โฮมโปรคว้าโล่เกียรติคุณ “เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน” ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารงานจัดส่งและติดตั้ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร เข้ารับมอบโล่เกียรติคุณ “เครือข่ายพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน” จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานมอบโล่เกียรติคุณ

การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงาน ทั้งในด้านการฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และประเมินความรู้ความสามารถแก่ช่างฝีมือ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนสนับสนุนการจัดการแข่งขันฝีมือแรงงานในทุกระดับ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพแรงงานให้มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการแรงงานคุณภาพของภาคอุตสาหกรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจของประเทศ

โฮมโปร มุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมทักษะแรงงาน โดยให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความสามารถของช่างฝีมือและพัฒนาคุณภาพการบริการที่ส่งมอบให้กับลูกค้า ปัจจุบันโฮมโปรเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานมากว่า 16 ปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2568 ได้พัฒนาช่างฝีมือไปแล้วทั้งหมดกว่า 12,534 คน และปีนี้โฮมโปรยังได้รับโล่เกียรติคุณต่อเนื่องเป็นปี 7


#โฮมโปรรับมอบโล่เกียรติคุณ #เครือข่ายพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน #7ปีซ้อน #โฮมโปร #HomePro #โฮมโปรเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #BetterLiving #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr 

“สแกนม่านตา” บทเรียนใหม่ของรัฐ เมื่อ PDPA ถูกทดสอบ ด้วยนวัตกรรม และจริยธรรมสังคม

การสแกนม่านตา : กรณีศึกษาของความขัดแย้งระหว่างนวัตกรรมกับหลักรัฐประศาสนศาสตร์

โครงสร้างขององค์การภายใต้กลไก PDPA กรณีของการสแกนม่านตาเพื่อแลกกับผลประโยชน์บางอย่างถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างขึ้น ต่อหลักการพื้นฐานทางรัฐประศาสนศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐในการกำกับดูแลจริยธรรมในการบริหาร และความรับผิดชอบต่อประชาชน

1. PDPA และ “ข้อมูลอ่อนไหว” เป็นบททดสอบของหลักการกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Regulation) การสแกนม่านตาจัดเป็นการเก็บรวบรวม “ข้อมูลอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล และต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีนี้มิได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ และการสื่อสาร “ความไม่รู้”

ความไม่รู้ของเจ้าของข้อมูล ทำให้ประชาชนจำนวนมากอาจขาดความเข้าใจที่เพียงพอว่าข้อมูลม่านตาคือข้อมูลอ่อนไหวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการให้ความยินยอมโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง มีผลกระทบในระยะยาว คือความเสี่ยงมหาศาล

ความไม่รู้ขององค์การผู้ดำเนินการ แม้ผู้ดำเนินการจะอ้างว่าไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคล แต่การที่ข้อมูลม่านตาถูกแปลงเป็นรหัส (Iris Code) ที่สามารถใช้ระบุตัวตน และป้องกันการสแกนซ้ำได้ สะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวยังคงเป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลได้โดยทางอ้อม ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของ PDPA ในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล

ในมุมของรัฐประศาสนศาสตร์ กรณีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ “หลักการกำกับดูแลเชิงรุก” (Proactive Regulation) เพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมหรือไม่ โดยต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยี และสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนรับทราบอย่างทันท่วงที

2. การสแกนม่านตา เป็นโจทย์ท้าทาย “ความไว้วางใจ” และ “จริยธรรม” ในยุค AI การก้าวสู่ยุค AI โดยปราศจากความพร้อมจะส่งผลกระทบต่อ “ความไว้วางใจ” และ “จริยธรรม” ซึ่งในกรณีการสแกนม่านตา ปัญหานี้ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุดในด้านความไว้วางใจ (Trust) เมื่อผู้ดำเนินการไม่สามารถสร้างความโปร่งใสและหลักประกันที่น่าเชื่อถือได้ว่าข้อมูลที่เก็บไปจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะถูกลบทำลายอย่างถาวรตามที่กล่าวอ้าง “ความไว้วางใจ” ของประชาชนที่มีต่อเทคโนโลยีและต่อองค์การที่เกี่ยวข้องก็จะถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ด้านจริยธรรม (Ethics) การจูงใจประชาชนให้แลกข้อมูลอ่อนไหวด้วยผลตอบแทนทางการเงิน ก่อให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรมอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง “การแสวงหาประโยชน์จากผู้ด้อยโอกาส” หรือการใช้กลยุทธ์ที่อาจทำให้ประชาชนตัดสินใจโดยขาดข้อมูลที่รอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและองค์การต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมานั้นมีรากฐานอยู่บนหลักการทางจริยธรรมที่เหมาะสมหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของการสแกนม่านตาไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “ความรับผิดชอบ” ซึ่งเป็นหลักการร่วมสมัยที่ได้เน้นย้ำไว้แล้ว เครื่องมือและนโยบายจะไม่มีความหมายเลยหากขาดซึ่งความเข้าใจและความรับผิดชอบของมนุษย์ ทั้งในฐานะผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน การสแกนม่านตาจึงเป็นเพียง “กระจก” บานล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคม และเรายังต้องพัฒนาอีกมากเพียงใด ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความโดย : นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC

https://www.facebook.com/share/p/19p4BvKDco/

“ไดกิ้น” คว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5 สร้างมาตรฐานโรงงานสีเขียว พร้อมปักหมุดแผน “Fusion30” สู่ Net Zero อย่างยั่งยืน

ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก คว้ารางวัล “อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 5” (Green Industry Level 5) ประจำปี 2568 ระดับสูงสุดของกระทรวงอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทองค์กรต้นแบบด้านโรงงานสีเขียว และการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจทุกมิติ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง และวัฒนธรรมองค์กรที่มี “ความยั่งยืน” เป็น DNA ฝังในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงาน

รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ถือเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่าไดกิ้นสามารถสร้างเครือข่ายสีเขียว หรือ “Green Network” ได้อย่างครบวงจร โดยไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการผนวกรวมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การผลิต การใช้พลังงาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับสังคม ทำให้โรงงานของไดกิ้นก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่ได้มาตรฐานระดับสากล

นายวัลลภ พ่วงไพโรจน์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของไดกิ้นคือการบรรลุ Net Zero CO2 Emissions ภายในปี 2030 ซึ่งวันนี้เราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้วกว่า 41% เมื่อเทียบจากปีฐาน (2019) ซึ่งดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และในปี 2025 นี้ เราตั้งเป้าจะลดให้ได้ถึง 50% ก่อนมุ่งสู่ Net Zero อย่างสมบูรณ์ ความสำเร็จนี้เกิดจากการสร้างวัฒนธรรมสีเขียว ที่ทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกันและลงมือทำอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากตัวเองจนกลายเป็นพลังร่วม ที่ทำให้ทุกกระบวนการและกิจกรรมของไดกิ้นสร้างผลลัพธ์เพื่อโลกที่ดีกว่าได้จริง”

ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมของไดกิ้นเกิดจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เริ่มจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกว่า 5.7 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็น 13% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด  นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ IoT Visualization มาใช้ ในการวิเคราะห์ และค้นหาปัญหาการใช้พลังงานต่าง ๆ พร้อมกับจัดกิจกรรม “Energy Day” ส่งเสริมให้พนักงานใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ 1.6 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

อีกด้านของความสำเร็จ คือ การยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การเปลี่ยนฮีตเตอร์ระบบไฟฟ้าเป็น Infrared Heater ซึ่งช่วยลดพลังงานได้กว่า 45% ของฮีตเตอร์เดิม, การพิจารณานำความร้อนสูญเปล่าวนกลับมาใช้ใหม่, การนำหุ่นยนต์อัตโนมัติมาใช้ในงานเชื่อมชิ้นส่วนเพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มความปลอดภัย, การเปลี่ยนรถโฟล์คลิฟต์ไปใช้แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง และการจัดการสารทำความเย็นอย่างเข้มงวดด้วยระบบ Recovery 100% ควบคู่กับกระบวนการ Reclamation ที่นำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ

ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือการลดก๊าซเรือนกระจกลงเหลือ 19,065 ตัน ในปี 2024 หรือลดลงกว่า 41% จากปีฐาน ขณะที่การใช้ไฟฟ้าลดเหลือ 971 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ MB หรือลดลง 19% จากปีฐาน และการใช้ LPG ลดลงเหลือ 22.82 กิโลกรัมต่อ MB หรือลดลงกว่า 30.5% ในเวลาเพียง 4 ปี ซึ่งตลอดการดำเนินการที่ผ่านมา ตัวเลขการลดใช้พลังงานนี้สามารถเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 240,000 ต้น สะท้อนว่าไดกิ้นไม่ได้เพียงตั้งเป้าหมาย แต่ลงมือทำจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

ส่วนในมิติการใช้ทรัพยากร โรงงานสามารถลดการใช้น้ำเหลือ 4.35 ลูกบาศก์เมตรต่อ MB พร้อมรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้สูงถึง 45,100 ลูกบาศก์เมตรต่อปี  ลดการเกิดขยะอุตสาหกรรมด้วยระบบจัดการ 4Rs (Reduce, Reuse, Recycle, Recover) สามารถลดของเสียในกระบวนการต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถควบคุมการปล่อยสาร VOC ให้อยู่ที่ 10.65 กิโลกรัมต่อหนึ่งตันอะลูมิเนียม ดีกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้โรงงานของไดกิ้นก้าวสู่การเป็น “โรงงานสะอาดและยั่งยืน” อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ไดกิ้นยังขยายผลด้านความยั่งยืนออกไปนอกองค์กรอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

  • คู่ค้า (Suppliers): ส่งเสริมให้คู่ค้ากว่า 442 ราย ผ่านการรับรอง Green Industry ระดับ 2 ขึ้นไป พร้อมจัดสัมมนา Carbon Neutral Curriculum เพื่อช่วยผู้ส่งมอบวัดและรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ และใช้นโยบาย Green Procurement กำหนดให้การจัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำ
  • ลูกค้า (Customers): ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงาน โดยทำงานร่วมกับดีลเลอร์ในการจัดกิจกรรมเพื่อขยายผลการลดคาร์บอนในครัวเรือนและองค์กร
  • ผู้บริโภค (Consumers): ให้ความรู้ในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้องเพื่อยืดอายุการใช้งาน และส่งเสริมการรีไซเคิลสารทำความเย็นผ่านโครงการ Reclamation เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ชุมชน (Communities): จัดโครงการ CSR ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อบรมด้านพลังงานและการจัดการทรัพยากรในโรงเรียนและชุมชนรอบโรงงาน พร้อมสร้าง “Green Network” ที่เชื่อมโยงพนักงาน ชุมชน และพันธมิตร เพื่อสร้างวัฒนธรรมสีเขียวที่ขยายสู่สังคมโดยรวม

“การได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 5 ในปี 2025 นี้ เป็นมากกว่าใบรับรองความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์การก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน สำหรับไดกิ้นแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Fusion30” หรือแผนงานสู่โรงงานปลอดคาร์บอนเต็มรูปแบบในปี 2030 และเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคอุตสาหกรรมไทยและทั่วโลกเห็นว่าการเติบโตสามารถทำควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง” นายวัลลภ กล่าวทิ้งท้าย

“โฮมโปร” เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย–ยุโรป

นายวรา ปัทมาลัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนจากไทยและยุโรปกว่า 20 คน ศึกษาดูงานโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียนของ HomePro ซึ่งเป็น “ผู้นำตัวจริงด้านการจัดการสินค้าเก่าอย่างถูกวิธี” พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบในการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทย ตั้งแต่การเก็บรวบรวมของเก่าหรือที่ไม่ใช้งานแล้วจากบ้านลูกค้า มาเข้าสู่กระบวนการคัดแยก บด ล้าง และหลอม เพื่อรีไซเคิลผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled) ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน นอกเหนือจากวัสดุประเภทพลาสติก โฮมโปรยังต่อยอดการยกระดับการจัดการของเก่า โดยการนำวัสดุที่ไม่ใช้งานแล้ว เช่น กระเบื้องและสุขภัณฑ์, โลหะประเภทต่างๆ, วัสดุจากที่มาจากดำเนินงานของโฮมโปร เช่น กระดาษ, ฟิล์มยืด นำไปรีไซเคิลเป็นวัสดุหมุนเวียนที่มีคุณภาพพร้อมนำไปต่อยอดร่วมกับพันธมิตรในการสร้างสินค้า Circular Products หรือ สินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน นอกจากนี้ โฮมโปรยังเปิดเวทีหารือถึงความท้าทายและข้อจำกัด โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎระเบียบ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้สมบูรณ์และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น การเยี่ยมชมครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโฮมโปรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย และเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เพื่อช่วยต่อยอดสู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและสากล

เรียงจากซ้ายไปขวา

  1. นางสาวจริญญา ศรีประยูร ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป ส่วน Circular Products
  2. นายไชยวิชิต จริตกล้า ผู้จัดการทั่วไป สายบริหารศูนย์กระจายสินค้า 2 กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า
  3. นายณพล ก่อก้องวิศรุต ผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย ECOSYSTEMS
  4. นายวรา ปัทมาลัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานศูนย์กระจายสินค้า บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร”
  5. Dr. Raul Carlsson, Chairman of Standardization Committee CEN/TC 473 Circular Economy, and Senior Research at National Research Institutes of Sweden (RISE) 
  6. Mr. Marco Musso, Deputy Policy Manager for Circular Economy, European Environmental 

Bureau (EEB) 

7. Mr. Michal Bucki, Counsellor (Environment, Agriculture & Health), Delegation of the European Union to Thailand 

8. นายปฐมพงษ์ สิงห์ทอง ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป 

โฮมโปร-เมกาโฮม ปิดภารกิจ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ขอบคุณคนไทยเลือก #ซ่อมก่อนทิ้ง และเป็นมิตรต่อโลกด้วย #แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ สร้างปรากฏการณ์ความยั่งยืนตลอด 3 วันทั่วประเทศ

โฮมโปรและเมกาโฮม ประกาศความสำเร็จของกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19–21 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก นำเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นพัดลม หม้อหุงข้าว เตารีด และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน เข้ารับบริการซ่อมฟรีมากกว่า 27,442 ชิ้น รวมถึงมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว เข้าสู่โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” กว่า 4,327 ชิ้น สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยตื่นตัวกับการ “ซ่อมก่อนทิ้ง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการยืดอายุการใช้งานสินค้า

นายธีรพล รอดเฉื่อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดส่งและติดตั้ง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “ผลตอบรับครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังมองหาทางเลือกที่คุ้มค่าและเชื่อถือได้ การที่ลูกค้านำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาซ่อมเป็นจำนวนมาก แสดงถึงความไว้วางใจในทีม‘ช่างโฮมโปร’ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ฝึกอบรมช่าง ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจของลูกค้าทุกคน”

กิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ในครั้งนี้ ยังสะท้อนกลยุทธ์ของโฮมโปรในการยกระดับผู้ค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่การเป็น “Home Solution & Living Experience” แบบครบวงจร ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบ “Personalized” ทุกเจเนอเรชัน ทั้งงานซ่อม ติดตั้ง ล้าง ทำความสะอาด หรือบริการฉุกเฉิน ที่พร้อมดูแลตั้งแต่ของใช้ขนาดเล็ก ไปจนถึงงานโครงสร้างหรืองานปรับปรุงขนาดใหญ่ โดยมีมาตรฐานและคุณภาพแบบเดียวกันทั่วประเทศ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมนี้ คือ การผสานแนวคิด Circular Economy เข้ากับกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ผ่านโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ที่มอบทางเลือกให้กับลูกค้า ในกรณีที่สินค้าซ่อมไม่ได้ สามารถนำมาแลกรับส่วนลดเพื่อซื้อ “สินค้ารักษ์โลก” ในราคาพิเศษ ขณะเดียวโฮมโปรจะช่วยนำไปจัดการให้อย่างถูกวิธี ทำให้แนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง และสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลตอบรับจากการมีสินค้าเก่ากว่า 4,327 ชิ้น เข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกวิธี จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า โฮมโปรมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานการสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

“โฮมโปร เชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดบริการที่ครบวงจรและยั่งยืนในระยะยาว การที่เราลงทุนพัฒนาคุณภาพทีม ‘ช่างโฮมโปร’ ให้เป็น ‘มือโปรประจำบ้านคุณ’ ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบบริการที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงง่าย ผ่านแอปพลิเคชัน CHANG HomePro – แอปเดียวครบ จบบริการเรื่องบ้าน รวมถึงการผนวกกลยุทธ์ Circular Economy เข้ากับกิจกรรมต่างๆ จะช่วยสร้างคุณค่าให้ทั้งลูกค้าและสังคมอย่างยั่งยืน” นายธีรพล กล่าว

#ซ่อมฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้ากับโฮมโปร #CHANGHomePro #ช่างโฮมโปร #มือโปรประจำบ้านคุณ #ช่างโฮมโปรมือโปรประจำบ้านคุณ #เรียกช่างง่ายบริการเร็ว #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #เมกาโฮม #MegaHome #ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง #Homepropr

ไดกิ้น ส่งมอบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา จ.ระยอง ต้นแบบอากาศสะอาดภาคตะวันออก สานต่อการสร้างอนาคตที่ดีแก่เยาวชน

ไดกิ้น เดินหน้าสานต่อโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” สู่ภาคตะวันออก ด้วยการส่งมอบห้องเรียนต้นแบบแห่งใหม่แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ และยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ภายใต้เจตนารมณ์ส่งมอบอากาศสะอาด เพื่ออนาคตของชาติ

โครงการนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) และสยามไดกิ้นเซลส์ พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐและภาควิชาการ อย่าง กรมอนามัย กรมการปกครอง สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ร่วมกันผลักดันแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศในอาคารสถานศึกษา โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” แห่งแรกในภาคตะวันออก เพื่อมอบอากาศสะอาดให้กับเด็ก ๆ ในท้องถิ่นได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ พร้อมขยายผลต่อไปยังสถานศึกษาอื่น ๆ ได้ในอนาคต

นายคาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าโครงการนี้คือความตั้งใจของไดกิ้นที่เติบโตเคียงคู่สังคมไทยมานานหลายทศวรรษ ภายใต้แนวคิด Perfecting the Air – สร้างอากาศดีเพื่อคุณ”
เพราะบริษัทเชื่อว่าอากาศที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความเย็นสบาย แต่ต้องเป็นอากาศที่สะอาด ปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กในศูนย์ฯ ที่อยู่ในห้องเรียนปิดเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการสะสมฝุ่น PM2.5
และก๊าซ CO2 ที่เกินมาตรฐาน การส่งมอบห้องเรียนปลอดฝุ่นครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานสุขภาพและการเรียนรู้ที่แข็งแรงให้กับเยาวชนไทย

ในการส่งมอบครั้งนี้ ไดกิ้นได้ติดตั้งระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกินค่ามาตรฐาน พร้อมทั้งเสริมด้วยชุดเติมอากาศบริสุทธิ์ (Outdoor Air Processing Unit: OAPU) และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อให้ครูและผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังได้ทันทีผ่านระบบแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฟอกอากาศ Daikin จำนวน 2 เครื่อง เพื่อใช้งานในห้องเรียนจริง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้อย่างครบวงจร

ความพร้อมด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้ไดกิ้นสามารถจัดการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศในพื้นที่เสี่ยง และดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานของเด็ก ๆ เยาวชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในระยะยาว ไดกิ้นยังตั้งเป้าสร้างมาตรฐานการมอบอากาศสะอาด ด้วยการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero Emissions by 2050) พร้อมพัฒนานวัตกรรมด้านการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบระบายอากาศ HRV และระบบปรับอากาศ VRV ที่ได้รับฉลากเบอร์ 5 ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน แต่ยังสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของประเทศอีกด้วย

การเปิดตัว “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ที่ระยองในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความสำเร็จต่อเนื่องจากโครงการนำร่องที่จังหวัดเชียงราย และกำลังถูกวางให้เป็นต้นแบบในการขยายไปยังศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ ห้องเรียนแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างในการดูแลสังคมแบบที่ไดกิ้นตั้งใจ ในการสร้างสรรค์โซลูชันด้านอากาศที่ทันสมัย มีคุณภาพ จับต้องได้ และส่งผลดีต่ออนาคตของชาติอย่างแท้จริง

“การผลักดันโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งนี้ เพราะไดกิ้นและพันธมิตรกำลังเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ด้านคุณภาพอากาศในสถานศึกษาไทย เราเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่เติบโตในอากาศสะอาดและปลอดภัย จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน” นายคาสุฮิสะ กล่าวทิ้งท้าย

โฮมโปร เดินเกมรีเทลบ้าน ทุ่ม 40 ล้าน พลิกโฉม “สาขาพระราม 3”One Stop Shopping Store ยกระดับสู่ Total Home Solution & Living Experience เติมเต็มการอยู่อาศัยคนเมือง-วัยทำงาน-ครอบครัวยุคใหม่

โฮมโปร ตอกย้ำความเป็น ผู้นำค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน เดินหน้าทุ่มงบกว่า 40 ล้านบาท รีโนเวท “สาขาพระราม 3” ครั้งใหญ่ ปรับโฉมใหม่สู่ One Stop Shopping สโตร์ พร้อมยกระดับสู่ Total Home Solution & Living Experience ที่เป็นมากกว่าศูนย์รวมสินค้าแต่งบ้านและซ่อมแซมบ้าน แต่ยังตอบโจทย์การอยู่อาศัยในทุกมิติ ทั้งการใช้ชีวิตของคนเมือง วัยทำงาน ครอบครัวยุคใหม่ และผู้สูงวัย โดยขยายพื้นที่ขาย โมเดลรูม และโซนไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า พร้อมเพิ่มช่องทางเข้าถึงสะดวก สร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งครบครัน ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมเปิดให้บริการ 20 ก.ย.68 นี้ 

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” (HMPRO)
กล่าวว่า “ศักยภาพของ โฮมโปรสาขาพระราม 3 ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัยคนรุ่นใหม่ วัยทำงานที่เลือกซื้อคอนโดมิเนียม และต้องการโซลูชันเรื่องบ้านแบบครบวงจรในที่เดียว ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่พร้อมลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น โฮมโปรจึงเล็งเห็นโอกาส และยกระดับ โฮมโปรสาขาพระราม 3 ให้เป็นสโตร์ที่รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านอย่างครบวงจร ทันสมัย และสะดวกสบาย เพื่อเป็นศูนย์กลางฯ ของคนรักบ้านในย่านนี้”

การออกแบบ “โฮมโปร พระราม 3” โฉมใหม่ถูกวางบนคอนเซปต์ One Stop Shopping ที่ไม่ใช่แค่แหล่งซื้อสินค้าตกแต่ง และซ่อมแซมบ้าน แต่เป็นพื้นที่รวมทุกประสบการณ์ของการอยู่อาศัยไว้ในที่เดียว พร้อมยกระดับสินค้าและบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาสินค้าคุณภาพ ให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้าน รวมถึงบริการช่างโฮมโปร มือโปรประจำบ้านที่สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

พื้นที่สาขาโฉมใหม่ มีขนาดรวม 9,235 ตารางเมตร โดยพื้นที่ขายจะถูกปรับเพิ่มจากเดิม 6,231 ตารางเมตร เป็น 6,526 ตารางเมตร ทำให้สามารถจัดโซนสินค้าได้ลงตัวและมีมิติที่หลากหลายมากขึ้น ไฮไลต์เด่นคือ Model Room ที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นการจัดวางและเลือกสไตล์แต่งบ้านได้ง่ายขึ้น อีกทั้งโซนชั้น 1 ยังเชื่อมต่อกับร้านอาหารชั้นนำหลายแห่ง มีที่จอดรถกว้างขวาง ทำให้สาขานี้ กลายเป็นจุดนัดพบที่ตอบโจทย์ทั้งคนเมือง วัยทำงาน และครอบครัวยุคใหม่โฮมโปร สาขาพระราม 3 ตั้งอยู่ทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวก ทั้งจากถนนพระราม 3 ใกล้สะพานพระราม 9 และสาทร อีกทั้งใกล้สถานี BRT สะพานพระราม 9 เพียง 800 เมตร และสามารถต่อรถจาก BTS มายังสาขาได้อย่างสะดวก ช่วยให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้สะดวก รวดเร็วขึ้น

พร้อมฉลองการเปิดสาขาใหม่ ด้วยกิจกรรมและโปรโมชั่นมากมาย มอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้า เฉพาะวันที่ 20 ก.ย. 68 วันเดียวเท่านั้น! ถึงก่อน มีสิทธิ์ก่อน พบกับกิจกรรม Talk of the Town ร่วมสนุกตอบคำถาม เพื่อรับคูปองช้อปสินค้าราคาพิเศษ จำนวนจำกัด! อาทิ ทีวีแอลอีดี 55 นิ้ว, เครื่องซักผ้าฝาหน้า 9.5 KG, พัดลมสไลด์ 16 นิ้ว และสินค้าอื่นๆ
อีกมากมาย และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกโฮมการ์ด

  • สมัครสมาชิกโฮมการ์ดใหม่ รับคูปองส่วนลดรวมสูงสุด 600 บาท : คูปองส่วนลด 300 บาท (ใช้เป็นส่วนลด สำหรับซื้อสินค้าตั้งแต่ 5,000.- ขึ้นไป/ใบเสร็จ จำกัด 100 สิทธิ์ /วัน) และส่วนลดท้ายใบเสร็จ 300 บาท
    เมื่อซื้อสินค้า 3,000 บาท ขึ้นไป
  • ใช้คะแนนแทนส่วนลด คะแนนโฮมการ์ด 800 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท
  • สิทธิพิเศษจากสถาบันการเงินชั้นนำ !!

“การรีโนเวทสาขาพระราม 3 คือ 1 สิ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของโฮมโปรได้ดีที่สุด เพราะนี่คือการจับจังหวะเมืองที่กำลังขยายตัวและยกระดับการอยู่อาศัย ตอบโจทย์อินไซต์ผู้บริโภคในทุกเซกเมนต์ การลงทุน 40 ล้านบาทครั้งนี้จะสร้างความแตกต่างได้ทั้งด้านสินค้าและบริการ รวมถึงสามารถสร้างอนาคตของรีเทลเรื่องบ้านที่ตอบโจทย์ลูกค้าในยุคใหม่ได้พร้อมกัน” นายวีรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

#โฮมโปรพระราม3 #รีโนเวทสโตร์โฉมใหม่ #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

ซูเลียน ผนึกกำลัง ม.ปทุมธานี จุดไฟ ‘อนาคตที่ดีกว่า’มากกว่าธุรกิจ สานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ปลอดควัน ปลอดทุจริต ก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสร้างสีสันและพลังแห่งอนาคตกับกิจกรรมภายใต้โครงการ “ออกแบบอนาคตที่ดีกว่า ปลอดควัน ปลอดทุจริต ก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน” ณ ห้องประชุมบัวหลวง มหาวิทยาลัยปทุมธานี โดยซูเลียนไม่เพียงเข้าร่วมออกบูธชงชิมสินค้าเท่านั้น แต่ยังได้รับเกียรติเป็น ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ พร้อมคว้าใบประกาศเกียรติคุณอันทรงเกียรติ ซึ่ง นางสาวอัยรินทร์             จุลล์จักรวงศา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นรับมอบจาก ดร.ชนากานต์ ยืนยง อธิการบดีมหาวิทยาลัยปทุมธานี อย่างภาคภูมิใจ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น และความคึกคัก ซูเลียนยกขบวนผลิตภัณฑ์ยอดนิยมมาให้คณาจารย์และนักศึกษาได้ลิ้มลองกันแบบจุใจ ไม่ว่าจะเป็น “ชาทีพลัส” ชารสเข้มกลมกล่อม ดื่มแล้วสดชื่นทันที หรือ “น้ำผลไม้เข้มข้นสควีซี่ รสแบล็คเคอเร้นท์” เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ งานนี้เรียกเสียงฮือฮาและความประทับใจจากผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม

นอกจากนี้ ซูเลียนยังไม่ลืมที่จะมอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ด้วย ของที่ระลึกสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าผ้า วิตามินซี ชุดครีมอาบน้ำ–แชมพู และเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์งานนี้ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

นางสาวอัยรินทร์ จุลล์จักรวงศา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การมีส่วนร่วมในโครงการครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพของซูเลียน แต่ยังสะท้อนถึง ความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ของบริษัทในการขับเคลื่อน สังคมปลอดควัน ปลอดทุจริต ก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน พร้อมผลักดันเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่า และสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน

CEA Announces the Success of “Content Project Market”Attracting 79 Leading Companies with 409 Business Matchings to Elevate Thai Content to the Global Stage

The Creative Economy Agency (Public Organization), or CEA, has announced the successful completion of the Content Project Market (CPM) 2025, held for the second consecutive year from 10 – 12 September 2025, at True Digital Park (East), 6th – 7th Floor. 
This year’s edition brought together 79 companies comprising producers, investors, and global streaming platforms, while also providing Thai filmmakers, series creators, and animators with a platform to showcase 54 projects. The event facilitated over 409 business matchings, underscoring CPM’s role as Thailand’s first dedicated content marketplace and a tangible gateway for expanding Thai creative works onto the international stage.

Dr. Chakrit Pichyangkul, Executive Director of the Creative Economy Agency, stated: “Hosting the Content Project Market for the second consecutive year highlights the potential of Thailand’s content industry as a soft power with strong commercial viability. CEA is committed to building a complete creative economy ecosystem — from talent development and incubation to providing platforms for business matching and global networking. Thai content is not only entertainment; it is a form of soft power that generates income, creates jobs, and enhances the country’s international image. Looking ahead, CEA aims to elevate Content Project Market into an international platform, reinforcing Thailand’s position as a future content hub of Asia.”

Content Project Market is a flagship program under the Content Lab 2025 project, designed to connect Thai creators with investors and industry partners through comprehensive activities such as pitching sessions, business matching, and networking receptions.

This year, leading global players joined the event, including Netflix, Viu, GDH, GMMTV, The One Enterprise, True CJ Creations, Kantana Group PCL, White Light Studio, Base Entertainment (Indonesia), Studio76 (Taiwan), and Skyline Media (Vietnam), along with partners from Singapore and the Philippines.

The 2025 edition recorded 409 business matchings from 79 participating companies and 54 projects, creating investment opportunities while opening doors to new international collaborations. Many participants remarked that CPM not only accelerates project financing and partnerships but also expands perspectives toward international markets. Global studios and platforms further emphasized that Thai content showcased at CPM demonstrated world-class potential, competitive quality, and long-term economic value while strengthening Thailand’s reputation as a regional creative hub.

In addition to business matching, Content Project Market 2025 featured five in-depth forums with insights from 16 leading experts from Thailand and abroad. Discussions covered topics such as accessing Asian film funds, strategies for regional co-productions, and the future of Thai films and series on the global stage. Distinguished speakers included M.R. Chalermchatri Yukol (Former Chairperson of the Subcommittee on Films and Series, National Soft Power Strategy Committee), Mr. Ruben Hattari (Director, Public Policy in Southeast Asia, Netflix), Ms. Elisabeth Shackleton (Founder & Editor, Streamlined/Contributing Editor, Asia, Deadline), Ms. Hang Trinh (Filmmaker, Producer & Entrepreneur, Skyline Media), Ms. Vanridee Pongsittisak (Producer, GDH559), Mr. Puttipong Nakthong (Director of 4 Kings and 4 Kings 2), Mr. Arak Amornsupasiri (Director & Screenwriter of The Stone), and Mr. Nottapon Boonprakob (Director of the series Mad Unicorn). These sessions enriched industry knowledge, provided inspiration, and mapped out new directions for Thailand’s content sector.

Dr. Chakrit concluded: “CEA will continue to strengthen Thailand’s content industry by working hand-in-hand with creators, producers, investors, streaming platforms, and experts across the value chain. Content Project Market has proven to deliver tangible business opportunities, fueling the growth of Thai creative industries toward international standards and driving the nation’s creative economy sustainably.”

For more information about Content Lab 2025 and Content Project Market, visit the Content Lab Facebook page. 

5 สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ประกาศสร้างความสำเร็จใน BIDC 2025 ยกระดับไทยสู่เวทีดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย

โครงการ “บางกอกอินเตอร์เนชันแนล ดิจิทัลคอนเทนต์ เฟสติวัล 2025” (Bangkok International Digital Content Festival 2025 : BIDC 2025) ครั้งที่ 12 ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ และโรงภาพยนตร์ House สามย่าน โดยได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน ยอดรับชมผ่านออนไลน์ร่วม 30,000 ครั้ง ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ THAILAND: ASIA’S DIGITAL CONTENT DESTINATION

นายสุมิตร สีมากุล นายกสมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT) กล่าวในนามผู้แทนภาคอุตสาหกรรมและคณะทำงาน “BIDC 2025 เป็นเวทีที่สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้ง 5 สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรต่างประเทศ ที่ร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาค ความสำเร็จในปีนี้สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น ศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย อย่างมั่นคง”

ความสำเร็จในปีนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย (DCAT), สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย(TACGA), สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA), สมาคมธุรกิจบางกอกเอซีเอ็มซิกกราฟ (BASA), สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย (e-LAT) และได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดี และแอนิเมชัน (THACCA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) พร้อมด้วยพันธมิตรนานาชาติ เช่น Taiwan Creative Content Agency (TAICCA), สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, Institut Français du Vietnam และ สมาคม France VFX

กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ BIDC 2025 ในปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 3,500 คน และยอดรับชมผ่านออนไลน์ร่วม 30,000 ครั้งตลอดระยะเวลาของการจัดงาน โดย กิจกรรมจัดแสดงภาพยนตร์-แอนิเมชัน 4 เรื่อง และสัมมนา-เสวนา 16 หัวข้อ ที่จัดในรูปแบบออนไซต์ ในโรงภาพยนตร์ เฮาส์ สามย่าน มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของไทยและผู้ทรงวุฒิระดับโลกมาเป็นวิทยากรเติมความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ ในรูปแบบออนไซต์ มีผู้มาลงทะเบียนสำรองที่นั่งกว่า 2,000 คน อาทิ หัวข้อ Insights of IP Management โดย
คุณสุภอร รัตนมงคลมาศ (Soupy) Vice President South Asia, Universal Pictures International Commercialization and management of IP ชวนอัปเกรดความรู้ ในการต่อยอดและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ฉบับมืออาชีพ  หรือการชมแอนิเมชัน แล้วต่อด้วยสัมมนา ที่ได้รับเกียรติจาก คุณณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล ผู้สร้างสรรค์คาแรคเตอร์อาร์ตทอย กรีนนี่กับเอลฟี่ (Greenie & Elfie) มาพูดคุย เจาะลึกเบื้องหลังผลงานเรื่องนาค

รวมถึงกิจกรรม Job Fair ที่โดนใจนิสิต – นักศึกษา หรือผู้ที่กำลังมองหางานในวงการอุตสาหกรรมนี้  สำหรับกิจกรรมการนำเสนอผลงาน (Pitching) และการสร้างเครือข่าย (Networking Event) รวม 5 กิจกรรม อาทิ
การนำเสนอผลงานของนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ RISING STAR ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา
ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงคนรุ่นใหม่อายุ 18 – 35 ปี ได้มีเวทีแสดงศักยภาพ

ขณะที่ การประกาศรางวัล BIDC AWARDS รวม 33 รางวัล ยกย่องผลงาน แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม คาแรคเตอร์ และอีเลินนิ่ง รวมถึงรางวัลพิเศษจากทาง CEA และ depa สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เจ้าของผลงานหรือผู้ได้รับรางวัล

และอีกหนึ่งไฮไลต์ ที่มีขึ้นในปีนี้ คือ นิทรรศการดิจิทัลคอนเทนต์ ที่รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 70 ราย 75 บูท มารวมพลังจัดแสดงผลงานบนพื้นที่กว่า 900 ตารางเมตร ดึงดูดผู้เข้าชมและผู้ประกอบการร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

รวมถึงกิจกรรมสำคัญ คือ การเจรจาธุรกิจการค้า ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ ปีนี้ได้ขยายเครือข่าย เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจมากถึง 909 คู่ สร้างมูลค่าเจรจาทางการค้ารวมกว่า 1,435 ล้านบาท สร้างโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงกับนักลงทุนและพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

งาน BIDC 2025 คือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ พันธมิตรต่างชาติ ผู้ประกอบการ ศิลปิน นักศึกษา และผู้เข้าร่วมงานทุกคน ที่ร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น THAILAND: ASIA’S DIGITAL CONTENT DESTINATION อย่างยั่งยืน