บาฟส์ เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจใหม่ สร้างรายได้เพิ่ม

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ มีผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 3/2563 ลดลง มุ่งเน้นแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย พร้อมเร่งขยายฐานธุรกิจใหม่เพิ่มรายได้เสริมแกร่งในช่วงโควิด-19

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินการของบริษัทฯ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 ว่า บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 179.60 ล้านบาท ลดลงจากผลขาดทุนสุทธิจำนวน 228 ล้านบาทในไตรมาส 2/2563 โดยเป็นผลจากปริมาณน้ำมันอากาศยานเพิ่มสูงขึ้นกว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมาตามการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรคโควิด-19

“บาฟส์ยังคงมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังและปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานตามมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมทั้งการให้ความสำคัญในการลงทุนที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที พร้อมมองหาธุรกิจใหม่เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่เพื่อลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโต 5 ปีของบริษัทฯ ในการเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็นธุรกิจบริการเติมน้ำมันอากาศยาน 50% และธุรกิจอื่น ๆ 50 % เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน” นายประกอบเกียรติ กล่าว

ล่าสุด บริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จํากัด บริษัทย่อย มีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทฯ ขณะที่ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด กำลังดำเนินโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือไปยังคลังน้ำมันจังหวัดลำปาง บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด กำลังดำเนินโครงการวางท่อระบบ hydrant ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 บริษัท บาฟส์ อินโนเวชั่น ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ให้บริการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานภาครัฐ บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด ได้ส่งออกรถเติมน้ำมันอากาศยานและอุปกรณ์ให้บริการภาคพื้นอากาศยานไปที่ สปป.ลาว และเมียนมาร์ พร้อมทั้งการเจรจากับต่างประเทศในการขยายธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในต้นปี 2564 ซึ่งจะเป็นการเสริมรายได้ใหม่ให้กับบาฟส์ในอนาคตตามแผน

Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล”

นนทบุรี ยกขบวนสินค้าดี สินค้าเด่น  Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” 18 – 23 พ.ย. 63  ณ ซีคอน บางแค กรุงเทพมหานคร

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น. นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ประธานหอการค้าจังหวัดนนทบุรี กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีนนทบุรี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ประธานอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรี  หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดนนทบุรี  นายอำเภอทุกอำเภอ  ผู้แทนภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยมีนางรักใจ กาญจนะวีระ พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน ณ ลานหน้าโรบินสัน ชั้น 1 ซีคอน บางแค กรุงเทพมหานคร

 รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า ด้วยศักยภาพของจังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรีดำเนินการจัดกิจกรรม Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” เพื่อนำสินค้าOTOP ๓ – ๕ ดาว OTOP ขึ้นเครื่อง และบริการที่แสดงถึงอัตลักษณ์และมีคุณภาพของจังหวัดนนทบุรีเผยแพร่ สู่สาธารนชน ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้รับรู้รับทราบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสการท่องเที่ยว การซื้อสินค้า และบริการ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค เป็นการกระจายรายได้สู่ภาคประชาชน

 ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่วยยกระดับของดีของจังหวัดนนทบุรี ให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อันจะนำไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงอย่างยั่งยืน

ด้าน นางรักใจ กาญจนะวีระ พัฒนาการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า การจัดงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ ของดีจังหวัดนนทบุรี และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน ซึ่งมีผู้ประกอบการ OTOP ๓ -๕ ดาว OTOP ขึ้นเครื่องและผู้ประกอบการอื่นๆ เข้าร่วมโครงการกว่า 60 ราย มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 150 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าของดีที่ผ่านการคัดสรรแล้วจากจังหวัดนนทบุรี โดยภายในงานจะมีสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ OTOP ชวนชิม เชิญลิ้มลองขนมไทยดั้งเดิม “แม่ซ่อนกลิ่น ปลากริมไข่เต่า” ข้าวแช่โบราณป้าเฉลียว ซึ่งเป็นตำรับพื้นบ้านอาหารของชาวมอญ ที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดนนทบุรีนำมาให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทเสื้อผ้า ของใช้ ของตกแต่ง และสมุนไพรอีกมากมายหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเงิน เครื่องประดับสุดแสนประณีตจากร้าน “ศิลป์สุวรรณภูมิ” เครื่องหนังแท้คุณภาพดีจากแบรนด์ “ธัญสุดา” เครื่องปั้นดินเผาลายวิจิตร จากดินแดนกลางแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเกาะเกร็ด ที่ยังคงอนุรักษ์หัตถศิลป์เครื่องปั้นดินเผาไว้ไม่ให้สูญหายไป พร้อมทั้งกิจกรรมมากมาย อาทิ การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตรี ชัยณรงค์ และเต๋า ภูศิลป์ มาสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงาน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมสลับกันทุกวัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการทำอาหารห้ามพลาดเพราะ เชฟบุค จากรายการ Foodwork จะมารังสรรเมนูอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นของจังหวัดนนทบุรีให้ทุกท่านได้ชม เป็นต้น

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวจังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงมาเที่ยวชม ชิม ช้อป แชะ กับกิจกรรมและสินค้าคุณภาพภายในงาน Taste of Nont, Best of Thai “ของดีเมืองนนท์ สู่สากล” ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี  โดยสามารถเยี่ยมชมและอุดหนุนสินค้า OTOP ที่ผ่านการคัดสรรแล้ว ในระหว่างวันที่ 18 – 23 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.  ณ ลานหน้าโรบินสัน ชั้น 1 ซีคอน บางแค นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกชมและซื้อสินค้าที่มาจำหน่ายภายในงานได้ผ่านช่องทางออนไลน์ในแอปพลิเคชั่น Shopee ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย. งานดีดีแบบนี้ห้ามพลาด!!!

กระทรวงสาธารณสุข จับมือ สปสช.และเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นฯ ผนึกพลังสานต่อเป้าหมาย “เพิ่มเครือข่ายปฐมภูมิ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา”

ครบรอบ 16 ปี การจัดตั้งเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย ถอดบทเรียนความสำเร็จการทำงานแบบเครือข่ายที่ได้รับความร่วมมือจากสถานพยาบาลขนาดต่าง ๆ พร้อมชูพันธกิจปี 2564 “สานต่อเป้าหมาย เพิ่มเครือข่ายสู่ปฐมภูมิ” เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามารักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ช่วยลดความแออัดของจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา สะท้อนว่า ระบบสุขภาพปฐมภูมิมีความสำคัญมาก เพราะเป็นหน่วยบริการสุขภาพที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ใกล้ชิดที่สุด อาทิ คลินิกหมอครอบครัว (PCC) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพมากขึ้น และมีการทำงานแบบบูรณาการและเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ขณะนี้กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทั้งทางนโยบายระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง และระบบบริการก้าวหน้า โดยหน่วยบริการปฐมภูมิเป็นด่านแรกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างมีคุณภาพ และเชื่อว่าหากประเทศไทยมีระบบสุขภาพปฐมภูมิที่แข็งแกร่ง จะสนับสนุนให้ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง หากบุคลากรทางการแพทย์ให้เวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะคืนเวลากลับมาให้ และทำให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสามารถเดินทางไปรักษาไปที่สถานพยาบาลใกล้บ้านได้ เช่น PCC หรือ รพ.สต. ก็ไม่ต้องแอดมิทหรือเดินทางไกลมาที่โรงพยาบาล ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้มีความสุขมากขึ้น  สิ่งสำคัญ คือ Trust ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนว่าหน่วยปฐมภูมิสามารถดูแลได้ และโรงพยาบาลใหญ่จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธากับหน่วยปฐมภูมิได้”

นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีหน้าที่หลักในการจัดทำระบบประกันสุขภาพเพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคนี้มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 โอกาสการเข้าถึงของประชาชน ทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบบริการที่มีมาตรฐาน อาทิ ความพยายามในการขยายเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้น ที่กำลังทำอยู่นี้ ส่วนที่ 2 ประสิทธิภาพของระบบบริการ ทำอย่างไรให้เกิดการบริหารงบประมาณแผ่นดินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และส่วนที่ 3 การจัดระบบบริการให้มีคุณภาพมากขึ้น ทิศทางของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะมุ่งเน้นการส่งเสริมป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคควบคู่ไปกับการดูแลรักษา โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนท้องถิ่น ประชาชนและองค์กรกิจการเพื่อสังคม ระบบปฐมภูมิจะเป็นด่านแรกที่สำคัญในระบบสาธารณสุข ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละพื้นที่โดยทีม
สหวิชาชีพ เพื่อทำให้เกิดเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยและระบบการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อปรับระบบการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความแออัดของคนไข้ในโรงพยาบาล เช่น โครงการรับยาใกล้บ้าน การส่งยาทางไปรษณีย์ ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการมีคลินิกย่อย ๆ ที่จะตอบสนองความต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง”

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (Easy Asthma and COPD Clinic Network: EACC) กล่าวว่า คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่ายก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ตามมาตรฐานในระดับสากล ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อทั้งครอบครัวและสังคม ปัจจุบันเครือข่ายฯ มีสมาชิกกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ผู้ป่วยในทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และลดอัตราการกำเริบรุนแรงจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยในปี 2553-2557 มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและนอนในโรงพยาบาลลดลงมากกว่า 30%  และในปี 2558 – 2560 ที่มีการขยายเครือข่ายไปสู่ระดับปฐมภูมิ พบว่ามีการลดอัตราการกำเริบของผู้ป่วยได้มากกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือของสหวิชาชีพทุกฝ่าย ที่ปรารถนาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปี 2558-2562 อัตราการรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลของโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุหลาย ๆ ปัจจัย

ปีนี้เครือข่ายฯ มีพันธกิจ “สานต่อเป้าหมาย เพิ่มเครือข่ายสู่ปฐมภูมิ” คือเน้นส่งเสริมให้สถานบริการสาธารณสุขหรือสมาชิกเครือข่ายฯ ที่ดำเนินงานคลินิกโรคหืดฯ ที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว เป็นโมเดลในการขยายรูปแบบและแนวทางการรักษาไปสู่ระบบบริการปฐมภูมิ หรือ PCC (Primary Care Cluster) ณ สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน อาทิ คลินิกหมอครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และร้านขายยาคุณภาพ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้มากขึ้น และยังสามารถส่งต่อผู้ป่วยที่สามารถควบคุมอาการกำเริบของโรคได้แล้ว ไปยังสถานบริการเหล่านี้ เพื่อช่วยให้การรักษาสะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ได้มากขึ้น ดังตัวอย่างความสำเร็จของ EACC ขอนแก่นโมเดล ที่ได้ส่งต่อองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานไปยังสถานพยาบาลปฐมภูมิที่อื่นต่อไป

การประชุมใหญ่เครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างง่ายประจำปีครั้งที่ 16 มีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน รวมกับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสด Live Streaming ผ่านเฟซบุ๊กเพจเครือข่ายคลินิกโรคหืดฯ สำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย ผู้เข้าร่วมการประชุมต่างได้รับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ตามแนวทางการรักษาในระดับสากลที่มีการปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี ได้แลกเปลี่ยนและศึกษาแนวทางการทำคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างได้ผล รวมทั้งได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ E-Learning EACC online ที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อนำไปพัฒนาคลินิกโรคหืดฯ ในสถานพยาบาลของตน และบรรลุเป้าหมายของเครือข่ายฯ ในการลดอัตราการกำเริบเฉียบพลันของโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพราะโรคทั้งสองชนิดนี้สามารถควบคุมไม่ให้กำเริบได้ หากมีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

ยุคใหม่ของ iPhone ทรูมูฟ เอช เตรียมวางจำหน่าย iPhone 12 ทุกรุ่น เริ่มสั่งซื้อได้ในวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยทุกรุ่นรองรับเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G

ทรูมูฟ เอช เตรียมวางจำหน่าย iPhone 12 ใหม่ ได้แก่ iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max, iPhone 12 และ iPhone 12 mini โดยทุกรุ่นรองรับประสบการณ์ 5G สุดล้ำ iPhone 12 รุ่นต่างๆ มีระบบกล้องแบบใหม่ที่เหนือชั้น ตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ จอภาพ Super Retina XDR แบบขอบจรดขอบ เพื่อประสบการณ์การรับชมที่เต็มอิ่ม และชิพ A14 Bionic ที่ออกแบบโดย Apple ซึ่งเป็นชิพสำหรับสมาร์ทโฟนที่เร็วที่สุด โดยทั้งหมดนี้ มาในดีไซน์ใหม่ที่สวยงาม ลูกค้าสามารถเริ่มสั่งซื้อ iPhone 12 รุ่นต่างๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 โดยจะวางจำหน่ายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ดูราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่วางจำหน่ายได้ที่ www.truemoveh.com/iPhone12/preorder  

iPhone 12 รองรับย่านความถี่ 5G มากที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟน จึงสามารถใช้งาน 5G ได้ครอบคลุมทั่วโลก มากที่สุด1 ด้วยดีไซน์แบบใหม่หมด iPhone 12 Pro ขนาด 6.1 นิ้ว และ iPhone 12 Pro Max ขนาด 6.7 นิ้ว2 ได้ขยายขอบเขตแห่งนวัตกรรมสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการประโยชน์สูงสุดจาก iPhone ด้วย iPhone 12 Pro Max ที่นำเสนอจอภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone และความละเอียดสูงสุดเกือบ 3.5 ล้านพิกเซล เพื่อประสบการณ์การรับชมที่โดดเด่นสมจริง iPhone 12 Pro รุ่นต่างๆ มาในดีไซน์สเตนเลสสตีลที่สวยงาม ตื่นตาถึงสี่สี ได้แก่ สีกราไฟต์ สีเงิน สีทอง และสีแปซิฟิกบลู พร้อมจอภาพ Super Retina XDR ที่เต็มตา แบบขอบจรดขอบ คุณสมบัติในการทนน้ำที่ระดับ IP68 ชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม3 และตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ซึ่งเพิ่มความทนทานสูงสุดแบบก้าวกระโดดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone A14 Bionic คือขุมพลังของทุกประสบการณ์บน iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max และเมื่อมาพร้อมกับระบบกล้องสุดล้ำก็ทำให้เกิดคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบใหม่ที่น่าประทับใจ เช่น โหมดกลางคืนที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น Deep Fusion, Smart HDR 3, การบันทึกวิดีโอแบบ HDR ใน Dolby Vision4 และอื่นๆ อีกมากมาย  

ลูกค้าที่ใช้ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max จะได้สนุกไปกับระบบกล้องระดับโปรที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ รวมถึงกล้องอัลตร้าไวด์ ที่ให้มุมมองภาพกว้างถึง 120 องศา และขอแนะนำกล้องเทเลโฟโต้ ที่มาพร้อม ทางยาวโฟกัส 65 มม. กล้องไวด์บน iPhone 12 Pro Max ก็ดียิ่งขึ้นด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น พิกเซล ที่ใหญ่ขึ้น และระบบ OIS แบบใหม่ที่ใช้การปรับตำแหน่งเซ็นเซอร์ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในที่แสงน้อย ถึง 87 เปอร์เซ็นต์และมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ยอดเยี่ยมสำหรับการจับภาพและวิดีโอคุณภาพระดับ มืออาชีพ ช่างภาพจะสามารถควบคุมการสร้างสรรค์ได้มากกว่าที่เคยด้วย Apple ProRAW แบบใหม่หมดและสแกนเนอร์ LiDAR ตัวใหม่ก็จะมอบประสบการณ์ AR ที่สมจริงยิ่งกว่าให้กับทั้งสองรุ่น โดยมีออโต้โฟกัส ที่ได้รับการพัฒนาในการถ่ายภาพบุคคลในที่แสงน้อยและโหมดกลางคืน

iPhone 12 ขนาด 6.1 นิ้วและ iPhone 12 mini ขนาด 5.4 นิ้ว6 มีดีไซน์ใหม่ที่สวยงามอัดแน่นไปด้วย ความสามารถใหม่ๆ อันทรงพลัง และ iPhone 12 mini คือสมาร์ทโฟน 5G ที่เล็กบางและเบาที่สุดในโลก iPhone 12 และ iPhone 12 mini มีวางจำหน่ายในดีไซน์อะลูมิเนียมที่สวยงามถึงห้าสี ได้แก่ สีฟ้า สีเขียว สีดำ สีขาว และ (PRODUCT)RED7และมีจอภาพแบบขอบจรดขอบ Super Retina XDR ที่ทำให้เห็นทุกอย่างได้เต็มตา ตัวเครื่องด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ใหม่ที่แข็งแกร่งกว่ากระจกสมาร์ทโฟนใดๆ ที่เคยมีมา8 และมอบคุณสมบัติในการทนน้ำที่ระดับ IP68 ชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม ชิพ A14 Bionic ใน iPhone 12Pro Max เดียวกันนี้ ยังอยู่ใน iPhone 12 และ iPhone 12 mini ซึ่งเมื่อมาพร้อมกับระบบกล้องขั้นสูง ก็ทำให้เกิดคุณสมบัติการถ่ายภาพที่ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผลแบบใหม่ที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น Smart HDR 3 โหมดกลางคืน และ Deep Fusion ในทุกกล้อง วิดีโอคุณภาพดีที่สุดในสมาร์ทโฟนและอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ยังคงมีระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานทั้งสองรุ่น ยังรองรับวิดีโอ HDR ที่มี Dolby Vision ในระดับ 4K สูงสุดถึง 30 fps และมีระบบกล้องคู่แบบใหม่ที่ทรงพลัง มาพร้อมกล้องอัลตร้าไวด์ที่ขยาย กว้างขึ้นและกล้องไวด์ที่มีรูรับแสงขนาด f/1.6 ซึ่งจะเพิ่มคุณภาพของรูปภาพและวิดีโอในที่แสงน้อย ถึง 27 เปอร์เซ็นต์  

ยิ่งไปกว่านั้น iPhone 12 Pro ยังเปิดตัวพร้อมกับ MagSafe ซึ่งมาพร้อมการชาร์จแบบไร้สายกำลังสูง และระบบนิเวศของอุปกรณ์เสริมแบบใหม่หมดที่ยึดติดกับ iPhone ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย9  

“ทรูมูฟ เอช รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ส่งมอบ iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max, iPhone 12 และ iPhone 12 mini เพื่อใช้งานบนเครือข่ายอัจฉริยะ True5G ที่พร้อมมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายที่ดีที่สุด”  ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ผู้อำนวยการด้านบริหารผลิตภัณฑ์ดีไวซ์ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวและเสริมว่า “เครือข่าย True5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงคลื่นความถี่ 2600 MHZ ซึ่งเป็น คลื่นความถี่กลางของ 5G พร้อมมอบความเร็วสูงสุดและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าทุกคน บน iPhone 12 รุ่นใหม่สุดล้ำ ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่หมด ระบบกล้องใหม่อันล้ำสมัย และอีกมากมาย”

นอกจากนี้ เครือข่ายและบริการของเราที่ครบสมบูรณ์ที่สุดมีครบ 7 ย่านความถี่มากที่สุดในไทย ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดดเด่นด้วยพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศ และระดับโลก กลุ่มทรูจึงก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นดิจิทัลเพียงรายเดียว ที่สามารถมอบประสบการณ์แห่งดิจิทัลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและแผนบริการรับส่งข้อมูลได้ที่ www.truemoveh.com/iPhone12/preorder  

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับiPhone 12 รุ่นต่างๆ โปรดดูที่ www.apple.com/th

1จำเป็นต้องมีแผนบริการข้อมูล 5G, Gigabit LTE, VoLTE และการโทรผ่าน Wi-Fi มีให้บริการในบางประเทศผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์บางแห่งเท่านั้น ความเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณงานตามหลักทฤษฎีและแตกต่างกันตามสภาวะของไซต์และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ สำหรับรายละเอียดในการรองรับ 5G และ LTE ลูกค้าสามารถติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และดูที่ apple.com/iphone/cellular ได้
2จอภาพมีมุมมนและเมื่อวัดเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากแล้ว หน้าจอจะมีขนาด 6.06 นิ้ว (iPhone 12 Pro) หรือ 6.68 นิ้ว (iPhone 12 Pro Max) ในแนวทแยงและพื้นที่สำหรับการดูจริงมีขนาดน้อยกว่า
3iPhone 12 รุ่นต่างๆ มีความสามารถในการทนน้ำ น้ำที่กระเด็นใส่และฝุ่นซึ่งผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ โดยมีการป้องกันอยู่ที่ระดับ IP68 ตามมาตรฐาน IEC 60529 (ความลึกไม่เกิน 6 เมตรภายในระยะเวลาสูงสุด30 นาที) ความสามารถในการทนน้ำ น้ำที่กระเด็นใส่และฝุ่นจะไม่คงอยู่ถาวร ซึ่งความสามารถดังกล่าวอาจลดลงจาก
การใช้งานตามปกติ ห้ามชาร์จ iPhone ในขณะที่เครื่องยังเปียกอยู่ โปรดดูคำแนะนำเกี่ยวกับการทำความสะอาดและ
การทำให้แห้งในคู่มือผู้ใช้ การรับประกันไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากของเหลว 4การเล่นวิดีโอระดับ 4K ในแบบDolby Vision ต้องใช้กับ Apple TV 4K หรือทีวีที่รองรับ AirPlay
5Apple ProRAW จะพร้อมใช้งานในการอัพเดท iOS 14 ในอนาคต สำหรับ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max
6จอภาพมีมุมมนและเมื่อวัดเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากแล้ว หน้าจอจะมีขนาด 6.06 นิ้ว (iPhone 12) หรือ 5.42 นิ้ว (iPhone 12 mini) ในแนวทแยงและพื้นที่สำหรับการดูจริงมีขนาดน้อยกว่า
7รายได้ส่วนหนึ่งจากทุกการจำหน่าย (PRODUCT)RED มอบให้กับกองทุนโลกเพื่อต่อต้านโรคเอดส์ และตั้งแต่วันนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม 2020 รายได้ดังกล่าวจะได้รับการส่งมอบให้กับกองทุนโลกเพื่อการรับมือกับ COVID-19
8ข้อความนี้อ้างอิงจากการเปรียบเทียบด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ของ iPhone 12 กับ iPhone รุ่นก่อนหน้า
9อุปกรณ์เสริม MagSafe ซึ่งรวมถึงที่ชาร์จ เคส และซองใส่บัตร จะจำหน่ายแยกต่างหาก

ไทยดริ้งค์ ส่ง “วี-บูสท์” อัพเลเวลตลาด เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริ้งค์ 6,500 ล้านบาท ชูส่วนผสมมากกว่าด้วย “เบต้ากลูแคน” จากสหรัฐอเมริกา และ “วิตามินซี 200%” เป็นครั้งแรกในขวดเดียวประโยชน์ 2 ต่อ มั่นใจ 2 ขั้น เพิ่มการใส่ใจตัวเองในสไตล์ชีวิตวิถีใหม่

บริษัท ไทยดริ้งค์ ขยายพอร์ตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รับไตรมาสสุดท้าย ปี 2563 ตอบรับเทรนด์ดูแลรักษาสุขภาพสไตล์ชีวิตปกติวิถีใหม่ เปิดตัว “วี-บูสท์” เขย่าตลาดเครื่องดื่มวิตามิน ชูจุดเด่นที่มากกว่าด้วยการเพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคน” จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีผลวิจัยรับรองว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เสริมประโยชน์และการปกป้องเป็น 2 เท่าร่วมกับ “วิตามินซี” ที่มาพร้อม 2 รสชาติ รสส้มและรสเลมอน อร่อย สดชื่น ผสมน้ำผลไม้ในแบบน้ำตาลน้อยและ แคลอรี่ต่ำ ดึง 2 นักกีฬาทีมชาติไทยสุดฮอต ตัวแทนคนรักสุขภาพ “หน่อง ปลื้มจิตร์” และ “ต้น นฤบดินทร์” สร้างการรับรู้ชวนคนไทยทั่วประเทศดูแลสุขภาพตัวเองง่าย ๆ ได้ทุกวัน

นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว วี-บูสท์ ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ Passion 2025 ของเครือไทยเบฟเวอเรจ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆเพื่อผลักดันการเติบโตอย่างสร้างสรรค์ในการเป็นผู้นำของธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารในอาเซียน โดย วี-บูสท์เป็นเครื่องดื่มวิตามินซีผสมเบต้ากลูแคนเป็นแบรนด์แรกที่ตอบรับกระแสห่วงใยสุขภาพผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองและครอบครัวให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ตามสไตล์ชีวิตวิถีใหม่ เพิ่มเติมจากการทำความสะอาดมือ ใส่หน้ากากอนามัย และการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริ้งค์มีการเติบโตกว่า 13% ด้วยมูลค่าทางการตลาด 6,500 ล้านบาท สวนกระแสตลาดเครื่องดื่มรวมที่เติบโตติดลบ”

“เพื่อตอบเทรนด์ดูแลสุขภาพดังกล่าว ไทยดริ้งค์ จึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ใหม่ “วี-บูสท์” เครื่องดื่มผสมวิตามิน ในรูปแบบชอต ขนาด 150 มล. ที่ให้มากกว่าวิตามินซี 200% ที่มีอยู่เป็นพื้นฐานในแบรนด์ต่าง ๆ ด้วยการ เพิ่มส่วนผสมของ “เบต้ากลูแคน” จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีงานวิจัยทั้งในระดับนานาชาติและในประเทศไทย รับรองว่าสามารถเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายและยังป้องกันโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย”

นอกจากนี้ ยังดึง 2 นักกีฬาสุดฮอต “หน่อง ปลื้มจิตร์ ถินขาว” นักวอลเลย์บอลทีมชาติไทย และ “ต้น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม” นักฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ “วี-บูสท์” สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ เพื่อชวน คนรุ่นใหม่ให้เพิ่มการดูแลใส่ใจตัวเองในทุกวันให้มากขึ้นกว่าการใช้ชีวิตตามสไตล์ชีวิตวิถีใหม่ ไปกับ “วี-บูสท์” ทั้ง 2 รสชาติ ทั้งรสส้มและเลมอน ที่อร่อย สดชื่น จากน้ำผลไม้ที่มาในรูปแบบชอตดื่มง่าย น้ำตาลและ แคลอรี่น้อยและมีประโยชน์ 2 ต่อ ด้วย “เบต้ากลูแคน” และ “วิตามินซี 200%” ในขวดเดียว พร้อมวางขายใน Tesco Lotus และร้านค้าทั่วประเทศ

“เรามั่นใจว่า “วี-บูสท์” ที่มีส่วนผสมที่มากกว่าด้วย “เบต้ากลูแคน” ในแบบน้ำตาลและแคลอรี่น้อย รวมทั้งความอร่อย  สดชื่น จากน้ำผลไม้ที่มาในรูปแบบชอตดื่มง่าย น้ำตาลและแคลอรี่น้อย จะมีส่วนสำคัญในการขยายฐานและสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดเครื่องดื่มวิตามินเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยทั่วประเทศได้อย่างแน่นอน” นางเจษฏากร กล่าวทิ้งท้าย

อร่อยแล้วพี่ ป๋องนี้ไม่ต้องเขย่า! เนสกาแฟ ส่งนวัตกรรม “ป๋องอะลู” ยกแผง ยืนหนึ่งความอร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า รีไซเคิลได้ 100 % ร่วมสร้างเมืองไทยไร้ขยะ

บอกลาความเคยชินกับการเขย่ากาแฟกระป๋องก่อนดื่ม เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน
เมื่อเนสกาแฟ กาแฟเบอร์หนึ่งขวัญใจมหาชน เปิดตัว “เนสกาแฟ กระป๋องอะลูมิเนียม” นวัตกรรมกระป๋องกาแฟพร้อมดื่มใหม่ล่าสุดครบทุกรสชาติทั้ง เอสเปรสโซ โรสต์ ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ เป็นรายแรก ๆ ในเมืองไทย สร้างกระแส “อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า” เอาใจคอกาแฟให้ได้เฮกันทั่วประเทศ

ที่บอกว่า “อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า” เพราะเนสกาแฟกระป๋องใหม่ใน “ป๋องอะลู”ยืนหนึ่งด้านรสชาติ คงความอร่อย เข้ม เต็มรสกาแฟเหมือนเดิมเป๊ะ เพิ่มเติมนมแท้แทนครีมเทียม ทำให้กาแฟเข้มเนียนเป็นเนื้อเดียวกันไม่มีตะกอน ทำให้คอกาแฟได้ฟินเนสกาแฟ “ป๋องอะลู” โดยไม่ต้องเขย่ากระป๋องก่อนดื่ม นั่นเอง

แต่ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ “ป๋องอะลู” แช่เย็นเร็วถูกใจ และด้วยธรรมชาติของอะลูมิเนียม จะบางกว่ากระป๋องเหล็กแบบเดิม จึงต้องเติมอากาศเข้าไปเพื่อรักษารูปทรงกระป๋อง ถ้าเขย่าก็อาจเกิดฟองเล็กน้อย แต่ปลอดภัยดื่มได้ ที่สำคัญคือไม่เป็นสนิม แถมยังน้ำหนักเบา ขนส่งได้เยอะขึ้นพอดื่มเนสกาแฟ ป๋องอะลูเสร็จปุ๊บ ก็ใช้มือบีบอัดกระป๋องให้เล็กลงได้ง่าย ไม่เปลืองพื้นที่ถังขยะ แต่เดี๋ยวก่อน “ป๋องอะลู” ที่ถูกบีบให้แบน ๆ นี่แหละ พี่ซาเล้งช้อบชอบ เพราะ “ป๋องอะลู” นี่เอาไปขายต่อโรงงานรีไซเคิลได้ราคาดีกว่าป๋องเหล็กเป็นไหน ๆ บางกว่า ไม่ใช่ถูกกว่านะคะ

แถมยังรักษ์โลกมากขึ้น ยิ่งเนสกาแฟ ป๋องอะลู ใช้อะลูมิเนียมทำทั้งกระป๋อง นำไปรีไซเคิลได้ 100% ดื่มเสร็จก็เอากระป๋องมารีไซเคิลหลอมออกมาเป็นกระป๋องใหม่วนอยู่อย่างนั้น เรียกว่าใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพียงดื่มเนสกาแฟ ป๋องอะลู อร่อย เข้ม ไม่ต้องเขย่า และทิ้งอย่างถูกวิธีเพื่อนำไปรีไซเคิล คอกาแฟรสเข้มก็จะมีส่วนร่วมสร้างสรรค์เมืองไทย
ไร้ขยะได้ง่าย ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกของบริษัทแม่อย่างเนสท์เล่ที่มุ่งเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568

นายธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เราภูมิใจมากครับที่ได้นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ “เนสกาแฟ กระป๋องอะลูมิเนียม” ที่สามารถ รีไซเคิลได้ 100% ให้กับผู้บริโภคไทย นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีของเนสกาแฟ ในฐานะผู้ผลิต ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในปีที่แล้ว เราเริ่มเปลี่ยนเนสกาแฟกระป๋อง ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ให้เป็นกระป๋องอะลูมิเนียม ซึ่งได้การตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม และตามมาด้วยเนสกาแฟกระป๋อง เอสเปรสโซ โรสต์ในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ครบทุกรสชาติ สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนคอกาแฟมาดื่มเนสกาแฟกระป๋อง อร่อย ไม่ต้องเขย่า และทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อให้นำไปรีไซเคิลกันนะครับ เพียงเราช่วยกันเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เพื่อทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น และสร้างสรรค์เมืองไทยไร้ขยะครับ”

เนสกาแฟกระป๋องอะลูมิเนียมแบบใหม่ อร่อยเข้ม เต็มรสกาแฟ ทั้ง 3 รสชาติ ได้แก่ เอสเปรสโซ โรสต์ แบล็ค ไอซ์ และ ลาเต้ มีวางจำหน่ายแล้วในราคา 15 บาท ที่ร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เนสกาแฟกระป๋องยังจัดกิจกรรม “ลุ้น แลก รวยกระจาย ดื่มทุกวันได้ทุกวัน” เพียงสแกน QR code หรือ แอดไลน์ @NESCAFETH กรอกรหัสใต้ห่วงเนสกาแฟกระป๋อง เพื่อสะสมแต้ม 1 ห่วง มีค่าเท่ากับ 1 แต้ม สามารถนำแต้มไปแลกสิทธิพิเศษได้ทุกวัน หรือแลกสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ได้ทุกเดือน สามารถร่วมสนุกได้วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนสกาแฟกระป๋องได้ที่เฟซบุ๊ก NESCAFE Thailand

สงครามราคายังดุเดือด โอกาสทองของผู้ซื้อ/นักลงทุน ผู้ขายอย่าเพิ่งรีบร้อนถ้าอยากได้ผลตอบแทนดี

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผย รายงานดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ประจำไตรมาส 4 ปี 2563 (DDproperty Thailand Property Market Index Q4 2020) พบ ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 2% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส แสดงให้เห็นสัญญาณบวกของตลาดอสังหาฯ ที่เริ่มเติบโตจากการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ของผู้ประกอบการออกสู่ตลาดพร้อมปล่อยสงครามราคามากระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างไม่หยุดยั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 ในไทยเริ่มคลี่คลาย แม้กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่มั่นใจในการใช้จ่าย หวังภาครัฐคลอดมาตรการกระตุ้นการซื้อขายช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดอสังหาฯ แนะผู้ประกอบการอสังหาฯ มองหากลุ่มเป้าหมาย Real Demand ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมเพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดเจาะกำลังซื้อกลุ่มใหม่ในประเทศ

นอกจากนี้ รายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ฉบับล่าสุด เผยให้เห็นว่า จำนวนอุปทานในช่วงไตรมาสที่ 3 สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 23% สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนอสังหาฯ คงค้างในตลาดจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาฯ มากขึ้น อันเป็นผลมาจากความไม่มั่นใจกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางซึ่งส่งผลต่อรายได้และการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลรายงานแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 3 และแนวโน้มไตรมาส 4 ปี 2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทยรายภูมิภาค พบว่า ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในภาคกลางลดลง โดยเฉพาะอาคารชุดและบ้านแนวราบระดับล่างจากกำลังซื้อของลูกค้าชาวไทยที่ลดลง เมื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ของธนาคาร พบว่ายอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ในภาคกลางเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนไทยในภาคเหนือยังมี แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยมียอดปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้น 40-50% แม้เคยทำ pre-approve ไว้

นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวในงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “The Guru View: แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในยุคโควิด-19 ที่ยังไร้ยาต้าน” ในงาน Asia Virtual Property Expo (เอเชียเวอร์ชวลพร็อพเพอร์ตี้เอ็กซ์โป) ว่า “ตลาดอสังหาฯ ในปี 2563 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างมากทั้งในมุมผู้ประกอบการและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ต้นปีตลาดมีการชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจไทย ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ส่งผลต่อการซื้อขายในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผนวกกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งระบบและทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก แม้สถานการณ์หลังการล็อกดาวน์จะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงต้องจับตาการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ และความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองเป็นอีกปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าภาครัฐจะออกมาตรการใดมาช่วยกระตุ้นการเติบโตในตลาดต่อจากนี้”

“ตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังคงเป็นโอกาสทองของผู้ซื้อและนักลงทุนระยะยาวที่มีความพร้อมทางการเงิน เนื่องจากผู้ขายยังคงใช้สงครามราคามาช่วยเร่งระบายสต็อกคงค้าง ทำให้ราคาอสังหาฯ ช่วงนี้ยังไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะรูปแบบคอนโดฯ และทาวน์เฮ้าส์ จากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index ล่าสุด พบว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 201 จุด จาก 198 จุด หรือเพิ่มขึ้น 2% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส (นับจากช่วงไตรมาส 1 ปี 2562) โดยดัชนีราคาบ้านเดี่ยวและคอนโดฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์เป็นอสังหาฯ รูปแบบเดียวที่ดัชนีราคาปรับลดลง 1% จากไตรมาสก่อน แม้ราคาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้ขายส่วนใหญ่แข่งขันกันด้วยราคา ดังนั้น ผู้ที่คิดอยากขายในช่วงนี้ควรชะลอการขายออกไป หากหวังผลตอบแทนที่ดี นอกจากนี้ราคาทาวน์เฮ้าส์มีสัญญาณลดลง และสินค้าทาวน์เฮ้าส์ที่มีอยู่ในตลาดราคาใกล้เคียงกับคอนโด ทำให้สินค้าประเภทคอนโดในทำเลเดียวกันอาจขายได้ยากขึ้น” นางกมลภัทร กล่าวเสริม

เทรนด์ซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบยังโตต่อเนื่อง คอนโดฯ ให้เช่ามาแรงครองใจชาวกรุง

จากข้อมูลผู้เข้าเยี่ยมชมในเว็บไซต์ DDproperty.com ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ พบว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจเข้าชมประกาศซื้อ-ขาย-เช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นกว่า 4% แสดงถึงสัญญาณบวกของตลาด และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อมาตรการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

ดังจะเห็นได้จากที่อยู่อาศัยแนวราบยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคค้นหาบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับสัดส่วนอุปทานบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ (40% และ 41% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2562) เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) หันมาให้ความสำคัญในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ใช้งานมากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปจากเทรนด์ Work from Home ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการพิจารณาเลือกซื้อบ้านในช่วงนี้ จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ หันมาเน้นการเปิดตัวโครงการแนวราบอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะระดับราคา 1-5 ล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้โฟกัสอยู่ที่กลุ่มตลาดกลางบน (5 ล้านบาทขึ้นไป)

ในขณะที่ตลาดให้เช่ายังมีโอกาสเติบโตเช่นกัน โดยมีการค้นหาที่อยู่อาศัยประเภทให้เช่าในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 3 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งคอนโดฯ ให้เช่ามีการเติบโตมากที่สุดถึง 9% เป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวทำให้การเช่าที่พักอาศัยกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมีความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า รวมทั้งการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดขึ้นทำให้มียอดการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคให้ความสนใจเลือกเช่าที่อยู่อาศัยที่มีอัตราค่าเช่า 3 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึง 20% ในรอบไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะยังไม่พร้อมซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเองในตอนนี้ แต่ยังคงมีศักยภาพเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่าในอัตราที่สูงขึ้นในช่วง 1-2 ปี เนื่องจากมีความจำเป็นที่ต้องเลือกที่พักอาศัยในทำเลที่ต้องการ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ควรปรับตัวรับสถานการณ์ปัจจุบันด้วยการเจาะกลุ่มกำลังซื้อใหม่ ๆ ในประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นแทนที่กลุ่มกำลังซื้อเดิมที่อาจอิ่มตัว และได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV

ผู้สนใจสามารถติดตามชมสัมมนาเกี่ยวกับตลาดอสังหาฯ ของไทย ได้ในงาน “Asia Virtual Property Expo” งานแสดงอสังหาฯ ระดับนานาชาติผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual) ครั้งแรกในเอเชียได้ทาง Asia Virtual Property Expo โดยมีผู้เชี่ยวชาญในวงการอสังหาฯ และการลงทุนมาร่วมถ่ายทอดบทวิเคราะห์เชิงลึกมากมาย อาทิ

  • ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในหัวข้อ “คาถาคงกระพันของผู้บริโภคในทศวรรษที่ 21”
  • นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ จำกัด ในหัวข้อ “ตลาดที่อยู่อาศัยไทยปี 2021 ในสายตาต่างชาติ”
  • นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta.com ในหัวข้อ “จัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรในยุค Deglobalization”
  • นายณัฐวุฒิ บุญรักษ์วนิช K-Expert ที่ปรึกษาการเงิน (KBANK) ในหัวข้อ “เกษียณก่อนวัย – ความฝันที่ยังคงเป็นจริงได้ในยุคโควิด-19?”

GIT ชวนร่วมช้อปอัญมณีและเครื่องประดับตระการตา ในงาน Buy with Confidence Gems & Jewelry Fest “วิบวับใจกลางเมือง”

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เชิญร่วมงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในงาน Buy with Confidence Gems & Jewelry Fest “วิบวับใจกลางเมือง” คัดสรรเครื่องประดับและอัญมณีจากผู้ประกอบการในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy With Confidence:BWC) มาจำหน่ายเพิ่มช่องทางการขาย กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี สร้างความเชื่อมั่นซื้อสินค้าพร้อมใบรับรอง คาดหวังยอดภายในงานไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท 

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy with Confidence) เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการท่องเที่ยว โดยเป็นการสร้างมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ผ่านใบรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับของสถาบัน (GIT Gem and Jewelry Identification)

งานนี้จัดขึ้นเพื่อจำหน่ายสินค้าและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy With Confidence: BWC) สร้างความเชื่อมั่นให้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในการค้าขายอัญมณีและเครื่องประดับที่มีมาตฐาน ผ่านใบรับรองของ GIT  ภายใต้ธีม “วิบวับใจกลางเมือง” ณ ลานกิจกรรม ชั้น G (P01) โครงการสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤศจิกายน 2563

ภายในงานจะได้พบกับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมากมาย ที่มีคุณภาพ ผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพอัญมณี กว่า 30 ร้านค้าและเครื่องประดับจาก GIT พร้อมกิจกรรมต่างๆ มากมายภายในงานที่ไม่ควรพลาด อาทิ บริการตรวจสอบและออกใบรับรองอัญมณีและโลหะมีค่าโดย GIT การแสดงแฟชั่นโชว์อัญมณีและเครื่องประดับ กิจกรรมสินค้า Flash Sales กิจกรรมช้อปลุ้นโชค ลุ้นรางวัลทุกยอดการซื้อ และการร่วมสนุกแจกของที่ระลึก อีกมากมาย

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อส่วนงานการตลาด ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โทร 02 634 4999 ต่อ 639 – 640

จัดใหญ่ ส่งท้ายปี!! “ช้อปดีมีเพิ่ม” “โฮมโปร เอ็กซ์โป” ครั้งที่ 32 ลดสูงสุด 70% ตั้งแต่ 13-22 พ.ย. นี้ 10 วันเท่านั้น ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-12

โฮมโปร เอ็กซ์โป กลับมาอีกครั้ง ส่งท้ายปี กับมหกรรมสินค้าเพื่อบ้าน ที่งาน “โฮมโปร เอ็กซ์โป” ครั้งที่ 32 เอาใจคนรักบ้าน พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาล ร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ช้อปดีมีคืน” ชวนลูกค้าช้อปสินค้าเรื่องบ้าน พร้อมมอบสิทธิประโยชน์จัดเต็มฉลองส่งท้ายปี “ช้อปดีมีเพิ่ม” กับ 4 คุ้ม คุ้ม 1 ช้อปครบรับฟรี บัตรของขวัญโฮมโปร สูงสุด 40,000 บาทคุ้ม 2 ลด+รับเพิ่มสูงสุด 33% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม หรือบัตรเครดิต กรุงศรี คุ้ม 3 ผ่อนทั้งงาน 0% นานสูงสุด 24 เดือน และ คุ้ม 4 “ช้อปดีมีคืน”  ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ช้อปคุ้มค่า ต้องมาถึงจะรู้ว่าคุ้มจริงๆ ตั้งแต่วันที่ 13 – 22 พฤศจิกายน 2563 นี้ 10 วันเท่านั้น  ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์  9-12 ตั้งเป้าโกยยอดขายกว่า 550 ล้านบาท

นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เผยว่า “ไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงที่ประชาชนเริ่มจับจ่ายใช้สอย เพราะเป็นเวลาแห่งความสุขที่ทุกคนกำลังมองหาของขวัญให้แก่กัน การที่รัฐบาลมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องดีทั้งกับประชาชน และกับผู้ประกอบการ โฮมโปรได้ขานรับนโยบายรัฐบาล ร่วมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ช้อปดีมีคืน”  ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของภาพรวมเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ลูกค้าสามารถออกใบกำกับภาษี และนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท โดยสามารถนำใบเสร็จไปออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ ที่จุดบริการลูกค้า

นอกจากมาตราการของทางภาครัฐฯ ช้อปดีมีคืน แล้ว โฮมโปรได้จัดแคมเปญพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มาช้อปภายในงาน โฮมโปร เอ็กซ์โป ในครั้งนี้  ด้วยการคืนความคุ้มกลับไปให้ลูกค้า กับ“ช้อปดีมีเพิ่ม” กับ 4 คุ้ม  สุดคุ้ม 1 ช้อปครบรับฟรี ของสมนาคุณสุดคุ้ม สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกโฮมการ์ด รับฟรีบัตรของขวัญโฮมโปรมูลค่าสูงสุดกว่า 40,000 บาท  สุดคุ้ม 2 พิเศษสำหรับสมาชิก บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม / บัตรเครดิต กรุงศรี ลด+รับเพิ่มสูงสุด 33% พร้อมจัดเต็มความคุ้ม 3 ต่อ  ต่อแรก แลกคะแนนเท่ายอดชำระ สำหรับบัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ลดเพิ่ม 15%  บัตรเครดิต กรุงศรี ลดเพิ่ม 10%  ต่อที่สอง ผ่อนทั้งงาน 0% นานสูงสุด 10 เดือน  และต่อที่สาม สะสมยอดช้อปต่อวัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 5%  บัตรโฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ รับสิทธิ์ผ่อนทั้งงาน 0% นานสูงสุด 12 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน สูงสุด 12,500 บาท  สุดคุ้ม 3 ผ่อนทั้งงาน 0% นานสูงสุด 24 เดือน จากบัตรเครดิตชั้นนำ  สุดคุ้ม 4 ช้อปดีมีคืน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว  ถือเป็นช่วงเวลาที่ควรช้อปเรื่องบ้านส่งท้ายปี  สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ตลาดสินค้าเรื่องบ้านปลายปีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

นางสาวเสาวณีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความคุ้มที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังพบส่วนลดเพิ่มจากแผนกต่างๆ มากมาย และแบรนด์ชั้นนำ มาร่วมมอบความคุ้มกันให้แบบสุดๆ กับช้อปดีมีเพิ่ม อาทิ ช้อปสินค้าเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวี เครื่องเสียง ลดเพิ่มสูงสุด 4,000 บาท บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม / บัตรเครดิต กรุงศรี ลดเพิ่ม 2% รับเพิ่ม เครดิตเงินคืนสูงสุด 5% ผ่อน 0% ทั้งงาน นานสูงสุด 10 เดือน  สินค้าแผนกที่นอน และเครื่องนอน รับฟรี บัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่า 4,000 บาท ผ่อน 0% ทั้งงาน นานสูงสุด 10 เดือน  สินค้าเครื่องทำน้ำอุ่น น้ำร้อน หม้อต้ม ลดสูงสุด 40% พร้อมจัดส่ง และติดตั้งฟรีภายในวัน  รับฟรี บัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่า 5,000 บาท ผ่อนนานสูงสุด 20 เดือน 0% ทั้งงาน

สร้างประสบการณ์ในการช้อปกับบริการ “SHOP4YOU” ทักมาเราช้อปให้ ได้ของเหมือนมางานเอ็กซ์โปด้วยตัวเอง หรือเรียกใช้บริการส่งเร็วเหนือระดับกับ “SAMEDAY Delivery” จัดส่งสินค้าซื้อวันนี้ ส่งวันนี้ สะดวก รวดเร็ว ครบถ้วน ไม่มีตกหล่น กับค่าบริการสุดประหยัด แค่ซื้อสินค้าในงานเอ็กซ์โป ลงทะเบียนคิวจัดส่ง ก็พร้อมบรรจุสินค้าในกล่องป้องกันความเสียหายอย่างดี จัดส่งตามรอบ รับสินค้าที่หน้าบ้านภายในวัน

ห้ามพลาดกับกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมพบปะศิลปินในดวงใจอย่างใกล้ชิด!! 13 พ.ย. เวลา 12.00-15.00 น. กับกิจกรรมสัมภาษณ์แขกรับเชิญพิเศษ เดี่ยว-สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล ใน Topic “เมื่อผู้ชายเลือกของเข้าบ้าน” จากบูธ American Standard, 18 พ.ย. เวลา 15.00-17.00 น. กระทบไหล่หนุ่มตี๋สุดฮอตอาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ ในบูธ Rinnai  และ 21 พ.ย. เวลา 11.00-12.00 น. รับความสดใสจากนางเอกสาวหน้าหวาน ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ในบูธ Racer  งานนี้ทั้งช้อปคุ้มค่า แถมความสนุกจัดเต็ม ต้องมาถึงจะรู้ว่าคุ้มจริงที่ โฮมโปร เอ็กซ์โป ช้อปดีมีเพิ่ม 10 วันเท่านั้น ระหว่าง วันที่ 13- 22 พฤศจิกายน 2563 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-12 นางสาวเสาวณีย์ กล่าวปิดท้าย

Gojek ฉลองครบรอบ 10 ปีในการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง พร้อมความมุ่งมั่นในการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย

Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มเทคโนโลยีชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการและการชำระเงินแบบออนดีมานด์ ฉลองครบรอบการดำเนินงานปีที่ 10 ในวันนี้ และเผยความคืบหน้าทางธุรกิจล่าสุดว่า บริการต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ Gojek ต่างทำรายได้ที่น่าพึงพอใจ และยังมีการเติบโตที่ช่วยหนุนธุรกิจรายย่อย ขนาดกลาง และขนาดย่อม (MSMEs) รวมทั้งคนขับ แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

การที่บริการต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ Gojek สามารถสร้างรายได้ที่น่าพอใจเมื่อจำแนกรายผลิตภัณฑ์ ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัท ที่แสดงให้เห็นถึงเส้นทางอันแข็งแกร่งไปสู่การทำกำไร และ Gojek ยังเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนคนขับหลายล้านคน และธุรกิจอีกหลายแสนรายในประเทศอินโดนีเซียและอีกหลายประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการเน้นลงทุนในพนักงาน ในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบออโตเมชั่น ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพของแพลตฟอร์มให้สูงขึ้นอย่างมหาศาลในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์การรับสมัครร้านอาหาร ระบบอัตโนมัติในการให้บริการลูกค้า อัลกอริทึมคำนวณราคา และระบบจับคู่ซัพพลายกับดีมานด์ 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเติบโตระดับท็อบไลน์หรือรายได้หลักที่มั่นคงมาโดยตลอด แม้จะต้องเผชิญกับภาวะโควิด-19 โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวม (gross transaction value: GTV) ต่อปีขึ้นไปแตะระดับกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา อันเป็นผลเนื่องมาจากผู้ใช้บริการแอคทีฟต่อเดือนกว่า 38 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้1 ขณะที่มูลค่า GTV ของธุรกิจด้านเพย์เมนต์ เติบโตขึ้นแซงหน้าระดับที่เคยทำได้ก่อนวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากผู้บริโภคและร้านค้าต่างหันมาใช้บริการดิจิทัลกันอย่างแพร่หลาย

การเติบโตเหล่านี้ มาจากการลงทุนด้านต่าง ๆ และจากสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญในช่วงปี 2020 และในอนาคตข้างหน้า ดังต่อไปนี้

การสนับสนุนธุรกิจรายย่อย ขนาดกลาง และขนาดย่อม (MSMEs) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล

หัวใจสำคัญของการเติบโตของ Gojek คือ ระบบอีโค่ซิสเต็มของร้านอาหาร ที่มีการขยายตัวถึง 80% ปัจจุบัน มีร้านอาหารอยู่ในระบบของ Gojek กว่า 900,000 ร้าน ซึ่งร้านเหล่านี้ได้ใช้แพลตฟอร์มและบริการของ Gojek เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น โดยปีก่อนหน้านี้มีร้านอาหารในระบบ 500,000 ร้าน ปัจจัยหลักของการเติบโตนี้คือ การที่ธุรกิจรายย่อย ขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือ MSMEs หันเข้ามาสู่ระบบดิจิทัลในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด โซลูชั่นของ Gojek ที่ครบวงจรและตอบโจทย์ทุกฝ่ายได้ช่วยให้ร้านค้าแบบออฟไลน์สามารถปรับตัวไปใช้ระบบดิจิทัลได้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจกลุ่ม MSMEs ในประเทศอินโดนีเซียและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเวลาที่บริการดิจิทัลมีความสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง 

ร้านอาหารยังคงเป็นหัวใจหลักของแผนการเติบโตของ Gojek โดยบริษัทจะมุ่งลงทุนในแพลตฟอร์มอื่น ๆ และสร้างพันธมิตรเพิ่มเติม เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายเพิ่มเติมได้ต่อเนื่อง และเอื้อให้ร้านค้าสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้ด้วยการขายทางออนไลน์ สำหรับธุรกิจการช้อปของใช้ภายในบ้าน (grocery) หนึ่งในบริการที่ขยายเพิ่มเติมในปี 2020 เพื่อตอบรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาด ก็มีอัตราการเติบโตสูงถึง 500% ในแง่มูลค่า GTV ต่อปีนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19  

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และรวมแพลตฟอร์ม Gojek ให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วทั้งภูมิภาค

การลงทุนในเทคโนโลยีและพนักงานจะยังคงเป็นสิ่งที่ Gojek ให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นฐานแห่งการพัฒนาที่ต่อเนื่องของแพลตฟอร์มเพื่อประสบการณ์ของลูกค้าที่ดีขึ้น ทั้งสำหรับผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในทุก ๆ ด้าน การลงทุนหลักอย่างหนึ่งของ Gojek ในปี 2020 คือ การรวมแพลตฟอร์มในประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และทำตลาดแบรนด์ Gojek ในหลายประเทศมากขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถเจาะตลาดในระดับสากลได้อย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และปรับตัวได้รวดเร็วมากขึ้น และสอดคล้องกับความมุ่งหมายที่ต้องการขยายธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคและพาร์ตเนอร์เป็นสำคัญ 

อันเดร โซลิสต์โย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Gojek กล่าวว่า “Gojek ครบรอบสิบปีพอดีในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ทำให้เราต้องทบทวนบทบาทของโมเดลอีโค่ซิสเต็มของเรา ในการทำหน้าที่เชื่อมโยงซัพพลายเข้ากับดีมานด์ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายมากจริง ๆ และปีนี้เป็นปีที่ทุกคนไม่เคยเจอมาก่อน เราจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถยืนหยัดผ่านสถานการณ์ทุกอย่างมาได้ และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างการเติบโตของบริการหลัก ๆ ได้ รวมทั้งทำให้ธุรกิจของทั้งกรุ๊ปมีความยั่งยืนในระยะยาว

เมื่อมองถึงอนาคตข้างหน้า ผู้ใช้บริการจะเห็นความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนธุรกิจรายย่อยที่มากขึ้นอีกขั้น โดยจะมีระบบเพย์เมนต์ที่ดีขึ้น จะมีบริการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบาก และสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องสำหรับทุกธุรกิจที่เข้ามาร่วมกับเราและพร้อมเดินหน้าไปด้วยกันกับเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เควิน อลูวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Gojek กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดและมิชชั่นของ Gojek ซูเปอร์แอป ในการลดข้อจำกัดในชีวิตประจำวันต้องพบกับด่านทดสอบที่หินที่สุดในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะผู้คนต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเรามากขึ้นกว่าเดิม ในการครบรอบ 10 ปีของเรา ผมภาคภูมิใจมากที่เรามาได้ไกลขนาดนี้ และภูมิใจในวิถีที่เราทำงานและพัฒนามาได้อย่างต่อเนื่องด้วยการใช้นวัตกรรมและการทำงานหนักเท่านั้น ซึ่งทำให้เราผ่านมาได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการใช้เทคโนโลยีและโฟกัสที่ครอบคลุมประสิทธิภาพของธุรกิจในด้านต่าง ๆ เราจะเดินหน้าสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับอีโค่ซิสเต็มของเรา และเศรษฐกิจโดยรวมต่อไปในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า ปี 2020 เป็นปีที่เราได้เรียนรู้บทเรียนอันยิ่งใหญ่ ทำให้เชื่อได้ว่าปี 2021 จะเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับเราและพาร์ตเนอร์ของเราด้วย”

1ที่มา: แอป Annie