้เต็มศักยภาพตามที่กฎหมาย PDPA กำหนดต่อไป ในส่วนของโรงเรียนก็ควรมีการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่มาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียนอย่างละเอียดก่อนที่จะอนุญาตให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสแกนใบหน้าเป็นข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรจะต้องมีความระมัดระวัง ในการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

หากมีเหตุสงสัยว่าจะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือหากมีข้อสงสัยในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อ สคส. ได้ทางโทร. 0 2111 8800 หรือ Facebook : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-สคส

HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73% เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) รายงานผลประกอบการประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ตอกย้ำฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากกำลังซื้อที่ผันผวนและแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ อีกทั้งบอร์ดบริษัทเสนอพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลในประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เป็นเงินสดที่อัตรา 0.22 บาท/หุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย.2569 และจ่ายจริงวันที่ 7 พ.ค.2569 ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจ แม้สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสามารถบริหารจัดการต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่าย และรักษาระดับความสามารถทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 7,427.78 ล้านบาท และกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) 8,099.72 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.71% แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินค้า การกำหนดราคา และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมความแตกต่างทางการแข่งขัน

ในมิติของผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 22.73% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก สะท้อนความสามารถในการใช้เงินทุนสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนยังอยู่ในระดับเหมาะสม โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 70,648.48 ล้านบาท หนี้สินรวม 44,551.25 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เท่ากับ 1.71 เท่า และอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.71 เท่า แสดงถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และไม่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการเงินในระยะยาว

ด้านสภาพคล่อง บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 9,337.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และเป็นฐานรองรับทั้งการลงทุนขยายสาขา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่นักลงทุน

นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับจำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ผ่านมาตรฐานบริหารความเสี่ยง การทำประกันภัยที่ครอบคลุม และการใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่าง

สิ้นปี 2568 HMPRO มีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, Hybrid Store 14 สาขา และโฮมโปรมาเลเซียอีก 7 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาใหม่รวม 10 แห่ง พร้อมเร่งขยายรูปแบบ Hybrid Store ซึ่งเป็นการผสานโฮมโปรและเมกาโฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มช่างผู้รับเหมาในทำเลศักยภาพ โมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการขายจากความครบวงจรของสินค้า และยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการผ่านการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทได้ขยายศูนย์กระจายสินค้าและติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เพื่อยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารสต็อก รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมพัฒนาบริการจัดส่งสินค้าขนาดเล็กภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังขยายแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และพัฒนาแพลตฟอร์ม B2B รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานรายได้ที่มีศักยภาพในระยะยาว

นายวีรพันธ์ กล่าวย้ำอีกว่า บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสนับสนุนผลักดันโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-In) รับสินค้าเก่าที่เสื่อมสภาพ หรือไม่ใช้งานแล้ว เพื่อนำไปช่วยจัดการให้อย่างถูกวิธี และรีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ที่เรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก” รวมถึงกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี” เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดค่าครองชีพให้กับลูกค้า และได้ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กับโลกอีกด้วย ในปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วกว่า 116 สาขา และตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมเข้าร่วมโครงการ UN Global Compact ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“จากภาพรวมดังกล่าว HMPRO เรายังคงสะท้อนความเป็นหุ้นค้าปลีกกลุ่ม Home Improvement ที่มีลักษณะ Defensive มีฐานกระแสเงินสดแข็งแรง ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระดับสูง และนโยบายจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับการเติบโต และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกด้วย” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

#ผลประกอบการโฮมโปร #HMPRO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ เปิดตัว 12 ทีมแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 28-29 มี.ค.2569 นี้ ที่สนาม ลำลูกกา คันทรีคลับ

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) โดยนายกสมาคม ดร.ณัฐพล รังสิตพล เป็นประธานการแถลงข่าว การแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นประเภททีมมาตรฐานสากล รายการกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ สนามกอล์ฟลำลูกกาคันทรีคลับ จ.ปทุมธานี พร้อมเผยโฉมหน้า 12 ทีมผู้เล่น และประกาศผลการจับฉลากจับคู่ 12 ทีมที่เข้าแข่งขัน

คุณจิร โชตินุชิต ประธานแผนกกีฬากอล์ฟสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานอำนวยการ จัดการแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานกอล์ฟประเพณีครั้งนี้ว่า “เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นรายการนี้ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของกีฬากอล์ฟในระดับสากล ทางคณะผู้จัดการแข่งขันได้มีการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรผู้ควบคุมกฎกติกาการแข่งขัน โปรแกรมอัพเดตผลคะแนนแบบออนไลน์ และเพิ่ม Facebook Live เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดตามผลการแข่งขันได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งสนามแข่งขันที่ได้ระดับมาตรฐานของมืออาชีพ โดยเราเลือกสนามกอล์ฟลำลูกกาคันทรีคลับ จ.ปทุมธานี เหมือนเช่นทุกครั้งในการแข่งขันที่ผ่านมา อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับ 12 ทีมที่เข้าแข่งขัน ทางสนามยังเปิดโอกาสให้นักกอล์ฟทุกคนสามารถเข้าซ้อมได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนวันแข่งขันจริงระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้”

“สำหรับในเรื่องถ้วยรางวัลของทีมที่ชนะเลิศนั้น ทางสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ใช้ถ้วยพระราชทานได้ ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 13 ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ อีกทั้งยังนับเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุด ของทีมผู้เล่นที่จะชนะเลิศการแข่งขันอีกด้วย”

นายวิชิต บัณฑุวงศ์ ผู้อำนวยการ การแข่งขัน กล่าวถึงความพร้อมของ 12 ทีม และ กฎ กติกา ที่ใช้ในการแข่งขันในรายการนี้ว่า “การแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 เป็นการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นประเภททีม มีทีมเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 12 ทีม ได้แก่

1.ทีมราชนาวี (RTN) แชมป์เก่าครั้งที่ 11 และ 12
2.ทีมสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUAA)
3.ทีมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
4.ทีมสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TU)
5.ทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
6.ทีมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU)
7.ทีมราชกรีฑาสโมสร (RBSC)
8.ทีมสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย (CGA)
9.ทีมกองทัพอากาศ (RTAF)
10.ทีมชมรมกอล์ฟสมาคมชาวญี่ปุ่น (JAGC)
11.ทีมสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (OV)
12.ทีมบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT)

ซึ่งกล่าวได้ว่าในขณะนี้แต่ละทีมล้วนมีความพร้อมทั้งในด้านร่างกาย และทักษะการเล่นกันเกือบ 100% เนื่องจากแต่ละทีมมีการฝึกซ้อมกันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งในด้านกำลังใจของผู้เล่นแต่ละคนในทีม ก็มีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม จึงกล่าวได้ว่าการแข่งขันในครั้งนี้น่าจะเป็นการแข่งขันที่สนุก เข้มข้น เป็นที่น่าจับตามอง และน่ารอคอยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟทุกท่าน โดยสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด”

คุณจิร โชตินุชิต กล่าวต่อไปว่า “เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกครั้งของการแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” เมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน ทางคณะผู้จัดการแข่งขัน จะนำรายได้ส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยต่อไป”

นิตยสาร Green Life Plus ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และชุมชน จัดกิจกรรมปลูกป่า “Green Land 2026” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน จ.อุทัยธานี

นิตยสาร Green Life Plus ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จัดกิจกรรมปลูกป่า ภายใต้โครงการ Green Land 2026 พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “ปลูกต้นไม้มงคล 77 จังหวัด” เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ณ วัดห้วยเปล้า หมู่ที่ 6 ตำบลระบำ อำเภอ ลานสัก จังหวัด อุทัยธานี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าห้วยขาแข้ง ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าอุทัยธานี ศูนย์วิจัยไฟป่าห้วยขาแข้ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ อน.2 โรงเรียนห้วยขาแข้งวิทยาคม โรงเรียนบ้านห้วยเปล้า วิสาหกิจชุมชนตำบลระบำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี องค์การบริหารส่วนตำบลระบำ ตลอดจนภาคเอกชน ได้แก่ ธนาคารออมสิน, บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) Wp, มอไซต์ไฟฟ้า DECO, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท Amazing Thailand, บริษัทเอ๊กซอนโมบิล จำกัด และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานขีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ตำบลระบำ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งการปลูกต้นไม้มงคล การให้ความรู้ด้านการป้องกันไฟป่า และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่

โครงการ Green Land 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น และขยายผลสู่ระดับประเทศต่อไป

GreenLand2026

GreenLifePlus

ปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้มงคล77จังหวัด

ไอคอนสยาม มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายกับแมตช์หยุดโลกพาเชียร์ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล” แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ดในแคมเปญ “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026”

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำความเป็น Global Experiential Destination ด้วยแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” ชวนลูกค้าคนพิเศษไปเชียร์ทีมโปรดกับศึกแดงเดือดระดับตำนาน “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ปะทะ “ลิเวอร์พูล” แบบสดๆ ติดขอบสนาม รับชมแมตช์แดงเดือดพร้อมสัมผัสประสบการณ์ VIP สุดพิเศษ จากที่นั่งโซน Executive Lounge ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ สิทธิพิเศษนี้สำหรับ 8 สุดยอดนักช็อป ลูกค้าคนสำคัญของไอคอนสยามเท่านั้น

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ ICONSIAM Extraordinary Experience เกิดจากความตั้งใจของไอคอนสยามที่จะมอบสุดยอดประสบการณ์พิเศษอันแตกต่างและหลากหลายเพื่อเติมเต็มทุกความต้องการ ให้ลูกค้าคนสำคัญของเราได้สัมผัสกับความเหนือระดับในทุกมิติ ทั้งที่สุดของทริปพิเศษ ที่สุดของรสชาติ ที่สุดความบันเทิงซึ่งหาชมได้ยาก และครั้งนี้เราพร้อมจะมอบที่สุดของสายสปอร์ตให้คนรักฟุตบอลได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์เหนือความคาดหมายอีกครั้ง กับศึกแดงเดือดระดับตำนาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ ลิเวอร์พูล ซึ่งครั้งก่อนได้รับการตอบรับจากลูกค้าผู้ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างดี มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ไอคอนสยามจึงสานต่อความสำเร็จด้วยแคมเปญ THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026 โดยไม่เพียงมอบโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญของเราได้ไปเชียร์แมตช์ระดับโลกถึงขอบสนาม แต่ยังเพิ่มความพิเศษแบบประสบการณ์ VIP ไปอีกขั้น ด้วยที่นั่งในโซน Executive Lounge พร้อมสิทธิพิเศษระดับพรีเมียม ที่จะมอบความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนาม จนถึงวินาทีแห่งเสียงเฮฉลองชัยในแมตช์ประวัติศาสตร์”

ทั้งนี้แมตช์การแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ผู้จัดงานกำหนด) ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยการเข้าชมการแข่งขันในโซน Executive Lounge จะได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ

  • บริการเจ้าหน้าที่นัดพบ และพาเข้าสู่สนาม
  • ที่นั่งชมระดับพรีเมียม Executive Padded Seats ชมการแข่งขันแบบใกล้ชิด
  • สามารถเข้าใช้บริการ Lounge ได้ล่วงหน้า 3 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน และอยู่ต่อได้ 1 ชั่วโมงหลังจบเกม
  • Welcome Drink (Sparkling Wine 1 แก้ว)
  • ลิ้มรสเมนูอาหาร 4 คอร์ส พร้อมบาร์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
  • รับ Teamsheet และ Matchday Program (booklet) เก็บเป็นที่ระลึก

ภายใต้แคมเปญนี้ ไอคอนสยามจะมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เป็นสุดยอดนักช็อปได้สัมผัสประสบการณ์ชมศึกแดงเดือดในระดับ Executive Lounge ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวม 16 ที่นั่ง) สำหรับสมาชิก ONESIAM ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” และสะสมยอดใช้จ่ายภายในไอคอนสยาม, สยาม ทาคาชิมายะ และไอซีเอส สูงสุดตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น (ยอดซื้อสะสมขั้นต่ำ 300,000 บาทขึ้นไป ทุกหมวดสินค้าที่ร่วมรายการ) ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 – 20 มีนาคม 2569

แฟนบอลตัวจริงพลาดไม่ได้ กับการคว้าโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ลูกหนังอังกฤษ จากที่นั่งระดับ Executive Lounge แบบติดขอบสนาม ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” ได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง https://superapp.onesiam.com/PZZH/f9tjx2sg เพียงมียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุด 8 ท่านแรก ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ที่รวมความตื่นเต้นของแมตช์ระดับโลกเข้ากับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM และ www.iconsiam.com

เมื่อภาพยนตร์และแฟชั่นมารวมตัวกัน “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ส่งต่อแรงบันดาลใจ สู่หนึ่งในชาเลนจ์ของ “The Face Men Thailand Season 4” เตรียมพบกับ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ภาคต่อภาพยนตร์สุดไอคอนิกที่ทั่วโลกตั้งตารอ 30 เมษายนนี้ เฉพาะในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (26 กุมภาพันธ์ 2026) – “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อรายการ The Face Men Season 4 เปิดตัวหนึ่งในชาเลนจ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ โดยเป็นการผสานโลกแห่งแฟชั่นและความบันเทิงเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมฉลองให้กับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ที่ทุกคนรอคอย ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 30 เมษายน 2026

หนึ่งในชาเลนจ์หลักของ “The Face Men Thailand Season 4” จะสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” โดยท้าทายผู้เข้าแข่งขันภายใต้โจทย์สุดหินซึ่งว่าที่ The Face Men ทุกคนต้องถ่ายทอดทั้งความมั่นใจ ความทะเยอทะยาน และความเพอร์เฟกต์ ในแบบที่พร้อมขึ้นรันเวย์อย่างแท้จริง เพื่อสะท้อนแก่นแท้ของอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ และไม่เพียงแค่นั้น ผู้ชนะ “The Face Men Thailand Season 4” ยังจะได้รับโอกาสร่วมเดินพรมแดง ในงาน Thailand Gala Premiere “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนเมษายนนี้

20 ปีหลังจากฝากการแสดงอันเป็นตำนานในบท Miranda, Andy, Emily และ Nigel — Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt และ Stanley Tucci หวนคืนสู่ถนนสายแฟชั่นแห่งนครนิวยอร์ก และออฟฟิศสุดเฉียบของ Runway Magazine อีกครั้ง ในภาพยนตร์ภาคต่อที่ทั่วโลกรอคอยจาก 20th Century Studios เรื่อง “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” สานต่อปรากฏการณ์จากปี 2006 ที่เคยสร้างนิยามใหม่ให้กับทั้งเจเนอเรชันมาแล้ว

นอกจากนี้ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ยังเป็นการกลับมารวมตัวอีกครั้งของทีมงานจากภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ David Frankel และนักเขียนบท Aline Brosh McKenna อีกทั้งยังเสริมทัพด้วยนักแสดงชุดใหม่ที่จะมาสร้างมิติใหม่ให้กับรันเวย์ อาทิ Kenneth Branagh, Justin Theroux, Lucy Liu, B.J. Novak, Simone Ashley, Patrick Brammall, Caleb Hearon และ Helen J. Shen พร้อมการกลับมาของตัวละครที่แฟน ๆ คิดถึงอย่าง Tracie Thoms และ Tibor Feldman ในบท “Lily” และ “Irv” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงความต่อเนื่องจากภาคแรก ทำให้ภาพจำในวันวานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” อำนวยการสร้างโดย Wendy Finerman และได้ Michael Bederman, Karen Rosenfelt และ Aline Brosh McKenna เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร เตรียมเซ็ตติ้งชุด หน้า ผม ให้พร้อม ซ้อมเดินให้สับ แล้วไปเฉิดฉายกับเหล่าไอคอน 30 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

“The Face Men Thailand Season 4” เริ่มตอนแรก 7 มีนาคมนี้

โซเชียลมีเดีย:
X: @20thCenturyTH
Instagram: @20thCenturyStudiosTH
Facebook: @20thCenturyStudiosTH
Youtube: @20thCenturyStudiosTH
Hashtag: #TheDevilWearsPrada2TH #นางมารสวมปราด้า2