สคส. แจ้งค่ายมือถือ ชี้แจงกรณีพนักงานหลอกเด็กนักเรียนสแกนใบหน้าแลกซิม

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม เปิดปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เข้าตรวจค้น 8 เป้าหมายในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังพบพฤติการณ์หลอกนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี” ก่อนนำข้อมูลไปลงทะเบียนเป็นซิมผีส่งต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ ซิมโทรศัพท์ 2,160 ซิม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนจำหน่ายและการโฆษณาขายซิม ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้เร่งติดตามและกำกับดูแลบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างเคร่งครัดต่อไป

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า บริษัทผู้ให้บริการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องจัดให้มีมาตรการในการกำกับดูแลพนักงานบุคลากร หรือตัวแทนของตนให้รับทราบ และถือปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริษัท เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนผู้รับบริการ อย่างเคร่งครัด และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องมีการทบทวนมาตรการดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันนั้นอีก

สคส. จะได้กำกับดูแลให้บริษัทปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน ให้เต็มศักยภาพตามที่กฎหมาย PDPA กำหนดต่อไป ในส่วนของโรงเรียนก็ควรมีการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่มาทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียนอย่างละเอียดก่อนที่จะอนุญาตให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสแกนใบหน้าเป็นข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรจะต้องมีความระมัดระวัง ในการเก็บรวบรวมใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

หากมีเหตุสงสัยว่าจะเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือหากมีข้อสงสัยในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อ สคส. ได้ทางโทร. 0 2111 8800 หรือ Facebook : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-สคส

HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73% เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) รายงานผลประกอบการประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ตอกย้ำฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากกำลังซื้อที่ผันผวนและแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ อีกทั้งบอร์ดบริษัทเสนอพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลในประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เป็นเงินสดที่อัตรา 0.22 บาท/หุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย.2569 และจ่ายจริงวันที่ 7 พ.ค.2569 ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจ แม้สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสามารถบริหารจัดการต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่าย และรักษาระดับความสามารถทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 7,427.78 ล้านบาท และกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) 8,099.72 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.71% แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินค้า การกำหนดราคา และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมความแตกต่างทางการแข่งขัน

ในมิติของผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 22.73% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก สะท้อนความสามารถในการใช้เงินทุนสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนยังอยู่ในระดับเหมาะสม โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 70,648.48 ล้านบาท หนี้สินรวม 44,551.25 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เท่ากับ 1.71 เท่า และอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.71 เท่า แสดงถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และไม่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการเงินในระยะยาว

ด้านสภาพคล่อง บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 9,337.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และเป็นฐานรองรับทั้งการลงทุนขยายสาขา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่นักลงทุน

นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับจำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ผ่านมาตรฐานบริหารความเสี่ยง การทำประกันภัยที่ครอบคลุม และการใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่าง

สิ้นปี 2568 HMPRO มีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, Hybrid Store 14 สาขา และโฮมโปรมาเลเซียอีก 7 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาใหม่รวม 10 แห่ง พร้อมเร่งขยายรูปแบบ Hybrid Store ซึ่งเป็นการผสานโฮมโปรและเมกาโฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มช่างผู้รับเหมาในทำเลศักยภาพ โมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการขายจากความครบวงจรของสินค้า และยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการผ่านการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทได้ขยายศูนย์กระจายสินค้าและติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เพื่อยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารสต็อก รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมพัฒนาบริการจัดส่งสินค้าขนาดเล็กภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังขยายแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และพัฒนาแพลตฟอร์ม B2B รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานรายได้ที่มีศักยภาพในระยะยาว

นายวีรพันธ์ กล่าวย้ำอีกว่า บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสนับสนุนผลักดันโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-In) รับสินค้าเก่าที่เสื่อมสภาพ หรือไม่ใช้งานแล้ว เพื่อนำไปช่วยจัดการให้อย่างถูกวิธี และรีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ที่เรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก” รวมถึงกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี” เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดค่าครองชีพให้กับลูกค้า และได้ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กับโลกอีกด้วย ในปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วกว่า 116 สาขา และตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมเข้าร่วมโครงการ UN Global Compact ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“จากภาพรวมดังกล่าว HMPRO เรายังคงสะท้อนความเป็นหุ้นค้าปลีกกลุ่ม Home Improvement ที่มีลักษณะ Defensive มีฐานกระแสเงินสดแข็งแรง ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระดับสูง และนโยบายจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับการเติบโต และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกด้วย” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

#ผลประกอบการโฮมโปร #HMPRO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ เปิดตัว 12 ทีมแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 28-29 มี.ค.2569 นี้ ที่สนาม ลำลูกกา คันทรีคลับ

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) โดยนายกสมาคม ดร.ณัฐพล รังสิตพล เป็นประธานการแถลงข่าว การแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นประเภททีมมาตรฐานสากล รายการกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ สนามกอล์ฟลำลูกกาคันทรีคลับ จ.ปทุมธานี พร้อมเผยโฉมหน้า 12 ทีมผู้เล่น และประกาศผลการจับฉลากจับคู่ 12 ทีมที่เข้าแข่งขัน

คุณจิร โชตินุชิต ประธานแผนกกีฬากอล์ฟสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานอำนวยการ จัดการแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานกอล์ฟประเพณีครั้งนี้ว่า “เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นรายการนี้ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของกีฬากอล์ฟในระดับสากล ทางคณะผู้จัดการแข่งขันได้มีการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น บุคลากรผู้ควบคุมกฎกติกาการแข่งขัน โปรแกรมอัพเดตผลคะแนนแบบออนไลน์ และเพิ่ม Facebook Live เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดตามผลการแข่งขันได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งสนามแข่งขันที่ได้ระดับมาตรฐานของมืออาชีพ โดยเราเลือกสนามกอล์ฟลำลูกกาคันทรีคลับ จ.ปทุมธานี เหมือนเช่นทุกครั้งในการแข่งขันที่ผ่านมา อีกทั้งเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับ 12 ทีมที่เข้าแข่งขัน ทางสนามยังเปิดโอกาสให้นักกอล์ฟทุกคนสามารถเข้าซ้อมได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนวันแข่งขันจริงระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้”

“สำหรับในเรื่องถ้วยรางวัลของทีมที่ชนะเลิศนั้น ทางสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ใช้ถ้วยพระราชทานได้ ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 13 ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ อีกทั้งยังนับเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุด ของทีมผู้เล่นที่จะชนะเลิศการแข่งขันอีกด้วย”

นายวิชิต บัณฑุวงศ์ ผู้อำนวยการ การแข่งขัน กล่าวถึงความพร้อมของ 12 ทีม และ กฎ กติกา ที่ใช้ในการแข่งขันในรายการนี้ว่า “การแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” ครั้งที่ 13 เป็นการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นประเภททีม มีทีมเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 12 ทีม ได้แก่

1.ทีมราชนาวี (RTN) แชมป์เก่าครั้งที่ 11 และ 12
2.ทีมสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUAA)
3.ทีมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
4.ทีมสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TU)
5.ทีมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
6.ทีมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU)
7.ทีมราชกรีฑาสโมสร (RBSC)
8.ทีมสมาพันธ์สมาคมศิษย์เก่าคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย (CGA)
9.ทีมกองทัพอากาศ (RTAF)
10.ทีมชมรมกอล์ฟสมาคมชาวญี่ปุ่น (JAGC)
11.ทีมสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (OV)
12.ทีมบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT)

ซึ่งกล่าวได้ว่าในขณะนี้แต่ละทีมล้วนมีความพร้อมทั้งในด้านร่างกาย และทักษะการเล่นกันเกือบ 100% เนื่องจากแต่ละทีมมีการฝึกซ้อมกันอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งในด้านกำลังใจของผู้เล่นแต่ละคนในทีม ก็มีกำลังใจที่เต็มเปี่ยม จึงกล่าวได้ว่าการแข่งขันในครั้งนี้น่าจะเป็นการแข่งขันที่สนุก เข้มข้น เป็นที่น่าจับตามอง และน่ารอคอยสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟทุกท่าน โดยสามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด”

คุณจิร โชตินุชิต กล่าวต่อไปว่า “เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกครั้งของการแข่งขันกอล์ฟ “พระเกี้ยวทองคำ” เมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน ทางคณะผู้จัดการแข่งขัน จะนำรายได้ส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยต่อไป”

นิตยสาร Green Life Plus ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และชุมชน จัดกิจกรรมปลูกป่า “Green Land 2026” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน จ.อุทัยธานี

นิตยสาร Green Life Plus ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จัดกิจกรรมปลูกป่า ภายใต้โครงการ Green Land 2026 พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “ปลูกต้นไม้มงคล 77 จังหวัด” เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ณ วัดห้วยเปล้า หมู่ที่ 6 ตำบลระบำ อำเภอ ลานสัก จังหวัด อุทัยธานี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าห้วยขาแข้ง ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าอุทัยธานี ศูนย์วิจัยไฟป่าห้วยขาแข้ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ อน.2 โรงเรียนห้วยขาแข้งวิทยาคม โรงเรียนบ้านห้วยเปล้า วิสาหกิจชุมชนตำบลระบำ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี องค์การบริหารส่วนตำบลระบำ ตลอดจนภาคเอกชน ได้แก่ ธนาคารออมสิน, บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) Wp, มอไซต์ไฟฟ้า DECO, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท Amazing Thailand, บริษัทเอ๊กซอนโมบิล จำกัด และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานขีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ ลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่า และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งต่อยอดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ตำบลระบำ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งการปลูกต้นไม้มงคล การให้ความรู้ด้านการป้องกันไฟป่า และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่

โครงการ Green Land 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น และขยายผลสู่ระดับประเทศต่อไป

GreenLand2026

GreenLifePlus

ปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้มงคล77จังหวัด

ไอคอนสยาม มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายกับแมตช์หยุดโลกพาเชียร์ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล” แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงโอลด์ แทรฟฟอร์ดในแคมเปญ “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026”

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำความเป็น Global Experiential Destination ด้วยแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” ชวนลูกค้าคนพิเศษไปเชียร์ทีมโปรดกับศึกแดงเดือดระดับตำนาน “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ปะทะ “ลิเวอร์พูล” แบบสดๆ ติดขอบสนาม รับชมแมตช์แดงเดือดพร้อมสัมผัสประสบการณ์ VIP สุดพิเศษ จากที่นั่งโซน Executive Lounge ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ สิทธิพิเศษนี้สำหรับ 8 สุดยอดนักช็อป ลูกค้าคนสำคัญของไอคอนสยามเท่านั้น

นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ ICONSIAM Extraordinary Experience เกิดจากความตั้งใจของไอคอนสยามที่จะมอบสุดยอดประสบการณ์พิเศษอันแตกต่างและหลากหลายเพื่อเติมเต็มทุกความต้องการ ให้ลูกค้าคนสำคัญของเราได้สัมผัสกับความเหนือระดับในทุกมิติ ทั้งที่สุดของทริปพิเศษ ที่สุดของรสชาติ ที่สุดความบันเทิงซึ่งหาชมได้ยาก และครั้งนี้เราพร้อมจะมอบที่สุดของสายสปอร์ตให้คนรักฟุตบอลได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์เหนือความคาดหมายอีกครั้ง กับศึกแดงเดือดระดับตำนาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ ลิเวอร์พูล ซึ่งครั้งก่อนได้รับการตอบรับจากลูกค้าผู้ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างดี มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ไอคอนสยามจึงสานต่อความสำเร็จด้วยแคมเปญ THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026 โดยไม่เพียงมอบโอกาสให้ลูกค้าคนสำคัญของเราได้ไปเชียร์แมตช์ระดับโลกถึงขอบสนาม แต่ยังเพิ่มความพิเศษแบบประสบการณ์ VIP ไปอีกขั้น ด้วยที่นั่งในโซน Executive Lounge พร้อมสิทธิพิเศษระดับพรีเมียม ที่จะมอบความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนาม จนถึงวินาทีแห่งเสียงเฮฉลองชัยในแมตช์ประวัติศาสตร์”

ทั้งนี้แมตช์การแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 (อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ผู้จัดงานกำหนด) ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ โดยการเข้าชมการแข่งขันในโซน Executive Lounge จะได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ

  • บริการเจ้าหน้าที่นัดพบ และพาเข้าสู่สนาม
  • ที่นั่งชมระดับพรีเมียม Executive Padded Seats ชมการแข่งขันแบบใกล้ชิด
  • สามารถเข้าใช้บริการ Lounge ได้ล่วงหน้า 3 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน และอยู่ต่อได้ 1 ชั่วโมงหลังจบเกม
  • Welcome Drink (Sparkling Wine 1 แก้ว)
  • ลิ้มรสเมนูอาหาร 4 คอร์ส พร้อมบาร์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
  • รับ Teamsheet และ Matchday Program (booklet) เก็บเป็นที่ระลึก

ภายใต้แคมเปญนี้ ไอคอนสยามจะมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เป็นสุดยอดนักช็อปได้สัมผัสประสบการณ์ชมศึกแดงเดือดในระดับ Executive Lounge ณ สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวม 16 ที่นั่ง) สำหรับสมาชิก ONESIAM ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” และสะสมยอดใช้จ่ายภายในไอคอนสยาม, สยาม ทาคาชิมายะ และไอซีเอส สูงสุดตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น (ยอดซื้อสะสมขั้นต่ำ 300,000 บาทขึ้นไป ทุกหมวดสินค้าที่ร่วมรายการ) ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 – 20 มีนาคม 2569

แฟนบอลตัวจริงพลาดไม่ได้ กับการคว้าโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ ลูกหนังอังกฤษ จากที่นั่งระดับ Executive Lounge แบบติดขอบสนาม ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม “THE EXTRAORDINARY EXPERIENCE 2026 : RED WAR The Unrivaled Match 2026” ได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง https://superapp.onesiam.com/PZZH/f9tjx2sg เพียงมียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุด 8 ท่านแรก ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ที่รวมความตื่นเต้นของแมตช์ระดับโลกเข้ากับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้อย่างสมบูรณ์แบบ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM และ www.iconsiam.com

เมื่อภาพยนตร์และแฟชั่นมารวมตัวกัน “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ส่งต่อแรงบันดาลใจ สู่หนึ่งในชาเลนจ์ของ “The Face Men Thailand Season 4” เตรียมพบกับ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ภาคต่อภาพยนตร์สุดไอคอนิกที่ทั่วโลกตั้งตารอ 30 เมษายนนี้ เฉพาะในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (26 กุมภาพันธ์ 2026) – “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อรายการ The Face Men Season 4 เปิดตัวหนึ่งในชาเลนจ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ โดยเป็นการผสานโลกแห่งแฟชั่นและความบันเทิงเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมฉลองให้กับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ที่ทุกคนรอคอย ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 30 เมษายน 2026

หนึ่งในชาเลนจ์หลักของ “The Face Men Thailand Season 4” จะสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” โดยท้าทายผู้เข้าแข่งขันภายใต้โจทย์สุดหินซึ่งว่าที่ The Face Men ทุกคนต้องถ่ายทอดทั้งความมั่นใจ ความทะเยอทะยาน และความเพอร์เฟกต์ ในแบบที่พร้อมขึ้นรันเวย์อย่างแท้จริง เพื่อสะท้อนแก่นแท้ของอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ และไม่เพียงแค่นั้น ผู้ชนะ “The Face Men Thailand Season 4” ยังจะได้รับโอกาสร่วมเดินพรมแดง ในงาน Thailand Gala Premiere “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนเมษายนนี้

20 ปีหลังจากฝากการแสดงอันเป็นตำนานในบท Miranda, Andy, Emily และ Nigel — Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt และ Stanley Tucci หวนคืนสู่ถนนสายแฟชั่นแห่งนครนิวยอร์ก และออฟฟิศสุดเฉียบของ Runway Magazine อีกครั้ง ในภาพยนตร์ภาคต่อที่ทั่วโลกรอคอยจาก 20th Century Studios เรื่อง “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” สานต่อปรากฏการณ์จากปี 2006 ที่เคยสร้างนิยามใหม่ให้กับทั้งเจเนอเรชันมาแล้ว

นอกจากนี้ “The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” ยังเป็นการกลับมารวมตัวอีกครั้งของทีมงานจากภาคแรก ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ David Frankel และนักเขียนบท Aline Brosh McKenna อีกทั้งยังเสริมทัพด้วยนักแสดงชุดใหม่ที่จะมาสร้างมิติใหม่ให้กับรันเวย์ อาทิ Kenneth Branagh, Justin Theroux, Lucy Liu, B.J. Novak, Simone Ashley, Patrick Brammall, Caleb Hearon และ Helen J. Shen พร้อมการกลับมาของตัวละครที่แฟน ๆ คิดถึงอย่าง Tracie Thoms และ Tibor Feldman ในบท “Lily” และ “Irv” ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงความต่อเนื่องจากภาคแรก ทำให้ภาพจำในวันวานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“The Devil Wears Prada 2 นางมารสวมปราด้า 2” อำนวยการสร้างโดย Wendy Finerman และได้ Michael Bederman, Karen Rosenfelt และ Aline Brosh McKenna เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร เตรียมเซ็ตติ้งชุด หน้า ผม ให้พร้อม ซ้อมเดินให้สับ แล้วไปเฉิดฉายกับเหล่าไอคอน 30 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

“The Face Men Thailand Season 4” เริ่มตอนแรก 7 มีนาคมนี้

โซเชียลมีเดีย:
X: @20thCenturyTH
Instagram: @20thCenturyStudiosTH
Facebook: @20thCenturyStudiosTH
Youtube: @20thCenturyStudiosTH
Hashtag: #TheDevilWearsPrada2TH #นางมารสวมปราด้า2
 

BLACK PIRANYA วงนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้! เมื่อ เเบงค์ ปรีติ นัดถ่ายเอ็มวีก่อนเพลงเสร็จ กับซิงเกิลใหม่ “X Y X” แรปล้วนๆ ไม่มีร้องผสม ชวนทุกเจนมาสนุกด้วยกัน

มีเเต่เรื่องให้ “ห๊ะ!” ตลอดจริงๆ ใครที่ติดตามเพจของ BLACK PIRANYA นำทีมโดย แบงค์ ปรีติ / ชัช Bodyslam / แป๊ป Sweet Mullet เเละ ข้น Bomb at Track จะรู้ว่าวีรกรรมของเเต่ละคนสนุกๆทั้งนั้น ไปผิดที่บ้าง นัดผิดเดือนบ้าง หนีเที่ยวโดดเข้าห้องอัดก็ยังมี ล่าสุดพวกเค้าก็ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำหรือแม้เเต่ศิลปินคนอื่นก็น่าจะยังไม่เคยทำ นั่นก็คือ “การถ่ายเอ็มวีก่อนทำเพลงเสร็จ!” ใครอ่านก็ ห๊ะ! เเต่รับรองว่าสาวกนูเมทัลได้โดดกันยับเหมือนเดิม เพราะ “X Y Z” ซิงเกิลที่ 2 นี้ ตั้งใจทำออกมาให้สนุก ถึงเเม้จะเกิดคนละเจนเเต่เมื่อรวมตัวกันก็มีเเต่เรื่องสนุกๆมันๆ เหมือน BLACK PIRANYA นั่นเอง

เเบงค์ เล่าว่า “ครั้งแรกในชีวิตของผมและน่าจะทุกคนด้วยที่ถ่ายเอ็มวีด้วยเพลงเดโม่ เเต่สัดส่วนในเพลงก็เกือบสมบูรณ์แล้วเเหล่ะ ซึ่งพอโพสต์ไปในเพจก็โดนแซวแต่วงนี้ฟรีสไตล์อยู่แล้ววงนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ (ยิ้ม) เเต่มันรอไม่ได้ ถ้าหลุดคิวนั้นไปอาจจะไม่ได้ถ่ายแล้วเพราะเเต่ละคนมีภารกิจของวงตัวเองอยู่ เเต่สนุก สนุกกว่าเดิมทั้งเนื้อเพลง ทั้งภาพในเอ็มวี เพลงหน้าด้านจะมีเเรปมีร้องใช่มั้ย เพลง X Y Z มีเเต่เเรป ผมอยากพูดถึงความสนุกที่วงเราประกอบไปด้วยสมาชิกที่มีทุกเจนอย่าง พี่ชัช เจน X ผมกับเเป๊บ เจน Y ส่วน ข้น เจน Z เเต่เรามาสนุกกัน ไม่ต้องสนใจหรอกว่าจะอยู่เจนไหน เอาดนตรีมาสนุกกัน เป็นเพลงนูเมทัลที่เอนจอยได้ทุกยุค เป็นบีทที่สร้างมาเพื่อโดดเลย

ส่วนเอ็มวี ผมก็มานั่งคิดว่ายุคเรามันมีอะไรบ้าง มีสเกตบอร์ด โรลเลอร์เบลด มีกราฟฟิตี้ เราอยากย้อนไปในยุคนั้นจริงๆ ก็เลยให้วงไปถ่ายในลานสเกตกัน เอ็มวีน่าจะเหมาะกับทุกๆคนเจนทั้ง X Y Z ก็ฝากเพลง X Y Z ไว้ด้วย คนฟังเพลงนูฯจะสนุกแน่นอน เนื้อหาเข้าถึงง่าย เกิดยุคไหนเจนไหนก็ฟังได้ ขอเเค่เป็นคนดี”

Link MV X Y Z BLACK PIRANYA
https://youtu.be/RB9smoZGq_o?si=Cp8_cKl6gjWKPwaM

ฟังเพลงได้ที่ Spotify, JOOX, iTunes Store และ Apple Music ดาวน์โหลดเพลงนี้ได้ที่ *1234343

ช่องทางติดตาม

BLACK PIRANYA Facebook l Instagram l TikTok

BANK PREETI Facebook I Instagram I TikTok

genie records Facebook I YouTube

XYZ #BLACKPIRANYA #genierecords #BANKPREETI

“ถุงแป้ง-เจสซี่” สุดปลื้ม! “Heart Code สืบลับจับใจ” กระแสปังถูกใจแฟนๆยอดเข้าชมทะลุ 6 ล้านวิว ขึ้นอันดับยอดนิยมบน MONOMAX

กระแสแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับ “Heart Code สืบลับจับใจ” ซีรีส์ GL แอ็กชั่น-ดราม่าสุดเข้มข้นเรื่องแรกจาก MONO Original ภายใต้การควบคุมการผลิตโดย บริษัท ดู เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เรียกได้ว่าเคมีนี้ดีต่อใจที่สุดกับ 2 สาวสวยสุดร้อนแรง “ถุงแป้ง” ภัทรวดี เหลาสา และ “เจสซี่” ณัฐศิญา พรหมมาตร ควงคู่พาปัง! ทำถึงชนิดที่ว่าหลังจากสตรีมทาง MONOMAX ไปได้เพียง 3 ตอน ยอดการเข้าชมบนออนไลน์จนถึงปัจจุบันทะลุ 6 ล้านวิวไปแล้ว และขึ้นแท่นซีรีส์ยอดนิยมบนแอป MONOMAX หลังจากเริ่มสตรีมได้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น! และในวันงานชมซีรีส์ตอนแรก Heart Code World Live Premiere [First EP] ก็ทำเอาแฮชแท็ก #HeartCodeMonomax ติดอันดับที่ 5 และคีย์เวิร์ด TUNGPANGJESSIE HEARTCODE ติดอันดับที่ 8 ใน Thailand Trends บนแอปพลิเคชัน X สร้างปรากฏการณ์ยอดผู้เข้าชมไลฟ์ ทะลุกว่า 1 ล้านวิวกันเลยทีเดียว!
นอกจากนี้ยังแท็กทีมร่วมสร้างความสนุกเติมสีสันให้ซีรีส์เข้มข้นเข้าถึงทุกรสชาติ ด้วยเหล่านักแสดงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ อาทิ บอย ภารัณ, พิม ปานวาด, บูม ฐานัตถ์, ตฤณ เศรษฐโชค, ต้น อธิวัฒน์, วิว ณัฐริกา, ปังญ่า อนัญญา และ ฟลุ๊ค พัทระ ที่ช่วยกันถ่ายทอดซีรีส์เรื่องนี้ให้ออกมาถูกใจแฟนๆ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศกันทุกฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากบู๊ดุเดือด ฉากหวานที่ฟินชนิดจิกหมอนกระจุย และฉากดราม่าที่เข้มข้นถึงอารมณ์ทุกตัวละคร

สำหรับในตอนต่อไปยิ่งเข้มข้นยิ่งขึ้นเมื่อ “ผู้กองธารา” (ถุงแป้ง) และ “วิกกี้” (เจสซี่) ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติการพิเศษผ่านอุปสรรคต่างๆ ด้วยกันมา ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้กันจนเกิดเป็นความรัก
แต่แล้วความรักของทั้งคู่ อาจต้องพบเจอกับอุปสรรค เมื่อวิกกี้นั้น มีชาติกำเนิดที่อาจเป็นสิ่งต้องห้าม ในความรักครั้งนี้ก็เป็นได้

ติดตามชมได้ใน
ซีรีส์ “Heart Code สืบลับจับใจ”
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ออกอากาศทุกวันศุกร์ ทาง MONOMAX เท่านั้น

สืบลับจับใจ

HeartCodeTheSeries

Monomax

MonoOriginal

ถุงแป้งเจสซี่

“Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” พาบุกโลกของสัตว์ กับความท้าทายเบื้องหลังการสร้างภาพธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนามาเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ก่อนไปฮาและตื่นตาในโรงภาพยนตร์ 5 มี.ค.นี้

ใครรอดู “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” อยู่ รีบซื้อตั๋วล่วงหน้าจับจองที่นั่งกันได้แล้ววันนี้ เพราะนอกจากความสนุกสุดฮาที่รับประกันเสียงหัวเราะลั่นโรง ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังมีความน่าสนใจในอีกหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านงานภาพ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของทีมผู้สร้าง เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกของสัตว์ ท่ามกลางผืนป่าและธรรมชาติ ซึ่งการใช้ CG รังสรรค์ภาพธรรมชาติให้สมจริงนั้น ไม่ง่ายเลย ยิ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันโทนคอเมดี้ สายลับ ไซไฟ อย่าง Hoppers การทำให้ฉากธรรมชาติมีความสมจริงโดยไม่แย่งซีนตัวละครและเรื่องราว ยิ่งท้าทาย จนเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดด้านงานภาพขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความสมจริงผ่านจอภาพยนตร์ให้มากที่สุด ชนิดที่สายรักธรรมชาติจะต้องประทับใจ

Daniel Chong ผู้กำกับ เผยว่าเขาถูกเตือนตั้งแต่ต้นว่า ธรรมชาติคือสิ่งที่สร้างด้วย CG ได้ยากมาก เพราะโลกกลางแจ้งเต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาล ทั้งพื้นผิว แสงเงา และสิ่งรบกวนสายตา (visual noise) ที่ในความเป็นจริงอาจดูงดงาม แต่เมื่อถ่ายทอดผ่านจอภาพยนตร์แล้วอาจทำให้สายตาผู้ชมไขว้เขวไปจากตัวละคร โจทย์สำคัญจึงเป็น “จะทำอย่างไรให้ธรรมชาติดูสงบ สวยงาม เป็นที่จดจำ และยังคงความรู้สึกสมจริง โดยไม่รบกวนการเล่าเรื่อง”
 
เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตัวละครกับฉากหลัง ฝ่ายวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่นำโดย Beth Albright ได้พัฒนาเวิร์กโฟลว์แปรงวาดแบบพิเศษ หรือเครื่องมือแปรงเฉพาะทาง ที่ช่วยให้สามารถใส่ลักษณะของฝีแปรงลงบนโมเดล และลดทอนรายละเอียดของฉากหลัง โดยไม่สูญเสียพื้นผิวและความเข้มข้นของสภาพแวดล้อม เขาอธิบายว่า “เราไม่ต้องการให้สไตล์ภาพของฉากแวดล้อมแตกต่างจากตัวละคร และเราก็ต้องตั้งคำถามว่าจะเลือกเน้นสไตล์ในทิศทางใด เพราะโทนของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างนอกกรอบ เป็นคอเมดี้แนวหลุดโลกที่คาดเดาไม่ได้ ผสมผสานความเป็นหนังสายลับและมีอารมณ์ไซไฟแฝงอยู่ และท้ายที่สุดเราต้องการพาผู้ชมดำดิ่งเข้าไปในความงดงามของธรรมชาติด้วย”

แต่โลกธรรมชาติเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ซึ่งมีความซับซ้อนในเชิงภาพและยากต่อการนำสายตา ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้ใบไม้ทุกใบเต็มไปด้วยรายละเอียดแบบภาพถ่าย ทีมงานเลือก “ลดรูป” องค์ประกอบธรรมชาติลงให้เรียบง่ายขึ้น แล้วแทนที่ด้วยลวดลายฝีแปรงที่ดัดแปลงมาจากคลังแปรงของ Hye Sung Park ผู้อำนวยการฝ่ายแสงและเงา ซึ่งสร้างต้นแบบไว้ใน Photoshop โดยฝ่ายวิชวลเอฟเฟ็กต์บอกว่า “เราเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเหมือนตราประทับเล็ก ๆ โดยใช้สีจากจุดตัวอย่างแต่ละจุด วิธีนี้ช่วยให้เราลดทอนรายละเอียดทางภาพได้ โดยไม่ต้องเบลอภาพ หรือใส่หมอกและบรรยากาศบดบังฉาก ทำให้ยังคงรูปทรงเงาของตัวละครที่นุ่มนวล มีสัมผัส และชัดเจนในการแสดงอารมณ์” จนได้ผลลัพธ์เป็นภาพธรรมชาติที่ดูนุ่มนวล กึ่ง Impressionistic แต่ยังคงพื้นผิว น้ำหนักแสง และมิติที่สมจริง
 
Nicole Paradis Grindle โปรดิวเซอร์ กล่าวว่า “เทคโนโลยีฝีแปรงนี้คือพัฒนาการครั้งใหญ่ ช่วยให้ทีมงานสามารถทำให้ฉากหลังของธรรมชาติดูนุ่มลง เพื่อให้ตัวละครโดดเด่นขึ้น แต่ผู้ชมยังคงรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และทีมแสงของเราก็สามารถปรับจูนมันให้เหมาะกับแต่ละช็อตได้อย่างละเอียด”
 
นอกจากนี้ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการถ่ายทอดถิ่นที่อยู่อาศัยของบีเวอร์ให้ถูกต้อง โดยทีมงานได้นำแรงบันดาลใจจากการเดินทางวิจัยที่โคโลราโด ซึ่งพวกเขาได้เห็นบีเวอร์ในสภาพแวดล้อมจริง ร่วมกับ Dr. Emily Fairfax ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ecohydrology (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับระบบสิ่งมีชีวิต) ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ มาสร้างสรรค์ โดยนำโทนเหลือง–ส้มของป่าแอสเพนและป่าสนเข้ามาเติมชีวิตชีวาให้พาเล็ตสีของเรื่อง ซึ่งป่าแอสเพนที่เชื่อมต่อด้วยระบบรากเดียวกันยังสื่อความหมาย สะท้อนธีมสำคัญของภาพยนตร์ นั่นคือ ความเชื่อมโยงระหว่างทุกชีวิต เรียกได้ว่าภายใต้ความสวยของงานภาพ ยังมีสารสำคัญซ่อนอยู่ด้วย 

เตรียมไปผจญภัยหลุดโลกกับสายลับบีเวอร์ และดื่มด่ำกับความงามของผืนป่าที่สวยสมจริงในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนใน “Disney & Pixar’s Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์” ซื้อตั๋วล่วงหน้าวันนี้ แล้วรอขำจนปอดโยกได้เลย เข้าฉายจริง 5 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบปกติ และระบบ IMAX, 4DX, Dolby Vision+Atmos, Zigma Cinestadium และ MX4D แต่ถ้าอยากฮาก่อน Hoppers มีข่าวดี เปิดรอบพิเศษให้ดูก่อนใครในวันที่ 3 มีนาคมนี้ เช็กสาขาและรอบฉายได้ที่เว็บไซต์โรงภาพยนตร์
 
โซเชียลมีเดีย:
X: @DisneyStudiosTH
Instagram: @disneystudiosth
Facebook: @WaltDisneyStudiosTH
Youtube: @waltdisneystudiosth
Hashtag: #HoppersTH #เด้งโดดเปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์ 
 


 


 

ห้ามพลาด! วอร์มนิ้วให้พร้อม “มาม่า presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” เปิดขายบัตร 4 มี.ค. 10โมงตรง

ถึงเวลานับถอยหลังสู่วันกดบัตรคอนเสิร์ต “มาม่า presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” ที่จะเปิดจำหน่ายในวันพุธ ที่ 4 มีนาคมนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10:00 น.            เป็นต้นไป งานนี้แฟนๆ เตรียมวอร์มนิ้วให้พร้อม เพราะเป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตสุดพิเศษที่รวมภาพยนตร์ ดนตรี และความทรงจำตลอดการเดินทางของ GTH & GDH ไว้บนเวทีเดียว

ความพิเศษไม่ได้มีเพียงการนำเพลงประกอบภาพยนตร์ ซีรีส์ชื่อดังมาถ่ายทอดใหม่ ในรูปแบบออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่และเต็มอรรถรสเท่านั้น แต่ยังมีหนังสั้นพิเศษจากผู้กำกับมากฝีมือ “เก้ง–จิระ มะลิกุล” ที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้โดยเฉพาะ เติมเต็มประสบการณ์ดูหนังผ่านเสียงดนตรีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

คอนเสิร์ตจะจัดขึ้นทั้งหมด 2 รอบการแสดง ในวันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 14:00 น.     และ 19:30 น. One Bangkok Forum โดยจะเปิดขายบัตรในวันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 10:00 น. ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 8,000 บาท / 6,000 บาท / 5,000 บาท / 4,000 บาท / 3,500 บาท / 3,000 บาท ทั้งนี้รายได้จากการจำหน่ายบัตร จำนวน 5,000,000 บาท จะมอบให้กับมูลนิธิดวงใจใหม่ เพื่อผ่าตัดหัวใจผู้ป่วยระยะเร่งด่วน จำนวน 111 ดวง

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย Facebook / Instagram /     Tiktok / X : GDH

#GDHโตมาด้วยกันคอนเสิร์ต