รายงานดัชนี APB100 ชี้บริษัทอาหารไทยทำคะแนนสูงสุดในเอเชียด้านความยั่งยืนโปรตีน แต่ยังไร้แผนลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์

  • บริษัทไทยที่เข้ารับการประเมิน ได้แก่ บมจ. เซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), ซีพี ออลล์ (CPALL), ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev), ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT), ดุสิตธานี (DUSIT), เอส แอนด์ พี (S&P), เอ็มเค เรสโตรองต์ (M) และ เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) ซึ่งครอบคลุมภาคการผลิต ค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม
  • บริษัทไทยหลายแห่งอยู่ในกลุ่ม Tier 3 ของการจัดอันดับ แต่ยังไม่มีบริษัทใดทำคะแนนได้เกิน 50%
  • ไทยโดดเด่นด้านการเปิดเผยข้อมูลแรงงานและอาหารทะเล แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการดำเนินงานจริง และยังไม่มีกลยุทธ์ชัดเจนในการลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์

20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, กรุงเทพฯ – บริษัทค้าปลีกอาหาร ผู้ผลิต เครือร้านอาหาร และกลุ่มธุรกิจบริการรายใหญ่ของไทย มีบทบาทที่สำคัญต่อทิศทาง “ระบบโปรตีน” ของประเทศ ตามรายงาน The Asia Protein Buyers 100: An Assessment of Responsible and Sustainable Sourcing ซึ่งเผยแพร่โดย Asia Research & Engagement (ARE)

ผลการประเมินระบุว่า บริษัทไทยทำผลงานโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคด้านการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานโปรตีน อย่างไรก็ตาม บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช และยังคงพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์ในระดับสูง โดยเฉพาะในมิติของวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษทางอากาศ

Asia Protein Buyers 100 (APB100) เป็นดัชนีที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ประเมินบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 100 แห่งใน 12 ตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยพิจารณาว่าบริษัทจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานที่มาจากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม สัตว์ปีก และอาหารทะเล ซึ่งครอบคลุมประเด็นตั้งแต่ธรรมาภิบาล การตรวจสอบย้อนกลับ แรงงาน สุขภาพและความปลอดภัยแรงงาน (Worker Health and Safety) การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance) สวัสดิภาพสัตว์ สภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ และของเสีย ไปจนถึงการกระจายแหล่งโปรตีน (Protein Diversification)

โปรตีนจากสัตว์มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การใช้ที่ดิน น้ำ และสาธารณสุขสูงกว่าโปรตีนจากพืชอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ “การกระจายแหล่งโปรตีน” รวมถึงการเพิ่มโปรตีนจากพืช กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคธุรกิจและสถาบันลงทุนในการบริหารความเสี่ยง ESG เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero และพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับระบบอาหารให้มีความยั่งยืนและดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ไทยยังคงเป็นตลาดที่ทำคะแนนสูงในภูมิภาค
บริษัทไทย 10 แห่งที่ได้รับการประเมิน มี 6 แห่งอยู่ในระดับ Tier 3 (พัฒนาเชิงกลยุทธ์ – Evolving Strategically) และที่เหลืออยู่ในระดับ Tier 4 (อยู่ระหว่างพัฒนา – Developing Efforts) ซึ่งไทยเคยทำคะแนนเฉลี่ยสูงสุดในรายงานปี ค.ศ. 2024 และในการประเมินล่าสุดก็ยังคงนำภูมิภาค แม้คะแนนเฉลี่ยรวมจะอยู่ที่ 26% ซึ่งสะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

บริษัทเหล่านี้ถือเป็นแกนหลักของภาคการผลิต ค้าปลีก และบริการอาหาร (HORECA) ของไทย ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลชี้ขาดต่อระบบโปรตีนของประเทศ โดยที่การตัดสินใจจัดซื้อจะส่งผลโดยตรงต่อมาตรฐานการผลิตและความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

มาตรฐานแรงงาน: ปัจจัยหนุนการเป็นผู้นำของไทย
บริษัทไทยทำคะแนนนำในประเด็นแรงงาน โดยเฉพาะการเปิดเผยจรรยาบรรณซัพพลายเออร์ มาตรฐานแรงงาน (SsSupplier Code of Conduct) และกระบวนการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Due Diligence) ผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่าบริษัทไทยหลายแห่งเริ่มขยับจากการประกาศเพียงนโยบาย ไปสู่การนำไปปรับใช้ ตรวจสอบและประเมินผลด้านแรงงาน (Labour Audit) ในเครือข่ายซัพพลายเออร์มากขึ้น

ด้านสภาพภูมิอากาศและอาหารทะเลมีพัฒนาการต่อเนื่อง
บริษัทไทยมีผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย จากการประกาศเป้าหมาย Net Zero การเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 และการรายงานตามกรอบมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามทว่ายังคงมีหลักฐานที่จำกัดว่าเป้าหมายเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงในห่วงโซ่อุปทานโปรตีนอย่างไร โดยเฉพาะในด้านการจัดสรรเงินทุนและการลดการปล่อยก๊าซที่เชื่อมโยงกับการจัดหาอาหาสัตว์

ในส่วนของอาหารทะเล เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การเปิดเผยข้อมูลในด้านนี้จึงรุดหน้ากว่าตลาดส่วนใหญ่ในเอเซีย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องวางในด้านความลึกของการตรวจสอบย้อนกลับ และการรายงานผลลัพธ์เชิงปริมาณที่ชัดเจนมากกว่าการเป็นเพียงถ้อยแถลง

สวัสดิภาพสัตว์เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น
บริษัทไทยหลายแห่งเผยแพร่นโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ และอ้างอิงแนวทางการจัดหาที่คำนึงถึงสวัสดิภาพที่ดีขึ้น แต่รายงาน APB100 ประจำปี ค.ศ. 2026 พบว่ายังขาดสาระสำคัญในเรื่องคำมั่นที่มีกรอบเวลาชัดเจน ความครอบคลุมของระบบปลอดกรง(Cage-free) เชิงปริมาณ และการรับรองจากหน่วยงานอิสระ ทำให้ประเด็นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากกว่าการเป็นมาตราฐานหลักของการจัดหาโปรตีนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Protein Sourcing)

จุดอ่อนที่สำคัญ: ธรรมาภิบาล การกระจายแหล่งโปรตีน และความเสี่ยงด้านธรรมชาติ เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเซีย ธรรมาภิบาล (Governance) ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของโปรตีน ยังเป็นจุดอ่อนที่สำคัญโดยบริษัทไทยส่วนใหญ่ยังขาดกลยุทธ์ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนที่ยั่งยืน (Protein Sustainability) เช่นเดียวกับการกระจายแหล่งโปรตีน (Protein Diversification) ที่ยังเป็นจุดอ่อน ซึ่งสะท้อนถึงการขาดการดำเนินการที่มีความหมายในการเปลี่ยนผ่านโปรตีน (Protein Transition) ที่ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นธรรม

แม้ว่าหลายบริษัทเริ่มตระนักถึงความเสี่ยงด้านธรรมชาติแล้ว แต่คำมั่นสัญญาที่มีกรอบเวลาชัดเจน รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบได้ว่าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ยังมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานที่มีความเสี่ยงสูงเช่น เนื้อวัวและพืชอาหารสัตว์

ความสำคัญของประเทศไทย: จุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของเอเชีย
ประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในระบบโปรตีนของเอเชีย ในฐานะผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก และผู้บริโภคโปรตีนจากสัตว์รายสำคัญ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภาคบริการอาหาร ซึ่งครอบคลุมทั้งเครือร้านอาหาร การจัดเลี้ยง โรงพยาบาล และกลุ่มธุรกิจบริการ กำลังมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อรูปแบบการจัดหา (Sourcing Expectations) และความต้องการโปรตีนในภูมิภาค

นายพงศกร สัจจิพานนท์ ผู้จัดการด้านความยั่งยืนทางอาหาร ประจำประเทศไทย ของ ARE กล่าวว่า “ประเทศไทยพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน สภาพภูมิอากาศ และอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนนโนบายเหล่านั้นให้เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรม โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในเมนูอาหารและห่วงโซ่อุปทาน เช่นเดียวกับผู้นำในระดับสากล และกล่าวเสริมว่า การขยับจาก “ความมุ่งมั่น” ไปสู่ “การปฏิบัติจริง” จำเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนและการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความเป็นผู้นำในภูมิภาคไปสู่มาตรฐานระดับโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ครัวแห่งอนาคต (Kitchen of the Future) ของเอเชียได้อย่างแท้จริง”

เกี่ยวกับ Asia Research & Engagement (ARE)
Asia Research & Engagement (ARE) ทำหน้าที่เชื่อมโยงนักลงทุนชั้นนำเข้าสู่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์กับบริษัทจดทะเบียนในเอเชีย เพื่อร่วมกันแก้ไขความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนให้ภาคธุรกิปรับทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญ (Investor Priorities) อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานหลายทศวรรษในภูมิภาค ประกอบกับทีมงานที่มีความเข้าใจในบริบทที่หลากหลายและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้ ARE มีความเข้าใจในบริบทและความต้องการที่แตกต่างกันในเอเชีย นอกจากนี้ งานวิจัยอิสระคุณภาพสูง เครือข่ายนักลงทุนที่เข้มแข็ง และความเชี่ยวชาญในการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้นำองค์กรและผู้มีบทบาทในการตัดสินใจทางการเงิน ให้สามารถกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคผนวก 1: ระเบียบวิธีวิจัย (Methodology)
ขอบเขตการประเมิน

  1. เกณฑ์การคัดเลือกบริษัท
  • บริษัทจดทะเบียนจำนวน 100 แห่ง
  • เป็นบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่หรือมีการดำเนินงานหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชีย
  • คัดเลือกตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ขนาดปริมาณการจัดหาโปรตีน และความเกี่ยวข้องกับระบบอาหารในภูมิภาค
  • รายงานฉบับนี้มุ่งรักษาความต่อเนื่องของข้อมูลจากปี ค.ศ.2023 เป็นหลัก โดยมีการเปลี่ยนรายชื่อบริษัทเฉพาะในกรณีที่มีการเพิกถอนหลักทรัพย์ การแปรรูปกิจการ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจที่มีนัยสำคัญ
  1. ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ 10 ตลาด
  • จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลีใต้
  • อินเดีย
  • ไทย
  • ฟิลิปปินส์
  • มาเลเซีย
  • อินโดนีเซีย
  • เวียดนาม
  • สิงคโปร์
  1. กลุ่มธุรกิจที่ทำการประเมิน
  • การผลิตอาหาร (เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์นม, อาหารทะเล, อาหารแปรรูป)
  • กลุ่มค้าปลีก (ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ร้านสะดวกซื้อ)
  • กลุ่มภัตตาคาร (ร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurants: QSR) และร้านอาหารประเภท casual dining )
  • กลุ่มธุรกิจบริการ (โรงแรม และ ธุรกิจรับจัดเลี้ยง)
  1. กรอบการประเมิน
    บริษัทแต่ละแห่งจะได้รับการประเมินผ่าน40 ตัวชี้วัด ครอบคลุม 10 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
  • ธรรมาภิบาล (Governance)
  • การตรวจสอบย้อนกลับ & และการจัดหา (Traceability & Sourcing)
  • แรงงาน และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Labour & Just Transition)
  • สุขภาพและความปลอดภัยของแรงงาน (Worker Health & Safety: WHS) และการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR)
  • สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare)
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
  • การตัดไม้ทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ (Deforestation & Biodiversity)
  • อาหารทะเล (Seafood)
  • การจัดการน้ำและของเสีย (Water & Waste)
  • การกระจายแหล่งโปรตีน (Protein Diversification)
  1. การจัดระดับผลการดำเนินงาน (Tier classification)
    ผลคะแนนรวมถูกคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์และจัดกลุ่มออกเป็น 6 ระดับ (Tiers) เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงาน:
  • Tier 1 – ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (Driving Transformation)
  • Tier 2 – ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง (Advancing Steadily)
  • Tier 3 – พัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Evolving Strategically)
  • Tier 4 – อยู่ระหว่างพัฒนา (Developing Efforts)
  • Tier 5 – เริ่มตระหนัก (Showing Awareness)
  • Tier 6 – ระยะเริ่มต้น (At the Starting Block)

แอนิเมชันไทย “องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” เปิดตลาดเกาหลีใต้ตอกย้ำศักยภาพ IP ไทยสู่เวทีโลก

แอนิเมชันOut of the Nest “องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ” ผลงานของ บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล(ประเทศไทย) ตอกย้ำศักยภาพ IP ไทยสู่ตลาดโลกอีกครั้ง ด้วยการเปิดตลาดล่าสุดในประเทศเกาหลีใต้ โดยเข้าฉายอย่างเป็นทางการในเครือ Megabox ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ชั้นนำของประเทศ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม สามารถสร้างความสนใจในเกาหลีใต้ได้ภายในช่วงวันแรกที่เข้าฉาย พร้อมคำชมหลากหลายเสียงของผู้ชมภาพยนตร์ ที่ต่างบอกว่าเป็นภาพยนตร์เหมาะสำหรับการชมทั้งครอบครัวในช่วงวันหยุด ซึ่งการเข้าฉายในต่างประเทศ นับเป็นการช่วยขยายฐานแฟนภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลก ซึ่งบริษัทพร้อมผลักดันให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา(IP) เพื่อพัฒนาและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป

โดย ดร.ณัฐวัฒน์ อริยวรารมย์ หรือ ดร.แตน ได้เปิดเผยว่า “แอนิเมชัน องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ คือทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ด้านแอนิเมชันจากประเทศไทย ที่ได้พัฒนาให้สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดสากล ซึ่งเห็นได้จากการยอมรับในเวทีโลก และเป็น 1 ใน 35 เรื่องจากทั่วโลก ที่ผ่านเข้าสู่รอบพิจารณา Best Animated Feature ในเวทีออสการ์ ตอกย้ำคุณภาพด้านคอนเทนต์และศักยภาพในเชิงพาณิชย์ และยังได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ของประเทศไทย เพื่อผลักดัน IP ไทยสู่ตลาดโลก รวมถึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีและการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกและ Out of the Nest ยังคงเดินหน้าเข้าสู่ตลาดอื่น ๆ ซึ่งทางบริษัทก็ได้วางแผนการตลาดเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศในระยาว ที่จะผลักดันให้เป็นแบรนด์ระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Licensing, Live Experience, Education, Interactive Media หรือการสร้างภาคต่อ ซึ่งขณะนี้ องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ ก็ได้เดินทางสร้างความสุขให้ผู้ชมมาแล้วทั่วโลก”

และสำหรับแฟน แอนิเมชัน เมืองไทย สามารถติดตามชมความสนุกสนานของการผจญภัยของแพะหนุ่ม อาเธอร์ และ เหล่าเจี๊ยบทั้ง 7 ใน Netflix

จับตาโปรเจ็กต์ลับ! “ปันปัน-ออกัส” แต่งพีเรียด เสิร์ฟเคมีใหม่ฟินจิกหมอน

เล่นใหญ่ไม่เบา เมื่อนักแสดงสาวสุดฮอต ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ ขอสลัดภาพจำ พลิกลุคห่มสไบ งามอย่างไทย แต่งพีเรียดครั้งแรกในชีวิต ประกบคู่พระเอกเนื้อหอม ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ ที่ลงทุนถอดเสื้อ โชว์ซิคแพ็คแบบฉ่ำว้าว หล่อแรงจนฮือฮาทั้งโซเชียลฯ

งานนี้ทำเอาแฟน ๆ แห่เดากันสนั่น ว่าโปรเจ็กต์ลับนี้คืออะไรกันแน่ แล้วจะเล่นใหญ่ จัดเต็มแค่ไหน ปักหมุดรอติดตามได้เร็วๆ นี้ รับรองว่าเริ่ดเลยแหล่ะ  !

แบมแบม-ใบปอ เสิร์ฟความหวานฉ่ำแบบจุ๊กกรู กลางโรงภาพยนตร์ ให้แฟน ๆ ได้เขินตาม ในงาน FAN Screen EP.4

เดินทางมาถึง EP.4 ด้วยความสนุกสนานอย่างต่อเนื่อง กับเรื่องราวของ เจนและซี จากซีรีส์ “Be My ANGEL ฉันหลงรักเทวดาของฉัน” จากความน่ารักในจอ ทางผู้จัด PENNYY STUDIO (เพนนีสตูดิโอ) โดยมี ปอย-พรรณนเรศ รุจิระนันท์ ผู้ก ากับ, อภิวันท์ จันทาภา, รงวไล หมื่นสวัสดิ์ สอง Executive Producer และ อธิชา ขวัญคง Content Acquisition Manager, iQIYI Thailand ร่วมกันจัดงาน FAN Screen EP.4 เพื่อเอาใจแฟนๆให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ในโรงภาพยนตร์ SF World Cinema Central World โรง 11

       กิจกรรมในงานนอกจากพูดคุยกับนักแสดงนำของเรื่อง อย่าง แบมแบม-นีวิรินทน์ ลิ่มกังวาฬมงคล (รับบท ซี), ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ (รับบท เจน) และ แยม-มทิรา ตันติประสุต (รับบท แก้วตา) กันไปในช่วงแรก ก็เริ่มกิจกรรมแรกเพื่อกระชับความใกล้ชิดสนิทกับแฟนๆ ในเกมส์ Make a Wish ที่ให้ผู้โชคดีได้ขึ้นมาร่วมเล่นเกมส์บนเวที และมีสิทธิ์ในการขอพรคนละ 1 ข้อ จากนักแสดง โดยนักแสดงต้องทำตามคำขอนั้นๆ ซึ่งเรียกความฮาและสนุกสนานไปตามๆกัน โดยเฉพาะคำขอพรที่อยากให้เจนต้องขี่หลังซี ซีไม่รอช้า รีบให้เจนกระโจนขึ้นหลังทันที โชว์ความแข็งแกร่งท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนๆ พร้อมถ่ายภาพกับผู้โชคดีไปในกิจกรรมแรก ต่อด้วยการชมซีรีส์ EP.4 ที่เรียกเสียงหัวเราะ และเสียงกรี๊ดมาเป็นระยะ กับความสัมพันธ์ของเจนและซี ที่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หลังชมจบ นักแสดงได้ขอเสียงแฟนๆในโรงช่วยกันพูดคำว่า   จุ๊กกรู กันอย่างพร้อมเพรียง เพิ่มความฮาและเสียงหัวเราะกันไปทั้งโรง ต่อเนื่องกันด้วยกิจกรรมที่สอง ในเกมส์ เทวดาจ๋า จงตอบข้าเถิด โดยแบ่งเป็นสองทีม ให้นักแสดงใส่หูฟังที่เปิดเพลงเสียงดัง และให้ผู้โชคดีต่อแถว เพื่อถามคำถามนักแสดง ซึ่งกิจกรรมนี้ผู้โชคดีจากทีมที่ชนะได้ถ่ายภาพร่วมกับนักแสดงกันอย่างใกล้ชิด ปิดท้ายด้วยผู้ร่วมกิจกรรมขึ้น Hi Bye กับนักแสดงกันอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่อัดแน่นไปด้วยเคมีความอบอุ่นตลอดทั้งงาน        ติดตามชม ซีรีส์ “Be My ANGEL ฉันหลงรักเทวดาของฉัน” กับโมเมนต์สุดใกล้ชิดชวนฟิน ของ “เจนและซี” ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. ดูออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT บนแอป iQIYI และเว็บ iQ.com ที่เดียวเท่านั้น

#BEMYANGELFANSCREENEP4 #BEMYANGELEP4

#BeMyAngelTheSeries #ฉันหลงรักเทวดาของฉัน #bambambaipor

ชวนรู้จักเจ้าก้อน “บีเวอร์” สิ่งมีชีวิตกลมมนขนฟู ก่อนไปดู “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ซื้อตั๋วล่วงหน้า 26 ก.พ. แล้วไปสนุกบนจอยักษ์ 5 มี.ค. ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

อีกไม่นานเกินรอ ความสนุกครั้งใหม่จะบุกจอยักษ์ กับเจ้าบีเวอร์สุดน่ารักใน “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ภาพยนตร์แอนิเมชันแอ็กชันคอเมดี้สุดแหวกแนว ที่มาในธีมสลับร่าง ย้ายจิตใจไปอยู่ในหุ่นยนต์บีเวอร์ พร้อมภารกิจสายลับที่ต้องผจญภัยในอาณาจักรสัตว์ เปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าให้ทุกคนได้จับจองความสนุก 26 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนฉายจริง 5 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งระบบปกติและระบบพิเศษ โดยงานนี้ตัวเอกของเรื่องคือ “บีเวอร์” (Beaver) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดและมีบทบาทสูงต่อระบบนิเวศ จนได้ฉายาวิศวกรแห่งธรรมชาติ แต่รู้ไหมว่า ก่อนจะมาลงตัวที่เจ้าน้องอ้วนกลมขนฟู ผู้กำกับเกือบจะพาเรา Hop ไปอยู่ในร่างเพนกวินซะแล้ว

ในช่วงแรกที่ผู้กำกับ Daniel Chong คิดไอเดียเรื่อง Hoppers ขึ้นมา บีเวอร์ยังไม่ใช่ศูนย์กลางของเรื่องราวเลยด้วยซ้ำ เขาบอกว่า “ตอนนั้นผมหมกมุ่นกับเพนกวินอย่างไม่มีเหตุผล และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำหนังเกี่ยวกับพวกมันให้ได้ แต่ Pete Docter (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ (CCO) ของ Pixar) รู้สึกว่าโลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีหนังเพนกวินเพิ่มอีกแล้ว ซึ่งเขาคิดถูก” Chong อธิบาย “ระหว่างที่พัฒนาไอเดียต่อ ผมได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Yellowstone National Park ที่นำหมาป่ากลับคืนสู่ระบบนิเวศ หลังจากพวกมันหายไปหมด การกลับมาของหมาป่าช่วยปรับสมดุลธรรมชาติ และนำไปสู่การกลับมาของสัตว์ชนิดอื่น รวมถึงบีเวอร์ เมื่อบีเวอร์กลับมาสร้างเขื่อนและสระน้ำ ก็ทำให้พืชพรรณและสัตว์นานาชนิดกลับคืนมาอย่างมหาศาล จนพวกมันมักถูกเรียกว่า Ecosystem Engineers วิศวกรระบบนิเวศ”
 
จากจุดนั้น ทุกอย่างก็เริ่มลงตัว “บีเวอร์เป็นสิ่งมีชีวิตหลักของระบบนิเวศที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์อื่นได้ในแบบที่ไม่เหมือนใคร และก็ชัดเจนมากว่าพวกมันคือตัวเอกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเล่าเรื่องนี้ แถมยังดูน่ารัก กลมมนสุด ๆ อีกด้วย” Chong เสริม 
 
บีเวอร์ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีหางแบนคล้ายใบพาย และมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงฟันแทะขนาดใหญ่ ที่มีไว้สำหรับกัดแทะต้นไม้ เพื่อนำกิ่งไม้ไปสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัย และยังกลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปรับระบบนิเวศไปในตัว “จากการค้นคว้า เราพบว่าผู้คนเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่บีเวอร์สามารถทำได้ และผลกระทบที่พวกมันมีต่อถิ่นที่อยู่อาศัย เพียงแค่ใช้ชีวิตในแบบของมันเอง ซึ่งน่าทึ่งมาก ผมว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้สมควรได้ฉายแสง” ผู้กำกับกล่าว

เพื่อถ่ายทอดความเป็นบีเวอร์ออกมาให้สมจริงที่สุด ทีมผู้สร้างได้เดินทางไปศึกษาภาคสนามที่ Yellowstone National Park รวมถึงเดินทางไปโคโลราโดร่วมกับ Dr. Emily Fairfax, PhD นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ecohydrology (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับระบบสิ่งมีชีวิต) ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนบีเวอร์ ซึ่งมาเป็นที่ปรึกษาให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากนี้ทีมงานยังไปเยือนเมือง Fort Collins รวมถึงเยี่ยมชม Oakland Zoo ด้วย
 
ผู้กำกับ Daniel Chong เล่าว่า “เรามีการออกทริปภาคสนามกันเยอะมาก ในช่วงแรกทีมของเราเดินทางไป Yellowstone โดยใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มที่นั่น และได้โอกาสดื่มด่ำอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง มีไกด์ที่ยอดเยี่ยมคอยพาเราเข้าไปเรียนรู้พื้นที่นั้นอย่างลึกซึ้ง ผมจำได้ว่าตอนที่เราไปถึง พวกเขาบอกเราว่า ‘ตอนนี้คุณกำลังเข้าสู่บ้านของสัตว์ต่าง ๆ คุณคือผู้มาเยือนที่นี่’ มันเป็นการปรับมุมมองครั้งสำคัญ เพราะปกติแล้วเรามักจะรู้สึกตรงกันข้าม คิดว่าธรรมชาติเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเรา ที่สำคัญคือเราได้เข้าไปข้างในรังบีเวอร์ที่ถูกทิ้งร้างด้วย มันคับแคบมาก แต่พอเข้าไปข้างในแล้ว คุณจะเห็นทางเดินและพื้นที่ที่ซับซ้อนมากมาย แทบจะเหมือนมีห้องแยกเป็นสัดส่วน ผมคิดว่าบีเวอร์ยังเปิดให้สัตว์ชนิดอื่นมาอาศัยอยู่ในรังเดียวกันได้ด้วย ถัดจาก Yellowstone ทีมงานฝ่ายศิลป์ของเรายังได้ไปโคโลราโดกับผู้เชี่ยวชาญด้านบีเวอร์อย่าง Dr. Emily Fairfax และมีโอกาสลงไปว่ายน้ำในสระบีเวอร์จริง ๆ” 
 
และเพื่อให้มั่นใจว่าการถ่ายทอดภาพของบีเวอร์ รวมถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของมันจะเป็นไปอย่างถูกต้อง Dr. Emily Fairfax ได้เดินทางมาเยี่ยมสตูดิโอหลายครั้ง เพื่อให้ข้อมูล พื้นฐาน และบริบทเกี่ยวกับบีเวอร์ รวมถึงบทบาทของพวกมันต่อระบบนิเวศโดยรอบ

ตามไปดูความน่ารักของเหล่าวิศวกรตัวกะปุ๊กลุกกันได้ใน “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ที่เล่าถึง เมเบิล (ให้เสียงโดย Piper Curda) ผู้หลงใหลในสัตว์อย่างสุดหัวใจ และคว้าโอกาสครั้งสำคัญในการใช้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งสามารถ “Hop” หรือถ่ายโอนจิตสำนึกของมนุษย์เข้าไปอยู่ในร่างของหุ่นยนต์บีเวอร์ที่เหมือนมีชีวิตจริง เพื่อสื่อสารกับสัตว์ต่าง ๆ ได้โดยตรง จนเกิดเป็นความอลเวงของสัตว์สายลับ ที่ได้เปิดโลกและค้นพบความลับของอาณาจักรสัตว์อันเหนือจินตนาการกว่าที่เคยคาดคิด และยิ่งอลม่านมากขึ้น เมื่อเมเบิลได้ผูกมิตรกับบีเวอร์ผู้นำที่เปี่ยมเสน่ห์อย่าง ราชาจอร์จ (ให้เสียงโดย Bobby Moynihan) และรวบรวมเหล่าสรรพสัตว์ทั้งผองให้ร่วมมือกัน เพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามครั้งใหญ่จากมนุษย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นจากน้ำมือของนายกเทศมนตรีฝีปากกล้าและมากเล่ห์ เจอร์รี่ (ให้เสียงโดย Jon Hamm) 
 
ภารกิจย้ายจิตใจไปเป็นสายลับบีเวอร์ครั้งนี้จะฮาแค่ไหน ต้องไปดู “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” เตรียมซื้อตั๋วล่วงหน้า 26 กุมภาพันธ์ ก่อนไปหัวเราะลั่นโรง 5 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบปกติ และระบบ IMAX, 4DX, Dolby Vision+Atmos, Zigma Cinestadium และ MX4D

โซเชียลมีเดีย:
X: @DisneyStudiosTH
Instagram: @disneystudiosth
Facebook: @WaltDisneyStudiosTH
Youtube: @waltdisneystudiosth
Hashtag: #HoppersTH #เด้งโดดเปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์

“Give to Gain ส่งต่อโอกาส สร้างพลังผู้หญิงที่ยั่งยืน”ชวนผู้หญิงทุกคนมาร่วมค้นพบพลังในตัวเองผ่านกิจกรรมพลังบวกมากมาย

วันสตรีสากลของทุกปี ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ไม่เคยทำให้ผู้หญิงทั่วประเทศผิดหวัง และปีนี้ก็เช่นกันกับแคมเปญดี ๆ อย่าง ‘ShePossible’ ปี 4 ที่จับมือบัตรมาสเตอร์การ์ด และบัตรเครดิตกสิกรไทย จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์“Give to Gain ส่งต่อโอกาส สร้างพลังผู้หญิงที่ยั่งยืน”ชวนผู้หญิงทุกคนมาร่วมค้นพบพลังในตัวเองผ่านกิจกรรมพลังบวกมากมาย

ไฮไลต์อยู่ที่ทอล์กเปิดมุมมองจากผู้หญิงเก่งแห่งยุค นำทีมโดย โอปอล – สุชาตา ช่วงศรีMiss World 2025 และเกรซ – กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า ที่มาร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจ        ในหัวข้อ ‘Own Your Health การตระหนักรู้และดูแลสุขภาพของตนเองอย่างตั้งใจบนเวทีเดียวกับนักแสดงรุ่นใหญ่ อาม่าแต๋ว – อุษา เสมคำ และนักแสดงสาวเก่งอย่าง ฟรีน – สโรชา จันทร์กิมฮะ ที่จะมาร่วมแชร์แรงบันดาลใจของ 2 เจเนอเรชันในหัวข้อ Positive & Empowering Mindset ทัศนคติที่มั่นใจในตัวเอง คิดบวก และพร้อมเติบโตแว่วว่างานนี้สาวฟรีนยังนำไอเทมชิ้นพิเศษมาร่วมประมูล เพื่อนำรายได้ไปต่อยอดโอกาสและศักยภาพของผู้หญิงผ่านสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ โดยสามารถติดตามรายละเอียดการร่วมประมูลได้ทาง Facebook: Central Department Store

พร้อมเติมพลังความรู้กับหัวข้อ ‘Money Confidence For Her เข้าใจเงินแบบผู้หญิงยุคใหม่’  โดย วินนี่ วอง จากบัตรมาสเตอร์การ์ด และ ณัฐชนก มานะสมจิตร กูรูและที่ปรึกษาทางการเงิน เจ้าของเพจ GEE Money & More รวมถึง Women Market ที่รวบรวมผลงานศิลปะ งานดีไซน์ และสินค้าจากผู้หญิงมากความสามารถ ตลอดจนกิจกรรมดี ๆ เพื่อผู้หญิงอีกมากมาย พบกันในวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป อีเว้นต์ อารีน่า ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และต่อเนื่องด้วยกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจพร้อมโปรโมชันพิเศษแทนคำขอบคุณผู้หญิงทั่วประเทศไปจนถึง 8 มีนาคม 2569…จัดเต็มเพื่อผู้หญิงขนาดนี้จะพลาดได้ยังไง?

Smart Factory: The Future Food Industry for Global Competitivenessโรงงานอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิดรับสมัคร!!!

Smart Factory: The Future Food Industry for Global Competitiveness โรงงานอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก เปิดรับสมัครเรียนฟรี จำนวนจำกัดเพียง 100 ท่าน (บริษัทละไม่เกิน 2 ท่าน) ในวันที่ 19–20 มีนาคม 2569 (2 วันเต็ม) ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

ไฮไลต์สำคัญ

  • Global Packaging Trends 2026 & Smart Packaging
  • Industry 4.0, Robotics & Smart Factory
  • IoT ในกระบวนการแปรรูปอาหาร
  • Traceability เพื่อความปลอดภัยและความยั่งยืน
  • Food Tech Update 2569–2571
  • เทคโนโลยีฉายรังสีอาหาร
  • Carbon Footprint (CFP & CFO)
  • Measurement & Calibration เพื่อ Food Safety
  • เยี่ยมชมสายการผลิตอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มจริง + ให้คำปรึกษายกระดับมาตรฐาน

โดยเนื้อหาเหมาะสำหรับ ผู้บริหาร / ผู้จัดการโรงงาน / วิศวกรรม / IT / QC / Production / R&D
และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทุกระดับ

จัดโดยความร่วมมือหลายหน่วยงานระดับประเทศ
สสวทท. | วว. | สทน. | มว. | อว. | FoSTAT และพันธมิตร

ลงทะเบียนฟรีที่ https://docs.google.com/…/1FAIpQLSeUnclgr27JTD…/viewform

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เปิดมหากาพย์ “มหาศึกวานร 11 ขุนพลแห่งรามเกียรติ์”ใน “MBK Center KHON” โขนซีรีส์ 12 ตอน 12 เดือน ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนร่วมดื่มด่ำความวิจิตรของนาฏศิลป์ไทย และลุ้นไปกับการสู้รบอันดุเดือดของเหล่าขุนพลวานรในรูปแบบการแสดงที่ร่วมสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจ กับการแสดงโขนชุดพิเศษจาก มหากาพย์รามเกียรติ์ ชุด “มหาศึกวานร 11 ขุนพลแห่งรามเกียรติ์” ถ่ายทอดเรื่องราววีรกรรมอันกล้าหาญของเหล่าทหารเอกวานร ผ่านการแสดง “MBK Center KHON” ซึ่งตลอดทั้งปีนี้จัดยิ่งใหญ่นำเสนอซีรีส์การแสดงต่อเนื่อง 12 ตอน 12 เดือน โดยใน วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เตรียมพบกับการแสดง ตอนที่ 2 ผู้ครองคีรีขุนศึกวานร (สุครีพ) จัดแสดงวันละ 2 รอบ ในเวลา 15.00 น. และ 18.00 น.

การแสดงจัดขึ้น ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน โดยโปรแกรมการแสดงครั้งถัดไป ได้แก่
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ตอนที่ 3 หนุมานทหารเอกพระราม (หนุมาน)
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ตอนที่ 4 องคตทูตหาญ กล้าท้าลงกา (องคต)
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 ตอนที่ 5 วีรกรรมชมพูพานผู้หาญกล้า (ชมพูพาน)
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ตอนที่ 6 นิลนนท์จอมกำลังแกร่งกล้าในสมรภูมิ (นิลนนท์)
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 ตอนที่ 7 ชามพุวราช วานรผู้จงรัก (ชามพูวราช)
วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569 ตอนที่ 8 นิลพัทผู้ทรนง (นิลพัท)
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 ตอนที่ 9 วานรสมุทร บุตรหนุมาน (มัจฉานุ)
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2569 ตอนที่ 10 อสุรผัด วานรศึก 2 เผ่า (อสูรผัด)
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2569 ตอนที่ 11 ท้าวมหาชมพูเจ้าแห่งวานร (ท้าวมหาชมพู)
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2569 ตอนที่ 12 ขุนศึกวานรพิชิตอสุรา (บทสรุปมหากาพย์)
ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มุ่งสู่การเป็น Cultural & Tourism Hub ศูนย์กลางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวใจกลางเมือง ที่เชื่อมโยงเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว พร้อมขับเคลื่อน Soft Power ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน
ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

#MBKCenter #โขน #รามเกียรติ์ #SoftPower

อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ กางแผนปี 2026 ตอกย้ำความสำเร็จ 2 ทศวรรษ ชูโปรเจกต์ “The Park Lane 15” รุกตลาดลักชูรี พร้อมตั้งเป้ายอดโอนรวมกว่า 266 ล้านบาทโต 15%

[สมุทรปราการ – 23 กุมภาพันธ์ 2569] – บริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (AVIA Property) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างมั่นคงมากว่า 20 ปี ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการส่งมอบโครงการคุณภาพหลากเซกเมนต์ ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม พร้อมเปิดตัวโปรเจกต์เรือธง “The Park Lane 15” เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน ตั้งเป้าหมายการโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้ไว้กว่า 266 ล้านบาทโตกว่า 15%

นายศุภกิจ ประมวลทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อาเวียพร็อพเพอร์ตี้  จำกัด (Avia Property Company Limited) เปิดเผยว่า “อาเวียพร็อพเพอร์ตี้ เป็นผู้ประกอบการด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่เชี่ยวชาญในพื้นที่ สุขุมวิท-แบริ่ง–เอกมัย–สมุทรปราการ จากจุดเริ่มต้นในปี 2548 ภายใต้ชื่อบ้านลีลาวดี ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 20 ล้านบาท วันนี้ อาเวียได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ด้วยความแข็งแกร่ง ด้วยทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นถึง 210 ล้านบาท เรายึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีความหลากหลายและตรงกลุ่มเป้าหมาย (Living Simplexity) ผ่านโครงการชื่อดังอย่าง พรีเมียร์ วิลล์, พรีเมียร์ แกรนด์, เดอะ พาร์ค เลน, เดอะ แคนวาส, พรีเมียร์ ซิตี้ และ พรีเมียร์ ไพร์ม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเสมอมา”

แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ที่ผ่านมาจะเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในกลุ่ม Mass และความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ แต่อาเวียมองเห็นโอกาสสำคัญในปี 2569 ซึ่งเป็นปีแห่งการปรับฐานตลาดที่อยู่อาศัย โดยกลุ่ม Luxury และ Exclusive Private Residences ยังคงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและมีความต้องการต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อจริง (Real Demand) และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น

“ทิศทางตลาดในปี 2569 เราจะเห็นเทรนด์ ‘คุณภาพเหนือปริมาณ’ และการมองหาที่อยู่อาศัยที่เป็นสินทรัพย์ที่คุ้มค่าในระยะยาว อาเวียจึงใช้ความเชี่ยวชาญกว่า 2 ทศวรรษในพื้นที่ สุขุมวิท-แบริ่ง–สมุทรปราการ พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ ‘Living Simplexity’ เพื่อเจาะกลุ่มนิช (Niche Market) ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความพิถีพิถันเป็นพิเศษ” นายศุภกิจ กล่าว

รุกตลาด Luxury ด้วย “The Park Lane 15” หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือโครงการ The Park Lane 15 (สุขุมวิท-แบริ่ง 15) ซึ่งเป็น Exclusive Private Residences ระดับลักชูรีที่มีความเป็นส่วนตัวขั้นสุดเพียง 16 ยูนิตเท่านั้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ Double Volume ที่ให้ความโปร่งสบาย และทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้า 2 สาย (เขียว-เหลือง) สอดคล้องกับแนวโน้มปี 2569 ที่คนรุ่นใหม่และกลุ่มนักลงทุนเลือกซื้ออสังหาฯ ในทำเลที่เดินทางสะดวกและใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำ

กางตัวเลขเป้าหมายปี 2569 สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายการโอนกรรมสิทธิ์รวม ไว้ที่ 55 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 266.88 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดโครงการหลัก ดังนี้

 * โครงการ Premier City สุขุมวิท – ปู่เจ้า (ทาวน์เฮ้าส์ และบ้านเดี่ยว) ตั้งเป้าโอน 155 ล้านบาท

 * โครงการ The Park Lane 15 สุขุมวิท  (ทาวน์โฮมและบ้านแฝด ) ตั้งเป้าโอน 102.50 ล้านบาท

* โครงการ พรีเมียร์ ไพร์ม (บ้านแฝด) ตั้งเป้าโอน 9.18 ล้านบาท

ไฮไลต์แห่งปี “The Park Lane 15″ นิยามใหม่ของความหรูหราที่เงียบสงบ โครงการ The Park Lane 15 (สุขุมวิท-แบริ่ง 15) เป็นโครงการระดับลักชูรีที่ออกแบบโดย ATOM Design บริษัทสถาปนิกชั้นนำ ภายใต้คอนเซปต์ “The Philosophy of Luxury Living” โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

 * ความเป็นส่วนตัวขั้นสุด จำกัดเพียง 16 ยูนิตเท่านั้น เพื่อสร้างสังคมคุณภาพและบรรยากาศที่เงียบสงบ

 * ดีไซน์เหนือระดับ โดดเด่นด้วยห้องโถงเพดานสูง (Double Volume) เพิ่มความโปร่งโล่งและหรูหรา พร้อมฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ (Flexible Space)

 * พื้นที่เพื่อทุกคนในครอบครัว บ้านหน้ากว้างที่มาพร้อมที่จอดรถสูงสุด 3 คัน และการออกแบบที่ผสานพื้นที่สีเขียวเข้ากับตัวบ้าน (Nesting in the Oasis of Happiness)

 * ทำเลศักยภาพ ตั้งอยู่ในซอยแบริ่ง 15 เชื่อมต่อได้ทั้งถนนสุขุมวิทและศรีนครินทร์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเพียง 10 นาทีและสายสีเหลือง รายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ อาทิ บางกอกพัฒนา, St. Andrews, โรงพยาบาลศิครินทร์, ลาซาล อเวนิว ฯลฯ

โครงการ “เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง” ทาวน์โฮมและบ้านแฝดหรู พัฒนาภายใต้แนวคิด THE PHILOSOPHY OF LUXURY LIVING ในราคาเริ่มต้นที่ 13.9 – 33.9 ล้านบาท*  ขนาดที่ดินในโครงการอยู่ที่ 1-2-47.8 ไร่ จำนวนยูนิต 16 ยูนิต เนื้อที่เริ่มต้น 24 – 53.2 ตารางวามีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 275 ถึง 542 ตารางเมตร ระบบไฟฟ้าใต้ดิน โดยประกอบด้วยแบบบ้าน 3 แบบคือ

บ้านแฝด 4.5 ชั้น ขนาด 542 ตารางเมตร จำนวน 2 ยูนิต  4  ห้องนอน , 7 ห้องน้ำ , 2 ห้องนั่งเล่น, 1 ห้องรับประทานอาหาร , 1 ห้องแม่บ้าน , 5 ที่จอดรถ , Home Lift , ชั้นดาดฟ้า ราคา 32 ล้านบาท

ทาวน์โฮม 4.5 ชั้น ขนาด 302 ตารางเมตร จำนวน 6 ยูนิต มาพร้อมกับ 3  ห้องนอน , 1 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ห้องนอน , 5 ห้องน้ำ, 1 ห้องนั่งเล่น , 1 ห้องรับประทานอาหาร , 1 ห้องครัว , 3 ที่จอดรถ , ชั้นดาดฟ้า ราคาเริ่มต้น 15.5 ล้านบาท

ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น ขนาด 275 ตารางเมตร จำนวน 8 ยูนิต 3  ห้องนอน , 4 ห้องน้ำ , 1 ห้องรับประทานอาหาร , 1 ห้องครัว , 3 ที่จอดรถ , ชั้นดาดฟ้า ราคาเริ่มต้น 13.9 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการ The Park Lane 15 ได้เตรียมจัดงานเปิดตัวโครงการ (Grand Opening) ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 นี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รับส่วนลดสูงสุด 700,000 บาท + ของแถมร่วมกว่า 150,000 บาท* อาทิ

1. ระบบ Home Security Package พร้อมกล้องวงจรปิด  

2. ระบบปรับคุณภาพอากาศให้บ้าน SCG Active AIR Quality รุ่น Outdoor special ERV

3. Junction Box รองรับการติดตั้ง EV Charger

4. พร้อมติดตั้งเครื่องทำความร้อน Stebel Eltron

5. ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

6. ฟรีค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าและประปา

7. ฟรีค่าส่วนกลาง 24 เดือน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

“โครงการ The Park Lane 15 จะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักที่สร้างยอดโอนกว่า 102.50 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ในเครือ The Park Lane ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการทั้งในย่านเอกมัยและลาซาล รวมถึง กลยุทธ์ของอาเวียที่ใช้มาตลอด คือการรักษามาตรฐานคุณภาพและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรให้เป็นมืออาชีพ เราเชื่อมั่นว่า The Park Lane 15 จะเป็นมาตรฐานใหม่ของบ้านระดับพรีเมียมในย่านสุขุมวิท-แบริ่ง ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ การรักษามาตรฐานคุณภาพและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ควบคู่ไปกับการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ทันต่อเหตุการณ์ เราเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์การพัฒนาโครงการมามากกว่า 12 โครงการ จะทำให้อาเวียเติบโตได้อย่างยั่งยืนและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง”  ผู้จัดการทั่วไปกล่าวปิดท้าย  

เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง (The Park Lane15 Sukhumvit – Bearing) บริหารงานขายโดยบริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดโครงการและโปรโมชั่นดี ๆ สุดพิเศษ ก่อนใคร ผ่านทางเพจ Facebook.com/theparklane15 ช่องทางไลน์ Line id : @aviaproperty หรือ คลิก https://lin.ee/2CnGvR1  หรือ โทร.094-480-6111

“ยู ฮยอนอู” สุดปลื้ม!นั่งแท่นแบรนด์แอมฯ “บิวตี้ เจมส์”

หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลเพลง No Control และกำลังจะมีงานแสดงเรื่องใหม่ ซีรีส์ Boy Friend on Demand (월간남친) กับทาง Netflix Original Korean ออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามเร็วๆ นี้ YU HYUN WOO (ยู ฮยอนอู) นักร้องและนักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากเกาหลี ก็ยังได้รับเกียรติจากแบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีเบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่าง Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์) แต่งตั้งให้เป็นแบรนด์เอมบาสเดอร์คนใหม่

ล่าสุด ยู ฮยอนอู เคลียร์คิวงานที่แน่นเอี๊ยด บินลัดฟ้าจากประเทศเกาหลีใต้มาเมืองไทย เพื่อร่วมงานเปิดตัวแบรนด์เอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับการเปิดตัวเครื่องประดับสุดหรูคอลเลคชั่นใหม่ Maison Abeille ณ Beauty Gems ชั้น 2 เซ็นทรัล ชิดลม

โดยได้รับเกียรติให้สวมสร้อยคอมรกตล้อมเพชร ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากโครงสร้างอันสมบูรณ์แบบของรังผึ้งและตัวผึ้ง มูลค่าสูงถึง 22 ล้านบาทเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยู ฮยอนอู ได้เผยว่า …

“รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากๆ ที่ได้มาร่วมงานกับบิวตี้เจมส์ แบรนด์จิวเวลลี่ชื่อดังอันดับต้นๆ ของเอเชีย ซึ่งโด่งดังมากๆ ในเรื่องของความประณีตและอลังการ ส่วน Exclusive Event ที่ผ่านมา บรรยากาศก็อบอุ่น ทุกคนให้การต้อนรับอย่างดี แฮปปี้มากๆ ที่ได้รับความรักจากทุกคน ทั้งนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแฟนๆ ชาวไทยด้วย เร็วๆ นี้ก็จะมีผลงานถ่าย Fashion Magazine ในประเทศไทยออกมาให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน 2 เล่ม ภาพสวยมากๆ แต่จะเป็นเล่มไหน ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ครับ ต้องรอชม ส่วนซีรีส์ Boy Friend on Demand คาดว่าแฟนๆ ในเมืองไทยน่าจะได้รับชมกันเร็วๆ นี้ ฝากติดตามด้วยนะครับ”