สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวมพลังภาครัฐ-เอกชน-องค์กรวิชาชีพ จัดกิจกรรม “World Pneumonia Day 2025 : Stop Pneumonia, Save Lives” ในวันปอดอักเสบสากล

ปอดอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กไทย เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา แต่เชื้อที่
น่ากังวลที่สุดชนิดหนึ่งคือเชื้อนิวโมคอคคัส ที่ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรง และโรคแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือหูหนวกถาวร

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ จึงร่วมกับ มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน กรมควบคุมโรค ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จัดงาน World Pneumonia Day 2025 –  Stop Pneumonia, Save Lives เด็กไทยต้องปลอดภัยจากโรคร้ายที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของโรคปอดอักเสบและความสำคัญของการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบในเด็กเล็ก เพื่อให้ “ทุกลมหายใจของเด็กไทย” เติบโตไปอย่างปลอดภัยและแข็งแรง และไม่ต้องเสี่ยงกับโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน เนื่องในวันปอดอักเสบสากล ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00-12.00น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารปฏิบัติการวิทยุโทรทัศน์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

โดยภายในงาน มีการแถลงข่าวหัวข้อ: “สถานการณ์ปอดอักเสบในเด็กไทยและความท้าทาย” พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันให้เด็กไทยทุกคนได้รับการปกป้องด้วยวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดย มี รศ.พล.ต.หญิง พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ศ. พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย รศ.นพ.กำธร  มาลาธรรม กรรมการมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ พญ.สุเนตร ชื่นกิจมงคล รองผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาพิเศษ ในหัวข้อ Every Breath Matters: ทางออกเพื่อปกป้องลมหายใจเด็กไทย” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาโรคปอดอักเสบในเด็ก ได้แก่ นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราช และเจ้าของเพจ Facebook: Infectious ง่ายนิดเดียว พญ.อรุณี กลิ่นกล่อม กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี รศ.พิเศษ พญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ สถาบันสุขภาพเด็กเเห่งชาติมหาราชินี และพญ.ปิยดา อังศุวัชรา นายแพทย์ชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ดำเนินรายการโดย คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ขอเชิญผู้สนใจร่วมรับชมการถ่ายทอดสดพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลาเวลา 09.00-12.00 น. ผ่านทาง Facebook Live : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และเครือข่าย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ “ทุกลมหายใจของเด็กไทย” เติบโตไปอย่างปลอดภัยและแข็งแรง และไม่ต้องเสี่ยงกับโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

เตรียมช้อปให้พร้อม! realme 11.11 Mega Deals แจกคูปองสุดคุ้มพร้อมลุ้น Mystery Box เซอร์ไพรส์ส่งท้ายท้ายปี 2025 ที่แฟน ๆ ห้ามพลาด

กรุงเทพฯ 11 พฤศจิกายน 2568 – realme แบรนด์สมาร์ตโฟนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ชวนแฟน ๆ เตรียมปลด
ล็อกความคุ้มแบบจัดเต็มในมหกรรมช้อปครั้งใหญ่ส่งท้ายปี กับแคมเปญ “11.11 Mega Deals Real Reward Await” ที่อัดโปรแรงด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 15% พร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับแฟน realme ทั่วประเทศ งานนี้ใครเล็งรุ่นไหนไว้…เตรียมกดเก็บคูปอง แล้วช้อปให้สุด

แคมเปญ “11.11 Mega Deals Real Reward Await” จัดเต็มระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน แฟน ๆ สามารถกดเก็บโค้ดส่วนลดได้บนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของ realme ก่อนเลือกช้อปสมาร์ตโฟนและแกดเจ็ตดีไซน์ล้ำในราคาสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นยอดนิยม realme 15 Series สายแรงสเปกโหดจาก realme GT Series หรืออุปกรณ์เสริมสุดฮิตอีกหลากหลาย ที่พร้อมอัปเกรดไลฟ์สไตล์ให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทุกวัน

เปิดกล่องลุ้นโชค 11.11 Mystery Box Freegift รับโค้ดส่วนลดสุดพิเศษ

ในแคมเปญครั้งนี้ realme ยังเพิ่มความสนุกด้วยกิจกรรม “11.11 Mystery Box Freegift” ที่มาพร้อมเซอร์ไพรส์ให้แฟน ๆ ได้ลุ้นกันแบบจัดเต็ม ภายในกล่องลึกลับอาจมีหนึ่งในดีลสุดฮอตแห่งปีซ่อนอยู่! โดยแฟน ๆ เรียลมีสามารถร่วมสนุกได้ง่าย ๆ เพียงร่วมสนุกโดยคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรมบนเพจ realme Thailand (ลิงก์กิจกรรม : https://www.facebook.com/share/p/17NYYHEEqP/) พร้อมบอกชื่อสินค้าจากเรียลมี ที่คุณอยากได้มากที่สุดในแคมเปญ 11.11 พร้อมเหตุผลสั้น ๆ เพื่อร่วมลุ้นรับของขวัญสุดพิเศษ

  • ลุ้นรับ Voucher มูลค่า 1,500 บาท เมื่อสั่งซื้อครบ 15,000 บาท
  • ลุ้นรับ Voucher มูลค่า 1,111 บาท เมื่อสั่งซื้อครบ 6,000 บาท
  • ลุ้นรับ Voucher มูลค่า 111 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

โดยจะประกาศผลผู้โชคดีจำนวน 20 คน ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 และสำหรับโค้ดส่วนลดพิเศษ จะสามารถใช้ได้เฉพาะวันที่ 12–15 พฤศจิกายนเท่านั้น

อย่าพลาดโอกาสช้อปสุดคุ้มส่งท้ายปีจาก realme ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้บนช่องทางออนไลน์ของ realme ทุกแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้พลาดทุกดีลและทุกเซอร์ไพรส์

Facebook: (https://www.facebook.com/realmeTH)

Instagram: (https://www.instagram.com/realme_thailand)

Tiktok: (https://www.tiktok.com/@realme_thailand)

Twitter: (https://twitter.com/realmeTH)

Youtube: (https://www.youtube.com/@realmeThailandTH)

N.C.C. ตอกย้ำผู้นำผู้จัดงานสัตว์เลี้ยงของไทย ลุยจัด Cat Expo Thailandมหกรรมสินค้าแมวสุดยิ่งใหญ่รับกระแส”เศรษฐกิจแมว” โต

N.C.C. จัดเตรียมงาน Cat Expo Thailand 2025 มหกรรมสินค้าเกี่ยวกับแมวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตอบรับกระแสคนรักแมวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ตอกย้ำการเป็นเบอร์ 1 ผู้จัดงานสัตว์เลี้ยงของไทย ระดมผู้ประกอบการกว่า 125 บริษัท มากกว่า 250 บูท นำนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบสนองทุกความต้องการสำหรับคนรักแมวจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษ ภายในงานอีกมากมาย ปักหมุด 5 – 7 ธ.ค. 2568 ฮอลล์ 6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นี้

นางสาวพีรพรรณ อังคสุโข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การจัดงาน “Pet Expo Thailand” ของ N.C.C. ที่ยาวนานกว่า 25 ปี ส่งผลให้ “Pet Expo Thailand” กลายเป็นมหกรรมการจัดแสดงสินค้าด้านสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่สุดในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้รักสัตว์เลี้ยงจะต้องเข้ามาร่วมในทุกครั้ง เพื่อที่จะเกาะติดสินค้า อาหาร และบริการ ด้านสัตว์เลี้ยงใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น จากการยกระดับสัตว์เลี้ยงไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ส่งผลให้มูลค่าตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งจากการวิจัยของ ttb analytics คาดมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 ขยายตัว 13.2% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะทะลุ 1 แสนล้านในปี 2569

          นอกจากนี้ จากการสำรวจแนวโน้มของธุรกิจสัตว์เลี้ยงของไทย พบว่ามีความนิยมในการเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง เนื่องจากใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ไม่ส่งเสียงดัง และดูแลได้ง่าย จึงเหมาะกับการเลี้ยงในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด โดยจากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในปัจจุบันความนิยมเลี้ยงแมวมีมากขึ้น โดยช่วงปี 2564-2567 จำนวนแมวคนเลี้ยงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 28% ต่อปี เทียบกับอัตราการเติบโตของสุนัขที่ 19% ต่อปี

          โดย การสำรวจของ CRC VoiceShare พบว่า แม้ผู้เลี้ยงแมวยังคงเป็นอันดับ 2 รองจากผู้เลี้ยงสุนัข แต่มูลค่าผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงของแมวมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ ร้อยละ 63% ตามด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัข 31% ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่า “เศรษฐกิจแมว” มีความน่าสนใจสูง หากได้รับการสนับสนุนต่อยอดที่ดี ก็จะสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก และส่งออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับแมวออกไปได้ทั่วโลก ซึ่งตลาดผู้เลี้ยงแมวก็เติบโตในอัตราสูงเช่นกัน

โดย ผลการสำรวจเหล่านี้ สอดคล้องกับประสบการณ์การจัดงาน “Pet Expo Thailand” ของ N.C.C. ซึ่งเป็นมหกรรมสัตว์เลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ และอาเซียน ที่ได้จัดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 25 ปี ซึ่งพบว่า สัดส่วนผู้จัดแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับแมว มีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ10%  และมียอดขายในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแมวเพิ่มขึ้นทุกปี

          จากการเติบโตของ “เศรษฐกิจแมว” ดังที่กล่าวมาขั้นต้น N.C.C จึงได้จัดงาน Cat Expo Thailand 2025 ซึ่งเป็นมหกรรมสินค้าและบริการสำหรับแมวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ต่อยอดจากความสำเร็จของ Pet Expo Thailand ที่เป็นงานแสดงสินค้าสัตว์เลี้ยงใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งงาน Cat Expo Thailand 2025 นี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 7 ธ.ค. 2568 ฮอลล์ 6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  

          โดย ภายในงานจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับแมว เสื้อผ้าสำหรับแมว โรงแรมสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ เวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์สำหรับแมวว จากผู้ผลิตชั้นนำทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับแมว การบริการและการตรวจรักษาแมวจากโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำ เป็นต้น รวมทั้งยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของและแมวได้ร่วมเล่นเกม เช่น เกมอุโมงค์หรรษา , เหมียวนักตบ , โยคะกับเหมียว , เหมียวหม่ำ ๆ , เหมียวมุดถุง และอีกมากมาย ซึ่งจะมาสร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับน้องแมวและเจ้าของอย่างเต็มที่

สำหรับการจัดงาน Cat Expo Thailand 2025 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นมหกรรมสินค้าและบริการสำหรับแมวใหญ่ที่สุดของเมืองไทย โดยมีพื้นที่จัดงานถึง 6,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการกว่า 125 บริษัท มากกว่า 250 บูท มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์ที่สำคัญ เช่น การประกวดแมวลายฟ้าประทาน ที่เปิดให้แมวทุกสายพันธุ์สามารถเข้าร่วมได้ โดยจะต้องมีลวดลายที่โดดเด่น เช่น ลายเสือ ลายริ้ว ลายวัว ลายแบบครึ่ง ๆ สีทูโทน สีลายดอก สีกระดองเต่า ที่ชัดเจนโดดเด่น , การประกวดแมวลายคิ้วท์ เปิดรับแมวทุกสายพันธุ์ที่มีลวดลายเด่นชัดน่ารัก เช่น มีคิ้ว มีหนวด ผมม้าเต่อ ลายหัวใจ  และการประกวดไอ้ต้าวถังแก๊ส ที่เปิดรับแมวทุกสายพันธุ์ ที่มีจุดเด่นตัวอ้วน อวบอิ่ม น่ารัก โดยแมวที่เข้าประกวดทุกตัวต้องมีสุขภาพแข็งแรง สะอาด และไม่ก้าวร้าว เจ้าของต้องดูแลความปลอดภัยตลอดการประกวด

          รวมทั้งยังมีโครงการภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงสุดฮาแห่งปี โดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดแสดงภาพ และจำหน่ายภาพโปสการ์ด จากภาพทีได้รับคัดเลือก เพื่อนำรายได้มอบให้กับ “กองทุนสัตว์ป่วยอนาถา” โรงพยาบาลสัตว์เกษตร และยังมีบริการถ่ายภาพ Photo Studio ให้กับเจ้าของและน้องแมวที่มาร่วมงานในครั้งนี้

          ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Cat Expo Thailand 2025 ระหว่างวันที่ 5 – 7 ธ.ค. 2568 ฮอลล์ 6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติดตามและสอบถามข้อมูลได้ที่ เฟสบุ๊คเพจ CatExpoClub

“เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” อัดโปรแรง “SEASON OF GIVING” เติมพลังช้อปส่งท้ายปี มอบสิทธิพิเศษรวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท รับกำลังซื้อช่วง High Season

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เดินหน้ากระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายช่วงสิ้นปี จัดโปรโมชั่นSEASON OF GIVING” ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 – 4 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน FUNNY LITTLE MESS: SEASON OF GIVING” พร้อมมอบรางวัลและสิทธิพิเศษมากมายจากทุกหมวดหมู่ไม่ว่าจะเป็น Luxury Fashion, Fashion & Lifestyle, และ Dining รวมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท โปรโมชั่นนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในการขับเคลื่อนกำลังซื้อของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

  • FASHION & LIFESTYLE ยกระดับความสุขทุกการช้อป กับของรางวัลสุดพิเศษ
    • เพียงช้อปครบตามเงื่อนไข รับ Central Embassy Voucher และ Cash Back จากบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รวมกว่า 1,442 รางวัลตลอดรายการ ช้อปครบ 40,000 บาท รับ Central Embassy Voucher มูลค่า 1,200 บาท และ Cash Back มูลค่า 600 บาท รวมรับสูงสุด 1,800 บาท, ช้อปครบ 150,000 บาท รับ Central Embassy Voucher มูลค่า 5,000 บาท และ Cash Back มูลค่า 2,500 บาท รวมรับสูงสุด 7,500 บาท และช้อปครบ 300,000 บาท รับ Central Embassy Voucher มูลค่า 12,000 บาท และ Cash Back มูลค่า 6,000 บาท พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน The Black, Black และ Luxe รับเพิ่ม Central Embassy Voucher มูลค่า 3,000 บาท รวมรับสูงสุด 21,000 บาท
  • พิเศษสำหรับสมาชิก CENFINITY และ The 1 Exclusive รับเพิ่ม Central Embassy Voucher มูลค่าสูงสุด 15,000 บาท สำหรับสมาชิก CENFINITY เมื่อช้อปครบ 500,000 บาท รับ Central Embassy Voucher มูลค่า 15,000 บาท และสำหรับสมาชิก The 1 Exclusive เมื่อช้อปครบ 50,000 บาท รับ Central Embassy Voucher มูลค่า 1,500 บาท
  • นอกจากนี้ยังมอบรางวัลสุดหรูให้กับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดท่านแรก ที่มียอดช้อปสะสมครบ
    60 ล้านบาทขึ้นไป จากร้านค้าในหมวด Luxury Watch & Jewellery ที่ร่วมรายการ (13 พ.ย. 68 – 1 มี.ค. 69) สัมผัสประสบการณ์ความเร้าใจระดับโลก ณ สนามใหม่สุดล้ำของ F1® รับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เข้าชมการแข่งขัน FORMULA 1® SPANISH GRAND PRIX 2026 พร้อมสิทธิ์ Paddock Club™ เข้าถึงโซนพิเศษระดับ VIP พัก Luxury 5-Star Hotel (5 วัน / 4 คืน) และเดินทางด้วย Etihad Airways – Business Class สำหรับ 2 ท่าน รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท
  • สำหรับ Top Customer of The Week ที่มียอดช้อปสะสมครบ 3 ล้านบาทขึ้นไป จากร้านค้าในหมวด Luxury Fashion ที่ร่วมรายการ รับของรางวัลเอ็กซ์คลูซีฟรายสัปดาห์ รวมกว่า 7 รางวัล ไม่ว่าจะเป็น ตั๋วโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ, Luxury Voucher จากร้านค้าชั้นนำ รวมถึง SAMSUNG GALAXY   
  • คุ้มค่าอีกขั้นกับสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการสูงสุด 30% หรือผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด  10  เดือน
  • DINING เติมเต็มความสุขทุกมื้ออาหาร รับ Central Embassy Dining Voucher และสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต Central The 1 รับ Cash Back รวมสูงสุด 11,800 บาท (จำกัด 2,770 รางวัลตลอดรายการ)
    • เมื่อรับประทานครบ 2,000 บาท รับ Central Embassy Dining Voucher มูลค่า 200 บาท และ Cash Back มูลค่า 200 บาท รวมรับสูงสุด 400 บาท
    • เมื่อรับประทานครบ 5,000 บาท รับ Central Embassy Dining Voucher มูลค่า 800 บาท และ Cash Back มูลค่า 200 บาท รวมรับสูงสุด 1,000 บาท
    • พิเศษสำหรับ Weekend Deal (เสาร์–อาทิตย์) เมื่อรับประทานครบ 3,000 บาท รับ Central Embassy Dining Voucher มูลค่า 700 บาท และ Cash Back มูลค่า 200 บาท รวมรับสูงสุด 900 บาท
  • พิเศษรับของพรีเมียมสุดพิเศษจาก Sticky Monster Lab
    • พิเศษ! ผู้ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เพียงช้อปครบ 6,000 บาท รับของรางวัลมูลค่า 500 บาท
    • สำหรับลูกค้าทั่วไป เมื่อช้อปครบ 8,000 บาท รับของรางวัลมูลค่า 500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัล LUCKY DRAW สำหรับสมาชิก The 1 เมื่อช้อป หรือ รับประทานอาหารครบทุก 3,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพื่อลุ้นรับของรางวัล รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท จำนวน 37 รางวัล ได้แก่ Voucher ที่พัก ร้านอาหาร สปาแอนด์เวลเนส และร้านเสริมสวย เติมความคึกคักเศรษฐกิจปลายปี ดึงกำลังซื้อกลุ่ม Mid-to-High กลับมาสู่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เตรียมพบกับโปรโมชั่น “BLACK FRIDAY 2025” ตั้งแต่วันที่ 28 – 30 พฤศจิกายน 2568  พร้อมส่งความพิเศษอย่างต่อเนื่องกับ โปรโมชั่น “BOXING DAY 2025” ตั้งแต่วันที่ 26 – 28 ธันวาคม 2568

ช่วงปลายปีถือเป็นจังหวะสำคัญในการสร้างบรรยากาศการใช้จ่าย จึงได้ออกแบบแคมเปญ SEASON OF GIVING’ ให้เป็นมากกว่าโปรโมชั่น แต่เป็นประสบการณ์การใช้จ่ายที่สะท้อน DNA ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในฐานะศูนย์กลางของลักชัวรีไลฟ์สไตล์แห่งกรุงเทพฯ พร้อมผลักดันให้การจับจ่ายช่วงสิ้นปีกลับมาคึกคัก และสร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจให้กับกลุ่มค้าปลีกอีกครั้ง และยังตอบรับกับเทรนด์ที่ผู้บริโภคที่หันกลับมานิยมจับจ่ายภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าควบคู่กับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่น่าประทับใจ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเซ็นทรัล เอ็มบาสซีในการเป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตที่เหนือระดับในทุกมิติ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/centralembassy หรือ www.centralembassy.com สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2119-7777#2001   

“เถ้าแก่น้อย” เขย่าวงการครั้งใหญ่ เปิดตัวพรีเซนเตอร์ใหม่ระดับอินเตอร์”เฉิน เจ๋อหยวน” ตัวแทน New Asian Wave มุ่งเจาะตลาด Gen Z ทั่วเอเชีย

บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดสาหร่ายแปรรูปอันดับ 1 ของไทย แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย“ เปิดตัวพรีเซนเตอร์ระดับอินเตอร์คนใหม่ล่าสุด เฉิน เจ๋อหยวน (Chen Zheyuan, 陈哲远) นักร้องและนักแสดงชาวจีน ที่โด่งดังอย่างมากในระดับภูมิภาคเอเชีย ตัวแทนของ “ความสดใหม่ด้วยเสน่ห์อันแสนอบอุ่น” สะท้อนคาแรกเตอร์ของแบรนด์เถ้าแก่น้อยที่สื่อความสนุกและความสุขในชีวิตทุกๆ วันได้อย่างลงตัว

นางสาวอรพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเหตุผลของการเลือกพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ว่า “เฉิน เจ๋อหยวน จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ใหม่ให้เถ้าแก่น้อยมีความ “ทันสมัย เทรนดี้ และ ยื่นยันในการเป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง สร้างภาพลักษณ์ที่สดใส เสน่ห์อันอบอุ่น และเต็มไปด้วยพลังบวก ช่วยขยายการรับรู้ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Gen Z ระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธภาพ สามารถเจาะตลาดสำคัญๆ ทั้งในประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกมุมหนึ่งเรามองว่า เฉิน เจ๋อหยวน ถือเป็นตัวแทนของคลื่นวัฒนธรรมเอเชียรุ่นใหม่ (New Asian Wave) ที่สามารถเชื่อมโยงคนหลากหลาย Gen จากหลายประเทศเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยเสน่ห์ และภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเฉพาะตัว ที่เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีฐานแฟนคลับขนาดใหญ่และเหนียวแน่นในหลายประเทศ หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น จะช่วยทำให้การสื่อสารข้ามพรมแดน (Cross-border Communication) เป็นไปอย่างธรรมชาติ ทั้งในเชิงภาษา วัฒนธรรม และอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เถ้าแก่น้อยคาดหวังจากการร่วมงานกันในครั้งนี้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ระดับ “Regional Brand” ที่มีรากฐานจากไทยแต่ให้พลังเทียบเท่าแบรนด์เอเชียชั้นนำ สามารถขยายการรับรู้ จากไทยไปสู่จีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าในสายตาผู้บริโภคต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินจีน เป็นกลยุทธ์ที่จะสานต่อการผลักดันเป็น Global Brand ต่อไป” นางสาวอรพัทธ์ กล่าว

สุดฟินสามารถจับจองเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เถ้าแก่น้อยใน คอลเลคชันสุดพิเศษในรูปโฉมของ เฉิน เจ๋อหยวน และดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟในธีมเทศกาลตรุษจีน 2026 แบบ Limited Edition จำนวนจำกัด ได้เร็วๆ นี้

เตรียมตัวให้พร้อมกับกิจกรรมที่เหล่าแฟนคลับทุกๆ คน ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง กับงานแถลงข่าวเปิดตัวพรีเซนเตอร์ เถ้าแก่น้อย อย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสุด Exclusive สำหรับแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ พร้อม Live พิเศษ ที่ เฉิน เจ๋อหยวน จะมาร่วมพูดคุยและอ้อนแฟนคลับชาวไทยอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเตรียมรับของ Premium สุดพิเศษ ที่จัดทำขึ้นเพื่อแฟนๆ โดยเฉพาะ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาร่วมต้อนรับ เฉิน เจ๋อหยวน ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของเถ้าแก่น้อยไปพร้อมๆ กัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมงานครั้งนี้ รวมถึงข่าวสารต่างๆ และกิจกรรมที่น่าสนใจของเถ้าแก่น้อยได้ที่ Facebook: Taokaenoi Club

“แฟนต้า” ผนึกพันธมิตรจัดเฟสติวัลไลฟ์สไตล์ “แฟนต้า” เฟสปีที่ 2 รวมทุกความชอบของ Gen Z ไว้ในที่เดียว

กรุงเทพฯ – 10 พฤศจิกายน 2568“แฟนต้า” โดย กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย อันประกอบไปด้วย บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรหลัก ทรู คอร์ปอเรชั่น และLINE MAN Wongai ร่วมกันสร้างประสบการณ์ในงานเฟสติวัลไลฟ์สไตล์ “แฟนต้า” เฟส มันนนส์ยกกำลัง หน่อยป่ะ? ที่รวมทุกความชื่นชอบของชาว Gen Z ไว้ในที่เดียว พร้อมเหล่าศิลปินระดับเอลิสต์และไอคอน พร้อม 4 โซนกิจกรรม ทั้งโซนคอนเสิร์ต โซนขนมและอาหาร โซนเกม และโซนแฟชั่น ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9–10 เมืองทองธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 “แฟนต้า” สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างประสบการณ์ไม่ซ้ำใครให้เหล่า Gen Z ปีนี้ “แฟนต้า” เฟส ภายใต้คอนเซ็ปต์ มันนนส์ยกกำลัง หน่อยป่ะ?” พร้อม 4 โซนกิจกรรมเริ่มต้นด้วยโซน MUSIC ZONE กับไลน์อัปศิลปิน T-POP ขวัญใจวัยรุ่น ได้แก่ BUS because of you i shine, URBOYTJ, และ MILLI x Flower.far x GALCHANIE และกิจกรรม Genซ่า Stage ต่อด้วยความอร่อยในสไตล์ “แฟนต้า” เฟส ที่ SNACK VILLAGE รวมเมนูสุดซ่าและรสชาติไม่ซ้ำใครจากแบรนด์ขนมชื่อดังทั่วประเทศ ปล่อยพลังกันต่อกับ GAME ARCADE ที่รวมเกมสุดฮอตให้ร่วมเล่นและลุ้นของรางวัลมากมาย ปิดท้ายที่ FASHION ZONE เอาใจสายแฟที่อยากแชะ แชร์ และโชว์ลุคสุดคูลบนจอขนาดยักษ์แบบเรียลไทม์

ฮาน ทเว เพียว ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท โคคา-โคล่า ประจำประเทศไทยและลาว กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องดื่มอัดลมกลิ่นผลไม้ของประเทศไทย เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่สดใหม่และน่าตื่นเต้น ผ่านทั้งผลิตภัณฑ์ กิจกรรม และคอนเทนต์เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่ม Gen Z โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกในแบบของตัวเอง หลังจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากงาน “แฟนต้า” เฟส ปีที่ผ่านมาเราดีใจที่ได้เห็นงาน “แฟนต้า” เฟสกลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ เราได้เห็นทุกคนได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างเต็มที่ พร้อมเผยตัวตนและพลังบวกอย่างอิสระ ปีนี้ “แฟนต้า” เฟส กลับมาอีกครั้งพร้อมกับการจับมือกับเหล่าพันธมิตรที่จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ เราต้องการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่แสดงออกถึงตัวตนและแรงบัลดาลใจในแบบฉบับของ “แฟนต้า” ผ่านกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี แฟชั่น เกม หรืออาหาร”

คุณสุเมธ ศุภนิมิตรสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารแบรนด์และการตลาด LINE MAN Wongnai กล่าวว่า “LINE MAN Wongnai มุ่งมั่นเชื่อมต่อทุกความอร่อยและทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ผ่านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ เราดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “แฟนต้า” เฟส ในปีนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รวมพลังของคนรุ่นใหม่ที่ชอบใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยผู้ร่วมงานสามารถสั่งเซ็ตเมนูพิเศษของแฟนต้าบน LINE MAN เพื่อรับการ์ด BUS สุดพิเศษ อีกทั้งในวันคอนเสิร์ตยังมีกิจกรรมมากมาย ๆ ที่บูธ LINE MAN พร้อมเวิร์กช็อป และแจกโค้ด LINE MAN RIDE เพื่อมอบประสบการณ์ความเพลิดเพลินและความอร่อยถึงมือ Gen Z อย่างแท้จริง”

ด้าน ทรู คอร์ปอเรชั่น อีกหนึ่งพันธมิตรหลักของงาน “แฟนต้า เฟส มันนนส์ยกกำลัง หน่อยป่ะ?” เชื่อมั่นในพลังของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่กล้าใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ และพร้อมเปิดรับกับทุกประสบการณ์ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายสื่อสารในไทย ในการส่งต่อโมเมนต์ในแบบดิจิทัล ผ่านเครือข่าย True และ dtac 5G ที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่จัดงาน พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมมินิเกมมากมาย โปรโมชั่นพิเศษ และของรางวัลมากมาย ให้ทุกคนได้แชร์โมเมนต์สุดมันส์และส่งต่อความซ่าไปสู่โลกออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด

เซอร์ไพรส์สุดพิเศษ! พบกับสองนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “เอส-ศุภ สงวรวงศ์” และ “มาร์ค-ภาคิน คุณาอนุวิทย์” พร้อมเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง “ฝน–ธัญพร” โปรดิวเซอร์มือทองจากรายการออนไลน์ และ “นินิว เพชรด่านแก้ว” เน็ตไอดอลสุดปัง ที่มาร่วมมอบโมเมนต์สุดคิวท์ตลอดงาน

นอกจากเฟสติวัลที่จัดขึ้นแล้ว “แฟนต้า” เฟส ยังเสิร์ฟกิจกรรม “เก็บแต้มซ่า ล่ารางวัล” มหกรรมแจกรางวัลมูลค่ารวมกว่า 15 ล้านบาทให้ทุกคนได้ร่วมกิจกรรมกันตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2568 เพียงซื้อ “แฟนต้า” หรือ “สไปรท์” แล้วสแกน QR Code ข้างขวด เพื่อสะสมแต้มและแลกรับของรางวัลมากมายทุกวัน และลุ้นของรางวัลใหญ่ทุกเดือน อาทิ ดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงทริป 3 วัน 2 คืน, YAMAHA FAZZIO 2025, Samsung S25, LG UHD 4K Smart TV ขนาด 65 นิ้ว และบัตรของขวัญทรูมันนี่ พิเศษสุด! สำหรับผู้ที่ซื้อ “แฟนต้า” กลิ่นลิ้นจี่ รับทันทีแต้มสะสม 2 เท่า

พลาดไม่ได้! ติดตามกิจกรรมและข่าวสารล่าสุดของ “แฟนต้า” เฟส รวมถึงการประกาศรางวัลผู้โชคดีจากกิจกรรม “เก็บแต้มซ่า ล่ารางวัล” ของ “แฟนต้า” ได้ที่ https://www.facebook.com/FantaThailand   

“แม็คกรุ๊ป” MC ไตรมาสแรกปี 69 รายได้ทะลุ 900 ล้านช้อปออนไลน์โตสนั่น!!!

“แม็คกรุ๊ป”  โชว์งบไตรมาสแรก ปีบัญชี” 69 แข็งแกร่ง โกยรายได้ 901 ล้าน ช้อปออนไลน์ทะลุจุดเดือด!!! ไตรมาสเดียวขายกว่า 252 ล้านบาท โตขึ้น 100% ดันสัดส่วนรายได้เฉียดแตะ 30%   ของยอดขายทั้งหมด  ด้าน ”ซีอีโอ “ MC ลั่น  เดินหน้าใช้ฐานความเชี่ยวชาญในธุรกิจ 50 ปี เงินสดในมือ 2 พันล้าน และไม่มีหนี้ ต่อยอดธุรกิจสร้างการเติบโต!!!   

นายแมทธิว กิจโอธานประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์  “แม็คยีนส์”    เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของบริษัท  ยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ค่อยๆปรับตัวดีขึ้น จากการที่รัฐบาลมีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นและจะส่งดีต่อภาพรวมผลดำเนินงานของบริษัท ในรอบปีบัญชี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปี บัญชี 2569  (1 ก.ค 2568 – 30 ก.ย. 2568)   บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 901 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59 ล้านบาท หรือ 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นผลลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์ ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในงวดนี้สัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของยอดขายรวม จากก่อนหน้าอยู่ที่ 15%  ส่วนช่องทางออฟไลน์มีรายได้ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทำให้ประชาชนใช้สอยนอกบ้านลดลง

ยอดขายของ แม็คกรุ๊ป ผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตดีมากในงวดนี้มีรายได้รวมทั้งสิ้นรายได้ 252 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 126 ล้านบาทหรือ  100.8% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน  ขณะที่ สัดส่วนรายได้ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) ลดลงมาอยู่ 55%  จากงวดก่อนหน้าอยู่ที่ 66% โดยมี รายได้ 496 ล้านบาท ลดลง 58 ล้านบาทหรือ  10.5  %  , ห้างสรรพสินค้า (Department Store)  มีสัดส่วน 16 %ลงมาจาก 17% โดยมีรายได้ 142 ล้านบาทลดลง 6 ล้านบาทหรือ 3.8%และช่องทางอื่น ๆ คิดเป็นสัดส่วน  1%” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป กล่าว
 

นายแมทธิว กล่าวว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ ในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 123 ล้านบาท ลดลง 10 ล้านบาท หรือ  7.6%  โดยมีอัตรากำไรสุทธิ  13.4%  ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากรายได้อื่นที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและบันทึกบัญชีในปีก่อนไปแล้ว  และหากดูผลดำเนินงานปกติ ในงวดไตรมาสนี้ จะเห็นว่า   บริษัทมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 ล้านบาทหรือ  5.5 % จากยอดขายที่สูงขึ้น   โดยอัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ที่  64.4 % ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ว่า  บริษัทจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ในช่วงรอยต่อของรัฐบาล

ทั้งนี้  ณ วันที่ 30 กันยายน 2568  บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 2,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89 ล้านบาทหรือ 4% จาก 1,984 ล้านบาทเทียบงวดเดียวกับปีก่อน   และมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 5,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  4% หรือ 229 ล้านบาท เปรียบเทียบกับวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 5,500 ล้านบาท  ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่  3,844 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126 ล้านบาท  เปรียบเทียบกับวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 3,718 ล้านบาท   

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็คกรุ๊ป กล่าวถึง พัฒนาการและแนวโน้มการเติบโตในอนาคตว่า มีเป้าหมายเติบโตทั้งยอดขายและกำไรในทุกช่องทางทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรที่เพียบพร้อมจากรากฐานอันยาวนานกว่า 50 ปี  ทั้งการมี จุดขายที่ครอบคลุมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์,  มีโรงงานผลิตสินค้าที่มีความชำนาญการ และ มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเองที่เปิดทำการในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา   รวมทั้ง บริษัท มีการศึกษาพัฒนาแผนงาน สำหรับช่องทางอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายช่องทางไปต่างประเทศ และการซื้อขาย ควบรวมกิจการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีความพร้อมและความคล่องตัวและสามารถทำทันทีเมื่อมีความมั่นใจจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สิน

ขณะที่ในมิติความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจะร่วมกับพันธมิตร  วางแผนที่จะนำวัสดุรักษ์โลกมาใช้ในกางเกงยีนส์ทุกรุ่นในปี 2569   รวมทั้งบริษัทได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าจากพลาสติกแบบเดิมไปเป็นพลาสติกรีไซเคิล ที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งล่าสุดบริษัทได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ปี 2568 ในระดับ “ดีเลิศ” เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, ได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ปี 2567 ในระดับสูงสุด “AAA” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และยังได้รับการประเมินคุณภาพการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น “AGM Checklist 2567” ด้วยคะแนนสูงสุด 100 คะแนนเต็ม ที่ระดับ “ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง” โดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย  

“เรียล สมาร์ท” เปิดตัว 2 แพลตฟอร์ม เอไอ ปฏิวัติ วงการสื่อสารองค์กร

“เรียล สมาร์ท” เปิดตัว 2 แพลตฟอร์ม เอไอ “เรียล มีเดีย” และ “เรียล พีอาร์ อิมแพ็ค” ปฏิวัติวงการสื่อสารองค์กร เน้นเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ประมวลมูลค่าข่าว พร้อมช่วยในการบริหารประเด็น และการจัดการวิกฤตภาพลักษณ์องค์กรและแบรนด์

นาย ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน เอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เปิดตัว 2 แพลตฟอร์ม เอไอ  เรียล มีเดีย (Real Media) และ เรียล พีอาร์ อิมแพ็ค (Real PR Impact) ปฏิวัติวงการสื่อสารองค์กร และการประชาสัมพันธ์ เน้นเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ประมวลมูลค่าข่าว และช่วยเป็นเครื่องมือในการบริหารประเด็น และจัดการวิกฤตภาพลักษณ์องค์กรและแบรนด์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในงานสัมมนา “ปฏิวัติวงการประชาสัมพันธ์ด้วยเทคโนโลยีเอไอ (AI:PR Revolution)” วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568

“เรียล มีเดีย เป็นการนำเอไอ เข้ามาใช้ในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวขององค์กร และ คู่แข่ง รวมไปถึงข่าวสารที่ส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจ ที่ปรากฏในสื่อทุกประเภททั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี รวมไปถึง โซเชียลมีเดีย อินฟลูเอ็นเซอร์ บล็อกเกอร์ ฯลฯ จากนั้นจะนำมาประมวลผลวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลางของข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏในรูปของแดชบอร์ด (Dashboard) และ มีการสรุปข้อมูล เพื่อให้ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารองค์กร สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธการสื่อสารองค์กร รวมทั้งบริหารจัดการประเด็นเพื่อป้องกันองค์กรหรือแบรนด์จากการเกิดภาวะวิกฤต

ในขณะที่ เรียล พีอาร์ อิมแพ็ค เป็นการประมวลภาพรวมของข่าวสารที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ว่าสร้างมูลค่าให้กับองค์กรและแบรนด์อย่างไร โดยมีการนำเอไอ มาใช้ในการประมวลผลข้อมูล การรับรู้ข่าวสาร การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Engagement) ต่างๆ ของสื่อแต่ละประเภท เพื่อให้ทางทีมสื่อสารองค์กรสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการคัดเลือกสื่อ รวมไปถึงการบริหารประเด็นและการวางแผนในด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กรได้ทันกับสถานการณ์” นายภูกิจ กล่าว

นายภูกิจ กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารองค์กร การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการประเด็นและวิกฤต ที่มีประสบการณ์การทำงานมานานกว่า 30 ปีคือนางพงษ์ทิพย์ เทศะภู  ประธานสายงานสื่อสาร และ ศูนย์จัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) นายอุกฤษ ตั้งสืบกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานด้านการตลาด บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ และ การใช้โซเชียลมีเดีย ในทุกแพลตฟอร์มมาร่วมเป็นวิทยากร

“การสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักสื่อสารองค์กรและนักประชาสัมพันธ์เข้าร่วมงานมากกว่า 250 คน จากองค์กรทั้งภาครัฐ และ เอกชน ถือว่าเป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปฏิวัติวงการสื่อสารองค์กร และ การประชาสัมพันธ์ ให้สะดวก รวดเร็ว และ ทันกับเหตุการณ์ เมื่อโลกของดิจิทัล และเอไอได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการสื่อสาร จากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารกับประชาชนและผู้บริโภคโดยตรง การสื่อสารจากเดิมที่เป็นการสื่อสารทางเดียว สู่การสื่อสารแบบสองทาง มีการโต้ตอบกันได้โดยตรงจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ไปถึงผู้บริโภค วงการสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ จำเป็นต้องปฏิวัติตัวเองโดยใช้เอไอ เป็นเครื่องมือในการทำงานให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” นายภูกิจ กล่าวสรุป

“เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์” เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โชว์ศักยภาพสุดแกร่ง ท่ามกลางความดุเดือดของอุตสาหกรรมบันเทิง โกยรายได้รวม 2,007.08 ล้านบาท กำไร 203.80 ล้านบาท

บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ผู้นำ Content Creator & Lifestyle Entertainment  ครบวงจรชั้นนำของประเทศไทยที่เป็นมากกกว่าช่องทีวี มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทาง และยังมีจุดแข็งสำคัญที่โดดเด่น คือ ความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้านของเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากประสบการณ์ในเครือบริษัทที่สร้างสรรค์ Content ได้ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้สรุปรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ดังนี้

  • เพิ่มขึ้น 9.83%  เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12.17% จากไตรมาสก่อน
  • กำไรสุทธิ 203.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.34%  จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 135.30% จากไตรมาสก่อน 

ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลกับตัวเลขผลประกอบการ ในแต่ละกลุ่มธุรกิจต่างๆ มีดังต่อไปนี้

กลุ่มธุรกิจ Idol Marketing

เติบโตโดดเด่น ทำรายได้ทะยาน 996.62 ล้านบาท โดยเติบโต 66.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 23.68% จากไตรมาสก่อน  ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากการบริหารจัดการศิลปินและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง  สะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมฯ ที่เติบโตจากเทรนด์ Influencer Marketing  โดยรายได้กลุ่มนี้เติบโตในทุกสายธุรกิจย่อย และสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้นกว่าในอดีต

ซึ่งกลุ่มบริษัทสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างครอบคลุมด้วยศิลปินในสังกัดทุกระดับ มีทั้งศิลปินรูปแบบ Boy-Love , Girl-Love , Boy- Girl และศิลปินหน้าใหม่  รวมทั้งยังมีศิลปินในรูปแบบ Mascot Idol  ชื่อว่า “POLCASAN” และยังมีผองเพื่อน Mascot อีกหลายตัว ที่รับงานพรีเซนเตอร์ต่างๆ เสมือนเป็นศิลปินคนหนึ่งของบริษัท  ถือเป็น Trend ใหม่ที่น่าติดตาม และสร้างรายได้ให้บริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับ Concert & Event ในไตรมาส 3 นี้ มีการจัดงานคอนเสิร์ต และกิจกรรมแฟนมีต รวมจำนวนทั้งสิ้น 84 งาน  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เป็นปัจจัยหนึ่งในการผลักดันวัฒนธรรมไทย (Soft Power) สู่เวทีสากล และสำหรับ Merchandising สามารถต่อยอดรายได้จากการขายสินค้าที่ระลึกของศิลปิน ที่มีหลากหลายรูปแบบ จนไปถึงลักษณะ Limited  Edition ที่มีจำนวนจำกัด  เพื่อให้เกิดความต้องการและมีคุณค่าในการสะสม  ผ่านการจำหน่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ โดยมีทั้งสินค้าที่ระลึกจากศิลปินรูปแบบปกติ และมีสินค้าจากศิลปินในรูปแบบ Mascot เช่นเดียวกัน และเป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูง

กลุ่มธุรกิจ Content Marketing

ในไตรมาส 3 ปี 2568 นี้  ทำรายได้อยู่ที่ 959.82 ล้านบาท  ลดลง 225.25 ล้านบาท  หรือ 19.01%  เมื่อเทียบจากปีก่อนจากการปรับตัวลงทุกหมวดย่อย  แต่ยังคงสามารถเติบโตขึ้น 1.74 % จากไตรมาสก่อน 

การลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนสะท้อนทิศทางภาพรวมของอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ ที่อยู่ในภาวะหดตัว  สอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่มีการรับชมโทรทัศน์ลดลง อย่างไรก็ตาม  กลุ่มบริษัทได้ปรับตัวเชิงกลยุทธ์ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมารับชมคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ Online Content ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากความสำเร็จของช่อง Youtube “One Playground”  ที่มียอดรับชมและติดตามในระดับสูง กลุ่มบริษัทยังคงมุ่นเน้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ชมบน OTT Platform ต่างๆ  พร้อมทั้งยังมีการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ไปยังตลาดทั่วโลก ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่เพียงสร้างรายได้  แต่ยังช่วยสร้างการรับรู้ในระดับสากลให้กับศิลปินและนักแสดงในสังกัด  อันเป็นการส่งเสริมและสร้างกระแสต่อเนื่องไปยังธุรกิจ Idol Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้การลดลงในรายได้จากการขายลิขสิทธ์ ยังเกิดจากการปรับกลยุทธ์เพื่อเน้นการพัฒนา Application “oneD” ซึ่งเป็น OTT Platform ของบริษัท  ให้มี Content ที่ Exclusive มากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้ชมให้มารับชม Content ต่างๆ ของกลุ่มบริษัทผ่านช่องทางนี้มากขึ้น อันถือว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของกลุ่มบริษัท

กลุ่มธุรกิจ Production Business

ซึ่งประกอบด้วย Production Services และ Studio Rental  สำหรับรับจ้างผลิต  โดยกลุ่มบริษัทมีการผลิตคอนเทนต์ต่างๆ ชั้นนำมากมาย  และมุ่งเน้นในการทำ Original Content เป็นของตัวเองมากขึ้น  ซึ่งใน          ไตรมาสนี้ ทำรายได้อยู่ที่ 35.42 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเพียง 0.78% จากปีที่แล้ว  แต่เพิ่มขึ้น 15.42% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิ ทิศทางดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน

กำไรขั้นต้น ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 37.58% เมื่อเทียบกับรายได้จากการดำเนินงาน ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการควบคุมต้นทุนและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น ที่ได้แจ้งใน Opportunity Day ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 แล้วสามารถดำเนินการได้จริง ดังนี้

1) บริหารต้นทุนการผลิตละครอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่ยังคงคุณภาพใกล้เคียงเดิม และกำหนด   กลยุทธ์ช่วงระยะเวลาการ ON-AIR ให้ได้ผลตอบแทนในระดับสูง

2) บริหารจัดการคิวศิลปิน ทำให้จัด Concert / Fan meet ได้มากขึ้น และเกิด Economy of Scale ในต้นทุนบางประเภท

3) เริ่มโมเดลหารายได้งาน Presenter รวมทั้ง Event จาก Mascot Idol (POLCASAN และเพื่อนๆ จาก GMMTV) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าการใช้ศิลปินรูปแบบปกติ

4) ควบคุมต้นทุนการจัด Event และ Concert อย่างเหมาะสม โดยที่ยังคงให้ประสบการณ์กับผู้ร่วมงานได้ดีในระดับเดิม

5) เพิ่มรายได้จากธุรกิจ Merchandising ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้ สามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้ในระดับสูง โดยการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ Mascot ตัวอื่นๆ เพิ่มเติมจาก POLCASAN เช่น SMYLE, NEONA, BABII, KINGMAN

ทำให้ผลสรุปในไตรมาส 3 ปี 2568 ONEE มีกำไรสุทธิ 203.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.34% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 135.30% QoQ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลมาจาก การสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของกลุ่มธุรกิจ Idol Marketing ประกอบกับบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจ Idol Marketing ได้ดีขึ้น การนำเสนอสินค้า Merchandising ที่ตรงใจแฟนคลับและมีอัตรากำไรสูง พร้อมทั้งการบริหารจัดการต้นทุนของศิลปินอย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นยังมีสาเหตุมาจาก การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ทำให้ SG&A ลดลงในแง่ของอัตราส่วนต่อรายได้รวม

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ท่ามกลางปัจจัยที่ท้าทาย ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม        แต่การดำเนินงานของกลุ่ม บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE  กลับสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่โดดเด่นในทุกมิติ  ซึ่งเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่น ความเชี่ยวชาญ การวางกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ และความพร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถสร้างรายได้จากหลากหลายช่องทาง  นับเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จ และความน่าเชื่อถือของกลุ่ม “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์”  ที่มุ่งมั่นพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจให้มั่นคงต่อไป

 “นิตยาไก่ย่าง” ประกาศ “เราไม่ใช่ร้านอาหารครอบครัว” แต่เป็น “ร้านอาหารไทยอีสาน COMFORT FOOD รสชาติมหาชน” ถอดรหัส 4 กลยุทธ์การปั้นแบรนด์ตลอด 25 ปี มุ่งเป้าสู่พันล้าน พร้อมเปิดแคมเปญ “พื้นที่อิ่มใจ You Are My Comfort Zone”

  • “นิตยาไก่ย่าง” แบรนด์ร้านอาหารไทยอีสาน เผยกลยุทธ์ความสำเร็จตลอด 25 ปี ด้วย WINNIGN ZONE อาหารไทยอีสาน COMFORT FOOD รสชาติมหาชนที่มีความกลมกล่อม ทานแล้วเหงื่อไม่แตก ลิ้นไม่พอง กินได้ทุกคนอย่างสบายใจในโต๊ะเดียวกัน จนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • จากรายได้ 628 ล้านบาทในปี 2021 สู่ 986 ล้านบาทในปี 2024 หรือเติบโตมากกว่า 56.9% ภายในเวลาเพียง 4 ปี
  • เปิดแคมเปญ “นิตยาไก่ย่าง 25 ปี พื้นที่อิ่มใจ You Are My Comfort Zone” พิเศษ! อร่อยกับ 25 เมนู
    ขวัญใจมหาชนจากนิตยาไก่ย่าง ในราคาเพียง 25 บาท
  • ตั้งเป้าวางรากฐานให้แบรนด์เป็นที่รักและแข็งแกร่งเพื่อเตรียมขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้าน ภายในปี 2025
             

            บริษัท นิตยาไก่ย่าง กรุ๊ป จำกัด หรือ “นิตยาไก่ย่าง” ร้านอาหารไทย-อีสานขวัญใจคนไทย ตอกย้ำจุดยืน
“อาหารไทยอีสาน COMFORT FOOD รสชาติมหาชน” เผย 4 กลยุทธ์เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างมั่นคง และตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะหลักพันล้านบาท พร้อมส่งต่อความตั้งใจตลอด 25 ปีผ่านแคมเปญ “พื้นที่อิ่มใจ You Are My Comfort Zone” เพื่อตอกย้ำบทบาทของนิตยาไก่ย่างในฐานะพื้นที่อิ่มใจสำหรับทุกคน    
          คุณรวีรัตน์ ลักษณวิสิษฐ์
ผู้ก่อตั้ง ร้านนิตยาไก่ย่าง กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของนิตยาไก่ย่าง
มาจากความรักการทานอาหารไทยอีสานซึ่งเป็นอาหารที่ใครๆ ก็รัก เราจึงพัฒนารสชาติที่ถึงเครื่องกลมกล่อม เข้าถึงง่าย ทานได้ทุกคน แล้วพบว่ามีคนจำนวนมากชอบรสชาติแบบนี้เหมือนกัน จนกลายเป็น Comfort Food ที่ทุกคนสามารถทานร่วมกันได้ภายในโต๊ะเดียวกัน ภายใต้แนวคิดว่า ‘วัตถุดิบที่ใหม่ สด สะอาด ผ่านกระบวนการปรุง โดยผู้ชำนาญอย่างพิถีพิถัน คือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจในรสชาติของอาหารที่เป็นหนึ่ง และมาตรฐานเดียวกัน’ ซึ่งเราติดไว้บนฝาผนังของร้านนิตยาไก่ย่าง เพื่อเตือนใจถึงความตั้งใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกจนมาถึงปีที่ 25”

         คุณภเดช กันตจินดา กรรมการบริหารร้านนิตยาไก่ย่าง กล่าวว่า  “ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รายได้ของนิตยาไก่ย่างเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 628 ล้านบาท ในปี 2021เป็น 986 ล้านบาท ในปี 2024 หรือเติบโต 56.9% ภายใน 4 ปี โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 31 สาขา ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งยังมี 5 เมนูขายดีตลอด 25 ปี
ที่ผ่านมา คือ 1.ส้มตำไทยไข่เค็ม 2.ไก่ย่างต้นตำรับ 3.ต้มโย้งไก่ย่าง 4.ปลากระพงพริกขี้หนูหอม 5.ลอดช่องไทยน้ำกะทิ และมีเมนูที่นิตยาไก่ย่างคิดค้นเป็นเจ้าแรก อย่าง ต้มโย้งไก่ย่าง หมูข้าวเม่า ส้มตำเส้นไก่ย่าง  ที่สร้างฐานแฟน
เหนียวแน่น จนมีลูกค้ากลุ่มที่ชื่นชอบ กลับมาทานสูงสุดถึง 130 ครั้งต่อปี (ข้อมูลจากระบบฐานลูกค้าสมาชิก ปี 2024) ความสำเร็จนี้ ไม่ได้เกิดจากความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก 4 กลยุทธ์สำคัญคือ

1.อาหารไทยอีสานรสชาติมหาชน (Winning Zone)


            1.1 อาหารที่ทานได้ทุกวันได้อย่างสบายใจ อาหารไทยอีสานเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของคนไทย และเป็นอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ ดังนั้นจึงได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อมูลครึ่งปีแรกของแกร็บ (Grab) ปี 2024 ที่ชี้ว่า “ส้มตำ” คือ Top3 เมนูที่คนนิยมค้นหา เช่นเดียวกับข้อมูลจาก LINE MAN WONGNAI  ปี 2024 ชี้เมนูขายดีมาแรงบนเดลิเวอรีปี 2024 ของหมวดอาหาร อันดับ 1 คือ “ส้มตำ”

            1.2 รสชาติมหาชน นิตยาไก่ย่างออกแบบรสชาติอาหารทุกจานให้ “ถึงเครื่องแต่กลมกล่อม” เป็นรสชาติมหาชนที่ทานแล้วสบายกาย สบายใจ ไม่เผ็ดร้อนจนลิ้นพอง แสบท้อง เหงื่อแตก จนรู้สึกไม่สบายตัว เป็นรสชาติที่สมดุลจนทุกคนทานได้หมด ไม่ว่าจะวัยไหน เพศไหน หรือมีความชอบเรื่องรสชาติที่แตกต่างกัน ก็สามารถร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันได้อย่างมีความสุข

2.ความพิถีพิถัน (Craftsmanship)


          2.1 อาหารที่อร่อย = วัตถุดิบที่ดีที่สุด
นิตยาไก่ย่างเชื่อว่ารสชาติที่ดีมาจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพยอมเยี่ยม จึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมาปรุงอาหารเช่น เห็ดเผาะ ต้องเป็นพันธุ์ฝ้ายจากภาคเหนือที่ไม่เหนียว เคี้ยวแล้วมีความกรุบเป๊าะในปาก, หน่อไม้ มาตรฐานส่งออก, ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากเชียงราย, ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีที่สุด และกุ้งแห้งจาก ประมงเรือเล็ก นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนชุมชนผู้ผลิตโดยตรง ซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่ม และส่งเสริมผู้ผลิตในพื้นที่อย่างยั่งยืน

2.2 ระบบครัวกลาง ที่พัฒนาเพื่อรองรับการขยายสาขา และทำให้ รสชาติอาหารมีคุณภาพและได้มาตรฐาน     

2.3 ควบคุมรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา (SOP) พัฒนา SOP หรือ Standard Operation Procedure เฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของนิตยาไก่ย่าง ซึ่งเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เอื้อต่อพนักงานใหม่ได้อย่างรวดเร็วและได้มาตรฐาน ดังนั้น ทุกขั้นตอนของแต่ละสาขาของนิตยาไก่ย่างจึงมีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน

3.ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นสู่ธุรกิจที่มั่นคง (Bonding Business)

นิตยาไก่ย่างส่งต่อความเชื่อในการทำธุรกิจที่ดีจากครอบครัวของผู้ก่อตั้งไปสู่ครอบครัวนิตยาไก่ย่างที่เป็นพนักงานทุกคน ผ่านการทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง และการปลูกฝังให้ลองทำจริง ผู้บริหารจะต้องทำงานเป็นตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไม่ว่าจะเสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงงานในครัว เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและเข้าใจหัวอกของพนักงานคำว่า “ครอบครัว” สำหรับนิตยาไก่ย่างจึงไม่ได้จำกัดแค่ลูกหลานผู้ก่อตั้ง แต่รวมไปถึงพนักงานของนิตยาไก่ย่างด้วย ดังนั้น ผู้บริหารจะดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งเพศสภาพ สังคม ฐานะ ความผูกพันนี้ทำให้พนักงานตั้งแต่รุ่นแรกยังคงทำงานที่นิตยาไก่ย่างอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้

4.การขยายสาขาที่เข้าใจลูกค้า (Location)
         

เพื่อให้ลูกค้าได้มีเวลาคุณภาพในการทานอาหารแบบไม่ต้องเร่งรีบ  นิตยาไก่ย่างมีกลยุทธ์ในการเลือก
ตำแหน่งที่ตั้งสาขา ดังนี้

4.1 มีที่จอดรถกว้างขวางและเส้นทางเข้า-ออกชัดเจน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มาเป็นกลุ่ม และใช้เวลารับประทานอาหารนาน ดังนั้น ต้องมีที่จอดรถสะดวกสบายต่อการเดินทาง และรองรับลูกค้า
จำนวนมากได้ตลอดทั้งวัน

4.2 ตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นขาออกเมืองเป็นหลัก เพราะเชื่อว่า ขาเข้าเมืองคนจะเร่งรีบ โอกาสการแวะทานข้าวน้อยกว่า ในขณะที่ขาออกเป็นเส้นทางที่ผู้คนไม่เร่งรีบ และ มีโอกาสแวะทานได้ตลอดวัน ทำให้สามารถใช้เวลาคุณภาพในการรับประทานอาหารได้

4.3 แหล่งชุมชน เลือกทำเลที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น แทนการเปิดในย่านออฟฟิศ เพราะย่านออฟฟิศ
มักเป็นมื้อเร่งด่วน กินคนเดียวในเวลาสั้นๆ ขณะที่ย่านชุมชนลักษณะของผู้อยู่อาศัยมีเวลายืดหยุ่นมากกว่า มักมากันเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ทำให้มูลค่าต่อโต๊ะสูงกว่า และทราฟฟิกร้านไม่กระจุกแค่บางช่วงเวลา ส่งผลให้อัตราหมุนเวียนโต๊ะเฉลี่ยสูงถึง 4 เทิร์นต่อวัน 

4.4 เสริมช่องทางออนไลน์-เดลิเวอรี่ นอกจากการขยายสาขา นิตยาไก่ย่างยังพัฒนา “ช่องทางออนไลน์” ควบคู่กัน เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ โดยให้บริการครบทุกแพลตฟอร์มหลัก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ช่วงโควิดและยังคงเติบโตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แคมเปญ นิตยาไก่ย่าง 25 ปี พื้นที่อิ่มใจ… You Are My Comfort Zone

            จาก 4 กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนนิตยาไก่ย่างมาตลอด 25 ปี สิ่งที่เด่นชัดไม่ใช่แค่สูตรหรือยอดขาย แต่คือการสร้างช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน ผ่านอาหารไทย-อีสาน Comfort Food รสชาติมหาชน กินได้ทั้งโต๊ะและมั่นใจได้ในมาตรฐานเดียวกัน หัวใจความสำเร็จจึงอยู่ที่การเป็น “พื้นที่” ที่ทำให้ผู้คนอิ่มทั้งกายและใจ ไม่ใช่แค่ร้านอาหารของครอบครัว แต่เป็นพื้นที่สำหรับการพาคนที่มีความหมายมาใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งต่อยอดสู่แคมเปญ “นิตยาไก่ย่าง 25 ปี พื้นที่อิ่มใจ…You Are My Comfort Zone” ที่สื่อสารตัวตนของนิตยาไก่ย่างในฐานะ Comfort Food สำหรับคนที่เป็น Comfort Zone ของกันและกัน ทำให้การชวนใครสักคนมานิตยาไก่ย่างเป็นการบอกว่า “คุณคือคนสำคัญ” ผ่าน “เมนูพื้นที่อิ่มใจ” ซึ่งมีความหมายซ่อนอยู่ เช่น


            เธอคือ ‘ส้มตำไทย’ ของฉัน เพราะไทยอยู่ที่เจอ เธออยู่ที่ใจ
            เธอคือ ‘ลาบหมู’ ของฉัน เพราะการมีเธออยู่ในชีวิต คือ ลาภอันประเสริฐ
            เธอคือ ‘ส้มตำข้าวโพด’ ของฉัน เพราะ เธอน่ารักโพดโพดดดดดดดดด!

            ฯลฯ


เมนูอิ่มใจแทนคำขอบคุณตลอด 25 ปี พิเศษ! อร่อยกับ 25 เมนู ในราคา 25 บาท

            เพื่อขอบคุณลูกค้าที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอด 25 ปี นิตยาไก่ย่างขอส่งต่อความอิ่มใจผ่านโปรโมชันพิเศษ
“อร่อยกับ 25 เมนู ราคา 25 บาท” ซึ่งเลือกมาจากเมนูยอดฮิตขวัญใจมหาชนของนิตยาไก่ย่าง
ที่ยกมาแบบจัดหนักจัดเต็ม ได้แก่ 1.แกงเขียวหวานเนื้อพริกขี้หนูหอม 2. ยำผักบุ้งกรอบ 3. ส้มตำปลาดุกฟู
4. แกงส้มชะอมกุ้ง 5. ต้มแซ่บหมูเด้ง 6. ยำหมูยอไข่แดง 7. สะโพกไก่ย่างเกลือ 8. ไข่ขยี้ไส้กรอกอีสาน,
9. ตำหลวงพระบาง, 10. ทอดมันปลากราย, 11. หมูทอดเชียงใหม่ 12. ตับหวาน 13. ผัดคะน้าปลาสลิด
14. ชะอมผัดวุ้นเส้น 15. ห่อหมกหน่อไม้ 16. ส้มตำผลไม้, 17. ส้มตำไข่เค็ม 18. ไส้กรอกอีสาน 19. กะหล่ำฉ่าน้ำปลา, 20. ยำตะไคร้กุ้งกรอบ 21. ลาบหมู, 22. ส้มตำข้าวโพด 23. ส้มตำไทย 24. ส้มตำปู 25. ตำลาว
            เพียงทานครบ 500 บาท/ใบเสร็จ รับสิทธิ์แลกซื้อ 1 เมนูอิ่มใจในราคา 25 บาท (1 สิทธิ์ต่อใบเสร็จ / เงื่อนไขเป็นไปตามที่ร้านกำหนด)

ร่วมส่งต่อ “เมนูแทนใจ” กับกิจกรรม #นิตยาไก่ย่างพื้นที่อิ่มใจ Challenge
         
นิตยาไก่ย่างชวนคุณบอกความรู้สึกดีๆ ให้คนที่เป็น “พื้นที่อิ่มใจ” ผ่านเมนูโปรดของคุณ ด้วยการร่วมตั้งชื่อ “เมนูแทนใจ” ในแบบของตัวเอง พร้อมลุ้นรางวัล “คูปองพิเศษ มูลค่า 1,000 บาท กว่า 25 รางวัล” ติดตามกติกาและวิธีร่วมสนุกได้ที่โซเชียลมีเดียของนิตยาไก่ย่าง

            “แคมเปญ “นิตยาไก่ย่าง 25 ปี พื้นที่อิ่มใจ You Are My Comfort Zone” ไม่ใช่เพียงการฉลองวาระครบรอบ 25 ปี แต่คือก้าวสำคัญของการวางรากฐานให้แบรนด์ “นิตยาไก่ย่าง” เป็นที่รักและแข็งแกร่ง เพื่อเตรียมขยายธุรกิจไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งคาดหวังยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2025”  ภเดช กันตจินดา กล่าว

            ติดตามข่าวสารและรายละเอียดและกิจกรรมสนุกๆ จากแคมเปญ นิตยาไก่ย่าง 25 ปี พื้นที่อิ่มใจ…You Are My Comfort Zone ได้ที่ www.nittayakaiyang.com , www.facebook.com/nittayakaiyangofficial


#นิตยาไก่ย่าง #นิตยาไก่ย่างพื้นที่อิ่มใจ #ใกล้ที่ไหนอร่อยที่นั่น #อร่อยครบจบที่นี่